พอจิตปล่อยวางลงไปได้ สุขสุดๆเลย

31มี.ค.2009
           
ไม่น่าเชื่อ เวลา 2 ปีที่ผ่านไป ไวเหมือนโกหก   ชีวิตอัพเดรตขึ้นเยอะเลย  .. สุขใจมากๆๆๆๆๆๆ  มองอะไรก็สดใสไปหมด  สดชื่นไปหมด  แค่หายใจแท้ๆยังรู้สึกสดชื่นเลย  ทั้งๆที่ปกติก็ต้องหายใจอยู่แล้ว  ไม่หายใจเราก็ตาย ..
            
ดูอย่างเย็นวันนี้ ที่ทำงาน ก็ 4 โมง 50 นาที ปกติแล้ว ไม่มีใครมาหาแล้ว เพราะทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน  เราเพิ่งออกจากสมาธิ   ตั้งจิตแผ่เมตตา  
             
ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้เจอ ทำแล้ว มีความสุข ทำแล้วมีแต่กุศล บางทีความเห็นแก่ตัวนี่แหละ ความที่ว่าห่วงในเรื่องการปฏิบัติของตัวเอง   มากกว่าที่จะมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจ  ว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้น สามารถช่วยเขาได้  สมาธิเสียไปได้ ก็ฟื้นใหม่ได้  ถึงจะเพลียมากมาย เดี๋ยวก็หาย  นี่แหละกิเลสที่ครอบงำอยู่  เลยขาดสติ   ทำให้ปัญญาไม่เกิด  สุดท้ายปล่อยเลย  แต่ก็เล่นเอาแย่เหมือนกัน  เพราะยังค่อยๆให้ไปไม่เป็น ให้ทีหมดเลย 
            
มีเรื่องแปลกอยู่อย่าง แหม่มคนที่ว่าวันนั้นรับพลังสมาธิไปเต็มที่เลย  ที่ว่าแปลกคือ อันนี้ตัวเขาเล่าให้ฟังเอง เขาบอกว่า ทำไมเดี๋ยวนี้เขามีสัมผัสดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ  เขาถามว่า พี่คิดแบบนี้ใช่ไหม  ว่าทำไมแหม่มไม่มาเอาแตงไทยไปให้แม่  จริงๆแล้ว แหม่มลืมไปแล้ว  พอดีเขากำลังโทรฯศัพท์คุยกับแฟนอยู่  เขาบอกว่า ได้ยินเสียงเรากำลังบ่นว่า ทำไมไม่มาเอาแตงไทยกลับไปให้แม่ ( เขาบอกว่า มันได้ยินเหมือนเราไปยืนพูดอยู่ใกล้ๆเขาเลย  ทั้งๆที่ห้องฝ่ายบุคคลกับห้องทำงานเรานี่ ห่างกันมากๆ )  เลยรีบวิ่งมาหาเราที่ห้อง .. เราก็ว่าอื่มม .. แปลกดี ..เพราะก่อนที่เขาจะมา เราก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่จริง
            
พอจิตสดชื่น  อะไรๆๆๆ  มันก็สดชื่นไปหมด  ฟังเพลง เพลงก็เพราะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเพลงอะไร  นี่ฟังปาล์มมี่อยู่  ชอบมากกกก  เพราะทุกเพลงเลย เปิดให้เล่นไปเรื่อยๆ  รู้ว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง  แต่นี่คือปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน  สุขนี่ก็ไม่ใช่สุขทางโลกๆ  แต่เป็นความสุขใจที่ได้รับผลจากการปฏิบัติ   สองปีเต็มๆ  ยิ่งปีที่ผ่านมานี่  แทบกระอักออกมาเป็นเลือดเลย  เป็นปีที่เสียน้ำตามากที่สุด  เพราะสติแตก   บทเรียนปีที่ผ่านมานี่ มันหลากหลายเสียจริงๆ  ตั้งสติ รับไม่ทันเลย .. จิตเรานี่มันช่างมหัศจรรย์เหลือหลาย ..  มันยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย อยู่ในจิตเรานี่เอง

จบไปอีก 1 หลักสูตร

 31มี.ค.2009
       
ช่วงระยะเวลาที่หายไปประมาณ 2 ปี  มีการเรียนรู้เกิดขึ้นมากมาย  แต่ปีที่ผ่านมาหนักมากๆที่สุดที่เคยเจอมา  ทั้งเหนื่อยใจสุดๆ ทั้งท้อใจสุดๆ  แต่ก็ไม่เคยคิดจะเดินจากเส้นทางนี้  เพราะเรารู้แล้ว่า เส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่นี้ จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน
       
ผู้คนมากมาย หลากหลาย ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละเหตุการณ์ เขาเหล่านี้คือครู ครูมาสอน เราต้องเรียน  แต่เราดันจะหนีเรียนอยู่เรื่อย เพราะแต่ละวิชา หนักเหลือเกิน หนักซะจนตัวเองคิดว่า ทำไมต้องมาเรียนรู้อะไรมากมายขนาดนี้  
         ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น มันมีเหตุเกิดจากกรรมหรือการกระทำในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม แม้แต่ผู้คนเหล่านั้นก็ล้วนเคยสร้างเหตุร่วมมากับเรา   ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา มันมีของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว  ถึงไม่มีเรา ผัสสะย่อมมีเป็นธรรมดาอยู่แล้ว  แต่เพราะสติ สัมปชัญญะยังไม่มากพอ  เราจึงเอาจิตเราไปข้องกับมัน
ไม่ต้องมาทุกข์เพราะคิดอีกแล้ว  อะไรจะเกิดก็ให้เกิดไป  เพียงเราอยู่กับปัจจุบันเท่านั้นก็พอ  ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  รู้ อยู่กับมัน เราจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา
         
ตอนนี้รู้สึกโล่ง โปร่งไปหมด เบาใจแบบบอกไม่ถูก เหมือนได้ทิ้งอะไรที่หลงแบกไว้ตั้งนาน ทิ้งมันลงไปได้ แต่ก็ไม่ได้ประมาทนะ ยังระวังความคิดตลอด 
         เราชอบทำอาหาร  เราชอบเรียนรู้  นึกถึงตอนเรียนทำอาหารนะ   ทั้งเค้ก ทั้งขนมปัง ส่วนอาหารคาวหวาน อาจารย์บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียน ก็เลยไม่ได้เรียน  ชีวิตมีความสุขมากๆเลยช่วงนั้น   ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ประทับใจมากๆ เราได้นำเค้กบ้าง ขนมปังบ้าง พายบ้าง อะไรก็แล้วแต่ทำเสร็จ เราต้องแบ่งให้อาจารย์ 1 ส่วน ที่เหลือมาแจกเด็กๆแถวบ้าน  ฝีมือเราไปให้อาจารย์ที่เราเรียนทำผม  อาจารย์บอกว่า คุณนี่ขยันเรียนจริงๆ 
        
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น เพียงคิดแก้ไข นั่นคือคิดผิดเสียแล้ว  เมื่อมีความชอบ ความชังเกิดขึ้น นั่นคือกิเลสดีๆนี่เอง     เมื่อคิดจะหยุดคิด นั่นก็คือความอยาก  กิเลสมันเนียนอยู่คู่กับเราเลย   เราต้องหมั่นทบทวนพิจรณาให้ดีๆ  กรรมน่ะนั่น  กุศลกรรมยังพอว่า  อกุศลกรรมล่ะยุ่งตาย  เดี๋ยวต้องมานั่งแบกกันอีก  ขอเดินไปเรื่อยๆดีกว่า  แวะมานานแล้ว  แวะไม่พอ ยังแบกบางสิ่งบางอย่างให้หนักอยู่ตั้งนาน  ระหว่างเดินนี้ขอสร้างกุศลเท่าที่จะทำได้  ให้เขาให้เท่าที่เราจะให้ได้  ไม่ต้องมาห่วงหรือหวงอะไรไว้อีกแล้ว  เมื่อก่อนห่วงเรื่องการปฏิบัติของตัวเองมากเกินไป จึงโดนทุกข์เล่นซะอ่วมเลย  พอปล่อยทิ้งไปเท่านั้นแหละ หลุดเลย ที่แบกๆเอาไว้
         นานแล้วสิหนอ .. ที่ความสุขใจแบบนี้หายไปจากชีวิตของเรา  2 ปีผ่านไปไวเหลือเกิน .. เหมือนเวลาเราขาดหายไป  ..
       
สดชื่นมาตั้งแต่เช้าแล้ว  ตอนนี้ก็ยังสุขอยู่เลย  รู้สึกอิ่มเอิบใจมากๆ  ปฏิบัติวันนี้ก็เจอเวทนาหนักมาก  ช่วงนี้เวทนาหนักกว่าเมื่อก่อนมากๆ  แต่ดูมันอย่างเดียว มันไม่เที่ยง  ดูไปเรื่อยๆ  ครูเขามาสอนเราถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เมื่อวานสมาธิดีมากๆ แนบแน่นมากๆ  วันนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว  ไม่มีแน่นอนเลยสักวันเดียว  แต่ที่รู้ๆคือ  เดี๋ยวนี้ สติ สัมปชัญญะเราเริ่มทันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน วางได้เร็วขึ้น 
       
สภาวธรรมที่เกิดขึ้น  แม้แต่เรื่องสมาธิที่มีการถ่ายเทต่อกันได้ เราก็ได้ความรู้จากสภาวะครั้งนี้ด้วย  จะเกิดกับผู้ที่มีสมาธิมากๆ  ไหลไปหาคนที่ด้อยกว่า คนที่กำลังมีปัญหาด้านจิตใจ หรือคนที่กำลังอ่อนแอกว่า
        

คำสอนหลวงพ่อจรัญ

30มี.ค.2009

คำสอนหลวงพ่อจรัญ

        คำว่า ” สัตว์โลก ” หมายถึง คนที่มีความเกี่ยวข้องอยู่กับโลก คือ ยังติดโลก ยังยึดโลก
        โลก คือ สิ่งที่มีลักษณะเสื่อมโทรม ติดโลกคือ ติดความเสื่อมโทรม
         ความเสื่อมโทรม  คือ  ภาวะที่เปลี่ยนแปลงปรวนแปร อาการของความเปลี่ยนแปลงปรวนแปรก็ปรากฏเป็น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความไม่มีอะไรเหลือในที่สุด  ซึ่งอาการเหล่านี้มีแก่สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ทั่วกัน ไม่ยกเว้นสิ่งใด ท่านจึงเรียก สามัญลักษณะ ซึ่งแปลว่า ข้อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ว่า
         ๑. อนิจจัง ความไม่แน่นอน
        ๒. ทุกขัง ความไม่คงที่
        ๓. อนัตตา ความไม่ใช่ของเรา
          เมื่อเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ เรียกว่า เห็นความจริงของโลกด้วยสิ่งประเสริฐคือ ” ปัญญา “  และผลที่ตามมาก็คือว่า ไม่มีอะไรที่น่ารัก ไม่มีอะไรที่น่าเกลียด ไม่มีอะไรที่น่าหวัง  ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามสภาพธรรมดา เมื่อถึงคราวเกิดก็เกิด  เมื่อถึงคราวดับก็ดับ ไม่มีใครทำให้เกิด ไม่มีใครทำให้ดับ ปัจจัยตามธรรมชาติ ทำให้เกิด ทำให้ดับ  ตามวาระของมันเอง ย่อมไม่มีความรู้สึกว่า จากคนรัก ของรัก และสิ่งที่รัก หรือคลุกคลีกับคนที่เกลียด ของคนที่เกลียด สิ่งที่เกลียด หรือผิดหวังทั้งสิ้น แล้วในที่สุด ” ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ ไม่ต้องร้องไห้บ่นเพ้อรำพัน ไม่ต้องลำบากกาย ลำบากใจ และไม่ต้องแค้นใจ ไม่ต้องช้ำใจ ” เข้าถึงสัจธรรมที่ว่า
           ๑. ภัยมีอยู่ตามสภาพ แต่คนที่ภัยไม่มี เพราะไม่มีคนประสบภัย
            ๒. ความทะยานอยากมีอยู่ตามสภาพ แต่คนทะยานอยากไม่มี เพราะไม่ทราบว่าจะทะยานอยากให้ต้องชอกช้ำผิดหวังไปทำไม เหมือนกระแสลมหรือแสงแดดที่ปรากฏตามภาวะ แต่ไม่มีใครมาสัมผัส ก็ไม่มีใครรู้สึกเย็น รู้สึกร้อนนั่นเอง กระแสลมปรากฏความเย็นแก่คนสัมผัส แสงแดดก็ปรากฏความร้อนแก่คนสัมผัส ถ้าไม่มีคนสัมผัส ก็ไม่ปรากฏความเย็นความร้อนได้
              นี่คือทางแห่งความปลอดภัยของชีวิต  ถ้าพิจรณาถึงชีวิตในอดีตที่ผ่านมาก็พอจะพบทางดังว่านี้ได้ พวกเรายังเป็นสัตว์โลกก็เพราะความรู้สึกยังติดโลก  ยังยึดโลกอยู่
              บางคราวก็ติดมาก             ยึดมาก
            บางคราวติดน้อย               ยึดน้อย
            บางคราวดูเหมือนไม่ติดเลย   ไม่ยึดเลย
จึงทำให้ชีวิตมีภาวะแตกต่างกันคือ
              คราวใดติดมาก  ยึดมาก  คราวนั้นก้มีเรื่องวุ่นวายมาก มีปัญหามาก คือมีภัยมาก
              แต่คราวใดที่ติดน้อย ยึดน้อย คราวนั้นก็มีเรื่องวุ่นวายน้อย มีปัญหาน้อย
              ส่วนในคราวใดที่รู้สึกว่าดูเหมือนจะไม่ติด จะไม่ยึดติดอะไร  ใครจะไปไหน มาไหนอย่างไร ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร  จะได้อะไร จะเสียอะไรก็เฉยๆ จะสบายหรือไม่สบายอย่างไรก็เป็นธรรมดา ไม่อยากรักใคร ไม่อยากเกลียดใคร ไม่มุ่งหวังสิ่งใด ไม่มุ่งหมายอะไรจากใคร ก็รู้สึกว่าไม่มีเรื่องที่ต้องวุ่นวาย  ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความไม่มีภัย อดีตเป้นฉันใด ปัจจุบันก็เป็นฉันนั้น และอนาคตก็เช่นเดียวกัน
              เพราะฉะนั้น บทเรียนเรื่องชีวิตที่ดีที่สุดคือชีวิตของเราเอง  เราต้องยอมรับความจริงในตัวเราได้ถูกต้องทุกประการ พระพุทธเจ้าทรงประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ก็เพราะทรงรู้ที่พระองค์เอง จะทรงรู้ทุกข์ที่ไหน ถ้าไม่ทุกข์ในพระองค์เอง จะทรงรู้เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ ลักษณะความดับทุกข์ได้อย่างไร ถ้ามิได้ทรงรู้ด้วยพระองค์เอง
               เราทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น รู้เรื่องโลกพระจันทร์ โลกพระอังคารได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่เราก็ไม่ทราบได้ และไม่แน่ใจว่ามีใครทราบหรือไม่
นี่คือ คติธรรมที่หลวงพ่อท่านได้เขียนไว้ เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระภาวนาวิสุทธิคุณ
จากหนังสือ ตรึก  โดย  มาลตี

หนักเวทนา .. ปวดหลังมากๆ

 25มี.ค.2009
               
ทุกอย่างมีขั้นมีตอน   เริ่มจากบริบูณ์ด้วยศิลคือ มีศิลบริสุทธิ์อย่างยิ่ง  ต่อมา บริบูรณ์ด้วยสมาธิ  คือ มีสมาธิดีเยี่ยม     เมื่อก่อนเคยสงสัยว่าทำไมกำลังของสมาธิเปลี่ยนไป   นับวันพลังสมาธิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้ไม่สงสัยแล้ว  มันเป็นไปตามขั้นตอน  เพียงแต่เมื่อก่อนเราไม่รู้
    
               
จิตสดชื่น  สมาธิตั้งมั่นได้ไวขึ้น  มาอีกแล้ว เวทนา ปวดหลังมากๆ ร้าวไปทั้งแผ่นหลัง  ปวดบอกไม่ถูก โอภาสสว่างมากๆ  แต่หลังก็ปวดมากๆ    ตอนแรกๆก็ถอยอยู่  ทนไม่ไหว  รอบนี้หนักกว่ารอบที่แล้ว  มันปวดจนน่ารำคาญ  โดยเฉพาะที่ก้นกบนี่ปวดมากๆ  ได้แต่ดู  ไม่ได้กำหนด  เพราะรู้ว่า ถ้ากำหนดสภาวะจะเปลี่ยนไป  ก็จะติดแหง่กอยู่ตรงนั้นอีก
                
รอบเที่ยงเอาอีก  ปวดหลังมากๆขณะที่เป็นสมาธิแท้ๆ  ปวดเหมือนหลังจะแยกออกจากกัน   ขนาดเลิกปฏิบัติมาแล้ว ยังปวดอยู่เลย ปวดทั้งแผ่นหลัง  ไม่ถอยนะ ปวดก็ปวด ก็ดู รู้ ไปเรื่อยๆ เล่นเอาน้ำตาเล็ดเลย  ปวดสุดๆ เมื่อกี้ลืมตัวไปกำหนดปวดหนอๆ .. ดีนะสติ   สัมปชัญญะบอกว่า  อย่ากำหนด  ให้ดูอย่างเดียว เดี๋ยวสภาวะเปลี่ยน  ดีนะสติดี ไม่งั้นเสร็จสมาธิแน่นอน เดี๋ยวหลบอีก เพราะสมาธิสามรถครอบงำเวทนาได้   เวทนาแสดงไม่ได้  ไตรลักษณ์ย่อมไม่เห็น 
                 
ปวดหลังเป็นบ้าเลย   ปวดจนน่ารำคาญ  จะกำหนดก็ไม่ได้  ต้องปล่อยให้ปวดอยู่อย่างนี้   ถ้าถามว่า รู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ก็รู้ เพราะผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง  พยายามไม่คิดอะไร เพราะคิดแล้วมันรู้สึกใจหาย พอรู้สึกว่าใจหาย เหมือนมันขาดตอน ไม่ต่อเนื่อง กระท่อนกระแท่นอยู่อย่างนั้น    ก็รู้นะว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง  ยังไงสักวันก็ต้องจากกัน  ไม่จากกันตอนเป็น ก็ต้องจากกันตอนตาย 
                 
ปวดเป็นบ้า  ยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว  ครั้งที่แล้วพอเลิกปฏิบัติก็หายปวด  แต่นี่เปล่าเลย ปวดเรื้อรังอยู่อย่างนั้น   พยายามไม่หงุดหงิดกับเวทนาที่เกิดขึ้น    เดินจงกรมไป  ก็คิดไป   ปวดหลังๆๆๆๆ  ก็มันปวดจริงๆ  แต่เท้าที่กระทบพื้นก็รู้ตัวทุกอย่าง   ยิ่งรอบบ่ายนี่สุดๆเลย  ทั้งปวดหลัง ปวดกระเบนเหน็บ ..  นี่ก็ดึกแล้ว  ยังไม่หายเลย  ปวดทั้งแผ่นหลัง  ..
         

เริ่มดีขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์แย่ๆ

 23มี.ค.2009
            
ตั้งแต่เช้าแล้ว  จิตตั้งมั่นดีมากๆ  รู้สึกถึงพลังของสมาธิ  สมาธิมีกำลังแรงมากๆ  ยิ่งสมาธิแรงมากเท่าไหร่ โอภาสยิ่งสว่างจ้ามากขึ้นเท่านั้น   มีกระแสเย็นๆรอบๆตัว  สมาธิคงอยู่ถึง 2 ชม. เต็มๆ
            
หายใจยาวๆ เพื่อให้สมาธิคลายตัวลง    ระหว่างแผ่เมตตา กรวดน้ำ   ครั้งนี้แปลกกว่าทุกครั้ง  คือ ปกติมีโอภาส นี่ไม่แปลก  มีสมาธิไหลเวียนต่อเนื่องนี่ไม่แปลก เพราะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่แผ่เมตตา กรวดน้ำ  แต่วันนี้ระหว่างที่แผ่เมตตา กรวดน้ำ  รู้สึกถึงความเย็น  ที่เย็นเข้าไปในทรวงอก  ความเย็นแผ่กระจายเฉพาะทรวงอก  เข้าไปลึกๆข้างใน  รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกมากๆ  มีอาการขนลุกขนพองตลอด  ความเย็นที่เกิดขึ้นบอกไม่ถูก  ลืมตาขึ้นมารู้สึกสดชื่นมากๆ สดชื่นแบบบอกไม่ถูก
            
ช่วงบ่าย   หลังจากเดิน 1 ชม. เดี๋ยวนี้นั่งอย่างต่ำ 2 ชม. สมาธิมันแน่นกว่าเมื่อก่อนมากๆ   ตอนบ่ายนั่ง 2 ชม. ครึ่ง  กำลังของสมาธิดีมากๆ    โอภาสยังคงสว่างจ้าเหมือนเดิม  สมาธิเกิดต่อเนื่องสม่ำเสมอ  มีอยู่ช่วงสมาธิแรงมากๆ  เราก็เลยนอนยาว สลับกับการนั่ง บนอาสนะ ไม่ได้ย้ายที่ พอนอนลงไป หลับตาลง โอภาสสว่างต่อเนื่อง  ระหว่างแผ่เมตตา กรวดน้ำ  เกิดความรู้สึกเหมือนเดิมคือ มันเย็นยะเยือกเข้าไปในอก  จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ  ไม่หาคำตอบว่าคืออะไร เพราะรู้ว่าเดี๋ยวก็รู้เอง  เลยไม่สนใจว่าอาการนี้คืออะไร
              
วันนี้โชคดี ก่อนที่จะนั่งสมาธิได้อธิษฐานจิตว่า  ขออย่าให้มีพนักงานเจ็บป่วย อย่าไปด้มีอุบัติเหตุ ช่วงนี้อย่ามีคนมาหา  ได้ผลจริงๆ  วันนี้มีคนมาทำแผลตอนเช้าแค่คนเดียว นอกนั้น เราปฏิบัติได้ยาวเลย
               
เมื่อคืน  คืนที่ 24 มีค.  เราไม่เคยฝันนะ  แต่เมื่อคืนฝันเฉยเลย  น่ากลัวจัง คือ ฝันว่า  มีดวงตาที่ 3 เกิดขึ้น  กลางหน้าผากน่ะ  เห็นดวงตาลืมขึ้น  ชัดเจนมากๆ  เราว่ามันน่ากลัว  ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร  พักนี้ยิ่งมีเรื่องแปลกๆหลายอย่างเกิดขึ้นกับเราด้วย   บางทีได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่เราไม่เห้นตัวผู้พูด บางทีได้ยินเสียงสวดมนต์ในภาษาที่ไม่รู้จัก รู้แต่ว่า เป็นพระสวดรวมๆกัน  บางทีมีเสียงเรียกว่าให้เรากลับไปที่เดิม .. บางทีก็มีเสียงกระซิบเรียกชื่อ  เราก็มองหา ไม่เห็นใครสักคน  ยิ่งที่ห้องทำงานเดี่ยวนี้แปลกๆ   บางทีเห็นที่หางตาแว๊บๆ ว่ามีคนอยู่ในห้องทำงานของเราหลายคน พอมองตรงๆกับไม่มี  … พักนี้นึกถึงความตายบ่อยจัง  ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม  ..  พอนึกถึงความตาย มันจะรู้สึกว่าเย็นจับหัวจิตหัวใจเลยนะ  เย็นมากๆ ..
                 
ไม่เข้าใจ .. นี่นั่งอยู่ก็รู้สึกถึงความเย็นที่อยู่ในอก   มันรู้สึกเย็นๆแบบบอกไม่ถูก ทั้งๆที่ไม่ได้ทำสมาธิ  แต่รู้ว่ามันกำลังเกิดสมาธิอยู่  หมุนๆอยู่อย่างนั้น

พระสติ พระสัมปชัญญะ ดีที่สุด

 20มี.ค.2009
ยังอุดรอยรั่วของสมาธิที่ถ่ายเทไปยังผู้อื่นไม่ได้  … คงต้องไปเที่ยวถามคนอื่นๆ  ดีไม่ดี  อาจจะเจออะไรที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิม  …
               
เช้าถึงที่ทำงาน ตรงแหนวเข้าห้องเลย  อธิษฐานจิตว่า ขออย่าให้มีใครเจ็บป่วย ใน 2 ชม. นี้  ตอนแรกหาวิธีแก้ว่าจะทำอย่างไรดีเราถึงจะหยุดถ่ายเทพลังไปข้างนอกได้  เพลียมากๆ
                
หยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมา  วางตึ้ง  เห็นหน้าหลวงพ่อจรัญ  รู้ได้ทันที ว่าหลวงพ่อท่านรู้ตลอด  ท่านอยู่กับเราตลอดเวลา แต่เราไม่ได้ส่งจิตถึงท่าน ดันไปส่งจิตออกนอก ไปค้นหาว่าใครกำลังคิดถึง  ใครที่เป็นห่วง  เลยโดนถ่ายเทพลังไปอย่างต่อเนื่อง  ตอนนี้รู้แล้วว่าวิธีแก้นั้นทำอย่างไร พระสติ พระสัมปชัญญะ ( ปัญญา ) นี่สำคัญมากๆเลยนะ ถ้าสติไม่ทัน ปัญญาเกิดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
                
                
พอขึ้นโยโส .. แค่นั้นเอง  รู้สึกถึงกระแสเย็น เย็นมากๆ อาการปีติ ขนลุกไปทั้งตัว  จนกระทั่งสวดจบ  จิตนิ่งมากๆ รู้แต่ว่า กระแสเย็นๆส่งมารอบๆตัว เย็นยะเยือกจับใจ   ก็เดินไปนั่งที่อาสนะ    พอนั่งลง จิตเข้าสู่สมาธิทันที  โอภาสสว่างมากๆ  เมื่อก่อนไปหลงผิดคิดว่า โอภาสเป็นอุปกิเลส  จริงๆแล้วโอภาสมีประโยชน์มากๆต่อผู้ปฏิบัติ ถ้ารู้จักนำมาใช้  เหมือนเรากำลังถูกรักษา  โอภาสสว่างไปหมด  รู้สึกถึงทุกอนูในร่างกาย  บอกไม่ถูก  รู้ตัวตลอดเวลา   2 ชม.เต็มๆที่รักษาจิตตัวเอง  พอออกมาจากสมาธิ .. ตึ้ง … ชนเลย เอาอีกแล้ว ใครหนอ จ้องเราซะจริงๆ หัวหมุนติ้ว มึนทันที  เราหยุดเลยนะ หยุดความคิดที่จะสงสัยว่า ใครกำลังคิดถึง ใครส่งกระแสจิตมาหา  เหมือนปิดสวิทช์ทันที   ไม่รับรู้  คือ รู้ว่ามีคนส่งกระแสจิตมา แค่รู้เฉยๆ แต่ไม่ไปค้นหาว่าใคร ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ ไม่ใส่ใจ แทนที่กระแสพลังเราจะถ่ายเทไปที่คนๆนั้น  เลยเป็นว่า จบเลย มันตัดกระแสออกจากกันทันที
               
วิธีแก้มีแค่นี้เอง ปิดความคิดซะ อย่าไปโต้ตอบ อย่าไปสนใจ แค่รู้เฉยๆ ไม่ไปยุ่งกับมัน ใครอยากคิด ปล่อยให้เขาคิดไป ไม่ไปรับรู้เท่านั้นเอง  นี่ถึงบอกว่า พระสติ พระสัมปชัญญะ ( ปัญญา ) สำคัญมากๆ เวลาขาดสติ จะวุ่นวาย สับสน หาทางไม่เจอ เพราะปัญญายังไม่เกิด   บทมันจะรู้ ก็รู้ขึ้นมาเอง  เพราะเมื่อมีสติดีแล้ว สัปชัญญะย่อมเกิดร่วม ( ปัญญา )   วันนี้เลยทำสมาธิเพิ่มพลังให้กับตัวเองทั้งวัน ครั้งละ 2 ชม. โชคดีที่คำอธิษฐานได้ผล ..  มีพี่คนหนึ่งเข้ามาหาใกล้ๆ 4 โมงเย็นละ  เขาบอกว่า พอดีว่าง จะมาคุยด้วย ก็นั่งสมาธิอีกละ  เลยบอกพี่เขาว่า  หนูไม่สบาย  พรุ่งนี้นะคะพี่ค่อยคุยกัน วันนี้ขอ 1 วัน … 
        กราบนมัสการ ขอบพระคุณพ่อแม่ครูบาฯทั้งหลาย ด้วยความเคารพและด้วยความศรัทธาอย่างยิ่ง 
                                                   จากศิษย์ที่ไม่ค่อยจะเอาไหน

คนบ้าสอนธรรมะ

คนบ้า .. บางทีเขาก็สอนธรรมะให้เราเห็นนะ

แต่บางทีเราไม่ได้มองข้างในของเขา เพราะมองแต่เปลือกนอก ว่า เขาเป็นคนบ้า

จริงๆแล้ว ธรรมะมีให้เห็น มาแสดงจะจะ คนเรา ถ้าไม่รับรู้อะไรเสียบ้าง มันสบาย

เหมือนคนบ้า ใครจะด่า ใครจะว่า ใครจะทำอะไร เขาก็ได้แต่มอง

บางทีเขากลับหัวเราะแบบมีความสุขด้วยซ้ำ ซึ่งคนดีๆแบบเราบางทียังทำแบบเขาไม่ได้

อากาศร้อนๆ อากาศหนาวๆ ฝนตกกระหน่ำ เขานึกจะหัวเราะ เขาก็หัวเราะได้ตลอดเวลา

บางทีเห็นเขาหัวเราะ ก็อดหัวเราะตามไม่ได้ เคยหัวเราะตามคนบ้าหลายต่อหลายครั้ง

บางทีถ้ามีอาหารอยู่ในมือ ยื่นให้เขา เขาส่ายหัวไม่เอา จะเอาของใหม่ก็ซื้อให้เขา

เขาสอนธรรมะให้เราเห็นทุกวัน เขามีความสุขในโลกของเขา แล้วเราจะมาแบกกันไว้ทำไม

ทำไมไม่รู้จักสร้างโลกของตัวเองให้อยู่อย่างมีความสุขบ้าง

ทำไมเราต้องมากระวนกระวายกับคำพูดของคนอื่นๆ

จริงๆแล้ว ตัวเองก็มีความสุขในโลกของตัวเองมาตลอด  มีความรู้สึกดีๆมากมายให้เรานึกถึง

ให้เราเก็บเกี่ยวแต่สิ่งดีๆ ทำให้จิตเราสดชื่น มีกำลังที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

วันนี้เป็นวันดีมากๆ

 12มี.ค.2009
               ที่พูดว่าเป็นวันดีมากๆ  เพราะน้อยครั้งมากที่ปฏิบัติแล้ว จะทำได้ดีทั้งวันขนาดนี้  ส่วนมากจะดีมั่งไม่ดีมั่ง … จากเรื่องราวมากมาย ก็ไม่เท่าเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นในวันนี้
               ตั้งแต่เช้าแล้ว เดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิ ก็ว่าสมาธิวันนี้มันแปลกๆ  กำลังของสมาธิแรงมากๆ  แต่ก็มีสติรู้ตัวตลอด  มีความคิดแต่ไม่ผลต่อสมาธิ  รอบเช้าไม่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าสมาธิแรงมาก
               รอบเที่ยง  สมาธิไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี รู้แต่ว่าเกิดความอิ่มเอิบใจมากๆ มันตื้อไปหมด  สักพักค่อยๆเข้าสู่ความดับไปทีละส่วนจนดับหมดสิ้นไประยะหนึ่ง  พักนี้เริ่มเข้าสู่ความดับบ่อยมากขึ้น  
เมื่อเช้าถึงคิดว่า วันนี้ทำไมสมาธิแปลกจัง มันเป้นเพราะแบบนี้นี่เอง สมาธิไม่มากพอ สภาวะดับแบบนี้  ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด  ออกมาจากสมาธิ อิ่มเอิบใจมากๆ สมาธิยังคลายตัวไม่หมด  รู้สึกได้ตั้งแต่แผ่เมตตา และกรวดน้ำแล้ว  .
.
               รอบบ่าย  สมาธิยังคงมีกำลังมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง   เข้าสู่สภาวะดับไปครั้งหนึ่ง  เขาดับเองไม่ได้อธิษฐานอะไร    เกิดภวังคจิต 2 ครั้ง มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
               รอบเย็น  ยิ่งมีกำลังมากกว่าทุกๆรอบ  ยิ่งสมาธิมีกำลังมากเท่าไหร่  โอภาสยิ่งสว่างมากขึ้นเท่านั้น เกิดภวังคจิต 2 ครั้ง  หลังจากนั้นโอภาสสว่างมากๆ  สว่างจนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ ..
ติดตานะโอภาสเนี่ย  ถึงแม้ไม่ได้ทำสมาธิ  เวลาหลับตาลงทุกครั้งเลย โอภาสสว่างพรึ่บทันที  คิดว่าคงจะติดตามากกว่า ..
ก็ไม่ได้คิดจะหาคำตอบ  ว่าเป็นเพราะอะไร  ต่อไปเดี๋ยวก้รู้เอง เหมือนทุกๆสภาวะที่ผ่านมาน่ะแหละ

ไม่ได้นอนมาสองวันสองคืนแล้ว

 
               เดี๋ยวนี้ความเพียรนับวันมีมากเสียเหลือเกิน ตั้งแต่บันทึกการดูจิต( ความคิด ) ตามความเป็นจริงมานี่   การปฏิบัตินับวันก้าวหน้าขึ้นได้อย่ารวดเร็วมากๆ หลังจากที่ย่ำๆเหมือนมันวนๆ มาเป็นปี  ..
 
               เมื่อวันเสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมา  ไม่ได้นอนหลับเลยแม้แต่สักงีบเดียว  หลังไม่ได้แตะพื้นเลย นั่งอยู่บนโซฟาตลอด  ทำงาน ยืนบ้าง นั่งบ้าง  แต่ไม่มีนอน …  เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา   แทนที่จะปฏิบัติรอบดึกแบบเมื่อก่อน  ไม่เอาแล้ว เหมือนมันไม่ได้ผลเต็มที่  คือเก็บเกี่ยวผลได้น้อยมาก  ก้เลยนั่งที่โซฟา เอามือวางบนหน้าท้อง หลับตาลง ดูอาการของกาย ดูความคิดที่เกิดขึ้น  มีบางครั้งสมาธิเกิดขึ้น มันจะดิ่ง แต่ไม่ดิ่ง รู้ตัวตลอด  บางครั้งดับไปในช่วงนั้นๆ  รู้ตัวตลอดเวลา .. ลืมตาเช้ามาไม่มีง่วงเลย สดชื่นมากๆ รู้สึกกระฉับกระเฉง  ไม่เหมือนนอนยาว ถึงจะหลับสนิท แต่ก็เหมือนคนนอนไม่เต้มอิ่ม ต่อให้นอนเร้วก็ตามเถอะ เช้ามาหาวอยู่อย่างนั้นแหละ กว่าจะลุกได้  บางทีแอบไปหลับที่ทำงานต่อ  แหมมม … นอนไม่รู้จักพอจริงๆเลย  ขี้เกียจอีกต่างหาก
 
              วันอาทิตย์ทำเหมือนเดิมอีก  ตั้งแต่ 5 ทุ่มกว่าๆ นั่งหลับตาดูกาย ดูจิตอยู่อย่างนั้น ไม่มีเข้าห้องน้ำ   มีสติรู้ตัวตลอด สมาธิเกิดเป้นช่วงๆ โอภาสสว่างเป็นระยะๆ  จนกระทั่งถึง 6 โมงเช้า   ลืมตาขึ้นมา สดใส สดชื่นมากๆ เหมือนได้พักเต็มที่  ทั้งๆที่ไม่ได้หลับมาสองวันกับสองคืนเต็มๆ   สดชื่นยิ่งกว่าได้นอนยาวเสียอีก ไปทำงานไม่มีง่วงเลย  เดินจงกรมก็ไม่ง่วง ทุกทีหัวทิ่มหัวตำ ต้องไปยืนซบตู้เย็นเป็นที่พึ่งเวลาง่วงทุกที  นี่วันนี้ไม่มีเลย
 
 
                การปฏิบัติวันนี้ สมาธิไหลเลื่อนดีมากๆ  เต็มเปี่ยมเลยสมาธิ ต่อให้ลุกไปเข้าห้องน้ำ กลับมานั่งก็เข้าสู่สมาธิได้ทันที โอภาสสว่างมากๆ  สติ สัมปชัญญะดี รู้ตัวตลอด   เกิดภวังค์จิตเป็นบางครั้ง  เกิดความว่างเป็นช่วงๆ  สมาธิแนบแน่นดีมากๆ ..  บางครั้งลุกทำธุระ เหลือเวลาแค่ 10 นาที  ทำธุระเสร็จพอมานั่ง ก็เข้าสู่สมาธิได้ทันที  ถึงเวลาแผ่เมตตา กรวดน้ำ ก็สว่างพรึ่บทันที  ถึงบอกว่า ตอนนี้ก้าวหน้ามากๆ …  ส่วนเรื่องความคิดนอกเวลาปฏิบัติยังมีอยู่ แต่วงความคิดเริ่มแคบลง … นี่แหละผลของการที่ระบายความคิดออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็นจุดบอดที่มีอยู่  เขียนๆๆๆๆ ไม่มีปรุงแต่ง   ..  เอาตามความเป็นจริง  จิตย่อมเห็นจิตตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  กิเลาเลยถูกถากถางออกไปได้ง่ายมากขึ้น  ความคิดที่ฟุ้งๆ แบบคิดไปเรื่อยก็เลยแคบลงมาเรื่อยๆ   มันมีเท่านี้เอง ไม่มีอะไร  แค่เพียง ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ชอบ ไม่ชัง วางใจให้เป็นกลางๆ  ไม่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ไม่ขัดขืน  ไม่ต้องไปกำหนด  ( แต่ถ้าบางคนยังติดกำหนดอยู่  ก็กำหนดไปก่อน  วันใดสติ สัมปชัญญะมากพอ จะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  การกำหนดจะหายไปเอง  ถึงแม้บางทีพยายามกำหนด แต่ก็เหมือนกำหนดลงไปบนความว่างเปล่า มันไม่รู้ไปที่จิต )  .. ทำแค่นี้เอง …

การดูจิต .. ไม่ได้มีกฏตายตัว

 
            การดูจิตคืออะไร   การดูจิตคือดูความคิดที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง   แล้วแต่เทคนิดวิธีการของแต่ละคน   จริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  เราเองใช้วิธีระบายความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ  เขียนตามความเป็นจริง รู้สึกอย่างไรเขียนตามนั้น ไม่ปรุงแต่งให้ตัวหนังสือดูสวยงาม .. ซื่อสัตย์ต่อความคิดของตัวเอง  ไม่โกหกตัวเอง ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ครั้งแรกเขียนใส่สมุดแบบพกพาติดตัวไปด้วยทุกที่  คิดอะไรขึ้นมาเขียนทันที  เสร็จแล้วกลับมาอ่านความคิดของตัวเองที่ผ่านๆมา  บางทีตกใจเลยว่า ทำไมเป็นอย่างนี้  เสร็จแล้วก็เอามาลงบล็อก  นี่เป็นการสกรีนความคิดรอบที่ 2 ตัวเองจะมีบล็อก 2 บล็อก บล็อกนี้จะค่อนข้างเป็นความคิดที่ถูกสกรีนมากที่สุดแล้ว  แต่บางทีมาย้อนอ่าน  อ้าว .. มันไม่ใช่นี่  ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แบบนี้ ก็ลบมันทิ้งไป .. อีกบล็อกหนึ่ง  ค่อนข้างจะมีรายละเอียดมากกว่าบล็อกนี้  แต่ส่วนมากบล็อกนั้น ข้อมูลจะถูกลบทิ้งมากที่สุด  คือ พอบันทึกไปแล้ว  พอมาอ่านอีกที .. มีบทสรุปแล้วว่าอะไรเป็นอะไร  เห็นเหตุและผลแล้วก็ลบทิ้งไป  บางทีแค่ระบายออกมาเฉยๆ  … พอไปย้อนอ่านอีก  มันไม่ใช่แล้วก็ลบทิ้งไป  มันก็เหมือนเราสกรีนความคิด สกรีนจิตเราเองให้สะอาดมากขึ้น  ความคิดเริ่มน้อยลง เริ่มมองเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  จิตที่เคยมีความยึดมั่นถือมั่น  เริ่มคลายลงไปทีละเล็กละน้อย  สติเริ่มทันจิตมากขึ้น  การปรุงแต่งย่อมน้อยลง  เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  เป็นการดูจิตที่ได้ผลมากๆในความคิดของตัวเอง  คิดอะไร เขียนลงไปตามความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องทำด้วยตัวเอง
 
             บางคนถามว่า แล้วไม่อยากคิดจะทำยังไง  คำว่าอยากและไม่อยาก ล้วนเป็นเหยื่อล่อให้เราติดกับความคิด เราไม่อยากคิด เราก็พยามที่จะหยุดความคิดนั้นๆ  เราหยุดมันไม่ได้หรอก ยิ่งคิดอยากจะหยุด มันก็ยิ่งคิดมากขึ้นกว่าเดิม   แต่ถ้าถามว่าจะหยุดคิดนั้น หยุดคิดได้อย่างไร  วิหยุดความคิดน่ะมี  ไม่ใช่ไม่มี แต่คุรต้องช่วยตัวคุณเอง  ใครๆมาทำแทนคุณไม่ได้ .. คุณเพียงนำความคิดที่กำลังคิดอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  นำมากลับพิจรณาได้  รู้จักเอาความคิดที่คิดผ่านไปแล้ว มาทำประโยชน์ให้กับตัวเอง  ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดผ่านไปเรื่อยๆ แล้วคอยเฝ้าเอาจิตจดจ่ออยู่กับมัน  คุณลองถามตัวเองดูว่า ทำแบบนั้นแล้ว คุรสามารถเห็นทุกความคิดที่เกิดทุกขณะไหม   ไม่มีทางเป้นไปได้เลย เพราะจิตนี้มันไวมากๆ มันปรุงแต่งไปตามผัสสะที่เกิดขึ้น ..  ปรุงไปเรื่อยเปื่อย .. ดูทันบ้างไม่ทันบ้าง  พอทันบางคนก็ยอมรับความคิดของตัวเองไม่ได้ เฝ้าเก็บกดเอาไว้อีก เพราะไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง  ใครทุกข์ ตัวเองน่ะแหละทุกข์ เพราะไปเก็บเอามาไว้เป็นห่วง  เกิดความคิดต่อไปไม่รู้จบ  อย่าไปเฝ้าดูมัน แต่นำความคิดออกมาเป็นรูปธรรมเลย  เขียนไปเลย ไม่ต้องอาย ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ดีกว่าคิดแล้วไปก่อให้เกิดการกระทำขึ้นมา .. เขียนแล้ว ก่อนนอน เอามานั่งทบทวนเลย  ดูสิวันนี้คิดอะไรไปบ้าง  .. แล้วความคิดตอนนี้เป็นอย่างไร  อันไหนเหมือนเดิมให้คงที่อย่างนั้นไว้ อันไหนไม่ใช่แล้ว ไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว ลบมันทิ้งไป .. ทำทุกเวลาทุกขณะที่เกิดความคิด อีกหน่อยความคิดคุณก็แคบเข้าเรื่อยๆ  จากที่เป็นคนคิดมาก เริ่มคิดน้อยลง  เริ่มเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  จากที่เคยทุกข์เพราะความคิดของตัวเอง  ก็ไม่ไปทุกข์กับความคิดที่เกิดขึ้น  เพราะเริ่มเห็นตามความเป็นจริงแล้ว … แต่คนส่วนมากชอบโกหกตัวเอง  น้อยมากที่คนจะยอมรับความคิดตามความเป็นจริงที่คิดขณะนั้น มีแต่คิดจะปรุงแต่งแก้ไขให้ดูดี ดูสวยงาม ขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ  แต่งตัวภายนอก( กาย ) ดูสะอาด ดูน่าคบหา  แต่ภายใจ ( จิต ) สกปรก  นี่มันเป็นซะแบบนี้ส่วนมาก  เริ่มต้นขัดเกลาจิตตัวเองเสียวันนี้ เริ่มทำเท่าที่ทำได้ ดีกว่าปล่อยให้ไหลตามความคิดไปวันๆ  จนวันหนึ่งๆผ่านไป แม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่รู้เลยว่า คิดอะไรไปบ้าง … อย่างน้อยยังให้เห้นตามความเป็นจริงในความคิดของตัวเองที่เกิดขึ้น  เอาไปพูดระบายความในใจให้คนอื่นๆฟังก็เท่านั้น พูดแรกๆก้มีคนฟัง พูดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ ไม่รู้จบ สุดท้ายก้มีแต่คนเดินหนี ไม่ก็แค่รับฟังตามมารยาทนิดๆหน่อยๆ แล้วเขาเหล่านั้นก็จะอ้างว่า มีงานค้างอยู่  ไม่อยู่ฟังสิ่งที่คุณกำลังพูดอยู่  .. อย่าไปพึ่งคนอื่นเลย พึ่งตัวเองนี่แหละดีที่สุด … อดทน ใช้ความต่อเนื่อง ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปเครียด ไปกดข่มความคิดเอาไว้ ปล่อยออกมาให้หมด ระบายออกมาให้หมด อย่าไปเก็บเอาไว้ เขียนๆๆๆ มันลงไป เดี๋ยวเจอต้นตอเอง  ความคิดนั้นก็จบไป … จบตัวนี้แล้ว ตัวอื่นมาอีก ก็คนนี่นะ  การมีกิเลสเป็นเรื่องธรรมดา  เราก็เฝ้าถากถางมันออกไป  สักวันก็ต้องหมด  เหมือนบ้านเราถ้าหมั่นปัดกวาด  ทำทุกวัน บ้านก้สะอาดขึ้น ขี้ฝุ่นหยากใย่ย่อมไม่มี  ก็เหมือนกิเลสน่ะแหละ  ความคิดเราเองนี่ก็คือกิเลสดีๆนี่เอง .. ของเน่าๆจะเก็บมันไว้ทำไม .. สิ่งไหนคิดว่าดีน่าเก็บก็เก็บเอาไว้  แต่วันใดย้อนกลับมาดู  .. อ้าวเน่าซะละ ก็ทิ้งมันไป ไม่เอาไว้เลย ..
 
                          

Previous Older Entries

มีนาคม 2009
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: