แบบว่า สดชื่นมากๆๆ

 28ก.พ.2009
                
ตั้งแต่เมื่อคืนละ  จนกระทั่งเมื่อเช้า .. รู้สึกสดชื่นมากๆๆๆ แบบบอกไม่ถูก  เดินไปยิ้มไป …
ไม่เคยคิดนะว่าตัวเองจะเป็นไปได้ขนาดนี้  บทมันจะก้าวหน้า ก็ก้าวหน้าเลยนะ  อะไรมาฉุดก็เอาไม่อยู่  …
ปฏิบัตินี่ดีจริงๆ จิตโปร่งโล่งเบาสบายแบบบอกไม่ถูกเลย …  
พอมาถึงจุดนี้เข้าใจเลยว่า …
ผลการปฏิบัติมันสุขที่แตกต่างกันมากๆเลย …
                 
เห็นไหม .. นี่แหละสิ่งที่พยายามทำทุกวัน เขียนๆๆๆ แล้วก็เขียน
เดี๋ยวเจอละต้นเหตุ ผลจึงเป็นเช่นนี้
จิตนี่สำคัญมากๆ การกระทำใดๆที่ขึ้นชื่อว่า ทำให้จิตเกิดการขุ่นข้อง ไม่สะอาด
แถมไปเบียดเบียนผู้อื่นอีก มันมีผลต่อการปฏิบัติจริงๆ
 ตอนนี้ สมาธิมันดีมากๆๆ  มันเข้าออกได้ง่ายมาก เพียงแค่ระลึก ..
ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี .. แบบว่า พอหายใจ … มันก็เข้าสู่สมาธิได้ทันที  …
ตอนนี้ไม่มีอะไร มีแค่ ดู รู้ อยู่ กับความเป็นจริงเท่านั้นเอง หมายถึง ขณะทำสมาธินะ  
บางทีมันมีคิดนะ ก็ลืมตัวไปกำหนดว่าคิดหนอ ยังไม่ทันจะหนอยาวน่ะ 
ยิ่งกว่าติดเบรคอีก หัวทิ่มเลย .. ไปแทรกแซงสภาวะอีกแล้วเรา .. เกือบไป ..
การกำหนดก็ดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี  เราเองก็ใช้ หนอ มาก่อนนะ เลยมีจุดสังเกตุเห็นถึงความแตกต่าง 
แต่มันไม่ใช่ที่แน่นอนเสมอไป  แล้วแต่จริตของแต่ละคน   แต่พอสติ สัมปชัญญะดี หนอ ก็จะหายไปเอง 
 แต่พอมันดับไปแล้ว  มันก็เกิดอีก  เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น แต่ ดู รู้ อยู่ กับความเป็นจริงนี่
 พอมันดับแล้ว มันดับเลยนะ คือ ถ้าเกิดอีก มันไม่มีผลอะไรกับเราน่ะ  ..    …
อธิบายไม่เป็น ..  คือ ใช้เวลา …
ยิ่งเรายอมรับตามความเป็นจริงมากเท่าไหร่
ยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น กิเลสทั้งนั้นเลย …
ทั้งหมดที่พูดมานี่ มันไม่ใช่ข้อสรุปที่ตายตัวนะ  …
ในเรื่องการกำหนด โดยใช้ หนอ น่ะ เดี๋ยวจะไปตีความกันผิดๆ  …
เพราะ หมายถึงใน ขณะที่ทำสมาธิ นะ
ที่ว่า ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แล้วอยู่กับมัน
โดยไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่ไปคิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข คือ ห้ามไปกำหนดน่ะ
เช่น เกิดโอภาส ก็แค่รู้ แต่ไม่ไปกำหนดว่า เห็นหนอ มันเป็นการไปเปลี่ยนแปลงสภาวะ  ….
อันนี้ในขณะที่ทำสมาธิเท่านั้นน่ะ  ไม่ใช่ ณ ขณะปัจจุบัน ที่กำลังทำอะไรอยู่ 
แต่ถ้าขณะปัจจุบัน  ยังมีการใช้กำหนด โดยใช้ หนอ ได้นะ  ไม่ใช่ไม่ใช้  …  นี่คือ ฝึกเจริญสติ  … 
บางทีสติ สัมปชัญญะดี มันก็ไม่มีหนอ มันจะแค่รู้ลงไปเอง
 เช่น เวลาเดินจงกรม  ถ้าสติ สัมปชัญญะดี  มันจะรู้ทั้งตัวนะ  ไม่ใช่รู้แค่ฝ่าเท้ากระทบพื้น
            
… บางทีความคิดเกิดขึ้นมองผ่านไป เลยขาดรายละเอียด
ทำให้พลาดอะไรๆไปหลายๆอย่างน่าเสียดาย  บางทีงมๆอยู่ที่เดิม หาเหตุไม่เจอ  
 การที่มีสมุดจดบันทึกติดตัวนี่ ช่วยถ่ายทอดความคิดเราออกมา
ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดมากขึ้น  ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 
บางทีสิ่งที่เราคิดว่ามันติดๆ มันก็แก้ได้ง่ายโดยที่เราไม่ทันจะคาดคิด 
ทำให้การปฏิบัติเรานับวันจะก้าวหน้ามากยิ่งๆขึ้นไป

จิตสะอาด .. มีผลต่อสมาธิ

 
          ยิ่งจิตสะอาดมากเท่าไหร่  กำลังของสมาธิยิ่งมีมากขึ้น วันนี้ดีมากๆ ทั้งวันเลย สมาธิไหลลื่นดีมากๆ ตั้งมั่นตลอดเวลาเลย ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทไหน สมาธิพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  อาจจะเนื่องจากปฏิบัติสม่ำเสมอ   และกระแสเมตตาของครูบาฯทั้งหลายที่ท่านแผ่ตอบรับกลับมาด้วย  อะไรๆที่ว่าติดๆขัดๆ มันถูกขัดออกไป … มันเริ่มพิจรณาเห็นเหตุและผล  ได้ไวมากกว่าเดิม วางได้เร็วมากกว่าเดิม มันเลยมีผลทำให้ตัวเองก้าวย่างอย่างมั่นคงมากขึ้น ไม่ไปคิดว่า ตัวเองถูกบีบบังคับให้ทำ แต่ยินดีทำด้วยความเต็มใจ … เพราะเข้าใจแล้วว่าทำไม หรืออะไร ไม่สงสัยในเหตุนั้นๆแล้ว .. ในเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นที่ผ่านๆมา  เริ่มเห็นทุกอย่างชัดตามความเป็นจริงมากขึ้น 
 
          เพียงแต่ตอนนี้มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ว่า บางครั้ง เมื่อแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จแล้ว ทำไมสมาธิยังไม่ยอมคลายตัว  แบบว่าลุกมาแล้ว รู้สึกง่วงมากๆ พอหลับตาลงกลับกลายเป็นโอภาสเกิดขึ้นมา บางทีก็เป็นหลายๆชั่วโมง บางทีก็แค่ครึ่งชม.  ตรงนี้แหละ ที่ยังคิดอยู่ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก  แบบมันมีข้อเปรียบเทียบน่ะ  ทำไมเวลานั่งสมาธิ กลับไม่มีนิวรณ์เลย นิดเดียวก็ไม่มี  มีสติรู้ตัวตลอดเวลา 
 
          ก็ไม่ได้หาคำตอบหรอกนะ เพราะเชื่อว่าปฏิบัติไป เดี่ยวก็รู้คำตอบเอง เหมือนทุกๆครั้งน่ะแหละ

อุบายวิธีการดูจิต .. ไม่มีตายตัว

วิธีการดูจิตของแต่ละคน ไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัวแน่นอน แล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคนนั่นเอง ส่วนผู้แนะนำสอนอะไรแบบไหน อย่างไร นั่นคือ สิ่งที่ผู้แนะนำได้เรียนรู้ ประสพเหตุนั้นๆ ผ่านมาด้วยตัวเอง จึงได้นำผลที่ได้รับมาสอนผู้อื่น ส่วนใครจะเชื่อในวิธีการของใครๆนั้น ล้วนเคยสร้างเหตุร่วมกันมาทั้งสิ้น วิธีการจึงไม่มีคำว่า ถูก หรือ ผิด แต่เป็นไปตามเหตุของแต่ละคน ที่กล่าวว่าแบบนั้นถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากความคิดที่เกิดขึ้นหรือรู้ของแต่ละคนในขณะนั้นๆ ตามอุปทานที่ยังมีการยึดติดอยู่ในสิ่งที่มากระทบ จึงมีคำว่าถูกหรือผิด ตามความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง

 
             เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเขียนหนังสือเท่าไรนัก … ติดเขียนเลคเชอร์ … หวัดสะบัดเลยลายมือ .. บางทียังต้องมานั่งแกะลายมือตัวเองว่ามันอ่านว่าอะไร … แต่เดี๋ยวนี้ เวลาลืมสมุดบันทึก เหมือนชีวิตขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง .. เป็นคนที่ซื่อตรงต่อความคิดของตัวเอง รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร จะเขียนไว้เดี๋ยวนั้นเลย  .. จริงๆแล้ว เขียนบรรจงเขียนได้นะ แต่มันไม่ทันความคิดที่กำลังคิดอยู่ …
 
              เดินจงกรม อย่างที่บอก ไม่ค่อยชอบ จะต้องเปลี่ยนจังหวะเดินเป็นระยะๆ เพราะบางทีมันก็เบื่อ บางทีก็ชอบคิดโน่นคิดนี่ … คิดไปเรื่อย กำหนดคิดหนอๆๆๆ หายไปชั่วขณะ … อ้าว … มาอีกละ .. ตั้งแต่หันมาใช้สมุดบันทึกจดเวลาเกิดความคิดขณะที่เดินจงกรมนี่ ค่อยยังชั่วขึ้น สติมันทันกว่าเมื่อก่อน .. คือ จับผิดตัวเองว่า คิดเรื่องๆเดิมๆหรือเปล่า แล้วก็จะหาเหตุ หาผลขึ้นมา ว่า เกิดจากอะไร ทำไม อย่างไร อะไรประมาณนี้  … เป็นคนไม่ชอบเก็บอะไรไว้ในใจ .. มีความรู้สึกว่า ของไม่สะอาด จะเก็บไว้ทำไม ทำไมไม่ถ่ายเทออกมาทางบันทึก เพื่อให้ข้างในมันสะอาดขึ้น … ยิ่งเอาออกมาให้มากหรือให้มันหมดๆไป ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น …  เหมือนเราคอยจ้องเก็บกวาดมันอยู่ตลอดเวลา … โอกาสที่ของเสียๆจะเกิดขึ้น มันย่อมเกิดได้ยาก  .. ถึงเกิดก็จะกวาดล้างได้ง่ายขึ้น … เหมือนห้องน้ำ .. ถ้าเราหมั่นขัด หมั่นถู หมั่นดูแลให้ดีๆ .. ห้องน้ำนั้นก็สะอาดน่าใช้ …
 
             เมื่อจิตสะอาดขึ้น ปราศจากเรื่องขุ่นข้องหมองใจ  … สมาธิย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย .. และตั้งมั่นอยู่ได้นานขึ้น .. ยิ่งจิตสะอาดมากเท่าไหร่  สมาธิยิ่งมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ  ปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเกิดให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น
    
 
 

 

 
     

ผลการวิเคราะห์ตัวเอง ณ วันนี้

 

ยังเป็นอยู่ ยังมีอยู่ บางขณะ

 
            ตัณหา พร้อมทั้งกิเลสว่านเครือที่คอยกดขี่บีบคั้นครอบงำ และ หลอนล่อจิตลงได้ จิตก็เลยถูกทรมานด้วยความเร่าร้อน ร่านรน กระวนกระวาย ความหวาดหวั่นพรั่นกลัว ด้วยกระทบกระทั่ง ความหงอยเหงา และความเบื่อหน่าย  ยังต้องหวังความสุขเพียงด้วยการวิ่งหนีหลบออกไปจากอาการเหล่านี้   บางทีก็ แก้ไขด้วยหาอะไรมาเติมมากลบปิดไว้ หรือ มาทดแทน ให้บ้าง หาที่ระบายออกไปภายนอกบ้าง พอผ่านไปคราวหนึ่งๆ
 
 
    นี่คือความจริงที่ยังเป็นอยู่  เรื่องความเหงา ไม่มีผลกระทบ ..  ผลกระทบคือเรื่องความตาย … ( ตัวเองไม่ได้กลัวตาย แต่หมายถึงงานที่เคยทำแล้วต้องเกี่ยวข้องกับความตายตลอดเวลา )   จะให้ทำอย่างไรได้ ตอนนี้เพียงแค่ดู รู้ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้เท่านั้นเอง ก็ยังอาศัยสุขในสมาธิ เป็นตัวช่วยดับ ถึงแม้ชั่วคราวก็ยังดีกว่า ไม่ทำอะไรเลย
 
 
 
 ดับกิเลส ดับทุกข์ด้วยข่มไว้ โดยทำจิตใจให้สงบ เยือกเย็นผ่อนคลายหายเครียด ปราศจากความขุ่นมัวเศร้าหมอง หายเร่าร้อนกระวนกระวาย ด้วยวิธีฝ่ายการสมาธิ เฉพาะอย่างยิ่งหมายเอาสมาธิในระดับฌาน ซึ่งกิเลสถูกทำให้สงบไว้ ได้เสวยนิรามิสสุข ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น
 
 
      หลายๆครั้ง ก็ยังทำแบบนี้อยู่  ทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่ เพราะเป็นวิธีที่ตัวเองทำได้ถนัดที่สุด  อย่างน้อยไม่ต้องมาแบกอะไรไว้ บางครั้งไม่อยากคิด ไม่อยากรับรู้อะไรหรืออย่างไรทั้งสิ้น  ไม่ได้คิดหนี  เพียงแค่พักชั่วคราว  พอพร้อมก็สู้กับกิเลสมันใหม่เท่านั้นเอง

 

 

 ดับกิเลส ดับทุกข์ด้วยคู่ปรับ หรือ ธรรมที่ตรงข้าม เฉพาะอย่างยิ่งการรู้จักคิดรู้จักพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยและจะพึงแก้ไขที่เหตุปัจจัย ไม่ขึ้นต่อความอยาก ความปรารถนา เมื่อปัญญานี้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนตรงตามสภาวะ ก็ ทำให้กิเลสและความทุกข์ดับหายไปได้ตลอดชั่วเวลานั้น มีจิตใจสงบบริสุทธิ์ เป็นสุข ผ่องใส  การดูว่าปฏิบัติก้าวหน้าแค่ไหน ดูง่ายๆ ดูกิเลส ดูความทะยานอยากที่มีอยู่ในตัวเท่านั้นเอง

 

                     บางครั้งก็เป็นแบบนี้  มันเป็นของมันเอง

ขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนมีแต่ทุกข์

 27ก.พ.2009
             
มื่อคืน ก็ตี 1 กว่าแล้ว ระหว่างเดินจงกรม …
หลวงตาเทศน์ว่า  ขึ้นชื่อว่าการเกิดล้วนแต่มีทุกข์ คือ
สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา   แบบโลกคือแบบหยาบๆ 
แบบละเอียดคือ พวกชั้นพรหม  แค่คิดว่าจะเกิดอีกก็คิดผิดเสียแล้ว
            
พระอรหันต์ ดวงจิตของท่านจะไม่มีเวทนาทั้ง 3  แต่ยังมีขันธ์ ( ทางโลก ) อยู่
เพียงแต่ ดวงจิตท่านไม่เกี่ยวข้อง  ท่านพูดยาวมากๆ จำได้แค่นี้แหละ แต่ท่านจะเน้นนิพพานมากๆ

เริ่มจับจุดได้ถูกต้อง

 24ก.พ.2009
                        
ยิ่งทำยิ่งเห็น ยิ่งต่อเนื่องยิ่งชัดเจน  เริ่มจับจุดได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
แรกๆก็กลัวการติดสุขในสมาธิ จริงๆแล้วก็เป็นเพียงแค่ความคิด  เพราะขาดความรู้
พอมาฟังหลวงตามหาบัวเทศน์ในวิทยุ … ร้องอ้อเลยเรา ..
สมาธิที่เกิดขึ้นนั้นมาถูกทางแล้ว แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
          
วันนี้ ทั้ง สมาธิ  สติ สัมปชัญญะดีมากๆเลย  ช่วงรอบเย็นนั้น ชม.หนึ่งเต็มๆ
เกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง โอภาสสว่างจ้ามากๆๆๆๆ เหมือนอยู่กลางแสงอาทิตย์เลย …
เรารู้สึกว่าช่วงขณะนั้น เรานิ่งมากๆ เพียง ดู รู้ อยู่กับมัน
มีคำพูดแบบนี้ตลอดเลย ดู รู้ อยู่กับมัน ไม่หนี ไม่สู้ ไม่ถอย ดู รู้ อยู่อย่างนั้น 
เดี๋ยวปัญญาจะเกิด เกิดเอง ไม่ต้องไปทำอะไร
ไม่ต้องไปคิดแก้ไข ขัดขืน หรือไปแทรกแซงสภาวะ เ
พียงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง
ช่วงที่เรารู้สึกว่ามันมีคำพูดเหล่านี้ผุดดขึ้นมาตลอดนั้น
เรานิ่งมากๆ สงบมากๆ .. ไม่มีอิ่มเอิบ ไม่มีสุข ..
           
สุขใดเล่า จะสุข  สงบ เท่า ศิล สมาธิ ปัญญา ไม่มีอีกแล้ว
ศิลที่สมบูรณ์มากเท่าไหร่  ยิ่งทำให้การปฏิบัติ นับวันยิ่งก้าวหน้ามากยิ่งๆขึ้นไป
สมาธิยิ่งตั้งมั่น ยิ่งแน่บแน่นมากขึ้น เพราะปราศจากนิวรณ์เข้าครอบงำ
เรื่องปัญญานี่ ยิ่งไม่ต้องไปสนใจเลย เขาเกิด เขาเกิดเอง มีเท่านี้เอง ไม่มีอะไรเลย
เพราะเมื่อยังไม่รู้ ยังไม่เคยพบมาก่อน ยังไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเกิดความกลัว เมื่อรู้ถึงจิตแล้วย่อมไม่กลัว … 
            
แรกๆคำว่า ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
อยู่กับมัน ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่ดิ้นรน ไม่คิดเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขใดๆทั้งสิ้น ไม่ไปแทรกแซงสภาวะ 
อันนั้นมันแค่รู้นะว่าต้องทำอย่างนั้น  ก็ทำๆ สักแต่ว่าทำ
เพราะไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้  มันยังไม่กระจ่างถึงจิต
ย่อมมีแว่บไปบ้าง  เป็นบางครั้ง ขัดขืน หาทางแก้บ้างเป็นบางครั้งน่ะ
              
แต่ … วันนี้แจ้งเลย แจ้งในจิตเลย ไม่มีลังเลหรือสงสัยใดๆอีกแล้ว
กิเลสเริ่มถากถางลงไปได้อีก
มีดที่มีอยู่เริ่มมีความคมมากกว่าเดิม เพราะถูกลับอยู่เป็นประจำทุกๆวัน  
ทำให้เข้าใจชัดเจนในสภาวะมากยิ่งๆขึ้น  รู้สึกอิ๊มอิ่ม อิ่มอกอิ่มใจมากๆเลย แบบอกไม่ถูก
สุขใจมากๆ แต่ก็ไม่ได้ประมาท เพราะรู้แล้วว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่เที่ยง ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้
ก็แค่เพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง วันนี้แบบนี้ พรุ่งนี้อาจะเปลี่ยนไป ….
               
หน้าที่เรามีเพียง เพียรรักษาจิตไว้ให้ดีๆ  วันใดคงที่แล้ว
ไม่ต้องมาระวังกันอีกแล้ว เพราะกิจที่จะทำนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว  ….
จริงๆแล้ว .. เพราะไปคิดว่า มันมี มันจึงมี เพราะไปคิดว่า มันไม่มี มันจึงไม่มี  ..
ก็แค่ดับไปชั่วขณะหนึ่ง วันใดแจ้งในจิตแล้ว มันไม่มีทั้งคำว่า มีและไม่มี

สภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งสภาวะมีการเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่  สมาธิยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น …
สมาธิตั้งมั่นนานกว่าเมื่อก่อน มีการดับถี่ขึ้น  ดับหมดไม่รับรู้อะไรเลย
คราวแรกตั้งใจจะโทรฯหาครูบาฯ  แต่เห็นว่า คงได้คำตอบเดิม เฮ้อ ….
ก็เลยไม่โทรฯ มีแต่ ดู รู้  อยู่กับมันไป …( ถอนหายใจอีกแล้วเรา )
                  
เคยเข้าห้องอาบแสง uv ไหม อบอุ่น อิ่มเอิบ สุขประมาณมิได้ คือ มันมากกว่า อาบแสงยูวี  …
มันยังคงมีเหมือนเดิม โอภาสมากกว่าเดิม เข้มแข็งกว่าเดิม มันห่อและโอบเราไว้ทั้งตัว 
ยิ่งข้างนอกเสียงดังมากเท่าไหร่ ( มีบางขณะที่ได้ยินเสียงแว่วๆมา แต่จิตไม่ยอมคลายออกจากสมาธิ )
โอภาสยิ่งห่อหุ้มตัวเรามากเท่านั้น ต้องรอจนกระทั่งเขาคลายตัวของเขาเอง 
เราก็รอ พออกมาจะแผ่เมตตา กรวดน้ำ ก็สว่างจ้าเลยทีนี้
เป็นอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ 
เคยได้ยินครูบาฯท่านพูดไว้ว่า เวลาแผ่เมตตา กรวดน้ำ
ถ้ามมีโอภาสเกิดร่วมด้วย ส่งถึงได้หมด แม้แต่นรกโลกันต์ หรือนรกขุมลึกๆที่กุศลอื่นๆไม่สามารถส่งถึง
แต่ถ้าทำแบบนี้ สามารถส่งถึงได้หมดทั้งสามภพ …
เดี่ยวนี้มันเป็นออโต้ไปซะละ …
พอตั้งจิตแผ่เมตตา สว่างนำก่อนเลย …

จิตเห็นจิต จิตสอนจิต

   23 ก.พ. 2009
ยังจำได้ดี ที่ครูบาฯบอกว่า .. คุณไม่ต้องไปอสุภะ อสุภังหรอกนั่น มันสมถะ
ของคุณมันเลยมาแล้ว มันเป็นวิปัสสนาแล้ว ดู รู้ อยู่กับมันไป เดี๋ยววิปัสสนาเขาเกิด เขาก็เกิดเอง
คุณก็รู้อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปทำอะไร แค่ทำอย่างต่อเนื่อง เจริญสติให้มากๆ

แรกๆก็สงสัยนะ ว่า ทำไมครูบาฯสมัยก่อนๆถึงต้องทำแบบนั้นด้วย ก็สงสัยอยู่นะ
มาคิดอีกที สงสัยไปก็ไม่ได้คำตอบ ก็ทำอย่างที่ครูบาฯท่านแนะนำ ทำอย่างต่อเนื่อง ..
แล้วมันก็จริงอย่างที่ครูบาฯท่านพูดไว้

จากการที่จิตเห็นจิต จิตมาสอนจิตในครั้งนี้ ไม่คิดจะก่อภพก่อชาติอีกเลย จบเลย ..
ถ้าถามว่า แล้วราคะ ที่เขาพูดๆกันล่ะ ที่พยายามปลงอสุภะกันก็เพราะเรื่องนี้ ยังมีอยู่ไหม …
ตอบตรงๆว่า มี แต่ ไม่เอา … คือ แค่ดู รู้ อยู่กับมัน
โดยไม่ต้องไปคิดแก้ไขหรือคิดกำจัดมัน หรือไปกดข่มมัน … ไม่ต้องไปทำอะไรเลย …

เข้าใจไหมว่า มี แต่ ไม่เอา …
เพราะรู้แล้วนี่ว่า เหตุมาจากอะไร ผลจึงเป็นเช่นนี้
เกิดมาเพื่อสานหน้าที่ต่อยอดที่ทำเอาไว้ ไม่มีสิทธิจะเลี่ยงหรือหนีไปไหนได้ …
มันถูกบีบให้เข้าที่เข้าทาง ให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างเดียว

ต่อให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีลังเล สงสัยอะไรอีกต่อไปแล้ว
กุศลนี่เรื่องจริงนะ แต่ละคนสร้างสั่งสมมาไม่เท่ากัน

ถ้าเราปฏิบัติตรงนี้จบตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้คงไม่ต้องมาต่อยอด เพราะ วิบากกรรมแท้ๆ …
เหตุที่เคยสร้างไว้ไม่ดี มันส่งผลก่อน … พอมาสร้างกุศลใหม่มากขึ้น ก็เลยทำให้เข้าที่เข้าทาง …

หน้าที่เรามีเพียง ดู รู้ อยู่กับมัน พอโจทย์มันจะถูกตีแตก ถึงเวลาเขาแตกออกมาเอง
เราไม่ต้องไปคิดจัดการแก้ไขอะไร สรุปคือ อยู่ที่กุศลได้สร้างสั่งสมมากันนั่นเอง
แนวทางกำจัดราคะตรงนี้จึงแตกต่างกันไป อย่าพยายามหนี พยายามเป็นอะไรเพื่ออะไร
ไม่งั้นก็จะกลายเป็นว่า กำลังวิ่งไล่ตะครุบเงาของตัวเองเท่านั้นเอง

เนี่ยอ่านมาก … ก็เลยคิดว่า มันจะต้องเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ คอยลุ้นตลอดเวลา …
มันพลิกล็อกไปเลย ดูจากรอบที่แล้วสิ ใครจะไปคิดว่า แบบนี้ก็มีด้วย …
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน … ถึงบางอ้อเลยเรา …

การที่จิตออกมาสอนจิตครั้งนี้ก็เนื่องจากความประมาท คือ ไปคิดน่ะ คิดว่า
เออ … ถ้าเราเข้าใจโลกแบบนี้แล้ว คงจะมีแต่ความสุข
เพราะเข้าใจโลกแล้วนี่ เห็นไหม … ความโลภ ความหลงในวัฏสงสารเกิดขึ้นแล้วสิ ยังไม่รู้ตัวอีก
แต่จิตเขาไม่เอาด้วย เขาคงบันทึกข้อมูลอะไรไว้เยอะแยะ ที่เรายังไม่สามารถเข้าไปรู้ตรงนั้นได้
เมื่อจิตเขาไม่เอาด้วย เขาออกมาสอนเลย เล่นซะหนักเลยรอบนี้ เสียน้ำตาไปเป็นปิ๊บๆเลย
ร้องไห้ซะตาบวม ปวดกระบอกตา ปวดหัวไปหมดเลย …

นี่แหละความประมาท เลยต้องโดนสั่งสอนอย่างหนัก…
เล่นเอาความตายมาสอนจะๆ … ไม่เอาอีกแล้ว … ไม่คิดอีกเลย
แค่คิดว่า อยากเกิดอีกก็ประมาทแล้ว ขอยู่เฉยๆ ทำไปเรื่อยๆ … เดินหน้าต่อไป …

ถ้าถามว่า ยังมีการหันกลับมามองข้างหลังอีกไหม ยังอาลัยอาวรณ์ ลังเลแบบเมื่อก่อนอีกไหม ..
จบแล้ว ไม่มองแล้ว .. ไม่อยากเสียใจอีกแล้ว มันก็แค่บ่วงที่หลอกพรางตาเราไว้

ถ้าเราหลงอีก เราก็เสร็จ โดนบ่วงมันกระชากเราไปอีก …
มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก หนักเลยรอบนี้ หนักกว่ารอบที่แล้ว … ไม่เห็นทุกข์ ย่อมไม่เห็นธรรม …

มันไม่มีอะไรที่มาวัดตายตัวว่า จะมีจิตมาสอนจิตกันแบบนี้ทุกคนไหม มันไม่มีอะไรตายตัวเลย
แล้วแต่กุศลที่ได้สร้างสั่งสมมานั่นเอง

ของเก่า เอามาเก็บ

February 25

เมื่อคืนหลังจากคุยกับตัวนิด ได้ฟังและได้สนทนาแต่เรื่องที่ทำให้เราหาเหตุและผลบางอย่างได้
แล้วพอขึ้นปฏิบัติอีก ทำให้คิดได้ว่า ถึงเวลาแล้ว ก็พอสมควรแก่เวลา ..

จิตมันบอกแต่ว่า สรุปได้แล้ว … ถ้าการเกิดนั้นดีจริง
ใครๆจะต้องมาแสวงหามรรคผลนิพพานกันทำไม เราเนี่ยโง่นะ
หลวงตาเทศน์เมื่อคืน ใครคิดจะเกิดอีกน่ะโง่ ..
ทุกข์มันไม่ได้มีแค่นี้ ทุกข์มีทั้งหยาบและละเอียด แม้แต่พรหมก็มีทุกข์

นั่นน่ะสิ … บางอย่างเรายังมีอยู่นะ เรื่อง ความตาย จิตมันยังกระเพื่อมอยู่
ส่วนเรื่องบางเรื่องนั้น เราพลาดไปเอง …
ศิล … การกระทำใดๆที่ขึ้นชื่อว่าเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ย่อมไม่ถูกต้อง …
ศิลของเราอีก ศิลเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เราเผลอไปเบียดเบียนผู้อื่นโดยไม่ได้เจตนา …
เราควรมุ่งทำตามหน้าที่ ที่เหลืออยู่ให้จบดีกว่า
ทำให้เราสามารถมองเห็นในสิ่งที่เราต้องทำมากว่า สิ่งที่เราคิดว่า เรากำลังทำอยู่ …
มันช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ..

ต้องใช้คำว่า ต้องทำ .. ไม่ใช่แค่ควรทำ .. ก็ดีนะ ..
เราเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปเยอะมากในเรื่องความคิด เราจะหาเหตุและผล ออกมา
ไม่ใช่ว่าเราจะเชื่ออะไรใครง่ายๆ ฟังเขาพูด แล้วนำมาพิจรณา

ก็ต้องขอบคุณตัวเราเอง … ที่พยายามให้เวลากับตัวเองตลอดเวลา …
จิตพยายามออกมาสอนจิตให้เห็น เพราะจิตใหม่นี้มันยังมีความโง่เขลาในหลายๆเรื่อง …

ทุกอย่างไม่เที่ยง … วันนี้เราอาจจะโล่งโปร่งขึ้นมากกว่าเดิม วางอะไรๆหลายๆอย่างลงไปได้ …
ก็อยู่กับปัจจุบัน … สร้างเหตุดี ผลย่อมดี ต่อไปเราต้องระวังให้มากกว่านี้

การกระทำใดๆก็แล้วแต่ ถ้าขึ้นชื่อว่า เบียดเบียนตัวเอง ( ตรงเบียดเบียนตัวเองนี่ยังไม่เท่าไหร่นะ )
และเบียดเบียนผู้อื่น ( นี่แหละตัวสร้างเหตุใหม่เลย ) ไม่ควรทำ

26 กพ. 52 อึดอัด .. สับสน ..

บางทีรู้สึกอึดอัด รู้สึกสับสน มันจะเป็นบางครั้ง บอกไม่ถูก … . ..
ก็แค่รู้ .. ไม่คิดจัดการอะไร .. ดูว่ามันจะดิ้นไปได้นานแค่ไหน .. แป๊บนึง .. โน่น .. ไปเข้าสมาธิหน้าตาเฉยเลย …

ไม่รู้สิ .. รู้แต่ว่า .. ไม่ชอบมาคิดอะไรๆให้มันวุ่นวาย .. รู้แต่ว่า พอคิด ก็ดูมัน รู้มัน .. จู่ๆ ก็เข้าสมาธิเฉย ..
เข้าก็เข้า ก็ ดู รู้ เหมือนเดิม .. เดี๋ยวมาละ กลายเป็นว่า ทบทวนการปฏิบัติหน้าตาเฉย .. เอากะจิตมันสิ …
เรากำลังถูกทดสอบจากจิตที่เราคิดว่าฉลาดกว่าเรามากๆ …

เดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป .. นิ่งมากขึ้น .. ดู รู้ .. สลับกันอยู่อย่างนี้ …
เดินจรงกรมนี่ .. สมุดบันทึกวางไว้เลย เดินแล้วเกิดความคิดใช่ไหม หยุดเดินเลย
จดทันทีว่าตัวเองกำลังคิดอะไร

เลิกกำหนดแล้ว คิดหนอๆๆๆ รู้หนอๆๆๆ มาดู รู้ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแทน
ดูสิว่าคิดอะไรตอนนี้ พอความคิดที่คิดว่ากำลังคิดอยู่นั้นหมดแล้ว ไม่มีอะไรจะเขียน ก็เดินจงกรมต่อ ..
คิดอีก หยุดเดิน .. ทำเดิมๆซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบเดินจงกรมนะ ต้องคอยเปลี่ยนระยะอยู่เรื่อย
เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเบื่อ แบบเดินมากๆแล้วมันเบื่อ …
ตั้งแต่มาดู รู้ ตามความเป็นจริงนี่ ดีขึ้น …

คิดหนอๆๆๆ แล้วมันก็ดับ ดับแล้วก็เกิด เกิดๆดับๆอยู่อย่างนั้น เหมือนเราไปกดข่มมันไว้ชั่วคราวเลยนะ
อันนี้เราคิดเองนะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ซะทั้งหมดก็ได้

อย่างกำหนดเสียงหนอนี่ เราได้ผลตรงนี้เต็มๆเลยนะ หมายถึงสมัยก่อนน่ะ
เสียงดังกระทบ ดับทันที เราเป็นอย่างนั้นนะจากการกำหนดเสียงหนอเนี่ย …
ตรงนี้พระอาจารย์ปรีชาท่านก็ยังให้เราใช้อยู่นะ เสียงหนอ … เวลาเราเกิดตั้งสติไม่ทันน่ะ ดับไม่ทันน่ะ

เดี๋ยวนี้ .. รู้แล้วว่า การเดินจงกรมนี่สะสมนะ เป็นการสะสมหน่วยกิตของสติ สัมปชัญญะ
เมื่อก่อนไม่ค่อยแน่ใจ เดี๋ยวนี้มั่นใจเลย จากอะไรๆหลายอย่างที่เราเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อารมณ์เย็นลง …
นิ่งมากขึ้น … รู้สึกปล่อยวางได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน คือ พอเข้าใจมากขึ้น เริ่มรู้สึกเฉยๆมากขึ้น บอกไม่ถูก …
รู้แต่ว่า รู้น่ะ แค่รู้ แต่ไม่คิดทำอะไรเท่านั้นเอง … ก็อยู่ทั้งอย่างนั้นแหละ …

เมื่อก่อนเวลานั่งสมาธิ … พอคนเข้ามาหา บางทีรู้สึกเลย อารมณ์แบบ ไม่ค่อยชอบใจ
บางทีกำลังกรวดน้ำ เข้ามาละ .. มันยังมีวืดๆอยู่นะเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลยนะ นิดเดียวก็ไม่มี .. ก็เฉยๆ …
เพราะมองว่า เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้ ถ้าตอนเย็นไม่ได้ ไม่เป็นไร
เดี๋ยวทำที่บ้านต่ออยู่แล้ว ยังไงๆ ซะ วันนี้ได้กันแน่นอน มองแค่นี้แหละ …  

จิตไม่ยอมรับความจริง

19 ก.พ. 2009

วันนี้ … ทั้งวันเลย .. จิตมันหลบใน มันดับไปเฉยๆ …
เช้ายังหลบไปแค่ ครึ่ง ช.ม. บ้าง ช.ม. เดียวบ้าง …
มันปฏิเสธตัวเอง .. ไม่ยอมรับอะไรเลย .. พอไประลึกถึง .. มันดับปุ๊บเลย …
แต่รอบบ่ายนี้ดับไปเลย ตั้งแต่บ่ายโมงถึง 5 โมงเย็น …
เหมือนจิตยังไม่พร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง …

นี่เองคือ สาเหตุแห่งทุกข์ ที่มีอยู่ในจิต ตัวจริง ที่มันซ่อนอยู่ตลอด
เพียงแต่อาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้เจอมันเท่านั้นเอง …
มันเลยปฏิเสธไม่ยอมรับรู้มาตลอด …

นี่พอรู้แล้วมันก็หลบ …. มันไม่ยอมออกมาเผชิญหน้าตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น …
จะหนีไปได้นานเท่าไหร่หนอ …. หรือจะต้องให้เจอแต่ความตายไปเรื่อยๆ … จึงจะยอมเผยตัวออกมา

       

ไม่รู้จะเรียกว่า อะไรดี

  17 ก.พ. 2009
ยังจำได้อยู่ ตอนที่เคยได้สนทนากับพระอาจารย์ปรีชา ในเรื่องการกำหนดลมหายใจลงสู่สมาธิ
สมาธิตรงนี้มันลงไปลึกกว่าปกติ ( ถ้าปกติ มันจะมีแต่ความรู้ตัว ไม่มีความอิ่มเอิบใจ )
คือ มันจะขาดความรู้ตัวข้างนอก จะรู้อยู่แต่ภายใน รู้อยู่อย่างนั้น

เราเล่าให้พระอาจารย์ฟัง ว่า แรกๆก่อนเราจะต้องการเข้าสมาธินั้น จะหายใจเหมือนเวลาสะอื้น
ไม่รู้ว่าเปรียบเทียบถูกไหม แล้วมันก็จะเข้าไปสู่สมาธิตรงนั้นได้ทันที

พระอาจารย์บอกว่า ให้ค่อยๆปรับลมหายใจไปเรื่อยๆ จนหายใจได้แบบธรรมชาติ
ตอนนี้เราเหมือนคนหัดขับรถมือใหม่ ยังเข้าจังหวะไม่ถูก ค่อยๆไป เดี๋ยวทำได้ชำนาญเอง

วันนี้ ก็ เข้าสู่สมาธิแบบปกติที่เคยทำนะแหละ คือ เดินจงกรม แล้วมานั่ง พอลงนั่งก็เข้าสู่สมาธิได้เลย
เราค่อยๆปรับลมหายใจ แรกๆก็ยังเหมือนเดิมอยู่ สมาธิเกิดแล้วก็คลายอยู่อย่างนั้น

ต่อมาเพียงเราหายใจยาวๆ เบาๆ สบายๆ … เออ … เราทำได้แฮะ .. จิตมันเข้าสู่สมาธิส่วนลึกทันที
ร่างกายเหมือนเป็นอะไรว่างๆสักอยู่ คือ กายสักแต่รู้ว่ากายน่ะ บอกไม่ถูก
ลมหายใจไม่มี จับไม่ได้ พองยุบ จับไม่ได้ คือ รู้น่ะ แต่จับอะไรไม่ได้เลย
เหมือนมันว่างเปล่าไปหมด มีแต่แสงสว่างไปหมด

เรารู้สึกถึงแสงสว่างที่ห่อหุ้มตัวเราไว้ เหมือนตัวเราอยู่ท่ามกลางแสงสว่างน่ะ มันอิ่มเอิบ บอกไม่ถูก
พอมันเริ่มคลาย เราก็เข้าไปอีก อยู่นานนะ กว่าจะคลายน่ะ เข้าไปแบบเดิม โดยหายใจยาวๆเบาๆสบายๆ …
บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่ารู้ ข้างนอกรู้หมด แต่เหมือนกับเราถูกกั้นจากที่ไกลๆ
เสียงดังหรือเสียงอะไรก็ไม่มีผลกระทบต่อสมาธินี้
ภายในเหมือนไม่มีอะไรเลย มันเหมือนเราอยู่ในที่กว้างๆเวิ้งว้าง
ไม่มีขอบเขต หาจุดจบไม่ได้ประมาณนั้น
มีแต่ความอิมอกอิ่มใจเพียงอย่างเดียว

รู้ตัวตลอดนะ ในเวลา 1 ช.ม. ที่นั่งนี่ เหมือนกับเวลาช่วงนั้นนานมากๆ เหมือนหลายช.ม.
พอดีเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้มันดัง เราก็นั่งต่ออีกนิดหนึ่ง ประมาณ 15 นาที
ปรับลมหายใจให้สมาธิมันคลายตัวออกมา …

เสร็จแล้วมานั่งคิดนะ … ตายเลย … ถ้าเกิดเราต้องตกตายไปขณะนั้น
แล้วจิตเรามันดันไปเสวยอารมร์ตรงนี้ เราล่ะเสร็จแน่ๆ ไปอยู่พรหมลูกฟักแน่ๆ
จะต้องเสียเวลาอีกกี่กัปกี่กัลป์ล่ะเนี่ย … นี่หรือเปล่า ที่เขาเรียกว่า นิพพานหลง …
เฮ้ยยย … น่ากลัวชะมัดแฮะ … แต่อยากจะลองชิมลางตรงนี้บ่อยๆแฮะ …
แบบว่า … มันอิ่มไปหมดน่ะ เหมือนโลกทั้งโลกมีแค่เราคนเดียว
มีแต่แสงสว่างห่อหุ้มเราไว้เท่านั้น สุขสุดๆเลยยยย …
ออกจากสมาธินี้มา รู้สึก สดชื่นมากกกกกก ….

รอบบ่าย … ลองทำอีกครั้งหนึ่ง .. เดินจงกรม 1 ช.ม. เดินเสร็จ ก็ไปนั่งที่อาสนะ
กำหนดลมหายใจยาวๆเบาๆสบายๆ แบบที่เคยทำ …
กำหนดจิตไปเข้าสู่สมาธิตรงที่เคยเข้าไป …
เข้าไปสู่สมาธิตรงนั้นได้ทันที …

อาการ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เหมือนเดิมทุกอย่าง …
เริ่มชำนาญการเข้าออกสมาธิระดับนี้มากขึ้น …
แต่ความดื่มด่ำหรือความตั้งมั่น ยังไม่นานเท่าเมื่อตอนกลางวัน สมาธิอาจจะไม่มีกำลังมากพอ ….
เดี๋ยวจะลองทำบ่อยๆ … แล้วค่อยเก็บรายละเอียดไว้รายงานพระอาจารย์
กว่าจะได้หยุดยาวโน่นนน สงกรานต์โน่น …
พระอาจารย์จะออกธุดงค์อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ …
คงต้องส่งกระแสจิตถึงท่านเหมือนเดิม ว่า
ขอให้ท่านอยู่วัด ให้เราไปพบและได้สนทนาด้วย ….

Previous Older Entries

กุมภาพันธ์ 2009
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: