รวมทำความเพียร ปีพศ. 2550

บันทึกปี 49 ไม่รู้ทำไมถึงไม่มีการลงบันทึกไว้
โผล่มาอีกที มีเวิดเพรส เริ่มเดือนกย. ปี 50

.

เริ่มรู้บัญญัติ คำเรียกต่างๆ เรื่องปกตินะ
เริ่มมีการใช้คำเรียกต่างๆ ก็อ่านไปเรื่อยๆก่อนนะ
จะถึงบางอ้อทีหลังเอง บัญญัติกับอุปกิเลส เป็นของคู่กัน

การจดบันทึก จึงเริ่มมีรายละเอียดต่างๆมากขึ้น

การทำความเพียร และ สภาวะในอดีต กันยายน 2550

 

 

 

4 มกราคม 2550

วันนี้เดิน1ช.ม. นั่ง1ช.ม. วันนี้เมื่อขณะที่เกิดเวทนา เรามีสติชัดเจนมากๆ กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วจู่ๆก็เห็นจิตมันแยกออกจากาย แยกออกมาเป็นคนละส่วนกัน

เห็นและเข้าใจเลยว่า นี่คือรูปนาม และมันก็เป็นเรื่องแปลก ที่เราเข้าใจในสมมุติได้ทันที

ขณะที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดว่าเกิดตรงไหน ไปที่ตรงไหน ปวดอย่างไรบ้าง แต่เราไม่ไปรู้สึกกับอาการปวด

เพียงแต่เป็นฝ่ายเฝ้าดูอยู่อย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีการกำหนดใดๆทั้งสิ้น

ปฏิบัติเสร็จเรานั่งทบทวนถึงสิ่งที่เราปฏิบัติในเวลานี้ รูปนาม แบบที่เราท่องๆมานั้น เราเองยังไม่เข้าใจเลย ยังแยกไม่ถูก

แต่พอปฏิบัติได้ มันเข้าใจชัดเจนเลย จากที่ไม่เข้าใจรูปนาม กลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน และพูดเรื่องรูปนามได้

สมมุติก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็เข้าใจแบบปากท่องๆ แต่ก็ยังมีการค้างคาใจเมื่อใครมาพูดอะไรที่ไม่ถูก ( แบบเราคิดเอง )

แต่พอมาเข้าใจสมมุติ มันดับเลยความคิดนั้น เขารู้ก็รู้ของเขา เรารู้ก็รู้ของเรา รู้แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา

13 สิงหาคม

เริ่มเพิ่มการเดินเป็นระยะ3 มีสติดีมากๆ สติต่อเนื่อง เดินช้าๆ ยังมีการกำหนดตลอด ตัวไม่เบา ไม่หนัก ต้องกำหนดต้นจิต

กับหยุดหนอด้วย เดินแล้วกำหนดนั่ง เวทนาเยอะมากๆ กำหนดไม่ได้

14 สิงหาคม

ปฏิบัติ2ช.ม.เหมือนเดิม

วันนี้ได้อ่านหนังสือของอ.จ.สุทัสสา เรื่องของแม่ยุพินศิษญ์หลวงพ่อจรัญ ที่เป้นมะเร็งจะต้องตาย ( หมดทางรักษาแล้ว )

หลวงพ่อได้ให้ไปปฏิบัติที่วัด อยู่ที่วัดเลย มีความเพียรมากๆ ไม่มีการนอนเลย ปฏิบัติอยู่ 3เดือน มะเร็งหาย

อ่านแล้วเกิดกำลังใจในการปฏิบัติมากๆ

18 สิงหาคม

ไปเรียนนักธรรมตรีที่วัดนอก กว่าเราจะตัดสินใจเรียนนี่คิดอยู่นาน คุณนุได้พูดถึง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธให้ฟัง
และเรื่องอนุนิสัยในชาติต่อๆไป แล้วเราก็รำลึกถึงคำพูดของหลวงพ่อพุธที่ท่านบอกว่าเราปฏิบัติไปได้เร็ว
เพราะ เราสำเร็จกสิณมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว นี่เป็นตัวอย่างในเรื่องอนุนิสัยในชาติก่อนๆ เราเลยตัดสินใจเรียนนักธรรม

21 สิงหาคม

วันนี้สติดีมาก เห็นเวทนาได้ตลอด โดยไม่ไปรู้สึกกับอาการปวด เราลองขยับขา ขยับกาย เพราะอยากรู้ว่าเมื่อขยับจะปวดไหม
ไม่มีอาการตอบสนองใดๆทั้งสิ้น

22 สิงหาคม

แปลกๆ วันนี้นั่งแล้วเบื่อๆยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ปฏิบัติเหมือนเดิมทุกวัน เป้นมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถึงจะเห็นเวทนา แต่มันเหมือนเบื่อ
วันนี้เวทนาก็มีปกติ แต่มันปวดจนน่ารำคาญ กำหนดไม่ทัน

23 สิงหาคม

เห็นเวทนา เกิด-ดับ อย่างต่อเนื่อง เป็นสมาธิตลอด สติดี เดินกำหนดได้ดี ยืนกำหนดได้ดี ฟุ้งซ่านมีบ้าง กำหนดทัน

สงสัยเราจะถูกกับอากาศช่วงเช้า ปฏิบัติต่อเนื่อง มานั่งทบทวนหลังปฏิบัติ มันไม่มีอะไรแน่นอน ต้องอาศัยความต่อเนื่องเท่านั้น

3 กันยายน

การเดินจงกรม ละเอียดชัดเจนมากขึ้นขณะที่เดิน มีอะไรมากระทบอายตนะ กำหนดได้ตลอด ไม่ฟุ้งซ่าน จับลมหายใจ

พร้อมกับอาการท้องพองยุบ ขณะที่เดินได้อย่างชัดเจน เมื่อเดิน สังเกตุได้ ลมหายใจจะรวมเป็นหนึ่งขณะที่เดิน

มันจะไปพร้อมกันหมดทั้งตัว รู้พร้อมหมด สติดีตลอด เมื่อมานั่งต่อ สมาธิเกิดอย่างต่อเนื่อง สมาธิตั้งอยู่ได้นานขึ้น

เป็นสมาธิเร็วขึ้น พอกำหนดนั่ง ปรับลมหายใจแค่ 5 ครั้ง เข้าสู่สมาธิได้เลย

เพิ่มเวลาในการปฏิบัติ เป็นวันละ 4ชม.บ้าง 5 ช.ม.บ้าง 6 ช.ม.บ้าง บางวัน 1ช.ม.ก็มีไม่แน่นอน แล้วแต่สะดวก สูงสุด 8 ช.ม.

เดินจงกรม เดินระยะ 1- 4 ละเอียดมากขึ้น ชัดเจนขณะที่ก้าวเดิน

 

10 ก.ย. 2007 “พุทโธ”

รู้จักพุทโธ ตอนแม่พาไปวัดพุทโธภาวนา อยู่ที่สามพราน

จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งแม่ป่วยมีเลือดออก กินยาอะไรก็ไม่หยุด
ขุดมดลูกก็ไม่หาย แม่เลยไปรักษาที่ร.พ.จุฬาต่อ หมอผ่าตัดมดลูกทิ้ง
แม่เป็นเนื้องอกที่มดลูก ผลการส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ แม่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 1

เราได้แนะนำให้แม่ไปหาวัดที่มีการปฏิบัติกรรมฐาน
แม่ไปหาป้าที่อ่อนนุช ป้าพาแม่ไปนครปฐม ไปวัดพุทโธภาวนา
ช่วงนั้นแม่หายหน้าไป ตัวเราเองก็ยุ่งกับงานจนไม่ได้สนใจสอบถาม

เจอแม่อีกครั้ง แม่มาหาที่ทำงาน (คิดย้อนหลังทีไรรู้สึกละอายใจทุกที)
แม่หายจากมะเร็ง อาการที่เลือดไหลไม่หยุด ก็หายสนิท
ทั้งที่ตอนนั้นผ่าตัดแล้ว เลือดก็ยังไหลอยู่

แม่มาชวนไปปฏิบัติที่วัดพุทโธ
ไปกับแม่เพราะเกรงใจแม่ อีกอย่างอยากไปเที่ยวด้วย
ไม่ได้คิดว่าจะปฏิบัติอะไร แค่งานที่ทำก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

คนที่มาวัดนี้เยอะมากๆ ห้องน้ำต้องแย่งกันเข้า ต้องตื่นตั้งแต่ตี1 ตี2
เพื่อรออาบน้ำแล้วค่อยไปนอนต่อ เพราะตี4 จะไม่มีห้องน้ำว่าง

มีพระมาเทศน์ให้ฟัง เราชอบฟังพระเทศน์อยู่แล้ว
ฟังมาตั้งแต่เด็ก เลยติดเสียงเทศน์ มันทำให้รู้สึกสงบ
พระท่านสอนเรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออก
โดยใช้ หายใจเข้า – พุท หายใจออก – โธ

เรารู้สึกว่ามันง่ายมาก แม่บอกว่าเราหัวดี บางคนยังทำไม่ได้เลย
เพราะหายใจไม่ทันกับการกำหนด แต่เราไม่เป็น ทำได้สบายๆๆ

กลับมาบ้านก็ทำมั่งไม่ทำมั่ง ไม่ได้สนใจอะไร
มาชวนเพื่อนที่ทำงานไป ไม่มีใครไปสักคน
เขาบอกว่ามันไกลไปอยู่ตั้งนครปฐม

ครั้งแรกกสิณ นี่ก็มาพุทโธ ก็ยังไม่ได้สนใจ

12 ก.ย. 2007

เบื่อๆๆๆๆ เบื่อจังเลย อาการเบื่อนี้เกิดกับเราอยู่หลายวัน
เราไม่รู้จะแก้ยังไง

กำหนดก็แล้ว เปลี่ยนอริยาบทก็แล้ว ก็ยังเบื่อ
เวลาเกิดเวทนา เมื่อเข้าใจเวทนาก็นั่งดูอย่างเดียว
แรกๆก็ดีหรอก มันเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นว่าที่ ….
แท้เวทนาก็ …. มีแค่นี้เอง เขาจะเกิดก็เกิดเอง
จะไปบังคับเจาะจงว่าต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้

เอ้า … พอเบื่อที่จะดู ก็กลับกลายเป็นว่า ปวดสุดๆไปเลย
ทรมาณสุดๆไปเลย เราก็เลยเซ็งสุดๆไปเลย
เฮอะๆๆๆๆ จะมีอะไรแน่นอนกับอารมณ์ของตัวเอง

แม้แต่การปฏิบัติแต่ละครั้งยิ่งนับวัน ยิ่งมีอะไรแปลกๆมาอยู่เรื่อย
เหมือนให้เราทำเดิมๆซ้ำๆจนกว่าจะเข้าใจชัดเจน

เหมือนเรียนหนังสือเลยแฮะ บางวันก็อยากเรียน
เพราะเรียนแล้วเข้าใจ บางวันก็ไม่อยากเรียน
เพราะยิ่งเรียนมันรู้สึกว่ายิ่งแย่ ( ในความคิดตัวเอง )
จริงๆแล้วคืออะไรล่ะ มันไม่มีอะไรจริงหรือไม่จริง

 

 

สุดท้ายเราก็รู้วิธีแก้ความเบื่อให้กับตัวเอง
แรกๆเราก็เพิ่มเวลาปฏิบัติ จากเดิน 1 ช.ม. นั่ง 1 ช.ม.
ทำแค่ 2 ช.ม. เช้าเย็น เราก็เพิ่มเป็นครั้งละ 4 ช.ม.
สุดท้ายก็เบื่ออีก แหม … พักหลังนี่เวทนามันเยอะจัง
พอเวทนาเกิด ความฟุ้งซ่านมันก็ตามมา

 

 

เดินจงกรม ใช่ว่าจะมีสติต่อเนื่องได้ตลอด
ถึงตอนนี้สติจะชัดเจนกว่าเมื่อก่อนก็จริง
แต่ปฏิบัตินี่อีกเรื่องนึงเลย สติทันบ้างไม่ทันบ้าง

 

 

เมื่อวานก็เบื่ออีก มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้
พักนี้มันเกิดอาการเบื่อบ่อยจัง กำหนดเท่าไรก็ไม่หาย
สุดท้ายเมื่อคืน เลยลดเวลาลง ถ้าเวลาเท่าเดิม
คอยคิดละ ( บางครั้งนะ ) เมื่อไหร่จะครบเวลาเสียที

 

 

เมื่อคืนเลยปรับเวลาลง จะคิดทำแค่ 1 ช.ม.
ไม่ได้จับเวลาว่าเดินกี่นาที นั่งกี่นาที ตั้งเวลาไว้ 1 ช.ม.
ใจก็คิดนะตอนนั้น แหม… แค่ 1 ช.ม. สบายมาก
เอออ … แล้วมันก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง
กำหนดได้คล่อง สมาธิเข้าออกได้คล่อง
กลับกลายเป็นว่า จะทำแค่ 1 ช.ม. เลยเป็น 2 ช.ม.แทน
หลังจากนั้นก็กำหนดนั่งหลับเอาเหมือนเดิม

 

 

ตี 4 อีกรอบนึง รู้สึกไม่ง่วงเลยมันก็แปลกดี
ทุกทีตื่นมาก็ยังง่วง ไม่อยากจะทำตอนเช้า
ถ้าทำแล้วมันท้อ มันเบื่อ มันต้องมีอะไรสักอย่างนึง
สุดท้ายเราก็หาวิธีแก้อาการท้อและเบื่อให้กับตัวเองได้

15 ก.ย. 2007

ตั้งแต่เราปรับเวลาปฏิบัติ อาการเบื่อแทบจะไม่มี
เราหันมาทบทวนการปฏิบัติ แบบที่ครูบาอาจารยืท่านทำไว้
เข้าออกสมาธิให้คล่อง เท่ากับเรากำลังทบทวน

แต่ละขั้นๆที่เราได้ปฏิบัติมา
ทำให้เห็นรูปนาม การเกิด ดับ ได้ชัดเจนขึ้น

มองเห็นอะไร เดี๋ยวนี้กลายเป็นธรรมะไปหมด
แต่ยังไม่ถึงขนาด 100% แต่ว่าดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ

17 ก.ย. 2007 “พองหนอ ยุบหนอ”

หลังจากที่ได้เหินห่างเรื่องการปฏิบัติไปนาน
ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง เวลาผ่านไปหลายปี

มีอยู่วันหนึ่ง พี่ที่ทำงานชวนไปนั่งสมาธิ คราวนี้คนที่สอนเราเป็นฆราวาส แขนขวาท่านขาด

ชื่อพระอาจารย์ สุวรรณ (เปิดสมุดดูเพราะลืมชื่อท่าน)
ท่านเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานที่นครพนม พระธาตุพนม
เราเป็นคนชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็ตกลงไปกับพี่เขา
จำได้นิดนึงว่า ท่านแขนขาดเพราะโดนฟ้าผ่า แต่จำไม่ได้ว่า ฟ้าผ่าท่านเพราะท่านกำลังทำอะไร

ท่านอ.จ.ให้กำหนดใช้พองหนอ ยุบหนอ แทนพุทโธ
คือหายใจเข้ากำหนดพองหนอ หายใจออก กำหนดยุบหนอ
แต่ไม่ได้ให้ดูอาการท้องที่พองยุบ ให้ตามลมหายใจอย่างเดียว

 

ที่นี่แปลกกว่าที่เราเคยเจอมา ………..
เวลาสวดมนต์เสร็จ พอนั่งสมาธิปั๊บ ท่านให้หายใจถี่ๆแรงๆ
ยังไม่ต้องกำหนดองค์ภาวนาใดๆทั้งสิ้น เราทำตามที่ท่านบอก
เหมือนจะขาดใจ มันบอกไม่ถูก

บางคนก็ลุกขึ้นรำ บางคนก็ทุบทำร้ายตัวเอง

บางคนก็อาเจียน ต้องเอากระโถนตั้งไว้ตรงหน้า

 

 

ท่านบอกว่า การทำเช่นนี้เพื่อปรับความสมดุลการหายใจ
และเป็นการแก้กรรมด้วย อะไรๆที่อยู่ในตัวเราจะได้ออกมา
(ที่ให้หายใจถี่ๆแรงๆ นานด้วยนะไม่ใช่แป๊บเดียว)

วันแรกๆเราทำก็ยังปกติดี เพียงแต่รู้สึกเหมือนเราจะขาดใจ
เวลานั่งสมาธิ ท่านจะให้นั่ง 3 ช.ม.เต็มๆ ปวดก็ต้องทน ห้ามขยับ
ท่านจะคอยพูดตลอด

วันที่3 มันแปลกมากๆ 2 วันแรกก็ปกติดี
วันที่3นี่ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องไห้เหมือนจะขาดใจตาย

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องร้อง
พยายามบังคับให้ตัวเองหยุดร้องก็บังคับไม่ได้
รู้ตัวตลอดขณะที่ร้อง แต่เหมือนมันซ้อนๆกันยังไงก็ไม่รู้
มันน่าเกลียดมากๆเลยในความรู้สึกของตัวเราเอง

คิดดูก็แล้วกันร้องเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย
ทั้งสะอึกสะอื้น น้ำลายไหลย้อย น้ำลายเต็มพื้นเลย
สักพักก็หยุดเอง พอหยุดก็เข้าสมาธิเลย

ทีนี่ไม่รู้อะไรละ ได้ยินแต่เสียงอาจารย์ท่านพูดอย่างเดียว
อย่างอื่นไม่รู้ละ จะปวดจะเมื่อยนี่ไม่มีเลย

ทั้งๆที่2วันแรกจะเป็นจะตาย ปวดจนน้ำตาไหล
เพราะท่านจะคอยพูดไม่ให้ขยับตัวอย่างเด็ดขาด

นิมิตเยอะมาก (มาตอนนี้เพิ่งรู้ว่า ตอนนั้นติดนิมิต)
เหมือนอาจารย์ท่าจะรู้ว่าแต่ละคนเห็นอะไร ท่านพูดไปเรื่อยๆ

หลังจากมีอาการร้องไห้หนักๆอยู่ 7 วัน
อาการนั้นก็หายไปเอง อาจารย์บอกว่า …..
เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวง เราเคยทำความทุกข์ใจให้กับเขาไว้มาก

ปฏิบัติมีนิมิตเยอะมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเรียกว่า นิมิต
พราะอาจารย์ท่านไม่เคยบอกอะไร มีแต่ถามว่าเห็นอะไรกันบ้าง

หลังจากที่หยุดร้องไห้แล้ว ต่อจากนั้นมา เมื่อหายใจถี่ๆหนักๆ
มันจะรวมตัวเป็นสมาธิเลย จะมีแสงสว่างมากๆเวลาเป็นสมาธิ

อาจารย์บอกว่าเราปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆ
ตอนนั้นก็ดีใจอ่ะนะ ก็เหมือนคนเรียนหนังสือแล้วครูมาชม

ปฏิบัติอยู่เกือบ 2 ปี ไปบ้านอ.จ.ทุกวัน ไปตั้งแต่ทุ่ม
กลับบ้านเกือบ 5 ทุ่ม

ตอนนั้นยังทำงานอยู่ เราต้องกลับมาเข้าเวรเที่ยงคืนทุกวัน
ก่อนถึงเวลาเข้าเวร เราจะนอนที่ห้องพักเวร
แล้วเราก็จะมาปฏิบัติต่อที่ห้องพักเวร

 

 

มีวันหนึ่ง เรากำหนดอยู่ดีๆ ตอนนั้นเรางงมากๆ
ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่ดีๆก็เหมือนร่างกายเราหายไป
ลมหายใจก็หายไป รู้แต่ท้องพองยุบอย่างเดียว

แบบท้องมันกระเพื่อมเบาๆ แล้วเหมือนเห็นมีตัวเราซ้อนอยู่อีกร่างนึง
มีความรู้สึกเหมือนร่างนั้นมันจะหลุดออกมา

ตอนนั้นยอมรับเลยว่ากลัวมากๆ กลัวตาย
มันบอกความรู้สึกไม่ถูก กลัวว่าถ้าร่างข้างใน
หลุดออกไปแล้วเราจะต้องตาย นี่มันกลัวแบบนี้

เราฮึดสู้เลยตอนนั้น เท่าที่จำได้นะ เพราะเรื่องนี้มันนานมาแล้ว
จำได้ว่าลุกขึ้นเลย เดี่ยวนั้นเลย ไม่ยอมนั่งอีกเลย

วันต่อมาเล่าให้อ.จ.ฟัง ท่านบอกว่า …..
ทีหลังอย่ากลัว ปล่อยให้หลุดออกมาเลย ไม่ตายหรอก

ตั้งแต่นั้นมา หลังจากปฏิบัติที่บ้านอ.จ.แล้ว
เวลากลับมาขึ้นเวร เราไม่ยอมทำอีกเลย
ทำทีไรก็จะเป็นแบบเดิมทุกที เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร
อ.จ.ก็ไม่อธิบายให้ฟัง ถามก็ตอบว่าไม่มีอะไร

 

 

จุดหักเหของชีวิต ………..

 

 

อยู่มาวันหนึ่ง เรานั่งแล้วมองเห็นภาพๆหนึ่ง
เป็นภาพต้นมะพร้าว ใบมันร่วงลงในน้ำๆเน่าๆ
(ความรู้สึกเรามันบอกว่า น้ำนั้นมันเน่า)

เสร็จแล้ว มันงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ เหมือนต้นหญ้า
มันงอกขึ้นมาเต็มไปหมด เราก็ถามท่านว่ามันคืออะไร

ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าไปพูดอะไรที่ไม่ถูกใจท่านเข้า
ท่านบอกว่า ต่อไปคุณก็เป็นเหมือนเป็ดน่ะแหละ

ต้องกลับไปกินอาจม ของมันเคยกิน
อีกแปดปีคุณจะได้กลับมาปฏิบัติใหม่

เราน่ะตอนนั้นอายมากๆเลย เล่นมาว่าเราแบบนั้น
คนก็เยอะ ว่าเราได้แสบมากกก

 

 

เริ่มมีเค้าบอกเหตุว่าคำพูดท่านั้นเป็นจริง…….

เราไม่เคยเล่นหวย ความที่ว่านั่งสมาธิแล้วเห้นตัวเลข
เลยไปลองซื้อ ถูกด้วยนะ บ้าหวยไปเลย

จำได้ละ ว่าทำไมอ.จ.ถึงโกรธ …….

ก็มาวันหนึ่งเราไปเดินห้าง เจอปกหนังสือเล่มหนึ่ง
เหมือนในนิมิตที่เราเห็นเลย เป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสมาธิของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เราก็เลยบอกอ.จ.ไปว่า ที่เราเห็นนี่คือหนังสือพวกนี้
มีทั้งหมดสี่เล่ม เราอ่านแล้วมันดีมากๆเลย

ต่อมาสำนักอ.จ.จัดทัวร์บุญบ่อย เราไม่ค่อยได้ไป เพราะไม่ชอบ
ก็เลยไม่ค่อยได้ไปบ้านอ.จ. ต่อมาไม่นานอ.จ.ก็ปิดสำนัก
ช่วงนั้นปัญหาของอ.จ.กับผู้ปฏิบัติเกิดเยอะมาก

ต่อมาชีวิตได้เป็นดั่งที่อ.จ.กล่าวไว้จริงๆ
ชีวิตหักเหแบบสุดๆ เลิกปฏิบัติไปเลย
มีแต่เพื่อน กินและเที่ยวๆๆๆๆ

ผ่านไปสิบกว่าปีได้ วันนั้นไปทำบุญวัดอโศการาม
ได้เจออ.จ. ได้กราบและกล่าวขออโหสิกรรมต่อท่าน

ทุกชีวิต ย่อมเป็นไปตามวิบากกรรมของแต่ละคน
(กรรมและผลของกรรม)

 

การทำความเพียร และ สภาวะในอดีต กันยายน ปีพศ. 2550

รู้บัญญัติ เริ่มเขียนละเอียดมากขึ้น

“โยนิโส” ในที่นี้ เป็นเพียงการรู้จากที่เคยอ่านมา
แต่ยังไม่รู้สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง”โยนิโส”
ขันธ์ ๕ ก็เช่นกัน

 

24 ก.ย. 2007

ตั้งแต่ปรับเวลาในการปฏิบัติ โดยหันมาเข้าออกสมาธิให้คล่อง
อาการที่ว่าเบื่อๆค่อยๆคลายลง จนเดี่ยวนี้ไม่มีแล้ว
เริ่มกลับมาปฏิบัติแบบเดิม  แต่จะปรับเวลาสลับกัน
จะไม่ทุ่มเทแบบเมื่อก่อน เดินสายกลางดีกว่า

 

กลางคืน ปฏิบัติแค่ 1 รอบ แล้วกำหนด นั่งหลับ
ตีสามปฏิบัติอีกรอบ เมื่อคืนนั่งหลับก็จริง แต่เป็นสมาธิทั้งคืน
กลางวันก็ทำอีกรอบ ถ้าอากาศร้อนมากก็ไม่ไหว
แต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะทำวันละกี่รอบ แล้วแต่สะดวก

ขณะที่นั่งสมาธิ แล้วอะไรที่เกิดขึ้น ใช้วิธีโยนิโส
โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา แยกแล้วชัดเจนขึ้น
ละเอียดขึ้น เวทนาที่เคยรุนแรงมากๆ ก็เข้าใจมากขึ้น

26 ก.ย. 2007

หลังจากที่ได้เจอหนังสือ ที่ปกหนังสือเหมือนในนิมิตแล้ว ก็ไปโคราชทันที เพื่อจะไปหาหลวงพ่อพุธ
ไปวัดป่าสาละวันครั้งแรกลำบากมากๆ ถามเขาตลอดทาง จำได้ว่าจ้างสามล้อพาไป
รู้สึกว่าจะเสียตังค์ไป50บาท ไปที่วัดก็ไม่เจอหลวงพ่ออีก เขาบอกว่าหลวงพ่ออยุ่วัดที่แปดริ้ว

เราก็คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยมาใหม่ ขอเบอร์โทรจากทางวัดมา เราโทรไปหาหลวงพ่อ
คนที่รับสายเป็นผู้หญิง เขาก็ไม่ให้คุย อ้างว่าหลวงพ่อติดธุระอยู่ จำได้ว่า ไปโคราชถึง 4 ครั้ง

โทรฯอยู่หลายครั้ง ไม่เคยได้คุยเลย ไม่ไหวแล้วไปโคราช ค่ารถแพงมากๆ ไกลก็ไกล ค่ารถก็หลายต่อ
สุดท้ายจุดธูปอธิษฐานถึงหลวงพ่อ ว่าขอให้ได้คุยกับหลวงพ่อ ได้คุยจริงๆ

เราถามหลวงพ่อว่า ขณะที่เราไม่ได้ทำสมาธิ เช่นเวลาทนข้าว คุยกับเพื่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆอยู่
ทำไมเราถึงเป็นสมาธิตลอดเวลา  เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเวลาเป็นสมาธิขึ้นมา
มันจะรู้เลย มันจะสงบจากกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที  หากกำลังมองอยู่ มันก็เห็นเหมือนภาพสามมิติ

หลวงพ่อได้เมตตาอธิบายให้ฟังว่า มันไม่มีอะไรหรอก เกิดเนื่องจากจิตเราเร็วเกินไป

ท่านบอกว่า ให้เราเริ่มใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่  เริ่มจาก 1 2 3 4 ท่านไม่บอกว่าคืออะไร ก็งงเด้
(คือจะต้องมี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตา)

มันจะเห็นชัดเจนขณะที่เกิดแต่ละขั้น  แล้วจะทำให้ชำนาญในการเข้าออกสมาธิ

เรามาคิดๆย้อนหลังดู มิน่า หลวงพ่อสมชายถึงโยนหนังสือให้เราฝึกกสิณเอง
ทีแท้หลวงพ่อท่านรู้หนอ รู้ว่าพอเราจับปั๊บ เราจะทำได้เอง เพราะของเคยทำมาแล้ว

และที่เราไปรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ บางทีก็ได้ยินเสียงเขาคิดทั้งที่เขาไม่ได้พูด  มันเกิดจากฤทธิ์ของฌานนี่เอง
อีกอย่างนึงที่เราสงสัยมาตลอดว่าทำไมถึงไม่สนใจเรื่องฌาน เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ทางที่พ้นทุกข์
เราจึงไม่สนใจ การปฏิบัตินี่ดีจริงๆ ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้

27  ก.ย.  2007

เมื่อใดก็แล้วแต่ที่เราได้ปฏิบัติ หรือกำหนดอริยาบทย่อยต่างๆ เราถือว่าเราได้สะสมหน่วยกิต
ไม่ต้องไปคิดว่า ทำแล้วจะเป็นยังไง รู้แต่ว่า ทำแล้วต้องไม่เครียด ทำแล้วจะเข้าใจมากขึ้น
ทำให้เราเข้าใจในรายละเอียดมากขึ้น บางครั้งอาจจะไม่แน่ใจในบางสิ่ง ( สิ่งที่คิด )
ก็ถามผู้ที่รู้มากกว่า ( อันนี้ยกความดีให้คุณนุหรือท่านอ.จ.งื่อ )

 

28 ก.ย. 2007

วันนี้แปลก ขณะที่นั่งเหมือนมียุงหรือมดมากัดเราทั้งตัว กำหนดไม่หาย เลยเอามือลูบ ไม่มีอะไรเลย ไม่สะดุดอะไรเลย

เราเริ่มปรับเวลาไปเรื่อยๆ ไม่เจาะจง เมื่อคืน 2 ช.ม. สติตอนเดินชัดเจนดี กำหนดได้ทัน รู้พร้อมตลอด
การเดินจงกรมเดี๋ยวนี้ รู้พร้อมทั่วตัว จับได้หมด ทั้งลมหายใจ ทั้งอาการท้องพองยุบ ทั้ง ขณะที่เดิน และสิ่งที่มากระทบ
ละเอียดมากขึ้น แทบจะไม่ต้องกำหนดเดินเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งเดินถึงระยะ 4 ยิ่งละเอียดมากๆแต่ละก้าวที่เดิน

เมื่อคืน ขณะที่นั่งสมาธิ สมาธิมากเกินสติ เลยกลายเป็นนั่งเพลินไป
รู้ตัวอีกที เสียงนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ ดังขึ้นพอดี กำหนดเสียงนาฬิกาได้ทัน ไม่มีตกใจ

กำหนดรู้กับเสียงที่ได้ยิน หลังปฏิบัติเสร็จก็มานั่งทบทวน แต่ละครั้งมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนเดิม

เดินมากไป เมื่อมานั่ง เวทนาย่อมเกิดน้อยลงหรือเกิดแต่จับไม่ทัน (สติอ่อน)

เดินน้อยไป เมื่อมานั่งเวทนาเกิดมาก ก็ไปเก็บกดกับเวทนาอีก ช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย

เดินนั่งพอๆกัน ก็เกิดเวทนาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน สติทันบ้างไม่ทันบ้าง มันช่างหลากหลายเสียจริงๆ

ทำยังไงถึงจะมีสติเสมอกับสมาธิได้ นี่สิที่เราต้องทำความเพียรเพิ่ม อาจจะเป็นเพราะว่า …

 

29 ก.ย. 2007

พอเดินสร็จ กำหนดนั่ง ยังไม่ทันพองยุบเลย เข้าสมาธิเฉยเลย ดิ่งไปเลย ดับสนิท ไม่รับรู้ใดๆทั้งสิ้น เหมือนเวลามันหายไป
มารู้ตัวอีกทีตอนนาฬิกาดังหมดเวลา

เมื่อวานปฏิบัติไป 3 ช.ม. เมื่อคืนตั้งแต่ตี 1 ถึง ตี 4 ตั้งแต่นั้นมาเรายังไม่ได้นอนเลย ตามันสว่าง ไม่ง่วงเลย

เมื่อวานอ่านหนังสือ แล้วก็หลับไปช่วง 5 ทุ่ม ตื่นมาเที่ยงคืนครึ่ง ก็อาบน้ำสระผม แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติเลย
เหมือนร่างกายเรากำลังปรับสภาพให้สมดุล ดูจากเวทนา  ที่เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งดับ จับได้ตลอด

เมื่อเช้าปฏิบัติทั้งสองรอบ เหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ พอนั่งปั๊บ เราปรับลมหายใจ แค่ 5 ครั้ง ก็เป็นสมาธิ
ทั้งที่ทุกๆครั้ง จะต้องบริกรรมพองหนอ ยุบหนอ อย่างน้อยสองถึงสามครั้ง ถึงจะเข้าสู่สมาธิ เดี๋ยวนี้เข้าออกสมาธิได้คล่องแคล่วมากๆ
คงเกิดจากการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง  หลังจากปฏิบัติแล้วก็ทบทวนตลอด

 

 

==========================================

 

1 ต.ค.50

เมื่อวานได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา  ไม่ได้ทำเต็มๆ เลยมีผลมาถึงวันนี้ ขาดสักวันไม่ได้เลย เท่าที่สังเกตุมาตลอด

วันนี้ไม่ไหว สติไม่มี นาฬิกาดังหมดเวลา สะดุ้งทั้งตัวเลย  เราลองทำแบบไม่จับเวลา ไม่กำหนดว่าเดินเท่าหร่ นั่งเท่าไหร่
เดินจงกรม 4 ระยะ แล้วนั่งต่อเลย แต่จะทำได้แค่ไหนก็จะดูเอาว่าได้แค่ไหน อารมณ์เป็นยังไง นั่งทบทวนดู
แต่จะตั้งเวลาจบไว้ที่ 2 ช.ม. ปรากฏว่า พอครบ 2 ช.ม. นาฬิกาดัง สะดุ้งเลย ขาดสติ

2 ต.ค.

วันนี้กำหนดยืนหนอ ดีกว่าทุกวัน รู้ตัวทั่วพร้อม  ละเอียดชัดเจนมาก ตั้งแต่กำหนดยืนหนอ จากบนสู่ล่าง จากล่างสู่บน
มีสติดีมากๆ สามารถเก็บรายยละเอียดของการยืนได้หมด ลมหายใจนี่จะเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายเลย

นั่ง …. เวทนาเป็นๆหายๆ ปกติจะปวดจนทนไม่ไหวโดยเฉพาะใกล้จะหมดเวลา แต่วันนี้แปลก
พอมีเวทนา เราก็โยนิโสลงไป แยกขันธ์ 5 ออกมาทีละส่วน ถึงแม้จะยังไม่คล่อง แต่เหมือนกับว่า เวทนามันเปลี่ยนไป ( ความรู้สึก ) มันบอกไม่ถูก
ปวดก็จริง แต่เหมือนว่าเรารับและรู้สึกทนต่อความปวดนั้นได้ ไม่ได้ถอยหนี มันปวดสุดๆแล้วก็จางหายไป เป็นช่วงๆ
จนกระทั่งหมดเวลานาฬิกาดัง สติดี ไม่สะดุ้ง กำหนดหยิบจับวาง อันนี้หรือเปล่าที่ว่ากำลังปรับสภาพ ต้องดูต่อไป

 

3 ต.ค.

ไม่ไหวเลย ขึ้นมาเลยเวลา มัวแต่อ่านหนังสือ ทีปณีฯอยู่  ไม่ได้ดูเวลา ขึ้นมาห้องพระก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ง่วงมากๆเลย
นั่งเลย ไม่ได้เดิน นั่งเลยมันก็ฟุ้งสิ เพราะกำลังง่วงอยู่  ฟุ้งกับคำพูดของคนที่เราไปคุยกับเขา ต้องพูดคุยให้น้อยลง
(เรื่องที่คุยนี่ตอนสายๆ มันมาฟุ้งเอาตอนจะปฏิบัติ สติมันไม่ทัน  จิตก็ล่วงหน้าไปโลดเลย)

ปฏิบัติก็เหมือนกัน ใครจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา ไปวุ่นวายทำไม  โห … นี่เราไปฟุ้งเรื่องชาวบ้านเขาทำไมนี่ ….
ดีนะที่ยังมาหางๆสติโผล่มาคว้าไว้ได้ทัน  ก็คิดหนอๆๆ ทันทีเลย  ลุกขึ้นเลย เดินจงกรม  แล้วก็นั่งสมาธิต่อ  จบที่เวลา ตี 1 กว่า

4 ต.ค.

เช้านี้ปฏิบัติรอบเช้าได้ทัน เลยเก็บหน่วยกิตสะสมได้สองช.ม. หลังปฏิบัติแล้วมานั่งทบทวนแต่ละสภาวะที่เกิด มันละเอียดมากขึ้น
สติชัดเจนมากขึ้นจนจับสภาวะต่างๆได้ทัน  เห็นชัดเจนมากทั่วกาย ทุกย่างก้าวเดิน ตลอดจนกระทั่งนั่งสมาธิ

 

4 ต.ค.50

 

เดินจงกรม ระยะที่3 กับ ระยะที่4 จะเก็บรายละเอียดได้ดี ระยะที่1 ขวา..ย่าง..หนอ.. ซ้าย..ย่าง..หนอ..

 

ระยะที่1 นี่ธรรมดา ก้าวย่างธรรมดา  อันนี้เท่าที่สังเกตุลมหายใจ จะเป็นปกติดี  ไม่ต้องดูลมขณะที่กำลังจะเดิน

 

หรือขณะที่เดิน  แต่ก็เห็นความชัดเจนทุกย่างก้าวที่เดิน ถ้าคิดว่า สติมากพอ เดินได้แน่นพอ ก็เริ่มระยะ 2

 

มีข้อสังเกตุอยุ่อย่างหนึ่ง ถ้าเดินได้สติดีจริงๆ ลมหายใจกับกายมันจะประสานกันเป็นหนึ่ง

 

ระยะที่2 ระยะนี้ถ้ายังเดินระยะที่1 ไม่แน่นพอ แล้วจะมาเดินระยะนี้ จะเห็นได้เลยว่า ก้าวเร็วมากๆ กำหนดแทบไม่ทัน

 

แถมจะล้มอีกต่างหาก ขาสั่นไปหมด ถ้าสติยังไม่มากพอ  ยก.. หนอ  เหยียบ.. หนอ มองดูเหมือนง่ายนะ

 

ยกขาเป็นกระต่ายขาเดียว แล้วก้าวเดิน ระยะ2 นี่ใช้สติในการเดินมากขึ้นกว่าระยะ1 ไม่งั้นเวลายกหนอจะเซ และทำให้ขาสั่น

 

ยกเท้าขึ้นอยุ่นานไม่ได้ เหมือนเรายกเท้าขึ้นแล้วก้าวพรวดๆไป ยกเท้านิดเดียวนะ ไม่ได้ยกสูง

 

เดินจงกรม ต้องเดินทีละระยะก่อน เดินให้ได้แน่นๆก่อน แน่นๆ คือ สติดี ชัดเจนก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเอา

 

ระยะที่3 เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เกี่ยวกับลมหายใจ ตั้งแต่ยกส้นเท้าเปิดรอก่อน

 

พร้อมกับหายใจเข้าให้เต็มปอด  พอยกเท้าลอย กำหนด ยก..หนอ.. จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ

 

ย่าง..หนอ.. พอเหยียบ..หนอ.. ลมหายใจจะปล่อยออกมาหมดพอดี จะทำได้ต้องหายใจยาวๆ ซึ่งได้มาจากการยืนหนอ

 

หากลมหายใจสั้น สติไม่พอ จะเดินระยะนี้ไม่ได้ ถึงบอกว่าเดินได้ก็กำหนดได้ไม่ทัน  อันนี้ฟังจากคนที่ลองเดินแล้วเดินไม่ได้

 

ถึงเดินได้ก็เก็บรายละเอียดต่างๆไม่ได้ จับลมหายใจก็ไม่ได้

 

ระยะที่ 4 ระยะนี่เริ่มละเอียดมากกว่าเดิม  ยก.. ส้น .. หนอ … ยก.. หนอ .. ย่าง.. หนอ .. เหยียบ .. หนอ ..

 

ยกส้นหนอ หายใจให้เต็มปอด พอยกเท้าหนอ นี่เริ่มผ่อนลมหายใจออกช้าๆ  ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกตามจังหวะที่เท้ายก

 

แล้วย่างหนอ เท้าจะวาดลอยอยู่ ค้างอยู่ พอเหยียบหนอ จะหายใจออกหมดพอดี จะหายใจตามจังหวะที่เคลื่อนไหวอริยาบท

 

ไม่มีการหายใจทิ้งทั้งเข้าและออก  นี่เก็บรายละเอียดได้ตั้งแต่ระยะที่2 แล้ว ลองสังเกตุดูเอง

 

ระยะ3 กับระยะ4 นี่ ทั้งสติสัมปชัญญะจะดีมากๆ เห็นชัดเจนทั้งขณะที่เดินเกิดความพร้อมทั่วตัว สติเป็นตัวบอก

 

สัมชัญญะเป็นตัวรู้  ลมหายใจกับกายจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกลมหายใจคือทุกย่างก้าวที่กำหนดอาการที่กำลังเดิน

 

หากสติไม่มากพอจะเดินระยะนี้ไม่ได้ บางคนอึดอัด หายใจไม่ทันกับการเดิน หรือไม่ก็หายใจหอบเหนื่อยไปเลย

 

อันนี้เขาก็เล่าให้ฟัง

 

 

ช่วงเวลานั่งว่างๆ พิจรณาเรื่องการกำหนดว่า เวลาเกิดรูปนาม กำหนดตรงไหน และตั้งสติไว้ที่ตรงไหน

 

การกำหนดให้กำหนดสิ่งที่มากระทบภายนอก กำหนดตรงสิ่งที่เกิด เช่น รูป รส กลิ่น เสียง

 

ตั้งสติ ให้ตั้งสติไว้ที่อายตนะที่ถูกกระทบ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเกิดผัสสะที่อายตนะ

 

อย่าลืมว่า สิ่งที่มากระทบภายนอกเป็นรูป  จิตรับรู้สิ่งที่มากระทบเป็นนาม เมื่อเราตั้งสติทันจิต

 

เช่น หูได้ยินเสียง กำหนดที่เสียง เสียงเป็นรูป  จิตเกิดที่หู เราตั้งสติไว้ที่หู เมื่อสติทันจิตขันธ์ 5 ก็ดับ

 

การปรุงแต่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นเลยไม่มี ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน  ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งละเอียด

 

ยิ่งละเอียด ยิ่งแยกขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น เราเองก็หมั่นหาข้อมูลที่ครูบาอาจารย์ท่านได้เขียนไว้

 

พยายามคุยปรึกษากับผู้ที่รู้ปริยัติมากกว่า  เราเองต้องยอมรับว่าด้อยในเรื่องนี้ จะมีปัญหาเรื่องการโยนิโส

 

เมื่อเวลาปฏิบัติเสร็จ หมั่นทบทวนสภาวะเสมอๆ ยังไม่นอนทันที หรือ ถ้าเป็นกลางวัน ก็ยังไม่ไปไหนทันที

 

วันนี้ เดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดยืนหรือเดิน มีสติดีตลอด  มีความชัดเจนดีมาก

 

นั่ง ….. เวทนาเกิดตลอด เป็นๆหายๆ สติดีกำหนดได้ทันตลอด ถึงจะปวดมากจนคิดว่าทนไม่ไหวก็กำหนดได้ทัน

 

พอกำหนดทัน ความปวดค่อยๆจางหายไป ใช้วิธีโยนิโส โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา

 

เวทนาเกิดมาก แต่กำหนดได้ทัน แต่วันนี้สติดี กำหนดได้ทันทุกขณะ

6 ต.ค.

 

เวลาทำไมมันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน  หรือว่าตัวเราเองเพลินจนลืมเวลา ทั้งๆที่เวลาก้ยังเหมือนเดิม เท่าเดิม

 

7 ต.ค.

 

การเดินจงกรม  ไม่ได้เขียนข้อปลีกย่อยไว้  เช่น เรื่องสิ่งที่มากระทบ ขณะที่เกิดการกระทบ  ให้หยุดเดินก่อน

 

ตรงไหนชัดเจน ให้กำหนดตรงนั้น  กำหนดบ่อยๆ  ไม่ต้องไปสนใจเรื่องเวลา ว่าจะนานหรือไม่นาน

 

พอกำหนดแล้วมันจางลงหรือมันหายไป ค่อยเดินต่อ  ลมกระทบถูกตัวจนรู้สึกก็ต้องกำหนด  เดินแล้วรู้สึกตัวหนักหรือตัวเบา

 

ก็ต้องสังเกตุด้วย ไม่ใช่เดินเฉยๆ  ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำเอาเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ต้องไปคิดมากมายหรือ

 

อ่านแล้วไปปรุงอะไรมากมาย มันก็แค่การปฏิบัติของคนๆหนึ่งแค่นั้นเอง อ่านแล้วก็รู้ รู้แล้วก็วาง อย่าไปวุ่นวายกับตัวหนังสือ

 

แต่จงไปวุ่นวายกับการปฏิบัติของตัวเองแทน  ไม่ต้องไปคิดนอกตัว  ยิ่งปรุงก็ยิ่งฟุ้ง

 

8 ต.ค.

 

เรายังสะสมหน่วยกิตทุกวัน ส่วนมากเดี่ยวนี้จะ 2 ช.ม. อย่างต่ำ เราคิดว่า ช.ม.เดียวมันน้อยไป

 

9 ต.ค.

 

ตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้นอนเลย  คนเขามาตามให้ไปดูคนป่วย เป็นคุณยายวัย 80 กว่าๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

 

เสมหะเยอะมากๆ ญาติกลัวมาก ดูดเสมหะก็ไม่เป็น น่าเห็นใจเขาๆไม่ได้เรียนมา  ยังดีที่ยังรู้จกให้อาหารทางสายยางเป็น

 

เขาให้เราคิดค่าเสียเวลา แต่เราไม่ได้คิดตัง คือมองว่าทำบุญให้กับเขา เอาตังไม่ลง เงินบนความทุกข์คนอื่นนี่ เอาไม่ลงจริงๆ

 

กลับบ้านมาก็ตี 2 แล้ว เราก็เลยอาบน้ำ สระผม แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติต่อถึงตี 5 เลย โดนเบนแซวว่าทำเนสัชชิก

 

เราบอกว่า อย่าไปพูดแบบนั้นมันจะหลงเอา  เนสัชชิก คือ การปฏิบัติทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีการนอนแบบหลังแตะพื้น

 

ไม่ใช่ยังนั่งหน้าคอมฯ ยังคุยกับเพื่อน ยังคุยกับคนโน้นคนนี้ อันนี้ไม่ใช่เนสัชชิก  มันต้องปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะใช่

 

ใช่ ในความคิดของเรา ส่วนจะใช่หรือไม่ใช่ในความคิดของคนอื่นหรือเปล่า เราไม่สนใจ  แต่เบนชอบแซวเล่นๆ ไม่มีอะไร

 

การปฏิบัติตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆ พิจรณาขันธ์ 5 ตลอด  วันที่ 20 นี้แล้วสินะที่จะต้องสอบนักธรรมตรี ดีนะสอบวันละวิชา

 

สอบพร้อมกันทุกวิชาในวันเดียว เราตายแน่ๆเลย  แค่พระธรรมวินัยก็จะแย่อยู่แล้ว บาลีบานตะเกียง

 

แต่ก็คิดนะ สอบไม่ผ่านไม่เป็นไร  เอาไว้ปีหน้าค่อยเรียนแล้วสอบใหม่ เรียนไปจนกว่าจะสอบได้ จนจบนักธรรมเอก

 

อย่างน้อย จะได้เป็นอนุสัยในชาติต่อๆไป  ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ  ไม่รู้ปริยัติ จะเอาปัญญาที่ไหนมาโยนิโส

 

 

15 ต.ค.

ความตาย ………… ฟังดูแล้วน่ากลัว  ยังมีคนอีกหลายๆคนที่กลัวความตาย ………………
ตั้งแต่เราไปดูแลคุณยาย เราสงสารคุณยายจัง  ลูกๆยังทำใจยอมรับไม่ได้  เราก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี เมื่อคืนเขาก็ไม่กล้าตามเรา มันดึกมากแล้ว
คุณยายหายใจช้ามาก เขาจับได้ประมาณ12ครั้งต่อนาที ซึ่งเราก็มองว่าเป้นเรื่องธรรมดาสำหรับมี่คนนอนหลับสนิท หลับลึก

เขานั่งเฝ้า นั่งนับกันทั้งคืน เครียดกันไปหมด พอคุณยายนอนไม่ค่อยหลับก็เครียดกันอีก เราเข้าใจเขานะ แม่ของใครๆก็รัก เฮ้อ …………

 

วันนี้ก็ทำท่าเหมือนงอนๆเราที่เราพูดเรื่องการเตรียมตัว เตรียมใจ ก็ในเมื่อมันเป็นความจริงนี่ อีกอย่างหนึ่งตัวเองก็หยุดงาน น่าจะดูแลแม่ให้อย่างดี
มันเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำสิ่งที่ดีๆให้กับแม่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้เราทำให้ตลอดเวลา  …………….
คิดถึงแม่จังเลย …………………..

 

เมื่อวานเราโทรไปหาแม่ บอกแม่เรื่องความไม่เที่ยง เราไม่รู้ว่าเราจะเป็นเหมือนคุณยายไหม หรือว่าจะเป็นอย่างไร มันไม่มีอะไรที่แน่นนอนสักอย่างเดียว
เราบอกแม่ว่า ที่เราทำให้คุณยาย เราทำก็คิดว่า แม่เขาก็เหมือนแม่เราๆทำดีๆกับคุณยาย สักวันหนึ่งก็มีคนดีๆเต็มใจมาช่วยเหลือแม่เราในยามเจ็บป่วย
แม่เราฟังแล้วก็เงียบไป มีเสียงสะอื้นออกมา  ………….  เฮ้ออออออออออออออ ……………
เราได้แต่หมั่นแนะแนวทางให้กับแม่  ให้แม่เห็นว่ามันไม่มีอะไรเที่ยง ให้แม่หมั่นปฏิบัติภาวนา จะได้ไม่ประมาท ………

 

…………  ความตาย …………….  มันฟังแล้วช่างหดหู่เหลือเกิน  ……………….
แต่ยังไงๆ สักวันทุกคนก็ต้องตาย  เพียงแต่จะตายแบบไหนเท่านั้นเอง  เราเลือกที่จะตายได้ ถ้าปฏิบัติได้จริง …………
ไม่รู้จะพูดยังไง รู้แต่ว่าต้องทำเองถึงจะรู้  ………………..

 

พักนี้มีแต่เรื่องคนใกล้ตายทั้งนั้นเลย  เพื่อนเราอีก อาการก็ทรงๆอยู่อย่างนั้น  ……………..

กรรมนะ เรามองเป็นเรื่องของกรรมที่เขาได้กระทำมา  …………..
ส่วนตัวเราเองหลังปฏิบัติก็แผ่เมตตาให้เพื่อนและให้คุณยายตลอด ให้เจ้ากรรมนายเวรเขาด้วย  ………

 

 

15

พ.ย. 2007

หลายวันมานี่ เราทบทวนมาตลอด เข้าออกสมาธิได้คล่องเหมือนเดิม
การกำหนด เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว หายใจ 2หรือ 3 ครั้งก็เข้าสู่สมาธิได้เลย  มันจะรู้ตัวตลอด มีสติตลอด
ถ้าสติไม่มากพอ มีสมาธิมากกว่า ดูง่าย มันจะดิ่งไปเลย

 

เวทนา ทบทวนจนเบื่อ  ตอนนี้เริ่มรู้สึกเบื่ออีกแล้ว เบื่อน่ะ  แต่ใช้วิธีเข้าออกสมาธิเอา จะได้ไม่เบื่อ
ขันธ์ 5 พิจรณาได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่เป็นอัตโนมัติ  ยังต้องน้อมเอามาพิจรณาเหมือนเดิม แต่บางครั้ง

 

ถ้าสติมากพอ เห็น รูปนามขันธ์5 ชัดเจนดี  แบบประมาณว่าเข้าใจได้ทันทีในสิ่งที่เกิด ความคิดปรุงแต่งไม่มี
เวทนาจะดับได้ทันที แต่ดับแล้วก็เกิด เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น

 

สองสามวันมานี่ นั่งแล้ว มันผุดขึ้นมาในใจ เห็นขาของตัวเองในท่าขัดสมาธิ เห็นแค่ขา ไม่ใช่นิมิต
เพราะไม่ได้เป็นภาพขึ้นมาให้เห็น  มันผุดขึ้นมาในใจ เหมือนเวลามีธรรมผุดขึ้นมา กำหนดก็ไม่หาย
ตอนหลังเลยนั่งดู เพราะไม่รู้จะทำยังไง จะโยนิโสก็ไม่รู้ว่าจะโยนิโสยังไง นั่งดูมัน จนมันดับไปเอง

 

2 วันแล้วสินะ ที่เรานอนแต่เป็นสมาธิทั้งคืน  แต่ไม่เพลียนะ  ไม่ง่วง มาง่วงตอนสายๆ สุดท้าย วันนี้ก็ยังไม่ได้นอน
ทำงานทั้งวัน ตอนนี้ตาก็ยังสว่างเลย ยังไม่ง่วง  เราพิจรณาธรรมของหลวงปู่มั่น และหลวงปู่เทสก์  ไล่ไปทีละข้อ
นอนพิจรณาอยู่ดีๆ  จิตมันก็รวมตัวเป็นสมาธิเลย

 

 

07

ธ.ค. 2007

ไม่เคยคิดว่าจะได้พบวัดที่มีการปฏิบัติแบบนี้  แม้แต่ที่วัดอัมพวันก็ไม่มี นี่ความรู้สึกประทับใจกับวัดตาลเอน  บางประหัน อยุธยา ที่เราได้ไปปฏิบัติกรรมฐานมา 7 วัน
เราตัดสินใจไม่ผิดที่ไปกับน้องเขา  กุศลคงสุกงอมเต็มที่แล้ว ถึงได้พบครูบาอาจารย์นำทางให้ไปต่อได้  เราติดในเรื่องการปฏิบัติ อยู่ เกือบ 1 ปีเต็มๆ
ตอนแรกคิดว่าจะไปพบหลวงพ่อจรัญ แต่เรารู้ดีว่า คงเป็นโอกาสที่ยากมากๆ ที่จะได้คุยกับท่าน  เราก็เลยตัดสินใจอธิษฐาน  โดยตั้งจิตระลึกถึงหลวงพ่อว่า
หากแม้นกุศลที่ได้กระทำมา กุศลนั้นส่งผลแล้ว ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ลูกได้พบครูบาอาจารย์ ที่ท่านนำทางให้ลูกด้วยเทอญ

สาเหตุที่ติด มีอยู่ว่า เราผ่านอุทยัพยญาณแล้ว  เมื่อได้อ่านหนังสือ ว่าต่อไปจะเป็นภังคญาณ ด้วยความอยากรู้ เราก็เลยพยายามสร้างความเพียรอย่างต่อเนื่อง
เพื่อจะได้เห็นว่า สภาวะ ภังคญาณนั้นเป็นอย่างไร  (ตอนแรกก่อนไปวัดตาลเอน เราไม่รู้ว่า ความอยากตัวนี้แหละ ที่ทำให้เราติดอยู่นาน  แค่อยากรู้เองนะนี่ )

ซึ่งเมื่อก่อนที่เราเคยปฏิบัติที่ผ่านมานั้น เราปฏิบัติด้วยความเชื่อมั่นว่า ทางนี้แหละ ที่ทำให้เราอยู่บนโลกใบนี้ได้
โดยไม่ต้องเข้าไปทุกข์กับสิ่งอื่นๆ  อยู่ด้วยความเข้าใจมัน

 

เมื่อก่อนไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น สงสัยอาจจะมี แต่ก็สักแต่ว่า ไม่เคยไปค้นหาคำตอบว่าคืออะไร แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป
รู้แค่เพียงว่า ตั้งแต่ปฏิบัติมาตลอด สติเราชัดเจนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน อะไรมากระทบก็รู้ได้ทันเร็วขึ้น ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน แค่รู้ว่าเกิด แล้วก็ดับไปเอง
ไอ้ที่เคยคิดว่าเป็นทุกข์  จริงๆแล้วมันไม่ได้มาทำให้เราทุกข์ แต่เราไปทุกข์กับมันเอง  เราเอาจิตไปส่งหามันเอง

ช่วงที่เราคิดว่า ทำไมถึงย่ำอยู่กับที่ เพราะเราไปมีความอยากรู้เข้ามาแทรกในการปฏิบัตินี่เอง
เมื่อไม่ได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะรู้ มันก็เลยทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย  เบื่อหน่ายในการปฏิบัติ
คิดแต่เพียงว่า ทำไมมันถึงเบื่ออย่างนี้  ถ้าเราเก็บรายละเอียดสักนิด จะเห็นเหตุที่ทำให้อาการเบื่อได้ทันที  ที่แท้เกิดจากความอยากรู้แค่นั้นเอง
ไปวัดเที่ยวนี้คุ้มมากๆ  ที่ดีใจสุดๆก็คือ ตอนที่พระครูภาวนามาพูดเรื่องการปฏิบัติ พูดเรื่องอุทยัพพยญาณ ที่หลายๆคนบ่นว่าน่าเบื่อ ฟังไม่รู้เรื่อง
เขาจะฟังรู้เรื่องได้ยังไง ในเมื่อ การปฏิบัติ  สภาวะของเขายังไม่ถึง  แต่มาตอนหลังเราก็อธิบายให้เขาฟังกันว่า ที่เขาฟังหลวงพ่อพูดไม่รู้เรื่องเพราะอะไร
วันนี้เราได้โทรถามหลวงพ่อว่า เรารู้สึกเสียดายเวลาที่มีอยู่ตอนกลางคืน คือบ้านเรากลางวันบนบ้านจะร้อนมากๆ
กลางคืนจะเย็น เสียดายเวลาที่มีอยู่ แต่พอปฏิบัติได้รอบเดียวก็จะง่วง เราหาอุบายโดยการกินกาแฟ เพื่อทำให้หายง่วงจะได้ปฏิบัติต่อได้

เราถามหลวงพ่อว่า อย่างนี้จัดว่าเป็นความอยากหรือไม่
หลวงพ่อตอบว่า ทุกอย่างล้วนเป็นความอยาก โดยเฉพาะการแก้ด้วยการกินกาแฟ เป็นการแก้ที่ผิดวิธี ให้กลับมาเดินจงกรมหรือไม่ก็ไปล้างหน้า
หรือทำแบบที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ นี่จึงจะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง ไม่ก็นอนลงไปสักพัก แล้วลุกขึ้นมาปฏิบัติใหม่ ท่านพูดว่า คนส่วนมากจะไม่ชอบเดินจงกลมกัน

 

 

11 ธ.ค. 2007

เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้เจาะจงลงไปว่าจะทำอะไรหรือยังไง แต่จะรู้ลงไปในการกระทำนั้นๆ   เหมือนกับว่า สติ ชัดเจนขึ้นมามากกว่าเมื่อก่อน
เมื่อคืน ก็ใช้การนั่งหลับอีก การนั่งหลับนี่ดีกว่านอน  เราเปรียบเทียบผลจากตัวของเราเอง

ถ้านั่งหลับ มันจะมีสติรู้ตัวดีตลอด จะเหมือนกับว่าเรานอนไม่ค่อยหลับ  แต่มันกลับไม่รู้สึกว่าเพลียเลยแม้แต่สักนิดเดียว  จะรู้สึกตัวตื่นเองทุก 2 ช.ม.
ส่วนการนอน เท่าที่สังเกตุดู นอนหลับสนิท  แทบจะไม่ตื่นลุกขึ้นมาเลย แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วมันจะรู้สึกเพลีย และปวดเมื่อยไปทั้งตัว
ไม่ว่าจะนอนที่กระดานโดยตรง หรือนอนบนที่นอนนุ่มๆก็ตาม  มันจะเมื่อยและเพลีย

เมื่อตื่นขึ้นมา  ยอมรับว่า นั่งหลับนี่สติดีกว่านอน และไม่มีอาการปวดเมื่อยหรือว่าเพลียแต่อย่างไร
เวลาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดใสดี ตามันแจ่มๆบอกไม่ถูก

อริยาบทย่อยประจำวัน รู้ตัวดีกว่าเมื่อก่อน บางทีก็ไม่ต้องกำหนด มันจะกำหนดขึ้นมาเองในใจ
ยิ่งได้อ่านพระธรรมที่พระอาจารย์ท่านให้การบ้านมา ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธองค์เป็นอย่างยิ่ง
เดี๋ยวนี้ เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ไม่ว่านอกตัว หรือในตัว มันจะพิจรณาตลอดว่า เหตุเกิดจากอะไร แล้วผลจึงเกิดเช่นนี้ มันจะมีเหตุมีผลมากกว่าแต่ก่อน
ตั้งใจไว้ จะไปเก็บอารมณ์อาทิตย์ละ 3 วันที่วัดมหาธาตุ  ถ้าอยู่บ้านชอบตามใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฝืนใจ ไปที่นั่นดีกว่า

Advertisements

ธันวาคม 2007
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: