ศิล ๕ และองค์ธรรมสนับสนุน

  ถือศิล ๕ ไม่ขาดหาย   …  เราต้องถือศิล ๕ ในระดับอธิศิล กล่าวคือ เราไม่ละเมิดศิล เราไม่ชักชวนให้ผู้อื่นละเมิดศิล เราไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นละเมิดศิล เราไม่สรรเสริญในการละเมิดศิล
) ศิลข้อ ๑ และองค์ธรรมสนับสนุน
   ( ๑ ) เราเว้นจากการปลงชีวิต เว้นจาการทำให้บาดเจ็บ เว้นจากการทำทารุณโหดร้าย เว้นจากการทรมาณทำให้ลำบาก เว้นจากการรังแกแกล้งทำให้เดือดร้อนแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
   ( ๒ ) เราไม่คิดปลงชีวิต ไม่คิดทำให้บาดเจ็บ ไม่คิดทำทารุณโหดร้าย ไม่คิดทรมาณทำให้ลำบาก ไม่คิดรังแกแกล้งแกมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย
   ( ๓ ) เรารักชีวิตมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย เหมือนรักชีวิตเราเอง ขอให้มนุษย์ สัตว์ทั้งหลายจงอยู่เป็นสุขเถิด
   ( ๔ ) เมื่อสบโอกาส เราจะช่วยมนุษย์สัตว์ที่ตกอยู่ในอันตราย ให้รอดชีวิต พ้นอันตราย เท่าที่จะสามารถช่วยได้
   ( ๕ ) เรามีความยินดีเมื่อเห็นมนุษย์สัตว์มีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข ความเจริญ
) ศิลข้อ ๒ และองค์ธรรมสนุบสนุน
   ( ๑ ) เราเว้นจากการถือเอา เว้นจากการทำลายสิ่งของ ทรัพย์สินที่เขามิได้ให้ แม้เราจะเป็นเจ้าของร่วมด้วยก็ตาม
   ( ๒ ) เราไม่อยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่น เราพอใจในทรัพย์สินที่เรามีและได้มาโดยชอบธรรม เราถือตามพุทธพจน์ที่ว่า ” ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ” และ ” ความสันโดษด้วยทรัพย์สินตามมีตามได้โดยชอบธรรม นำสุขมาให้ “
   ( ๓ ) เราไม่ตระหนี่ เราใส่ใจในคำขอ เรายินดีในการสละ ในการให้ในการแบ่งปัน ในการช่วยเหลือซึ่งการงาน ทรัพย์สิน ผลประโยชน์ วิชชา ส่วนบุญ ที่เรามีในโอกาสอันควร
) ศิลข้อ ๓ และองค์ธรรมที่สนับสนุน
   ( ๑ ) เราเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ซึ่งเป็นการขัดต่อศิลธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
   ( ๒ ) เราไม่คิดประพฤติผิดในกาม
   ( ๓ ) เรารักและซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของเรา
   ( ๔ ) เราเว้นจากการประพฤติกามวิปริต
) ศิลข้อ ๔ และองค์ธรรมที่สนับสนุน
   ( ๑ ) เราไม่พูดเท็จ เราพูดแต่ความจริง
   ( ๒ ) ถ้าพูดความจริงแล้ว จะทำให้ผู้อื่นเสียหาย เราไม่พูด
   ( ๓ ) เราไม่ปกปิดความจริงที่ควรเปิดเผย เพื่อมิให้ผู้อื่นเสียหาย
   ( ๔ ) เราไม่พูดส่อเสียดยุยงให้ผู้อื่นแตกร้าวเข้าใจผิดกัน เราพูดแต่ที่ก่อความรักสามัคคีปรารถนาดีต่อกัน ส่วนที่แตกร้าวผิดใจกันอยู่ เราจะชักจูงให้ประสานสามัคคีปรารถนาดีต่อกันให้ยิ่งๆขึ้น
   ( ๕ ) เราไม่พูดคำหยาบ เราพูดแต่คำที่สุภาพไพเราะจับใจ มีกำลังใจ
   ( ๖ ) เราไม่พูดเพ้อเจ้อ เราพูดแต่ที่เป็นประโยชน์ เป็นธรรม มีหลักฐานอ้างอิง มีข้อยุติ พูดในเวลาและสถานที่ควรพูด
   ( ๗ ) เราไม่นินทาว่าร้ายให้เกิดโทษทุกข์แก่ผู้อื่น
   ( ๘ ) เราว่ากล่าวตักเตือนโดยธรรมแก่ผู้ประพฤติไม่สมควร ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเรา ถ้าว่ากล่าวตักเตือนโดยธรรมแล้วยังไร้ผล เราจะวางเฉยไม่ก่อโทษทุกข์ต่อไป
   ( ๙ ) เรารักษาสัจวาจา
) ศิลข้อ ๕ และองค์ธรรมสนับสนุนศิล ๕
   ( ๑ ) เราไม่เบียดเบียนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
   ( ๒ ) เราไม่สอดรู้สอดเห็น ไม่ก้าวก่าย ไม่แทรกแซงหน้าที่การงานความเป็นอยู่ของผู้อื่น ที่มิได้อยู่ในความรับผิดชอบของเรา
   ( ๓ ) เราอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตนให้เข้าได้กับบุคคลและกลุ่มชน
   ( ๔ ) เมื่อประสบมนุษย์สัตว์ได้รับโทษทุกข์เกินกว่าที่เราจะช่วยได้ เราจะวางเฉยด้วยเห็นว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ถ้าโทษทุกข์เกิดจากมนุษย์สัตว์นั้นทำชั่วเอง เราจะวางเฉยไม่ทับถมซ้ำเติม
   ( ๕ ) เราไม่เพ่งโทษโจทย์ความผิดของผู้อื่น เราหมั่นกล่าวโทษโจทย์ความผิดของเราเอง และแก้ไขตนให้ถูกต้องตามคลองธรรม
   ( ๖ ) เรามองมนุษย์สัตว์ในแง่ดี ในแง่ประโยชน์ ในแง่พระธรรม
   ( ๗ ) เราวางใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ
   ( ๘ ) เรามีความละอายใจไม่ทำชั่ว แม้ชั่วเพียงเล็กน้อยก็ตาม แม้ไม่มีผู้อื่นรู้เห็นก็ตาม เรามีความกลัวโทษทุกข์อันเป็นผลจากการทำชั่ว
   ( ๑๐ ) เราหมั่นระลึกถึงแต่กรรมดีที่เราได้ทำแล้ว และหมั่นระลึกถึงเรื่องที่ทำให้จิตชื่นชมยินดีในพระธรรม เรื่องที่เป็นความเห็นถูกต้องตามคลองธรรม ส่วนเรื่องกรรมชั่วและเรื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมองเราไม่ระลึกถึงเลย
   ( ๑๑ ) เราเพียรพยายามตั้งอยู่และดำรงมั่น ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และเพียรพยายามวางเฉยในโลกธรรม ๘
   ( ๑๒ ) เราจะยังประโยชน์ของเราและประโยชน์ของผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
   ชีวิตเป็นไปตามความรู้ความคิด สิ่งที่ผิดคือไม่สนใจศึกษาธรรม ฃีวิตเป็นไปตามความคิดความรู้ สิ่งคู่ควรคือตั้งใจปฏิบัติธรรม
   การปรากฏขึ้นของสรรพสิ่ง ก็ด้วยการรวมตัวของมูลเหตุ การดับสูญของสรรพสิ่ง ก็ด้วยการแยกตัวของมูลเหตุ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า … ” เกิดเพราะเหตุปัจจัย และดับเพราะเหตุปัจจัย เป้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงแท้แปรผัน บัญชาไม่ได้ “
                         ” จิตที่ส่งออกนอก        เป็นสมุทัย
               ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
                            จิตเห็นจิต               เป็นมรรค
               ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต           เป็นนิโรธ “
   ” จิตยังมี    กิเลสดอง     ต้องเกิดใหม่   ถึงอย่างไร  ให้ตน  หมั่นขวนขวาย
     สั่งสมคุณ   บุญกุศล  ไว้ก่อนตาย   แม้ชีพวาย   ใจผ่องใส   ย่อมไปดี “
          ปัญญาชอบเริ่มต้นหนทางถูก   จงหมั่นปลูกความคิดดีมีเหตุผล
          พูดจาชอบตอบไปถูกใจคน      กระทำตนตามศิลธรรมนำชะตาดี
          อาชีพชอบกอปรการณ์บันดาลโชค  มุ่งวิโมกข์ต้องพยายามตามวิถี
          มีสติชอบรอบคอบไม่เสียที       สมาธิดีมีใจมั่นบรรลุจริง
สงบกาย สงบวาจา สงบใจ เป็นศิลทั้งหมด กายเป็นศิล วาจาเป็นศิล ใจเป็นศิล ถ้าเรานั่งอยู่ในขณะนี้ ใจสงบธรรมดา เรียกว่าใจเป็นศิล ใจเป็นปกติ เป็นความสงบที่ยังไม่ได้เป็นสมาธิ
จากหนังสือ การปฏิบัติโลกุตตรธรรม โดย พันเอก ( พิเศษ ) ประดิษฐ์ เผ่าวิพัฒน์
About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤษภาคม 2008
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 48 other followers

%d bloggers like this: