การเห็นสภาวะสันตติ-ฆนะ ในแง่ของบัญญัติ

ใน ๖ ส่วน ในแง่ของการยก ( เท้าขึ้น ) ธาตุทั้ง ๒ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ มีประมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ ( คือ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ) มีประมาณมาก มีกำลังในการย่างเท้าและในการย้ายเท้าก็เหมือนกัน

ในการหย่อนเท้าลง ธาตุทั้ง ๒ คือ เตโชธาตุ วาโยธาตุมีปริมาณต่ำ อ่อน ส่วนอีก ๒ ธาตุ ( คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ) มีประมาณมาก มีกำลัง ในการเหยียบและกดก็เหมือนกัน

ครั้นโยคีทำ ( ระยะของการก้าวเท้าก้าวหนึ่ง ) ให้เป็น ๖ ส่วนอย่างนี้แล้ว จึงยกพระไตรลักษณ์เข้าในรูปที่ถึงความแตกดับด้วยความเติบโตขึ้นตามวัยนั้น

โดยส่วนทั้งหลาย ๖ ( ของก้าวเท้าก้าวหนึ่ง ) เหล่านั้น ยกขึ้นอย่างไร?

โยคีท่านนั้นพิจรณาเห็นอยู่ดังนี้ว่า ” ธาตุทั้งหลายในที่เป็นไป ในการยกเท้าขึ้นก็ดี รูปทั้งหลายใดอาศัยธาตุนั้นก็ดี สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดยังไม่ทันถึงการย่างเท้า ก็ดับไปในการยกเท้าขึ้นนี่เอง

เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด จึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อนึ่ง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปในการย่างเท้า ยังไม่ทันถึงการย้ายเท้า….

ที่เป็นไปในการย้ายเท้า ยังไม่ถึงกับการหย่อนเท้าลง ….

ที่เป็นไปในการหย่อนเท้าลง ยังไม่ทันถึงการเหยียบ …..

ที่เป็นไปในการเหยียบ ยังไม่ถึงกับการกด ก็ดับไปในการเหยียบนั่นเอง

สังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วในนั้นๆ ( มีการยกเท้าขึ้นเป็นต้น ) ยังไม่ทันถึงส่วนนอกนี้ ( และ ) นอกนี้ ก็ทำเสียงตฏะตฏะแตกเป็นปล้องๆ เป็นข้อๆ เป็นท่อนๆ ณ ที่นั้นๆ นั่นเอง

เหมือนเมล็ดงา ที่เขาวางลงบนแผ่นกระเบื้องอันร้อน ทำเสียงตฏะตฏะ ( เปรี๊ยะๆ ) แตกไป ฉะนั้น

เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป้นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ” ฉะนี้แล

การกำหนดรู้รูปของโยคีท่านนี้ แจ้งสังขารทั้งหลายที่เป็นปล้องๆอย่างนี้ เป็นการกำหนดรู้ที่ละเอียดอ่อน

ฉะนั้น การใช้คำในการสอดแทรกการอธิบายของตำราต่างๆ ท่านผู้เขียนตำราจะมีหมายเหตุไว้ว่า ทำไมจึงเรียกแบบนั้นแบบนี้ เพราะบางคำ หาคำเรียกที่ชัดเจนลงไปไม่ได้ เช่น

วิปสฺสติ สมฺมสนฺติ ววฏฺฐเปต ปริคฺคคณหนฺติ ปริจฺฉินฺทติ แปลกันมาทางปริยัติว่า วิปสฺสนฺติ, วิปัสสนา = เห็นแจ้ง

สมฺมสนฺติ, สมฺมสน = พิจรณา

ววฏฺฐเปนฺติ, ววฏฺฐานํ ( หรือ ววตฺถานํ ) = กำหนด

ปริคฺคโห, ปริคฺคหิตํ = ยึดถือ,หวงแหน

ปริจฺฉินฺทนฺติ, ปริจฺเฉโท = กำหนด,จำแนก,ขอบเขต แต่ในทางปฏิบัติ มีความหมายตามไขคำว่า

วิปสฺสนฺติ = เห็นด้วยวิปัสสนาญาณ ( ตามลำดับญาณนั้นๆ )

สมฺมสนฺติ, สมฺมสนํ = กำหนดรู้ อธิบายว่า กำหนด ( เฉยๆ ) ไม่รู้จะกำหนดไปทำไม?

และจะแปลว่า พิจรณา ( ตามที่เรียนมาทางปริยัติ ) ก็เช่นกัน จะมัวไปพิจรณาอยู่ทำไม? กำหนดรู้ไปเลย

และท่านใช้ชื่อญาณด้วย คือ สัมมาสนญาณ = ญาณกำหนดรู้

ววฏฺฐเปนฺติ ก็แปลว่า กำหนดรู้ เช่น จตุธาตุววฏฺฐาน = กำหนดรู้ะาตุ ๔

ปริคฺคณฺหนฺติ,ปริคฺคเหตฺวา,ปริคฺโห,ปริคฺคหตํ ก็แปลว่า กำหนดรู้

ซึ่งในฎีกา ( ปรมตฺถมญฺชูสา,ติตยภาค, น. ๔๘๘-๙ ) ให้แปลอย่างนั้น โดยอธิบายไว้ว่า

” ปริคฺคเหตฺวาติ ญาเณน ปริจฺฉิชฺช คเหตฺวา = กำหนดถือไว้ ด้วยญาณ “

ส่วน ปริจฺฉินฺทนฺติ แปลว่า จำแนก,กำหนด จึงแปลไว้ในที่นี้ ตามแนวไขคำ

สิ่งที่นำมาแสดงตรงนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ในแง่ของสภาวะที่ต้องอาศัยบัญญัติในการคิดพิจรณา แต่โดยตัวสภาวะที่แท้จริง จะรู้ขึ้นในจิตเอง ไม่มีคำเรียก ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่จะรู้โดยตัวสภาวะที่มาแสดงให้เห็นเอง

ฉะนั้นการตีความในพระไตรปิฎก ต้องแม่นโดยตัวสภาวะก่อน จึงจะนำมาสื่อในแง่ของบัญญัติที่เป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนได้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้นณขณะนั้นๆโดยตัวของสภาวะเองนั้นเป็นอย่างไร

การรู้ จะรู้ทีละขั้น คือ รู้แบบหยาบๆตามกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ แล้วรู้นั้นๆจะมีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะที่มาแสดงให้เห็น เรียกว่า มหาปัจจเวกขณะ

รู้ชัดเพื่ออะไร?

เมื่อมีคำถาม จึงมีเรื่องมาเขียน มีผู้ปฏิบัติที่เขามองว่าเขามีเวลาน้อยมากสำหรับเวลาที่ทำเต็มรูปแบบ คือเดินกับนั่ง เขาจะมีเวลาทั้งหมด ๔๐ นาทีโดยประมณ

เราบอกกับเขาว่า มันเป็นสภาวะของคุณ เหตุของคุณสร้างมาแบบนี้ นี่คุณกำลังเปลี่ยนแปลงเหตุของคุณ

ฉะนั้นไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องเวลา แค่คุณรู้ชัดอยู่ในกายได้ โดยจิตไม่วิ่งแล่บไปข้างนอก นั่นน่ะกุศลเกิดแล้ว เพราะจิตตอนนั้น มันไม่มีไปคิดว่าร้าย ไม่มีทั้งสุขและทุกข์ แต่มันมีตัวรู้เกิด ตัวปัญญาเกิด ตัวนี้แหละกุศลแท้ ที่ไม่มีอามิสบูชาเจือแต่อย่างใด เป็นกุศลที่สะอาดและบริสุทธิ์จริงๆ

เขาบอกว่า ตอนนี้ ยิ่งทำ เขายิ่งเห็นความคิดของเขาชัดมาก

สภาวะตรงนี้ เราอยากจะบอกกับผู้ที่เจริญสติทุกๆคนว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ปฏิบัติมาถึงจุดๆหนึ่งแล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนจะเจอเหมือนๆกันหมดคือ เห็นและรู้ชัดในความคิดของตัวเอง

ทั้งๆที่เมื่อก่อน ก่อนที่จะทำนี้ ความคิดต่างๆนั้นมีไหม มันมีของมันและมันเป็นแบบนั้นของมันอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นที่เราเห็นจะเห็นแค่แว่บๆแล้วผ่านไป เราไม่เคยเห็นมันชัด ถึงแม้เราไม่ได้ตั้งใจดูความคิดนั้นๆก็ตาม แต่มันจะเห็นและรู้ชัดในความคิดนั้นๆ

เหตุเนื่องจาก ตัวสัมปชัญญะเกิดในตัวบุคคลนั้นนั่นเอง ถ้าไม่มีตัวสัมปชัญญะเกิดเราจะไม่เห็นหรือรู้ชัดในความคิดแบบนี้ได้ มีแต่ไหลไปอดีตมั่ง ไหลไปตามอนาคตมั่ง มันไปของมันเรื่อย

แต่สภาวะตรงนี้ เมื่อคิดเราจะรู้และเห็น แล้วความคิดนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตัวเก่าหายไป ตัวใหม่เกิดต่อ ถ้ารู้กายได้ จิตจะกลับมารู้กาย

เพราะความเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ย่อมดึงกลับมารู้ที่กายได้ ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปอดีตมั่ง อนาคตมั่ง ยืดยาว

เมื่อกลับมารู้กายได้บ่อยๆ กำลังของสติ สัมปชัญญะมากขึ้น สมาธิย่อมมีกำลังมากขึ้นตาม ต่อไปไม่มีการต้องไปดึงจิตกลับมา จิตเขาจะกลับมารู้ชัดที่กายเอง มันจะเป็นไปตามสภาวะ

อีกคำถามที่เขาถามมาคือ เวลาเดิน เวลาที่เกิดความคิด เขาพยายามดึงจิตให้มารู้อยู่กับการเดิน ต้องการให้รู้ชัดในการเดิน ทำแบบนี้เขาทำถูกแล้วใช่ไหม?

เราถามกลับไปว่า คุณทำเพื่ออะไรล่ะ ที่ว่าต้องการให้รู้ชัดในการเดินน่ะ เวลาเกิดสภาวะพวกนี้ ต้องดูให้ทัน ความอยากมันแทรกตลอดเวลา โดยเฉพาะความอยากที่เป็นกุศลจะมีสภาวะที่ละเอียดมากๆ ยากที่จะรู้ทันได้

เราต้องหมั่นถามตัวเองทุกๆครั้งที่เกิดสภาวะที่ต้องการให้รู้ชัดไม่ว่าจะในการเดินหรือให้รู้ชัดในกายก็ตาม เราต้องตั้งคำถาม ถามตัวเองเสมอๆว่า เราทำเช่นนั้นเพื่ออะไร คำตอบที่ตอบกลับมานั่นแหละ คือตัวสภาวะที่แท้จริง

กำลังสติ สัมปชัญญะของแต่ละคนไม่เท่ากัน ล้วนแตกต่างไปตามเหตุที่ทำมา ฉะนั้นจะรู้ชัดในกายได้มากหรือน้อย แตกต่างกันไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องดูให้ทัน

เราเพียงทำเพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ ทำให้ต่อเนื่องนี่แหละ อุบายหรือวิธีให้รู้อยู่ในกายและจิตของแต่ละคนนั้น แล้วแต่เหตุของใครของมัน

เพียงทำต่อเนื่องไปนี่แหละ กำลังของ สติ สัมปชัญญะจะแข็งแรงหรือมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเอง ทำสะสมไป กิเลสน่ะ สามารถทำให้เกิดได้ทั้งสุขและทุกข์ แค่เรารู้อยู่กับมัน รู้ว่ามันมี และยอมรับ นี่ชื่อว่าผู้หลงน้อยลงแล้ว

เดินจงกรม รู้ลมหายใจ

ให้คำแนะนำ

วันนี้มีผู้ปฏิบัติโทรฯมาถามว่า เวลาเดินจงกรม จะคอยรู้ที่ลมหายใจ ไม่ค่อยรู้เท้า ทำแบบนี้ได้หรือไม่?

คำตอบคือ รู้อะไรก็ได้ แค่รู้อยู่ในกาย ใช้ได้ทั้งนั้น เมื่อใดที่สติ สัมปชัญญะดี จะรู้ชัดไปทั้งตัวเอง เท้าก้รู้ ลมหายใจก็รู้ กายก็รู้ จะรู้เอง เหตุที่จิตคอยไปวิ่งจับที่ลมหายใจ เนื่องจากเคยฝึกภาวนาด้วยการดูลมหายใจมาก่อน

ขอถามต่อว่า เวลาจับลมหายใจ จะชอบง่วงนอน

คำตอบ ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง ถ้าอยากจะนอนจริงๆก็นอนไปเลย ส่วนจะฝืนหรือไม่ฝืน อันนี้แล้วแต่ผู้ปฏิบัติเอง ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว

ขอถามต่อ พอรู้ว่าง่วง เคยลองนอน พอนอนลงไป มันก็ไม่หลับ ตากลับสว่าง หายง่วง

คำตอบ มันไม่มีอะไรหรอก กิเลสทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องไปหาวิธีการอะไร หาวิธีการคนที่ทุกข์ก็คือตัวเราเอง พึงระวังความอยากที่แทรกอยู่ จริงๆแล้วสภาวะมันเปลี่ยนตลอดเวลา ง่วงมั่ง ไม่ง่วงมั่ง ช่างมัน

ขอถามต่อ อะไรเกิดขึ้น ให้แค่รู้ใช่ไหมคะ?

คำตอบ ค่ะ ถ้าทำได้ ถ้ายังทำไม่ได้ จิตมันคิดอะไรก็ให้รู้ไปตามนั้น ใหม่ๆจะเป็นแบบนี้แหละ

หมายเหตุ:-

สภาวะนี้เจอมากับตัวเอง เรียกว่าเดินย่ำจนจำสภาวะได้หมด อันนี้เล่าสู่กันฟัง อาจจะมีสภาวะที่เหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่แน่นอนคือ ไม่มีอะไรเที่ยง สภาวะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

เมื่อก่อน เวลาเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิจะชอบง่วง ก็หาวิธีการน่ะสิ ทำยังไงถึงจะไม่ให้ง่วง ลองทุกรูปแบบ สุดท้ายคือ ง่วงมั่ง ไม่ง่วงมั่ง ล้วนคาดเดาเอาเอง ว่าต้องเกิดจากเพราะเหตุนั้น เหตุนี้ คาดเดาตลอด ตอนนั้นสติยังไม่มากพอที่จะมองเห็นกิเลสที่เข้ามาแทรก กิเลสที่เป็นกุศล อยากทำความเพียรจ่อเนื่อง พยายามไม่ให้ง่วง มองไม่เห็นจริงๆนะ ความอยาก

ก็ทำไมต้องไปหาวิธีการด้วยล่ะ ความอยากในใจที่เกิดขึ้นดูทันไหม? ส่วนมากคือไม่ทันกันซะมากกว่า เพราะกิเลสความอยากที่เป็นกุศลนี้จะมีสภาวะที่ละเอียดมากกว่ากิเลสที่เป็นอกุศล

บางคนอาจจะพูดว่า ก็พระพุทธเจ้ายังทรงให้ลองทุกวิธีเลย ถ้าไม่ไหวจริงๆให้นอนไปเลย

อ่ะ มาพิจรณากัน สภาวะนี้ทำให้เกิดตัวปัญญานะ ถ้ารู้จักคิดพิจรณาหรือเจอกับสภาวะนี้บ่อยๆ แล้วพยายามแก้ไขสภาวะ

ทำไมพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ทำแบบนั้นล่ะ

เพราะพระองค์ทรงต้องการให้เรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง รู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้เชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไปทุกอย่าง ควรคิดพิจรณาด้วยตนเองกันมั่ง

สภาวะไม่ว่าจะเดินแล้วง่วง หรือนั่งแล้วง่วงก็ตาม บางคนอาจจะมองว่า เพราะกินอิ่มไปไหม? เพราะเหนื่อยหรือเปล่า? เพราะดึกแล้วหรือเปล่า?ฯลฯ มีแต่คำว่าเพราะๆๆๆๆๆ อย่างนั้น อย่างนี้ จริงไหม? มีแต่การให้ค่า การคาดเดาสภาวะ

แท้จริงแล้ว ตัวสภาวะเขามาสอนตลอดเวลา มันเที่ยงไหม เวลานี้อาจจะง่วง ก็คาดเดาละว่า เพราะดึกไปไหม? วันต่อไปทำแต่วัน ยังง่วงอีก อ้าวหาเหตุอื่นๆต่อว่าอาจจะเพราะอย่างนั้น อย่างนี้

นี่นะ สภาวะเหล่านี้ เจอกับตัวเองมาหมดแล้ว ไม่งั้นจะพูดไม่ได้แบบเต็มปาก เดินจงกรมน่ะ เดินเป็นพันๆกิโลได้แล้วกระมัง ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกิโลละ ถ้าคนทำทุกวันจะเข้าใจนะ

ทำจนเรียกว่า จดจำทุกๆสภาวะได้หมด เลิกให้ค่าแล้ว เดินแล้วง่วงเหรอ ไม่ต้องหาคำตอบหรือหาเหตุอะไรเลย ไม่ต้องไปหาว่าง่วงเพราะอะไร เปลี่ยนอิริยาบททันที

ถ้าเดินไปสักพักต่อแล้วยังง่วงอีก จะเดินไปที่โซฟา นั่งต่อเลย ไม่ก็นั่งที่พื้นน่ะแหละ ที่ไหนได้ พอนั่งลงปั๊บ ก้นยังไม่ทันสัมผัสพื้น จิตเป็นสมาธิทันที นี่เห้นไหม ไปคาดเดาไม่ได้ บางทีเป็นสมาธิทีหลายชั่วโมง เราก็นั่งรู้ไปแบบนั้นแหละ

ประเภทเดินแล้วเกิดความคิดอีกอย่าง อันนี้แล้วแต่อุบายของแต่ละคนนะ เจอมาเยอะแล้ว เดินแล้วคิดๆๆๆๆ บางทีคิดจนเวียนหัว มันจะคิดอะไรนักหนา กำหนดคิดหนอๆๆๆ ก็แล้ว ยังไม่ยอมหยุดคิดสักที ตอนหลังเลิกกำหนด แต่ดู และรู้ว่าคิด แล้วมาสนใจในกายต่อ ดูลมมั่ง เท้ามั่ง มือขยับไปมามั่ง สุดท้ายความคิดหายไปเอง

ก็เราไปสนใจมันเอง ยิ่งสนใจ สภาวะความคิดยิ่งแผลงฤทธิ์ คิดก็ให้รู้ว่าคิด ไม่ต้องไปปฏิเสธ ยอมรับไป แล้วมารู้ที่เท้ากำลังเดิน หรือจะรู้ลมหายใจ หรือจะรู้กายส่วนอื่นๆ ให้รู้อยู่ในกายนี่แหละ พอมันเห็นเราไม่สนใจ ความคิดจะหายไปเอง รู้ไปแบบนี้แหละ สภาวะจะเกิดสลับไปสลับมา ก็ยังมีกิเลสนี่นะ ความคิดย่อมมีเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าบางคนถนัดกำหนด ก็กำหนดไป ไม่มีอะไรถูกหรือผิดหรอก เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป อุบายที่ใช้ในการรักษาจิต จึงแตกต่างกันไป

อ้อ … เวลาต้องการให้สภาวะไหนเกิดชัด เช่นเดินจงกรม ต้องการให้รู้เท้าชัด ควรถามตอบตัวเองด้วยว่า ที่ต้องการให้รู้ชัดน่ะ รู้ชัดไปเพื่ออะไร พึงระวังกิเลสให้ดีๆ มันเข้าแทรกได้ตลอดเวลา ทำเพราะความอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก

อุบายในการเดินจงกรม

อุบายในการเดินจงกรมของแต่ละคนนั้น แตกต่างไปตามเหตุของแต่ละคน
ตัวเราเองแรกเริ่ม เริ่มจากการเดินโดยมีรูปแบบ มีการกำหนดลงไปทุกย่างก้าวที่กำลังเดิน
หรือที่เรียกว่า การเดิน ๖ ระยะ

การเดินแต่ละระยะที่แตกต่างกัน เป็นตัววัดสติ สัมปชัญญะ
ในขณะที่กำลังเจริญสติในอริยาบทเดิน ทุกๆระยะหมายถึงความตั้งมั่นของจิต
ที่สามารถรู้อยู่ในกาย รู้อยู่กับเท้าที่เคลื่อนไหว ที่กระทบพื้น

หากสติยังไม่มีกำลังมากพอ จิตยังไม่ตั้งมั่นมากพอ
เมื่อไปเพิ่มระยะการเดินในระยะสูงๆจะมีอาการเดินเซ บางทีหัวทิ่มหัวตำ
จึงควรเริ่มเดินตั้งแต่ระยะที่ ๑ เดินไปจนกว่าจิตจะรู้อยู่แนบแน่นกับเท้าได้ดี เรียกว่า
รู้ชัดทุกๆการกระทบ หรือทุกๆย่างก้าวที่กำลังเดิน จึงค่อยเพิ่มรายละเอียดของระยะต่อๆไป

หากเดินได้ตามระยะ จะรู้สึกถึงความแนบแน่นรู้ชัดอยู่กับเท้าที่เคลื่อนไหวที่กระทบพื้นได้ทุกระยะ สิ่งที่ทุกๆคนจะเจอเหมือนกันหมดคือ สภาวะ สันตติขาด ฆานะบัญญัติแตก
เหตุเนื่องจาก สติ สัมปชัญญะดี สมาธิดี จึงทำให้รู้ชัดลงไปทุกๆย่างก้าว จึงเห็นการทำงานของจิตได้อย่างชัดเจน

เมื่อมาถึงสภาวะตรงนี้แล้ว คำบัญญัติหรือคำกำหนดต่างๆที่ใช้ในการเดินจงกรมหรือในขณะที่กำลังเดินจะหายไปเอง จะมีแค่รู้ว่าเดิน รู้ลงไปทุกๆย่างก้าวที่กำลังเดิน โดยมิต้องใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดบัญญัติแต่อย่างใด นี่คือ จุดเริ่มต้นของการละบัญญัติหรือสภาวะสมมุติไปสู่สภาวะปรมัตถ์

หลังจากที่รู้ชัดในการเดินได้แล้ว ต่อมาการเดินจงกรมของเรานั้นเปลี่ยนไป มันจะเป็นรู้ทุกย่างก้าวที่เดิน จะรู้ขึ้นมาเองทุกๆครั้งที่เท้ากระทบพื้น โดยมิได้กำหนดรู้ลงไปแต่อย่างใด

จากการเดินที่ต้องมีรูปแบบ กลับมาเป็นเดินรู้เท้า ไม่ว่าจะเดินทำอะไรมันก็รู้ที่เท้าได้ตลอด
และจากที่เคยเดินอย่างเดียว กลายเป็นว่า เดินไปด้วย ทำงานต่างๆไปด้วย สลับกับการเดิน
เช่น ถักโครเชท์ ยืนเย็บผ้า รีดผ้า ทำงานบ้านแบบเบาๆที่ไม่เสียเหงื่อ เรียกว่าทำงานไปด้วยสลับกับการเดินจงกรม

เลยมีผลพลอยได้จากการเดินจงกรมหลายๆอย่าง เช่นของรีไซเคิ้ล ทำจากเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว
อย่างกางเกงยีนส์ขายาว นำมาแปลงรูปเป็นขาสั้น ใส่แบบสบายๆ

ชิ้นส่วนของขากางเกงที่ตัดสั้น นำส่วนขามาแยกชิ้นทำเป็นกระเป๋าผ้ายีนส์
เก๋ซะไม่มี ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อกระเป๋าผ้า

ถักที่ใส่ทิชชูแจกเพื่อนๆที่ทำงาน แจกคนรู้จัก นำชิ้นส่วนของผ้าต่างๆทำเป็นถุงผ้าใบเล็กๆ
สำหรับใส่เครื่องสำอางค์ ใส่ทิชชู ฯลฯ เรียกว่าสารพัดประโยชน์ แจกเขาไปหมด

บางครั้งเดินหลายชม. บางครั้งเดินแค่ชม.เดียว บางครั้งแค่ยืนรีดผ้าอย่างเดียว หลังจากรีดผ้าเสร็จ กำหนดลงนั่งต่อทันทีก็มี จิตเป็นสมาธิได้ง่ายเหมือนทุกๆครั้ง สมาธิที่เกิดขึ้นก็แนบแน่นดี กำลังสมาธิจะเกิดต่อเนื่องและแนบแน่นคงที่ ประมาณ ๑ -๒ ชม.

จากที่เคยเป็นคนไม่ค่อยขยันทำงานบ้านเท่าไหร่นัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมีระเบียบ ละเอียดมากขึ้น เป็นคนช่างสังเกตุมากขึ้น งานที่ทำก็ละเอียดมากขึ้น ไม่สักแต่ว่าทำเหมือนก่อนๆ

บัญญัติ

 
เรื่องของภาษาหรือบัญญตที่ใช้สื่อสารกัน เพราะตราบใดที่เราใช้ภาษาเดียวกัน
เราย่อมเข้าใจในความหมายของคำบัญญัตินั้นๆ
 
ขี้เหร่เน๊ะ
คำว่า ขี้เหร่ หากคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายทั้งหลายที่ไม่รู้คำแปล พอฟังแล้ว ลมออกหูทันที
เพราะไปคิดว่าเขาว่าตัวเองขี้เหร่ แต่พอไปดูคำแปล ขี้เหร่ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สวย,หล่อ
ทีนี้หน้าบานเลย เห็นไหม การปรุงแต่งด้านบัญญัติ ปรุงดีมันก็ดี ปรุงไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่ดี
ใครผิดล่ะทีนี้ ตัวเราน่ะแหละผิด เพราะเราไปให้ค่าให้ความหมายในบัญญัตินั้นๆเองว่า มันคืออะไร 
จึงทำให้เกิดปัญหา กลายเป้นการก่อเหตุใหม่ทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ไม่รู้จบ
 
คำพูดของอีกฝ่าย ที่เขาพูดมา หากปรุงว่าเขาเขาชม ใจเราก็ฟู หากปรุงว่า เขาติ ใจเราก็ฝ่อ
หากปรุงว่า เขาด่า ไปแล้ว ลองต๊ะแล่บแป๊บทันที ยิ่งขาดสติไปแน่บเลย กู่ไม่กลับ
มันด่าเรา เราต้องด่ามัน นี่มันเป็นแบบนี้ไปทันที
 
เราถึงชอบพูดเสมอๆว่า การกระทบ หนึ่งการกระทบ คือ หนึ่งการเรียนรู้  แล้วจะมีหนึ่งความรู้เกิดขึ้น
ตัวรู้มันจะเกิด เหมือนครั้งนี้ เราได้รู้เรื่องของการปรุงแต่งต่อคำบัญญัติ พอเข้าใจได้ตรงนี้
ใจที่เคยแล่บๆไปตามตัวหนังสือ มันเบาบางลง ยังมีนะ แต่เบาบางลง สติรู้เท่าทันจิตมากขึ้น
ยามตากระทบในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกใจ มันจะแว่บขึ้นมาแป๊บนึง แล้วสงบลง พอเห็นครั้งที่ 2 แค่รู้
คือยังรู้สึกอยู่ แต่แค่รู้ ครั้งที่ 3 นั่นคือ บัญญัติ มันจบลงแค่นั้นเอง ไม่ไปให้ค่าความหมายใดๆอีกต่อไป
 
นี่ผลของการเจริญสตินะ มีดีแบบนี้ มีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งสติ ได้ทั้งสัมปชัญญะ ได้ทั้งกำลังของสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อใดมีสัมปชัญญะเกิดพร้อมสติ มันจะมีตัวรู้ หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นมาเอง
 
การโพสตัวอักษร หรือโพสคำสอนต่างๆ
หากอ่านคำสอนนั้นๆ แล้วเกิดความศรัทธา คิดจะนำมาแบ่งปันคนอื่นๆ นั่นคือ กุศลจิตได้เกิดขึ้นแล้ว
หากโพสเพราะ ต้องการสอน คือ ใจคิดเบียดเบียนคนอื่นๆ โดยการนำคำสอนมาเบียดเบียน
นั่นคือ อกุศลจิตเกิดขึ้นในใจแล้ว
 
การกระทำใดๆก็ตาม เราต้องหมั่นดูลงไปในจิตของเราที่กำลังสร้างเหตุนี้ สร้างเพื่ออะไร เหตุดีหรือไม่ดี
เรานั้นเป็นผู้รับผล เราเบียดเบียนผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเบียดเบียนเราด้วยเช่นกัน
เรียกว่า ทำสิ่งใดลงไป ย่อมได้รับผลตามนั้น
 
ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่มีคำว่าบังเอิญ มันเป็นเรื่องของจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละคน
เพียงแต่เรานั้น จะหยุดมันหรือจะสร้างต่อเท่านั้นเอง
 
วันนี้สะสมหน่อวยกิตได้ 7 ชม. อาการเสียวฝ่าเท้ายังมีอยู่ นี่นั่งเฉยๆยังรู้สึกชัดมากๆ
ก็ลองถามคนที่ฝึกแนวเดียวกัน ท่านบอกว่า ท่านเองก็เป็นเหมือนกัน ก็โอเคนะ
 
การเดินจงกรม พอถึงจุดๆหนึ่งแล้ว ไม่ต้องกำหนดใดๆ แต่มันจะรู้ขึ้นมาในจิตเอง
ทุกๆขณะที่เดิน ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็ตาม จะใส่รองเท้าหรือไม่ใส่ก็ตาม เท้าที่กระทบพื้นจะรู้สึกกระทบมาถึงใจ
ความรู้สึกจะเสียวๆฝ่าเท้าตลอดเวลา แม้ไม่ได้เดินเลยก็เป็น ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าจะชัดเจนมากๆ
 
ตอนนั่ง เจอสภาวะมดกัด 3-4 ครั้ง เจ็บมากๆ แต่ดับไปเอง ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้ลงไปว่านี่คือสภาวะ
แต่พอเจอตัวแมงเข้าหู โอยยย  ยอมเลย ตอนแรกกำหนด กำหนดก็สู้ไม่ไหว จนมีความรู้สึกว่า กำลังจะเข้าหูแล้ว
เอานิ้วแยงเลย ทนไม่ไหว เฮ้อออ  … เสร็จกิเลสมันอีกล่ะสิ
 
 

ทบทวนสภาวะ

 
สภาวะสอนอะไรให้กับเราหลายๆอย่าง ทำให้เรามีความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมามากขึ้น
เห็นรายละเอียดหลายๆอย่าง ที่เราอาจจะเคยมองข้ามๆไป
คือรู้ เห็น แต่อาจจะมองข้าม ไม่ได้ใส่ใจอะไร
 
การผ่านสภาวะแต่ละสภาวะทำให้เราสำรวมอายตนะมากขึ้นเรื่อยๆ
มีสติรู้อยู่กับกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ใส่ใจข้างนอกน้อยลง
 
ฟังเพลงไปด้วยกัน ระหว่างเขียนบันทึก วันนี้รู้สึกบอกไม่ถูก
 
เป็นคนชอบฟังเพลงสากล มันเหมือนกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ถ้าเราไม่ไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่มากระทบ เหตุใหม่ย่อมไม่เกิด
เพราะเราไปให้ค่าให้ควาหมายกับตัวสมมุติ กับตัวบัญญัติต่างๆ
ปัญหาหรือเหตุ ถึงได้มีเกิดขึ้นเนืองๆ
 
นี่คือ เรา ไม่ใช่คนอื่น
ใครเขาจะคิดว่าเรานั้นเป็นอย่างไร นั่นคือ ความคิดของเขา
แต่เราต้องเอาสติ สัมปชัญญะกลับมารู้กับกายและจิตของเราให้บ่อยๆ
เพื่อจะได้เห็นรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น รู้เท่าทันสภาวะที่เกิดมากขึ้น
 
ความเป็นจริงที่เห็นชัดมากขึ้นคือ ใครจะเป็นอะไร เรื่องของเขา
ใครปฏิบัติอย่างไร เรื่องของเขา  ผู้แนะนำเขาเป็นอย่างไร เรื่องของเขา
ใครจะกางตำราสอนหรือจะอย่างไร นั่นก็เรื่องของเขา
ใครจะคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับตัวเรา นั่นก็เรื่องของเขา
เหตุมี ผลย่อมมี มันเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว
 
หน้าที่เราคือ รู้อยู่กับกายและจิต ทำในสิ่งที่สมควรทำ
อะไรที่ยังทำไม่เสร็จ ให้ทำให้เสร็จ งานของเรามี หน้าที่ของเรามี
เราเพียงตั้งใจทำงานที่เราทำอยู่นั้นให้ลุล่วงและสำเร็จพอแล้ว
นับวัน เรานับถอยหลังในการใช้ชีวิตตลอดเวลา
เวลาในชีวิตของเรานั้น ไม่รู้จะหมดลงเมื่อไหร่ เราควรตักตวงเวลาที่เหลืออยู่
 
ในแง่ของการปฏิบัติ นับวันทำเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ไปแบบสบายๆ รู้อยู่กับกายและจิตได้เรื่อยๆ บางครั้งไม่ทัน
ก็ปรับเปลี่ยนอริยาบทปเรื่อยๆ
ใช้ให้ถูกต้อง ถูกทาง และใช้ให้คุ้มค่าทุกวินาทีที่ผ่านไป
 
 
ในเรื่องของการปฏิบัตินั้น นับวันเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ไม่เร่ง ไม่รีบ แต่ทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง
 
วันนี้สะสมหน่วยกิตไปได้อีก 6 ชม.
ช่วงเช้า ระหว่างนั่ง เหมือนมีกระแสไฟไหลผ่านอีกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า
รู้สึกถึงกระแสไฟได้ชัดมากๆ เหมือนโดนไฟดูดอ่อนๆ
 
เดี๋ยวนี้ มีอาการเสียวๆฝ่าเท้าตลอด ถึงแม้จะไม่เดินจงกรมก็ตาม
ความรู้สึกที่ฝ่าเท้าจะชัดกว่าเมื่อก่อนมากๆ เห็นสันตติขาดบ่อยมากขึ้น
นั่นบ่งบอกถึง การพัฒนาในด้าน สติ สัมปชัญญะที่มีมากขึ้น
 
เมื่อมีสัปชญญะมากขึ้น ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
มีความสุขนะ  แม้กระทั่งนั่งพักในสมาธิ บ่อยครั้งเจอสุข และโอภาสทำงานพร้อมๆกัน
เรารู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมเอาไว้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย
ตรงนี้เราทำหลังจากนั่งสมาธิเรียบร้อยแล้ว
 
คือ พอนั่งสมาธิเรียบร้อย เราจะเดินไปนั่งที่โซฟาต่อ แล้วหลับตาลง
จิตจะเข้าสู่สมาธิได้ทันที โอภาสจะสว่างทันที
บางครั้งเข้าสู่ฌาน 4 ได้ทันที บางครั้งถอยมาที่ฌาน 3 มีแต่สุข
ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ ไม่มาปะปนกัน
 
ความคิดบางครั้งมี ก็ส่วนความคิด  โอภาสส่วนโอภาส สุขส่วนสุข
เห้นการเคลื่อนไหวของกายแบบชัดเจนดี บางครั้งจับได้เบาๆไม่ชัด
ลมหายใจเบาบ้าง แรงบ้าง จับได้บ้างไม่ได้บ้าง นั่งดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ
บางครั้งสติไม่ทับ มันจะวูบหายไป ก็ปล่อยนะ เพราะเวลาสมาธิเขาคลาย
ก็จะกลับมารู้ที่กายได้เหมือนเดิม ก็จะนั่งเล่นสมาธิแบบนี้ใช้เวลาไม่แน่ไม่นอน
วันนี้นั่งเล่นไป 2 ชม. เมื่อวานนั่งได้ 3 ชม. แต่ละวันนั่งไม่เท่ากัน
แล้วแต่กำลังของสมาธิว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีมากๆ
 
เราถึงได้คิดไปหาซื้อโซฟาแบบที่ห้องทำงานของเรา
เราจะได้เอาไว้นั่งพักเวลากลางคืน เราไม่อยากนอนยาว นอนแล้วชอบดิ่ง
นั่งแบบนี้เรากำหนดเวลาได้ว่าจะอยู่กี่ชม. หรือจะปล่อยไปเรื่อยๆก็ได้ 

ทุกๆสภาวะคือ การเรียนรู้

 
ทุกๆการกระทบ คือ สภาวะกิเลส ต้องเรียนรู้กันเอง
ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะหยุด หรือจะต่อยอดกิเลสออกไปเรื่อยๆ นั่นอยู่ที่สติ สัมปชัญญะ

ทุกๆการกระทบ คือ หนึ่งความรู้  เราจะได้ความรู้ทุกๆครั้งที่มีการกระทบ
และเมื่อเรามีสติรู้เท่าทันสภาวะมากขึ้น นั่นก็ได้อีกหนึ่งความรู้

แต่หนึ่งความรู้นั้น เลือกที่จะก่อภพชาติ หรือ ทำให้ภพชาติน้อยลง อันนี้ก็อยู่ที่สติ สัมปชัญญะนะ
รู้ทันไหม ถ้าไม่ทัน ก็ไปตามกิเลส ถ้าทันก็หยุดได้ ไม่ตอบโต้ใดๆ

ให้กลับมามองในตัวเรา ทุกอย่างล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของจิตเราเอง
เกิดจากอุปทานของตัวเราเอง ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้มีตัวตนเกิดขึ้นมา

ทั้งๆที่มีแต่กิเลส มีแต่บัญญัติ
แต่ความไม่รู้ของเรา ทำให้มันมีตัวตน มีค่า มีความหมายขึ้นมาเอง

  เจริญสติต่อไป วันนี้อาจจะต้องนับหนึ่งใหม่ แต่ยังดีที่มีโอกาสได้นับ
นับว่ากุศลยังมี ยังดีกว่าขาดโอกาสที่จะนับต่อไปหรือ ไม่เคยนับเลยในชีวิตที่เกิดมา

 เราเอง นับหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่แล้ว แต่ไม่เคยท้อ เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
ยังดีกว่าหมดสิ้นลมหายใจ แล้วหมดโอกาสที่จะนับ วันนี้ยังคงนับอยู่
แต่การนับ เริ่มหายไปเรื่อยๆ เหลือแค่รู้มากขึ้น เหลือแค่ดูในบางครั้ง

การจากกัน เราทุกคนต้องจากกัน ไม่วันนี้หรือวันไหนๆ เราก้ต้องจากกัน
จากกันตอนเป็นหรือตอนตาย ยังไงเราก็ต้องจากกัน ฝึกไว้ตั้งแต่ตอนนี้
เพราะเมื่อถึงเวลาจริงๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจแบบที่เราเห็นเขาเสียใจยามที่ต้องจากกัน

ฝึกใจให้แกร่งดุจดังหิน เมื่อถึงเวลา จะได้ไม่มีการมาอาลัยอาวรณ์หรือคร่ำครวญโศกาอาดรูแต่อย่างใด
ฝึกใจให้แน่นดุจแผ่นดิน ใครจะเหยียบ ใครจะย่ำยังไง ปล่อยไป เพราะนั่นคือ การปรุงแต่งของจิตเราเอง
ไม่ใช่เกิดจากคนอื่นๆนะ เกิดจากความที่ยังมีเราอยู่ทั้งนั้น

ไม่มีเราเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็จะไม่มีเราออกมาเพ่นพ่านแสดงตัวอีกต่อไป
คงอยู่กับรูป,นาม มากกว่าจะออกมาแสดงตัว
ตราบใดที่ยังมีการแสดงตัว นั่นคือ ยังมีเรา

วิธีการเดินจงกรม 6 ระยะ

 
เทียบตำรากับวิธีทางปฏิบัติ

ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ แบ่งส่วนก้าวเท้าออกไว้ ๖ ส่วน หรือ ๖ ระยะ ดังนี้

" ตโต เอกปทวารํ อุทฺธรณ – อติหรณ – วีติหรณ – โวสฺสชฺชน –
สนฺนิกฺเขปน – สนฺนิรุมฺภน – วเสน ฉ โกฏฐาเส กโรติ
"

แปลว่า ครั้นแล้วกระทำแบ่งก้าวเท้า ก้าวหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วนคือ

๑. อุทฺธรณํ นาม ปาทสฺส ภูมิโต อุกขฺขิปนํ
ยกเท้าขึ้นจากพื้น เรียกว่า อุทธรณะ ( ยก )

๒. อตหรณํ นาม ปุรโต หรณํ
ยื่นเท้าไปข้างหน้า เรียก อติหรณะ ( ย่าง )

๓. วีติหรณํ นาม ขาณุ กณฺฏก ทีฆชาติอาทีสุ กิญฺขิเทว ทิสฺวา อิโต จิโต จ ปาทสญฺจรณํ
เมื่อเห็นตอ เห็นหนาม หรือเห็นทีฆชาติ ( งู ) เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วก้าวเท้าไปข้างโน้น ( และ ) ข้างนี้ เรียกว่า วีติหรณะ ( ย้ายหรือยั้ง )

๔. โวสฺสชชนํ นาม ปาทสฺส โอโปนํ
หย่อนเท้าลงต่ำ เรียกว่า โวสัชชนะ ( ลง )

๕. สนฺนิกฺเขปนํ นาม ปฐวีตเล ฐปนํ
วางเท้าลงบนพื้นดิน เรียกว่า สันนิกเขปนะ ( เหยียบ )

๖.สนฺนิรุมฺภนํ นาม ปุน ปาทุทฺธรณกาเล ปาทสฺส ปฐวิยา สทฺธึ อภินิปปีฬนํ
กดเท้าข้างหนึ่งลงกับพื้น ในเวลาที่จะยกเท้าอีกข้างหนึ่งขึ้น เรียกว่า สันนิรุมภนะ ( กด )

ในการแบ่งก้าวเท้าออกเป็น ๖ ส่วน ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ อาจเปรียบเทียบกับการเดินจงกรม
๖ ระยะ ตามหลักของพระวิปัสสนาจารย์อย่างกว้างๆ โดยไม่เคร่งครัดกับคำแปลข้างต้นดังนี้

๑. อุทธรณะ ( ยก ) เทียบกับ ยกส้นหนอ

๒. อติหรณะ ( ย่าง ) เทียบกับ ยกหนอ

๓. วีติหรณะ ( ย้าย ) เทียบกับ ย่างหนอ

๔. โวสสัชชนะ ( ลง ) เทียบกับ ลงหนอ

๕. สันนิกเขปนะ ( เหยียบ ) เทียบกับ ถูกหนอ

๖. สันนิรุมภนะ ( กด ) เทียบกับ กดหนอ

แปลจาก วิสุทธิมคฺค,ตติยภาค.น.๒๕๑ และดู – ปปญจสูทฺนี,ปฐมภาค.น.๓๕๙
กับดู สารตฺถปกาสินี,ทุติยภาค.น.๑๒๖,๒๘๓ – ๒๘๔ ปรมตฺถโชติกา,สุตฺตนิปาตวณฺณนา,
ปฐมภาค.น.๖๘ และดู สติปัฏฐานสำหรับทุกคน ฉบับพิมพ์โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
หน้า ๒๐๘ – ๒๓๙ ระยะ ในพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน แปลว่า ตอน,ช่อง,จังหวะ
และแปลคำจังหวะ ว่า ตอน,ส่วน,ระยะ ความหมายเดียวกัน

จากหนังสือ วิปัสสนานิยม อจ.ธนิต อยู่โพธิ

 
                          
 
วิธีการเดินจงกรม 6 ระยะ

การเดินจงกรม 6 ระยะ เราสามารถนำมาพลิกแพลงได้ โดยจะใช้การกำหนด " หนอ " เข้ามาช่วย
หรือ จะใช้ นับแบบเป็นจังหวะโดยใช้ตัวเลขมาใช้ หรือ จะใช้จิตรู้ลงไปในการเคลื่อนไหวก็ได้
เพียงแต่ควรยึดหลักเอาไว้เท่านั้นเอง

สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ ควรจะเดินระยะหนึ่งให้คล่องก่อน จึงค่อยๆเพิ่มระยะอื่นๆ

ระยะที่ 1

ใช้ หนอ ขวา ย่าง หนอ ซ้าย ย่าง หนอ
ท่าเตรียมคือ ยืนเท้าราบธรรมดา ปลายเท้าแยกออกจากกันเล็กน้อย
หน้าก้มมองพื้นเล็กน้อย

กำหนด ขวา ( ยกส้นเท้าขวา ปลายเท้ายังแตะอยู่ที่พื้น ) ย่าง ( ย่างเท้าไปข้างหน้า )
หนอ ( วางเท้าลงบนพื้น ) ซ้าย ย่าง หนอ ทำแบบเดียวกัน

ใช้ตัวเลข 1 ( ใช้แทนกำหนดเท้า ) 2 ( ย่างเท้าไปข้างหน้า ) 3 ( วางเท้าลงกับพื้น )

ใช้จิตรู้ รู้ลงที่เท้าขวาพร้อมๆกับยกส้นเท้า
รู้ลงไปกับเท้าที่ย่างไปข้างหน้า รู้ลงในเท้าที่วางลงกับพื้น

RIGHT GOES THUS LEFT GOES THUS

ระยะที่ 2

ใช้ หนอ ยกหนอ เหยียบหนอ
ท่าเตรียมคือ ยกส้นเท้ารอ
กำหนดยกหนอ กระดกส้นเท้าขึ้น ยกปลายเท้าลอยขึ้น แล้วย่างเท้าไปข้างหน้า
เหยียบหนอ วางเท้าลงบนพื้น

ใช้ตัวเลข 1 และ 2 การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ

ใช้จิตรู้ การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ แต่ใช้จิตรู้ลงไป

LIFTING TREADING

ระยะที่ 3

ใช้หนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
ท่าเตรียมคือ ยกส้นเท้ารอ ปลายเท้าแตะพื้น
พอกำหนดยกหนอ คือ กระดกส้นเท้าขึ้น ยกปลายเท้าลอยขึ้นจากพื้น
ย่างหนอ ( เท้าที่ยื่นไปข้างหน้า ) เหยียบหนอ ( วางเท้าลงบนพื้น )

ใช้ตัวเลข ใช้ 1 2 3 แทนการใช้กำหนดหนอ ตามการเคลื่อนไหวของเท้า

ใช้จิตรู้ การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ แต่ใช้จิตรู้ลงไป

LIFTING MOVING TREADING

ระยะที่ 4

ใช้หนอ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ

ท่าเตรียมตัว ยืนเท้าราบธรรมดา แล้วยกเท้าพร้อมๆกับคำกำหนด

ใช้ตัวเลข 1 2 3 4 แทนการใช้กำหนดหนอ ตามการเคลื่อนไหวของเท้า

ใช้จิตรู้ การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ แต่ใช้จิตรู้ลงไป

HEEL UP LIFTING MOVING TREADING

ระยะที่ 5

ใช้หนอ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ เหยียบหนอ

ท่าเตรียมตัว ยืนเท้าราบธรรมดา แล้วยกเท้าพร้อมๆกับคำกำหนด

ใช้ตัวเลข 1 2 3 4 5 แทนการใช้กำหนดหนอ ตามการเคลื่อนไหวของจังหวะเท้า

ใช้จิตรู้ การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ แต่ใช้จิตรู้ลงไป

HEEL UP LIFTING MOVING LOWERING TOUCHING

ระยะที่ 6

ใช้หนอ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ
ท่าเตรียมตัว ยืนเท้าราบธรรมดา
ลงหนอ คือ หย่อนเท้าลง ถูกหนอ ปลายเท้าแตะพื้น แต่ส้นเท้ายังไม่แตะ
กดหนอ กดส้นเท้าลงเหยียบพื้น

ใช้ตัวเลข 1 2 3 4 5 6 แทนการใช้กำหนดหนอ ตามการเคลื่อนไหวของจังหวะเท้า

ใช้จิตรู้ การเคลื่อนจังหวะเท้า เหมือนกับใช้กำหนดหนอ แต่ใช้จิตรู้ลงไป

HEEL UP LIFTING MOVING LOWERING TOUCHING PRESSING

มือจะไขว้หลัง หรือ จะไขว้หน้า หรือจะปล่อยราบไปกับตัวก็ได้ ตามสะดวก
เพียงแต่ ถ้านำมือไขว้หลัง ผลที่ได้รับคือ จะเป็นคนเดินแผ่นหลังตรง ไม่เดินหลังโกง
นี่เป็นเพียงรูปแบบคร่าวๆ จะเดินแบบไม่มีรูปแบบก็ได้ แต่ขอให้มีสติรู้อยู่กับกาย
รู้อยู่กับอริยาบทเดิน กับเท้ากระทบพื้น

มีบางคนที่มีปัญหาในเรื่องการเดินจงกรม

bbby เขียน:
คุณน้ำ ขอถามคำถามที่ออกจะแปลกหน่อยน่ะค่ะ คือสงสัยมานานแล้วค่ะคือ
เวลาเดินจงกลมนี่ เค้าเดินแล้วหลับตาหรือปล่าวค่ะ
แล้วเท้าล่ะค่ะ ค่อยๆก้าวช้าๆ หรือว่าแบบปกติค่ะ

เดินจงกรมลืมตาเดินค่ะ เหมือนเราเดินทำงานนี่แหละค่ะ
ส่วนมือจะเอากุมมือไว้หน้า หรือไขว้ไว้หลัง หรือปล่อยแกว่งตามสบาย ทำได้ทั้งนั้นค่ะ

คำว่า เดินจงกรม มันเป็นเพียงคำศัพท์เท่านั้นแหละค่ะ
การเดินจงกรม คือ การมีสติ สัมปชัญญะ รู้อยู่กับการเดิน

จริงๆ ในชีวิตของเรา ทุกลมหายใจของเรา ตั้งแต่เราลืมตาตื่นขึ้นมา จนกระทั่งเข้านอน
มันก็คือการปฏิบัติน่ะค่ะ เพียงแต่เราอาจจะไปยึดติดในรูปแบบว่า
การปฏิบัติคือการเดินจงกรมกับการนั่งสมาธิ เท่านั้น

การเดินจงกรมก็เช่นเดียวกัน ขณะที่เราทำงานหรือทำอะไรอยู่ก็ตาม
ในอริยาบทเดิน ขอให้เรามีสติรู้อยู่กับทุกย่างก้าวที่เดิน
เมื่อเราสามารถรู้ลงไปทุกย่างก้าวที่เดินได้ สติ สัมปชัญญะเราย่อมเกิดมากขึ้น

เพียงแต่รูปแบบในการเดินจงกรมที่มีเกิดขึ้นมานั้น เพื่อให้เหมาะสมแต่ละคน
คนแต่ละคนล้วนมีสติ สัมปชัญญะไม่เท่ากัน ตามแต่เหตุที่กระทำกันมา
ทำไมต้องใช้หนอ ทำไมต้องใช้จิตรู้ ทำไมต้องใช้ตัวเลข ทำไมแค่รู้
ทุกอย่างล้วนเป็นอุบายในการแนะนำหรือการสอน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเลือกรูปแบบเอาเอง
ตามที่ตัวเองทำแล้วถนัด ทำแล้วสะดวก ทำแล้ว ทำให้รู้อยู่กับเท้าทุกย่างก้าวได้

ลองอ่านดูนะคะ นี่อีกคนที่มาปรึกษา บางคนจะติดศัพท์ ติดคำเรียก
เลยทำให้ไม่ยอมเดินก่อนที่จะนั่ง จริงๆแล้วควรจะเดินก่อนที่จะนั่ง
เพื่อสติจะได้ดีขึ้น ทำให้ความคิดน้อยลง สมาธิตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น
ยิ่งเดินมากยิ่งดี เดินหลายๆชม.ได้ยิ่งดี

หรอ says: ทำไมเวลานั่งสมาธิไป สักพัก มันก็คล้ายกับอยู่ในห้องว่างๆ ไม่มีอะไร
แต่จู่ๆ มันดันคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ขึ้นมาเองอ่ะพี่ พอเริ่มรุ้สึกว่ามันคิด มันก็หยุดคิดเอง
แต่ถ้ารุ้สึกไม่ทัน มันก็จะคิดๆไป แล้วมีอาการเหมอนวุบด้วย ทำไมอ่ะพี่

สุขที่แท้จริง says: เดินจงกรมก่อนนั่งป่ะ

หรอ says: ป่าว นั่งอย่างเดียว ไม่ได้เดินเลย

สุขที่แท้จริง says: ควรจะเดินจงกรมก่อนที่จะนั่ง

หรอ says: ยังไม่ถนัด ยังบอกอาการยากเวลา เดิน

สุขที่แท้จริง says: แค่เดินๆนี่นะ ทุกคนมีใครมั่งที่ไม่เดิน ไปทำงานก็ต้องเดิน

หรอ says: เดินครับ

สุขที่แท้จริง says: แล้วถ้าจะต้องนั่งสมาธิ แค่เราเดินเหมือนเราทำงานนี่แหละ
แต่ต้องตั้งเวลาไว้ว่า จะเดินสักกี่นาที มันแตกต่างจากกันตรงไหน มันก็แค่คำเรียกน่ะ เดินจงกรม แค่ศัพท์

หรอ says:ก็จะลองพยายามก่อนนะพี่ คราวหน้าคงมีไรมาพูดคุยสอบถามบ้าง
ว่าแต่ไออาการที่ผมบอกน่ะคือไรอ่ะ

สุขที่แท้จริง says: ไม่มีอะไรค่ะ ความคิดมันย่อมมีเป็นเรื่องธรรมดา

หรอ says: จำเป็นต้องรุ้ทันมันไหม๊

สุขที่แท้จริง says: เดินก่อนนั่งค่ะ แล้วจะดีขึ้น ถ้าเดินก่อนสักชม.ยิ่งดี
มันจะไม่ค่อยเกิดความคิดเวลานั่ง

หรอ says: แต่เมื่อก่อนเดินไปๆ มันมีอาการตึงๆแน่นๆอ่ะ

สุขที่แท้จริง says: มันตึงมันแน่น มันก็เรื่องธรรมดา มันเกิดแล้วก็หาย

หรอ says:บางทีก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่รุ้อะไรไปเลย เช่น 10 – 9 เหลือเท่าไหร่หน้อ
ต้องตั้งสติแล้วคิดใหม่

สุขที่แท้จริง says: แล้วจะไปรู้อะไรล่ะนั่น เดินก็รู้เท้าที่เดินแค่นั้นเอง

หรอ says:หมายถึงเดินไปเดินมา ก็มีอาการอย่างว่า พอเลิกกำหนด
จะขายของ ดันคิดเลขไม่ออกดิ่พี่ ทอนตังค์ไม่ถุก

สุขที่แท้จริง says:ไปกำหนดอะไรล่ะนั่น

หรอ says:ตึกๆๆๆ

สุขที่แท้จริง says: แค่ให้รู้เท้าที่กำลังเดิน

หรอ says:ครับ ผมไปนะพี่

สุขที่แท้จริง says: อย่าลืมเดินจงกรมก่อนนั่งนะคะ เดินๆๆๆธรรมดานี่แหละ
ไม่ต้องไปกำหนดตึกๆอะไร แค่ให้รู้ที่เท้ากำลังเดินพอ

 

เดินจงกรม 1

 
                              การเดินจงกรม  ส่วนมากจะก่อปัญหาเกิดขึ้นให้กับผู้ปฏิบัติ   จริงๆแล้วอยากจะเขียน  แต่ตอนนี้ขี้เกียจเขียน  เลยเอาสภาวะของผู้ปฏิบัติมาให้อ่านแทน  น่าจะช่วยคลี่คลายเรื่องการจงกรมได้ดี ทั้งเรื่องระหว่างการใช้กำหนดหนอเข้ามาช่วย  กับ การรู้ลงไปในอริยาบท
 

September 28

เดินจงกรม 1

การเดินจงกรม ส่วนมากจะก่อปัญหาเกิดขึ้นให้กับผู้ปฏิบัติ นำสภาวะของผู้ปฏิบัติมาให้อ่าน
น่าจะช่วยคลี่คลายเรื่องการจงกรมได้ดี ทั้งเรื่องระหว่างการใช้กำหนดหนอเข้ามาช่วย
กับ การรู้ลงไปในอริยาบท

กระต่ายขนฟ says
เดิน 60 นั่ง 50 ตอนเดินวันนี้ ช่วงต้น มีแต่ความอยาก

และความคิดเรื่องการปฎิบัติค่ะ มีความรู้สึกว่าปฎิบัติไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะกำหนดแบบไหน
ถึงจะมีสติ ก็พยายามหายใจยาวๆ

แล้วเดินไป แต่ก็ยังเป็นตลอด ระหว่างที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้
ก็ยังพอรู้การเดินได้ คือจะรู้ตอนยก เท้า เท้ากระทบพื้น

ตอนก้าวเท้าไปด้านหน้า ส่วนใหญ่จะรู้ได้เล็กน้อยแล้วก็จะหลง
ไปเกิดอารมณืที่บอกมาค่ะ ก็พยายามรู้ลงไปที่อารมณื กำหนดรู้หนอ หายใจยาวๆ

มันก็ยังไม่หายยังมีบทบาทอยู่ ก็เดินๆต่อไป แล้วอีกสักพักใหญ่
สภาวะก็เปลี่ยนเป็น มีแน่นที่จมูก

แล้วจิตก็นิ่งขึ้น ความว้า วุ่นความอยากยังมีอยู่ แต่ขึ้นมาสั้นๆ
แต่ความคิด ยังมีมาตลอด แต่ ก็ไม่ยาวมาก ก็กลับมากำหนดรู้ที่เท้าได้ดีขึ้นค่ะ

แล้วก็เดินๆไป เด๋วก็กลับมาอยากใหม่แต่ไม่แรงมาก คราวหลังนี้กำหนดแล้วมันจางลง
ได้บ้างน่ะค่ะ แล้วพอมานั่งครั้งนี้ก้อลองพยายามหายใจยาวๆ จริงจัง ตอนต้น

สังเกตเห็นว่าลมมันสั้นมันจะไม่เข้าไป จะติดที่อก ก็ลองหายใจต่อ
พบว่าคราวนี้ลมจะละเอียดมากเย็นๆ แต่เป็นการใช้พลังจากอกหายใจ
ทำแบบนี้อยู่ 5 ครั้ง สังเกตุเห็นลมเด่นชัด เลยจับที่ลม

ความร้อนที่กระทบ การหายใจเข้า – ออก แล้วก็ จิตมันลอยไปคิดไวมาก
คือถ้าดูลมแล้วจิตจะลอยไว

ก็มาดูใหม่ว่าเห้นกายไหม ก็เห็นกายคลื่อนไหว เลยจับที่กาย กายเคลื่อนไหว นิดเดียว
สักพักก็มีหลงไปคิด คราวนี้ไม่ไปหลับในค่ะแต่ลอยไปคิดเบาๆ ไม่รู้คิดอะไร
แล้วก็พอรู้ว่าลอย ก็จะพยามๆกลับมารูกายใหม่แบบนี้ค่ะ ช่วงหลังๆของการนั่ง

เห็นจิตมมันลอย แล้วกำลังจะดึงกลับมาโดยหายใจยาวๆ ตอนนั้นึกว่ารู้สึกตัวอยู่
อยู่ๆมันงุบลงไปเลยทั้งๆที่กำลังจะตั้งต้นหายใจ ยาวๆ ก็งุบลงไปต่อหน้าเลยค่ะ
แล้วก็หายใจยาวๆ อีก แล้วดูต่อ

ก็มีรู้สึก ตัวบ้าง แต่ส่วนใหญมันจะลอยไปค่ะ
รู้ว่าลอยก็พยายามอีก แบบนี้จนจบค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
พี่ถามนะคะ หมูเข้าใจคำว่า แค่รู้มั๊ยคะ

กระต่ายขนฟ says
แต่ก่อนก็คิดว่าเข้าใจ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วค่ะ

สุขที่แท้จริง says
เป็นยังไงคะ เมื่อก่อนเข้าใจว่ายังไง

กระต่ายขนฟ says
ก็ช่วงแรกๆของการปปฎิบัติ เวลามีอารมณือะไรเด่นก็แค่รู้ว่ามันมี
แล้วมันจเปลี่นให้เราเห็นน่ะค่ะพี่ แล้วก็เปลี่ยนการรู้ไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องไป สนใจว่ามันจะเป็นอย่างไร แค่รู้ว่ามันมี แล้วเด๋วมันก็เปลี่ยน

สุขที่แท้จริง says
แล้วตอนนี้ล่ะคะ

กระต่ายขนฟ says
ตอนนี้มัน ไม่เปลี่ยนให้เห็นแบบแต่ก่อนค่ะ มันยากขึ้น
แล้วก็ ต้องเดินนานๆ ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบเป็นกลลุ่มก้อนค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
คืออะไรคะเป็นกลุ่มเป็นก้อน

กระต่ายขนฟ says
คือ อย่างตอนแรก ที่หมูอยาก ปฎิบัติ น่ะค่ะ
เจ้าความอยาก ความฟุ้งซ่านมาทยอยมาเป็นระลอก ดูแล้วมันยังไม่หายไป
หลายๆ ครั้งจนผ่านไปนานๆ ถึงเปลี่ยนเป็นความนิ่ง

แล้วเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนไป สภาวะเปลี่ยนน่ค่ะ แต่สมัยก่อน
จะเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงแทบจะ ไม่มีกก้าวแบบนี้น่ค่ะ

สุขที่แท้จริง says
รู้มั๊ยว่ามันนิ่งเพราะอะไร

กระต่ายขนฟ says
สมาธิ…น่าจะนะคะ

สุขที่แท้จริง says
เข้าใจถูกนี่คะ แล้วหมูไปสงสัยอะไรล่ะนั่น

กระต่ายขนฟ says
คือ บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ แต่รู้สึก ว่ามัน จะพยายามปฎิบัติให้ถูก

สุขที่แท้จริง says
ความอยากไงหมู

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ คือมันรู้สึกว่า ถ้าปฎิบัติถูฏแล้วสภาวะจะต้องดับให้เห็น

สุขที่แท้จริง says
พี่เคยบอกแล้ว การเจริญสติ เมื่อสติเริ่มดีขึ้น
เราจะได้สมาธิเป็นของแถม อะไรล่ะสภาวะดับน่ะค่ะ

กระต่ายขนฟ says
คือ เห็นว่ามันขึ้นมาแล้วคลลายลงไป ไม่ไปติดกับสภาวะเดิมๆ น่ะค่ะ
อันนั้นหมูจะรู้สึกว่าทำถูก

สุขที่แท้จริง says
ก็สติหมูยังไม่มากพอนี่ จะไปเห็นรายละเอียดแบบนั้นได้ไงล่ะคะ

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ แบบว่ามันเคยทำได้ แหะๆ

สุขที่แท้จริง says
มันเที่ยงมั๊ย

กระต่ายขนฟ says
ไม่เที่ยงค่ะ

สุขที่แท้จริง says
นั่นสิ แล้วหมูไปยึดอะไรล่ะนั่น

กระต่ายขนฟ says
คือพอมันเคยทำได้แล้วอยู่ไมใได้เราก็จะคิดว่าเราทำผิดหรือเปล่าน่ะค่

สุขที่แท้จริง says
ก็สติของหมูยังไม่มากพอ แล้วสมาธิยังไม่ตั้งมั่น แค่นั้นเองจะมีอะไร
มันต้องมีทั้งสติและสมาธิที่ตั้งมั่นประกอบกันค่ะ

กระต่ายขนฟ says
บางครั้งมันก็ตั้งมั่น บางครั้งมันก็ไม่ตั้ง

สุขที่แท้จริง says
นั่นสิ แล้วหมูจะไปคาดหวังอะไรกับมัน เหมือนแค่รู้ ที่พี่น้ำถามไปเมื่อกี้

เวลาหมูเดิน แค่รู้ว่ากำลังเดิน ความคิดเราไปห้ามมันไม่ได้
มีใครบ้างห้ามความคิดได้ มีห้ามได้เหมือนกัน

แค่สั้นๆ คิดหนอๆๆๆ พอความคิดนี่ดับไปได้ แป๊บนึง ตัวใหม่เกิดอีกแล้ว

พี่ถึงบอกไงคะว่า ให้แค่รู้ว่ากำลังเดิน ให้มารู้อยู่กับการเดิน
มันอยากคิดอะไรก็เรื่องของมัน แต่เราเอาจิตเรารู้อยู่กับการเดิน

บางครั้งมันลอย ให้หยุดเดิน กำหนดรู้หนอๆๆๆ แล้วก็เดินต่อ

การเดินจงกรมนี่จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย พอเราเดินมากๆ เดินบ่อยๆ
เรารู้ลงไปในการเดินได้ตลอด สติมันก็เกิดขึ้น

แต่ถ้ากำหนดตามรูปแบบ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ อันนั้นเหมาะกับคนที่ชอบฟุ้งไปเรื่อย
คิดไปเรื่อย เอาจิตมาผูกกับกริยานี้ซะ มันก็จะฟุ้งน้อยลง

เวลาความคิดเกิด ขณะที่เดิน หมูก็แค่รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง
จะไปสนใจอะไรกับมัน แต่ถ้ามันคิดอกุศล เรารู้นี่

เราก็หยุดเดิน หายใจยาวๆ กำหนดคิดหนอๆๆๆ รู้หนอๆๆๆ รู้อะไร
รู้ว่ามันเป็นอกุศล มันมีเท่านี้เองเดินจงกรม

พอเราเดินมากๆ เมื่อเราไปนั่ง ก็เหมือนกับเราได้ผ่อนคลายอริยาบท
ที่เราเดินมา นอกนั้นมันไม่ได้มีอะไรเลย แต่เราทำเพื่อฝึกสติ

ทุกวันนี้เวลาพี่เดินจงกรมก็ยังมีความคิด ไม่ใช่ไม่มี มันมีบ้าง ไม่มีบ้าง
พี่ก็แค่รู้ว่ามันมี ไม่เคยใส่ใจกับมัน

พี่ก็รู้ที่เท้าก้าว ย่าง เหยียบ รู้ที่กาย รู้ที่เท้ากระทบพื้น เดินจนครบเวลา 1 ชม.
ที่ตั้งไว้ พี่ไม่เคยไปใส่ใจกับความคิดว่า

เมื่อไหร่มันจะหยุดคิด เพราะมันไม่ใช่อกุศล เลยแค่รู้ว่ามันคิด มันก็เท่านั้นเอง
หน้าที่คือ เดินให้ครบเวลาที่กำหนดไว้ รู้ที่กาย รู้ที่เท้ากระทบพื้น บางช่วงมันลอย
มันเบาไม่มีน้ำหนักเท้าหรือนน.ตัว เราก็เอาการกำหนดเข้ามาช่วย
มันมีเท่านี้จริงๆเดินจงกรมน่ะค่ะ

เหมือนเวลาพี่ถูกสอบอารมณ์ เวลาครูบาฯถาม เดินจงกรมเป็นไงมั่ง
พี่ก็ตอบว่า มันมีความคิดมันก็แค่คิด ตัวนี้หายไปตัวใหม่มา

รู้ตัวตลอดเวลาเดิน รู้ที่กายเคลื่อนไหว รู้ที่เท้ากระทบพื้น
เนี่ย คำตอบพี่มีเท่านี้เองเวลาสอบอารมณ์

อื่มมม … เรื่องความสงสัยที่หมูเป็นอยู่นั้น เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ปฏิบัติทุกๆคน
แม้กระทั่งความอยากก็เป็นไปตามกิเลสของแต่ละคน อยากมากอยากน้อย

พี่ไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้เลยนะบอกตามตรง คือ ทำอย่างเดียว
ครูบาฯให้ทำยังไง ก้ทำ ไม่เคยสงสัยว่ามันถูกหรือผิด

แล้วอีกอย่าง หมูดูตัวเองได้นี่ ว่า สติเดี๋ยวนี้เป็นไง โดยที่พี่ไม่ต้องบอกอะไรเลยก็ได้
แค่นี้ก็เป็นคำตอบให้กับหมูได้ พี่ถึงบอกไง ดูสติเป็นหลัก

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่น้ำ

สุขที่แท้จริง says
หมูพอจะมองภาพออกมั๊ย เดินจงกรมน่ะ

กระต่ายขนฟ says
มองออกค่ะ แล้วพวก อารมณอยาก อารมซ่านๆ
ที่มันตีขึ้นมาหลังจากความคิดนี่เราก็ ไม่ต้องสนใจมันเหมือนกัน กำหนดว่ามี
ถึงไม่หายก็กลับมารู้กายต่อ ใช่ไหมคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ ทำแค่นั้นเอง แต่ถ้าเป็นอกุศลนี่ ต้องกำหนดคิดหนอๆๆๆก่อน
จึงรู้หนอๆๆทับไปอีกที

มันไม่มีอะไรเลยจริงๆนะ เพียงแต่ว่าหมูไปยึดติดมันน่ะ
ว่าเมื่อทำได้แบบนี้แล้ว จะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป

กระต่ายขนฟ says
ใช่ค่ะพี่ พอไม่ได้ก็ รู้สึกว่าทำไม่ถูก แต่ว่า หมูจะทำแบบที่พี่น้ำบอก

สุขที่แท้จริง says
ค่ะ เดิน 60 นั่ง 35 ค่ะ

กระต่ายขนฟ says
ได้ค่ะพี่

การเดินจงกรม 2

 

                                  หลังจากได้คำแนะนำเรื่องการเดินจงกรม และเรื่องความคิด

 

กระต่ายขนฟ says
รอบนี้เดิน ก็รู้เท้าได้ดีขึ้น มีช่วงที่พอรู้ได้ต่อเนื่อง ทั้งยกย่าง วาง
ตอนกลับตัวจะ ไม่ค่อยรู้สึกตัว

จะใจลอยตอิอนสุดทาง และกลับตัว เลยค่อยๆกลับ ค่อยๆกำหนด ก็ดีขึ้นค่ะ
ส่วนความคิดทำแบบพี่น้ำบอก คือไม่สนใจมัน

ก็ไม่คิดยาวขึ้นมาแทรก ตอนเดินแล้วเราสนใจการเดินมากกว่า
ส่วนนั่ง ช่วงแรกไม่ยอมรู้กาย หลงไป สมาธิ แล้วก็สะดุ้งออกมา
พอหลุดออกมาก็พยายามรู้กายต่อ รู้ไม่ไหว ก็หลงไปใหม่ เข้าไป อยู่ในสมาธิใหม่น่ค่ะ
แล้วก็ ช่วงหลังมันกลับมารู้กายได้ อีก แล้วก็ไปใหม่อีก จบแล้วอะค่ะ

สุขที่แท้จริง says
รู้สึกว่า พอตัดความคิดไปได้ หมูว่าเดินจงกรมเป็นยังไงบ้างคะ

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ก็ รู้กายได้ดีขึ้นค่ะ แล้วก็ช่วงที่มีความคิดขึ้นมา มันก็รู้กายได้ด้วย มันจะรู้คู่กัน
จะไม่หลงไปในโลกความคิดมาก ความฟุ้งซ่านในอกมีบ้างแต่ไม่เยอะ
หลังๆก็ไม่ค่อยมีค่ะ

สุขที่แท้จริง says
นี่แหละเดินจงกรมแหละ คนส่วนมากจะไม่รู้ตรงนี้ เพราะไปติดอยู่
ที่ความคิดกันซะส่วนมากแล้วหาวิธีการที่จะหยุดคิดกัน

แต่เขาลืมกันไปว่า ความคิดมันจะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวนี้หายไป
ตัวนี้โผล่มา พอเกิดสมาธิขึ้นมา

ความคิดก็สงบลงไปได้ชั่วครู่ แป๊บเดียวมาอีกแล้ว มัวแต่ไปปล้ำไปตามความคิดกัน
ก็เลยเดินจงกรมแบบเลื่อนลอย คือ แทบจะไม่ได้อะไรเลย ได้อยู่แต่มันได้น้อย

ยิ่งเรารู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับการเดินได้มากเท่าไหร่ สติมันก็เกิดขึ้นมากตามตัว
สมาธิก็จะเกิดง่าย

เหมือนที่หมูบอกน่ะ มันจะรู้ทั้งความคิดและรู้กายด้วย
อีกหน่อยพอสติดีมากกว่านี้ ความคิดมันจะรู้แผ่วๆแค่รู้
แต่จะมารู้ชัดที่กายเคลื่อนไหว ที่อริยบททุกย่างก้าวมากขึ้น

กระต่ายขนฟ says
อืมๆค่ะ หมูจะจำหลักนี้ไว้ค่ะ

สุขที่แท้จริง says
หมูเห็นข้อเปรียบเทียบมั๊ยล่ะ ทั้งๆที่เวลาเดินทั้งสองรอบเท่ากัน
แต่ดูสิ่งที่หมูพูดมารอบแรกระหว่างเดิน กับรอบสองแตกต่างกันลิบลับ

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ใช่ค่ะ รอบสอง ความคิดเล็กๆน้อยๆ ปล่อยไปเลยค่ะ
มันขึ้นมาเรารู้อยู่แล้ว แต่เราดูกาย

สุขที่แท้จริง says
รู้มั๊ย ว่าทำไมพี่ไม่พูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทำไมถึงปล่อยมานานขนาดนี้

กระต่ายขนฟ says
สงสัยเหมือนกันค่ะ แหะๆ เพราะหมูทำเหมียนเดิมเรย
พี่น้ำอยากให้เห็นความแตกต่าง หรือเปล่า คะ

สุขที่แท้จริง says
เพราะว่าพี่ต้องการให้หมูเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเองก่อน
พี่รอจนกระทั่งเห็นแล้วว่า หมูไม่ไหวแล้ว

ชักสงสัยแล้วว่ามันถูกหรือผิด เพราะหมูอาจจะเคยอ่านมา
หรืออาจจะไปได้ยินใครเขาคุยกัน

กระต่ายขนฟ says

ค่ะพี่ หมูได้ยินมาว่า การที่เรารูกายต่อเนื่อง ตลอดเวลา มัน เป็นสมาถะ
ขอโทษนะคะ เขาบอกมันจะเพ่ง

เขาบอกว่ารู้ทุกย่างก้าว มันคือการเพ่งกายอะค่ะ
นี่ก่อนหมูจะเลิกฟัง มันยังติดอยู่ในใจ

สุขที่แท้จริง says
แล้วตอนนี้เข้าใจคำว่าแค่รู้ชัดขึ้นหรือยัง

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
หมูว่าดีขึ้นค่ะ

สุขที่แท้จริง says
แล้วหมูว่าเพ่งมั๊ยล่ะ รอบบนี้น่ะ

กระต่ายขนฟ says
มันก็ไม่เพ่งนะคะ เพราะถ้าเพ่ง มันคงจะเครียดๆ
แต่ว่ามันก้มีความอึดอัด ที่ใบหน้าบางเกน้อย บางครั้งน่ะค่ะ

สุขที่แท้จริง says
ที่ใบหน้าเป็นอะไรหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
ก็มันจะแน่นๆ บางครั้ง ตรงกราม ตรงจมูก

สุขที่แท้จริง says
ใช่ นั่นแหละอาการเพ่ง

กระต่ายขนฟ says
ถ้างั้นหมูก็เพ่งอะค่ะ แก้ยังไงคะพี่

สุขที่แท้จริง says
ครั้งนี้ก็ยังเป็นหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
เป็นค่ะ แต่ว่าไม่ได้เป็นมาก

สุขที่แท้จริง says
วันนี้หมูเพิ่งลองทำตามที่พี่บอกวันแรก รอดูวันต่อไปละกันค่ะ
หมูเดิน … ไม่ต้องไปเกร็ง ไปเครียด ไปคาดหวังว่าดีหรือไม่ดี หรือได้อะไร
เดินแล้วรู้ลงไป แบบเท้ากระทบเราก็รู้

แต่ไม่ใช่ไปเพ่งให้มันรู้ชัดขนาดนั้น อันนั้นมันเจาะจงมันจะกลายเป็นเพ่ง ทำให้เราเครียด
แค่รู้ว่าอ้อเท้าสัมผัสพื้น กายเคลือ่นไหว พอวันใดสติมากขึ้น มันจะชัดเองค่ะ
โดยเราไม่ต้องไปเจาะจงอะไรเลย

แม้แต่เดินปกติทำงานนี่แหละ มันจะชัดมากๆ รู้อยู่กับการเดิน รู้อยู่กับกายเคลื่อนไหว

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ อย่างนั้น หมูไม่จงใจรู้นะคะ ถ้ามันจะรู้แค่ไหนก็แค่นั้น

สุขที่แท้จริง says
แค่รู้พอแล้ว

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ได้ค่ะพี่ ไว้จะลองทำดูค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
เมื่อก่อนพี่ติดนะ ติดอยู่นานมากเดินจงกรม ไม่มีใครแนะนำหรือบอกเลย
พี่เรียนรู้จากสภาวะเอง ว่าต้องทำแบบนี้ๆแล้วมันจะไม่มึนหัว แล้วมันจะมีสติ

กระต่ายขนฟ says
พี่น้ำเคยติดเพ่งด้วย

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอนี่แหละ ยิ่งมากำหนดยืนหนอนี่มึนไปเลย

กระต่ายขนฟ says
ค่ะหมูก็เป็น แต่สมัยก่อนนะคะ วันนี้ไม่ขนาดนั้น มีกรามแน่นๆ บ้าง
ขอบคุณพี่น้ำมากๆ นะคะ สำหรับววันนี้ ที่ช่วยชี้ทาง

สุขที่แท้จริง says
ยืนหนอน่ะ เราแค่คิดว่าเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงน่ะค่ะ ไม่ต้องไปตามลมหายใจ
คือหายใจปกตินี่แหละ แต่เวลากำหนดยืนหนอน่ะ

ให้คิดถึงเวลาน้ำขึ้น น้ำลงเท่านั้นเอง แล้วมันจะไม่ไปเพ่ง ไม่ทำให้มึน

กระต่ายขนฟ says
ค่ะ หมูตอนกำหนดยืนหนอ จะระลึกถึงการยืน
รู้เท้ายืน น่ะค่ะ ไม่ได้ไล่ขึ้นลง

สุขที่แท้จริง says
ไล่ขึ้นลงเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงค่ะ แล้วจะทำให้หมูไม่ไปติดเพ่ง
มันจะเหลือแค่รู้เองเวลายืน เหมือนกับเดินจงกรมน่ะแหละค่ะ
นี่แหละ การไม่บอกอะไรเลยของพี่เพราะเหตุนี้ ไม่งั้นมันง่ายเกินไป
ความเคลือบแคลงใจย่อมเกิดอีก

กระต่ายขนฟ says
อ่อ เคลื่อนไหว งั้นพรุ่งนี้ลองใหม่ ค่ะพี่ วันนี้ก็งงๆเหมือนกัน

สุขที่แท้จริง says
ให้เรียนรู้ด้วยตัวเองทุกๆอย่าง จนพี่ดูน่ะ ไปไม่ไหวแล้ว ถึงจะบอก
พอบอกทำทันที ผู้ปฏิบัติก็จะเห็นความแตกต่างได้ทันที งงอะไรหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
อ่อก็อย่างที่น้ำถามว่าสงสัยไหมทำไมเพิ่งบอกไงคะ
ก็คิดว่า เอ๋ ที่ผ่านมาทำเหมือนเดิม เอ ทำไมพี่น้ำเพิ่งบอกละเอีดด แต่ว่าจริงๆ
ก็คิดอยู่ว่า ต้องมาถึงจุดนี้ก่อน สมัยก่อนถ้าเริ่มทำเลย สติไม่ดีมากๆ ยิ่งกว่านี้

กระต่ายขนฟ says
หมูจะมองไม่เห็นข้อแตกต่างมากค่ะ

สุขที่แท้จริง says
ค่ะ เหตุนี้แหละค่ะ พี่ถึงพูดกับหมูบ่อยๆว่า พี่ดูสติ พี่ไม่ได้ดูเรื่องอื่นๆ

ไม่งั้นข้อสงสัยไม่จบสิ้น แยกความแตกต่างก็แยกไม่ได้
เพราะไม่มีตัวเปรียบเทียบ จะไปเปรียบเทียบกับอะไรล่ะ

ต้องให้เรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน ทำเหมือนคนทั่วๆไปทำกัน พอเห็นว่าเอาละ
ควรบอกก็บอก

พอได้ทำมันก็แยกภาพออกได้ชัดเจนว่าเพ่งกับไม่เพ่งแตกต่างตรงไหน
เอาความรู้สึกตรงไหนมาวัด แล้วแค่รู้มันเป็นยังไง ดูตรงไหน
รู้สึกอย่างไรถึงเรียกว่า แค่รู้

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ แต่ก่อนนึกว่า รู้นี่ต้องลงไปในมัน
อย่างความคิด ต้องกำหนดลงไป ที่ความคิด ความรูสึก
แต่อย่างวันนี้เดินแล้วความคิดมันลอยขึ้นมา เราไม่ต้องลงไปหามัน
พอมันลอย ก็ปล่อยไป นี่ คือ ความหมายของคำว่า แค่ รู้ ใช่ไหมคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง

กระต่ายขนฟ says
พี่น้ำคะ มันเหมือนกับว่าเรามีจุดยืน ของเรา เรายืนจุดเดิม
อะไรมากระทบเรารู เราไม่ตามลงไป

สุขที่แท้จริง says
มันมีของมันอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เอาจิตเราไปข้องกับมัน
เราก็เป็นอิสระจากความคิด

เราก็จะรู้ชัดที่กายมากขึ้น รู้ชัดในอริยาบทยามเคลื่อนไหวมากขึ้น
สติก็เกิดมากขึ้นตามตัว

กระต่ายขนฟ says
ไม่ต้องตามลงไปดูมันเปล่าคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ เหมือนต่างคนต่างอยู่ หมูเข้าใจคำพูดนี้มั๊ยคะ

กระต่ายขนฟ says
อย่างอารมณืฟุ้งซ่านหรือทรมานกลางอก นี่จริงๆเราอยู่เฉยๆมันก็มากระทบเราเอง
เราไม่ต้องไปจีกำหนดจี้ลงไปที่มันชัดๆ วันนี้หมูเพิ่ง ได้หลักนี้

สุขที่แท้จริง says
เราไม่ต้องเอาจิตไปเกาะเกี่ยวอารมณ์เหล่านั้นมา เราแค่รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง

กระต่ายขนฟ says
ไว้หมูลองทำสะสมไปเรื่อยๆ หมูน่าจะเข้าใจคำที่พี่น้ำบอกได้ด้วยตัวเอง
แล้วหมูจะมารายงานว่าหมูรู้สึกแบบไหน ถูกตามจริงหรือยังนะคะ
เราไม่รู้จริงๆนะคะ ว่าแค่รู้ เป็นยังไง

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ สภาวะนี่สำคัญมากๆ มันอธิบายเป็นรูปธรรมหรือตัวหนังสือได้ยากมากๆ
ต้องคุยกันตัวต่อตัวแบบนี้ แล้วต้องปฏิบัติจริงๆ

กระต่ายขนฟ
ช่วงสมัยแรกๆบางครั้งที่หมูมีสติดีๆ ตอนนั้นเข้าใจคำว่าแค่รู้แบบพี่น้ำพูดค่ะ
แต่ไม่ได้สรุปออกมาเป็นองค์ความรู้แบบนี้ มันเข้าใจในการปฎิบัติตอนนั้นๆ
ว่าแค่รู้นี่หว่า แต่ว่า มันก้ลืมน่ะค่ะ เพราะมันไม่ได้เห็นบ่อยๆ

สุขที่แท้จริง says
ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวได้รู้อะไรมากมาย มีอีกหลายอย่างที่พี่ไม่บอก
แต่ให้หมูเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง หมูจะได้ประโยชน์

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ งั้นวันนี้หมูกราบลาก่อนนะคะ

 
การเดินจงกรม เมื่อโยคีเดินจนเข้าใจแล้ว จะรู้เลยว่าไม่ว่าจะเดินแบบไหนๆ
ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย ที่มองดูว่าแตกต่าง เนื่องจาก สติ สัมปชัญญะแต่ละคนไม่เท่ากัน
อุบายในการเดินจงกรม มีหลากหลาย แล้วแต่โยคีจะเลือกเอง
สามารถสลับสับเปลี่ยนไปตามสภาวะของแต่ละคน ไม่มีอะไรตายตัว

ตุลาคม 2014
พฤ อา
« ก.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 47 other followers

%d bloggers like this: