สติ สัมปชัญญะ ยังไม่ทันสมาธิ

ไปทำงานถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ได้กำไรมากๆ ได้ทั้งทำงาน ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งปฏิบัติ ได้ทั้งสติ สัมปชัญญะ
มีที่ไหนจะทำได้ถึงขนาดนี้ ถึงได้บอกว่า ธรรมะจัดสรร ไม่ต้องไปคิดอยากได้หรืออยากเป็นอะไรทั้งสิ้น
ถึงเวลาแล้ว อะไรๆก็ห้ามไม่อยู่

เดี๋ยวนี้การปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นมากๆ สมาธิตั้งอยู่ได้นานกว่าเมื่อก่อน
บางทีกำลังนั่งสมาธิอยู่ พนักงานเดินเข้ามาปรึกษาบ้าง ขอยาบ้าง
เรารู้สึกได้ถึงกำลังของสมาธิที่ยังทรงๆอยู่ ไม่ได้ถอยหายไปไหน

พอเสร็จธุระ ก็ไปนั่งต่อ สามารถเข้าสู่สมาธิต่อได้เลย มันก็แปลกดี
เราว่าเพราะความต่อเนื่องมากกว่า มันเหมือนการสะสมหน่วยกิต

เราจะตั้งนาฬิกาไว้ตรงหน้า
นาฬิกาเรือนนี้พนักงานนำมาให้ เขาบอกว่า เขาได้ตอนไปบวช มีเยอะมาก
พอดีเราบอกว่า ห้องพยาบาลไม่มีนาฬิกาเลย วันนั้นเราลืมเอามือถือไป ไม่รู้เวลา

เดี๋ยวนี้ เวลานั่ง เราทดลองไม่ตั้งนาฬิกาปลุก
แต่มันจะตรงเวลาทุกครั้งเวลาสมาธิมันคลายตัว ประมาณ 1 ช.ม.
ถ้าเราจะนั่งต่อก็นั่งต่อได้เลย เคยลองนั่งต่อนะบางทีก็ 2ช.ม.บ้าง 3 ช.ม. 5 ช.ม. บ้าง

มันก็ดีนะ สมาธินี่มันคุมกายเรานะ มันเหมือนอะไรดี ความรู้สึกไม่รู้จะเปรียบยังไงดี
รู้แต่ว่ามันสงบ แต่มีความคิดเกิด ดับ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา
ส่วนมากจะเป้นเรื่องการปฏิบัติ เหมือนกับกำลังทบทวนไล่ไปทีละขั้นๆ
แต่เราก็ไม่ค่อยสนใจวิธีแบบนั้นเท่าไหร่นัก เราเชื่อว่าการเจริญสติ สำคัญมากกว่า
ส่วนสมาธินั้นเราเฉยๆ เพราะรู้แล้วว่า ถ้าสติ สัมปชัญญะดี ย่อมคุมสมาธิอยู่
ย่อมทันอุปทานต่างๆที่เกิดขึ้น

กลับมาถึงบ้านก็ขอพักผ่อนบ้าง กลางคืนก็ 2 ช.ม. แล้วก็นอน นอนก็อยู่ในสมาธิตลอด
ไม่ได้หลับ รู้ว่ามันดิ่งแล้วก็ดับไปเลย เหมือนเวลาเรานั่งรถ พอหลังพิงพนัก เราก็จะดิ่งลงไปเลย
ลืมตาอีกทีก็จะถึงปลายทางที่เราจะลง

น้องที่เคยเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาถามว่า พี่ทำได้ยังไง
นั่งตัวไม่กระดิกเลย ไม่มีโงก ไม่มีเอียงซ้าย เอียงขวา หนูเองซะอีกหัวทิ่มหัวตำ ตื่นทีไรเห็นพี่นั่งนิ่ง
เราก็เลยบอกว่า ต้องฝึกสมาธิ ทำบ่อยๆ ถึงจะทำได้
ขึ้นรถปั๊บ หลังพิงพนัก มันจะดิ่งทันที ใกล้ๆถึงปลายทาง สมาธิมันจะคลายตัวเอง

กับบางคนที่ไม่สนิท เราจะบอกว่า หลับจนชิน พอใกล้ถึงที่ก็จะตื่นเอง
เขาก็ถามเหมือนกันว่า หลับอะไร ตัวตรงแหนว
นี่นะประโยชน์ของการเจริญสติ และการทำสมาธิ

บางทีก็ขำๆตัวเอง ตีสามน่ะ มันจะง่วงแฮะ ลองหลายทีละ
ตีสามนี่มันไม่ไหว ร่างกายมัยยังไม่ชิน ก็คลานเอา
กำหนดยืนแล้วก็นั่งเลย ไม่มีการเดินจงกรมก่อน นั่งเลยนี่มันไม่หลับนะ
แต่ถ้าขืนเดินจงกรมก่อน มีแต่หลับอย่างเดียวแน่ๆเลย
ขนาดกลางวันแท้ เดินจงกรม บางทีสมาธิมันมากเกินไป
สติ สัมปชัญญะมันไม่ทันก็เล่นเอาหัวทิ่มหัวตำเหมือนกัน

สำหรับเราแล้ว เราว่า ปฏิบัติ 12 ช.ม. ต่อวัน เราว่า มันยังมีเวลาที่เรายังทำได้อีก
แต่ กิเลสมันยังมีอยู่ มีข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เรื่อย
ต้องอาศัยฟังธรรมจากสถานีหลวงตา เพื่อกระตุ้นตัวเอง

นี่ก็ดึกแล้ว เราชอบทำแบบสบายๆ ไม่เร่งไม่รีบ

      ใกล้ถึงปีใหม่แล้ว บริษัทหยุด 5 วัน กำลังคิดอยู่ว่าจะไปที่ไหนดี ครั้งแรกว่าจะไปผาซ่อนแก้ว อยากไปอยู่ถ้ำ ปัญหาคือ เราเป็นผู้หญิง  ก็คิดๆ อาจจะไปวัดนาค บางปะหัน ไปหาครูบาฯเราถ้าจะดี  อีกใจก็คิด ไม่ต้องวางแผน วางทีไร ไม่ได้ไปสักที ไม่ก็ต้องเจอปัญหาติดขัด นี่เสาร์ที่แล้ว  ตั้งใจไปวัดมหาธาตุ ว่าจะไปค้างที่คณะ 5 สองวัน สุดท้ายไปถึงก็ไม่ได้อยู่ คณะ 5 กำลังซ่อมแซม เราก็ปากหนัก ไม่ถามช่างเขาว่า แล้วพระท่านไปอยู่ที่ไหน ผ่านไปแล้ว ช่างหัวมัน ไม่วางแผนอะไรอีกละ อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ ดีที่สุด ไม่มีการคาดหวังดี   นี่กำลังปั่นผ้าอยู่ ทยอยซักไปเรื่อยๆ ไม่งั้นวันอาทิตย์ ผ้าเยอะมากๆ ต้องซักทั้งวัน ก็อาศัยทำแบบนี้แหละกลางคืน  เดี่ยวเอาผ้าไปตาก  แล้วก็เดินจงกรมต่อ นั่งอีก 1 ช.ม. จบแล้ว ตีสามค่อยว่ากันใหม่ นี่แหละรสชาติที่แท้จริงของชีวิต  ชีวิตทางธรรมผ่าไปได้ ชีวิตทางโลกไม่ต้องพูดถึง  จะมีแต่รู้จักใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด  เราคือผู้ควบคุมชีวิตเราเอง
โฆษณา

ไปเรื่อยๆ

 
   ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว สมาธิก็สักแต่ว่าสมาธิ  เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีแต่ความคิด นอกนั้นก็ไม่มีอะไร  มองผู้คน เห็นผู้คน มองด้วยความเข้าใจ ไม่มีใครหรอกที่อยากจะเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้  เพียงแต่สติ สัมปชัญญะของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะความไม่รู้จึงได้สร้างเหตุที่ไม่ดีให้เกิดขึ้น  เพราะเหตุมี ผลจึงมี  เหตุดี ผลย่อมดี เหตุไม่ดี ผลย่อมไม่ดี อดีตอย่าไปรื้อฟื้น เพราะมันไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว พยายามทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อยู่แบบมีสติ ทำอะไรก็ต้องมีสติ ระลึกรู้ให้เท่าทันความคิดก่อนที่จะก่อให้เกิดการกระทำ  วันนี้อาจจะไม่ทัน แต่พยายามทำ พยายามเจริญสติให้อย่างต่อเนื่อง สะสมหน่วยกิตไป ไอ้ที่ไม่รู้ก็เริ่มเก็บรายละเอียดได้ทันมากขึ้น
    กฏแห่งกรรมหนอกฏแห่งกรรม กฏแห่งการกระทำ  เราทำเขา เขาก็ทำเรา เราว่าเขา เขาก็ว่าเรา เราฆ่าเขา เขาก็ฆ่าเรา  มันไม่รู้จบ หากไม่รู้จักอโหสิกรรมให้แก่กันและกัน มองผู้คนที่ก่อเวรแก่กันและกันก็ได้แต่เศร้าใจ  ตะโกนต่อว่ากันด้วยความขาดสติ  มนุษย์นี้หนอ ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนี้หรอก หากรู้จักยอมแพ้เสียบ้าง ยอมแพ้ผู้อื่น โดยไม่ไปตอบโต้เขา แพ้ผู้อื่น แต่ชนะใจตนเอง โดยไม่ผูกพยาบาทอาฆาตต่อกันและกัน เราจบเสียวันนี้ได้ กรรมย่อมไม่มีเกิดขึ้นอีกในอนาคต คนไหนที่ยังกระทำต่อ เขาย่อมรับผลที่เขาทำเอง
   เมื่อวันอาทิตย์แม่มาหา เราได้คุยกับแม่เรื่องพ่อ พ่อเสียไปแล้ว แต่แม่ยังโกรธแค้นพ่ออยู่ เราบอกแม่ว่า อโหสิกรรมให้กับพ่อเถิด แม่บอกว่า แม่ไม่ได้อาฆาตพ่อแล้ว แต่แม่ยังรู้สึกคับแค้นใจในสิ่งที่พ่อเคยทำไว้กับแม่ เราบอกแม่ว่า ถ้าแม่ไม่ยอมอโหสิกรรมหรือปล่อยวางเรื่องพ่อ เกิดชาติหน้า แม่กับพ่อจะต้องสร้างเวรต่อกันไปทุกๆชาติ สลับกันไปแบบนี้ ผลัดกันทำร้ายกันไม่รู้จบ  เรารู้สึกเสียดายที่เราเคยสร้างเหตุที่ไม่ดีมาก่อน เลยต้องมาเกิดเป็นผู้หญิง เสียดายที่ไม่ได้ศึกษาปริยัติเลย จะยกธรรมาเอ่ยอ้างให้แม่ฟังนั้นก็น้อยเสียเหลือเกิน ได้แต่พูดตามความเป็นจริงเท่านั้น
   มองไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์  ….. เฮ้อ ……

ธันวาคม 2008
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: