ถากถางกิเลส

 วันนี้ระหว่างนั่งสมาธิ จิตก็ทบทวนถึงสภาวะต่างๆที่ผ่านมา 
ครั้งแรก เป็นเรื่องของกาย  เวทนาหนักมากๆ  
ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหมด  เหตุที่กระทำ ผลที่ได้รับ ….
วันนี้ดีขึ้นมาหน่อย ปฏิบัติได้ 4 ชม .เต็มๆ ..  ทุกอย่างไม่เที่ยง ..
ไปคาดหวังอะไรไม่ได้ ว่าวันไหนจะเป็นยังไง  ก็ดู   รู้  อยู่กับปัจจุบันเท่านั้นเอง   
 อะไรเกิดขึ้น   ก็ตั้งสติไว้  … มันมีของมัน มันเป็นของมันแบบนี้อยู่แล้ว  มีมาก่อนที่จะมีเรา ..
เพียงแต่ว่า เราจะมีสติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันมันไม่หรือเปล่า เท่านั้นเอง
โฆษณา

ทำไมเป็นคนที่หลับง่ายดาย

 
              หลายวันมานี่เรานั่งตรงไหนก็หลับ  หลับแบบสนิทด้วย  ไม่ใช่หลับแบบที่เคยหลับ จะว่าเพลียก็ไม่ใช่  ไม่มีอาการเพลียอะไรเลย   บางทีนั่งที่โซฟา  นั่งเฉยๆ เปิดเพลงฟังไปเงียบๆ  แค่แป๊บเดียว  ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหน  ยิ่งเมื่อวาน วิลัยตกใจ  ถามว่า พี่เป็นอะไรหรือเปล่า  ไม่เคยเห็นเป็นแบบนี้มาก่อนเลย    เรื่องทั้งเรื่องก็คือ  ปกติเราจะเปิดประตูให้ปีโป้กับป๋อมแป๋มในตอนเช้าตอนตี 5   เช้าวันนั้นแป๋มหาเราไม่เจอ คิดว่าเราขึ้นไปอยู่บนห้อง  ไปกระแทกประตูเรียกเราข้างบน  วิลัยลงมาเปิดประตูให้  เห็นเรานั่งหลับที่โซฟา   ปกติแล้ว เราหลับจริงแต่จะหูเบา  จะไม่หลับสนิทขนาดนี้  คืนนั้น จำได้ว่า ก็นั่งนี่แหละตั้งแต่เที่ยงคืน  เอาขาพาดยาวไปบนเก้าอี้  แล้วหลับไปตอนไหนไม่รู้  ตื่นมาอีกที 8 โมงเช้า  เราไม่เคยหลับสนิทขนาดนี้  วันนั้นไปทำงานสาย   อาบน้ำแทบไม่ทัน  เสียเวลาตอนสระผม เพราะเราชอบสระผมก่อนนอน และตอนก่อนไปทำงาน 
 
             เท่านั้นยังไม่พอ  ไปถึงที่ทำงาน  ยังมีอาการง่วงอีก  ทำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน  ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย  เดินจงกรมก็หัวทิ่มหัวตำ  หมดน้ำร้อนไปเป็นกระติก  ยังไม่หายง่วง นั่งสมาธิก็หลับ  จิตรวมตัวนิดเดียวก็คลายตัว  จนเราทนไม่ไหว  เมื่อก่อน 8 ชม. เต็มๆ ทำได้ทั้งวัน  เดี๋ยวนี้ได้อย่างมาก 2-3 ชม.เอง ( แต่สมาธิตรงนี้จะกลับมาแนบแน่นปกติเหมือนเดิม  ที่ไม่เหมือนเดิมคือ ทำได้น้อยลง ) 
 
             วันนี้ก็เหมือนกัน  อะไรมันจะง่วงขนาดนั้น  ได้ตอนบ่าย  บทจะเป็นสมาธิก็เป็นซะอย่างนั้น  แถมเป็นสมาธิแบบที่เคยทำให้คนอื่นวิ่งหนีกระเจิงมาแล้ว  เป็นสมาธิที่จะเกิดเวลาเราเกิดอาการไม่ชอบใจในความเป็นผู้หญิงของตัวเอง  มันมีพลังที่น่ากลัวมากๆ  วันนี้ไม่ได้คิดอะไรเลย ก็นั่งดูไปเฉยๆ  พอจิตรวมเท่านั้นแหละ  พุ่งพรวดมาทันทีเลย เราก็งง มาได้ไงหว่า ไม่ได้คิดอะไรเลย  โอภาสนี่สุดยอดเลย สว่างเจิดจ้ามากๆ พลังออกมาแรงมากๆ  เราก็ดู  ไม่หาคำตอบว่าทำไม เพราะทำไปเดี๋ยวก็รู้เอง  จะหาคำตอบไปทำไมให้เหนื่อย  2 ชม. เต็มๆ กว่าสมาธิจะคลายตัวลง  พอแผ่เมตตา กรวดน้ำ เอาอีกละ หาวอยู่อย่างนั้นเป็น 10 กว่าครั้งได้ เล่นเอาน้ำตาไหลออกมาพรากๆ  เราก็งง เฮ้ย … อะไรมันจะหาวมากมายขนาดนั้น หาวขนาดน้ำตาไหลยังกับคนร้องไห้ แบบนี้ไม่เคยเป็นเลยนะ  พักนี้อาการแปลกๆแฮะ …

เข็นๆๆๆๆ

 
              ยังไม่พอ .. ต้องเข็นๆๆๆๆๆ …  ยังคงมีค้างคา ( ความสบายใจ กิเลสตัวเอ้มเลย ) … ขูดๆๆถากๆๆๆถางๆๆๆๆ ออกไปอีก …

อย่าหนีเลย หนีไม่พ้นหรอก

 
           … เมื่อเริ่มเอาตัวรอดได้ ย่อมช่วยผู้อื่นได้ตามกำลังเท่าที่ช่วยแนะแนวทางให้ได้ .. แต่ตัวผู้นั้นต้องลงมือทำเอง ..
 
          วันนี้ก็เช่นเคย  มีคนโทรฯมาปรึกษาในสิ่งที่กำลังประสบอยู่  คนเราล้วนมีแต่ทุกข์ เพราะติดกับความคิดของตัวเอง  แถมมีการคิดจะหนีอีก  ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  เพราะทำใจยอมรับไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองคิดว่า มันทำให้เกิดทุกข์อยู่ตลอดเวลา  …
 
          ไล่สาวไปถึงต้นเหตุ  ว่าเหตุนั้นเกิดจากอะไร  ทำไมชีวิตถึงเป็นเช่นนี้  ….  การละเมิดบุพการีนี่จำไว้เลย ห้ามเด็ดขาด  แม้แต่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ แค่นิดเดียวก็ไม่ได้   ศิลข้อกาเมนี่อีก  อย่าทำเด็ดขาด แม้แต่คิด  เพราะมีผลต่อชีวิตและการปฏิบัติ ..
 
            คุยกับเขายาวมากเลยเป็นชม. คนกำลังทุกข์  … เข้าใจเขานะ  ถ้าไม่ทุกข์ไม่หันเข้าหาธรรมะ   ต้องขอบคุณความทุกข์กันนะเนี่ย .. คนนี้ก็เหมือนกัน  เคยสร้างเหตุไว้กับแม่ตั้งแต่เริ่มโตขึ้นมา  แม่พูดอะไร จะเถียง ไม่ชอบในสิ่งที่แม่พูด ก่อนที่จะจากบ้านมา ก็บอกกับแม่ว่า จะไม่มีวันกลับไปอยู่บ้านอย่างเด็ดขาด  … วิบากกรรม … ตอนนี้ลูกที่เพิ่งอายุไม่กี่เดือน ป่วยเข้ารพ.  เด็กคนนี้จะป่วยตลอด ทำให้ดูเป็นเด็กที่เลี้ยงยาก .. จริงๆแล้ว เด็กคนนี้เป็นเทพชั้นพรหมมาเกิด  ตั้งแต่แม่เขาเริ่มตั้งท้องแล้ว  เขาชอบทำกรรมฐาน  ทั้งๆที่ปกติไม่ชอบทำ  ช่วงนั้นแม่เขาจะมาปรึกษาตลอด เรื่องการเดินจงกรม นั่งสมาธิ  จนกระทั่งคลอด  แม่ไม่มีอาการแพ้ท้อง แต่พ่อแพ้ท้องแทนแม่  .. เด็กแรกคลอดแข็งแรงดี  แต่อยู่ๆไป กลายเป็นเด็กที่เลี้ยงยากไปได้  …  ตัวแม่เด็กก็เริ่มระหองระแหงกับพ่อเด็ก  โทษโน่นโทษนี่ประจำ  เพราะคิว่า ตัวเองมีทางเลือกอีกทาง คือ มีกิ๊กอะไรประมาณเนี้ย  ชู้ทางใจน่ะ  ซึ่งตอนนั้นเราเองก็พยายามพูดถึงเรื่องผลที่เขาจะได้รับ  ซึ่งมันไม่ยุติธรรมสำหรับสามีเขาเลย สามีเขาเหล้าไม่กิน ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เจ้าชู้  เพียงแค่ ไม่ช่วยทำงานบ้านอะไรประมาณนี้  … ช่วงนั้นเราเองก็ขี้เกียจคุยด้วย  คุยแล้วน่าเบื่อ พวกมักมาก ไม่รู้จักพอ ..
 
            ตัวเขาเอง .. ต่อมาไม่นานมาขออโหสิกรรมต่อเรา ที่บางครั้งคิดไม่ดีกับเรา แบบเห็นเราไม่สนใจเขา  เขาก็เลยคิดไม่ดีกับเรา  เลยโดนซะเต็มๆไปหลายเรื่อง   โดยที่เราเองไม่รู้เรื่อง เขาสารภาพเอง  ไม่คิดว่า เพียงแค่คิดไม่ดีกับเรา เขาจะต้องเสียทรัพย์มากมาย ครอบครัววุ่นวายไปหมด  เราบอกเขาว่า ไม่เกี่ยวกับเราหรอก ตัวเขาน่ะแหละ ทำผิดเต็มๆ  ไปให้คนอื่นกอดได้ไง ทั้งๆที่ตัวเองมีสามีเป็นตัวเป็นตน  เราบอกแล้วว่า แค่คุณคิดคุณก็ผิดแล้ว นี่ยังไปให้เขากอดอีก  กรรมมันติดจรวดนะ ก็ไม่นานเท่าไหร่โดนเต็มๆตามปากเราพูดไว้เลย  ..
 
           นี่มาปรึกษาว่า อยากจะหนีไปบวช  อยากไปให้ไกลๆ  .. เราบอกว่า จะหนีไปไหน หนีไม่พ้นหรอก  มันคือ สภาวธรรมที่มาแสดงให้เห็น กิเลสของตัวเขาเองทั้งนั้น  ถามเขาว่า คิดว่าหนีพ้นหรือ หนีจากตรงนี้ไป ก็ไปเจอที่ข้างหน้าอีก  เจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้นเอง  เขานิ่งไปพัก บอกกับเราว่า  เราพูดแบบนี้ ทำให้เขานึกถึงอดีต  มันก็เป็นจริงๆอย่างที่เราพูด …
 
          เราบอกว่า อันดับแรก ไปขออโหสิกรรมกับพ่อแม่ก่อน  ทุกครั้งที่คิดไม่ดี ต้องขออโหสิกรรม  ไม่งั้นนะเขาจะแย่อยู่อย่างนี้แหละ  เลี้ยงลูกแค่นี้ทำบ่น    ลองย้อนกลับไปมองสิ   ตอนที่ตัวเองยังเล็กๆแบเบาะ  พ่อแม่ทุกข์ทรมาณแค่ไหน กว่าจะเลี้ยงลูกโตขึ้นมา  นี่กลับบ้าน เลี้ยงลูกไม่กี่วันทำบ่น   เขาพูดต่ออีกว่า เวลาปฏิบัติก็ไม่มี  เราบอกว่า ทุกสิ่งที่เราทำคือการปฏิบัติ  เวลาซักผ้าอ้อมลูกน่ะ  รู้ลงไปสิกับมือที่กำลังซักผ้าน่ะ ไม่ใช่แค่ซักๆให้เสร็จๆไป  แล้วจะไปได้อะไร  เวลาพับผ้าก็ให้นั่งในท่าขัดสมาธิ  รู้ลงไปเวลาพับผ้า  กวาดบ้าน ก็ให้รู้ลงไป  เห็นไหมว่าทุกอย่างคือการปฏิบัติ  อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง  ..
 
          เราอธิบายเรื่องสภาวะให้เขาฟัง เพราะคนนี้เขามีพื้นฐานด้านการปฏิบัติมา   เราบอกว่า ตั้งแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา  การใช้ชีวิตในประจำวัน จนกระทั่งเข้านอนน่ะ  มันคือ สภาวธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น  มันคือกิเลสในจิตเราน่ะแหละ  ความชอบ ความชัง ความทะยานอยากทั้งหลาย  กิเลส ตัณหา ราคะ ทั้งหลาย  มันผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงให้เราเห็น  สุดแต่ว่า เรามีสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันได้ไหม  รู้ทัน เราก็ดูมันตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่เอาจิตไปข้องเกี่ยวกับมัน  อะไรเกิดขึ้น ให้ดู ให้รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าหนี อย่าไปคิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆทั้งสิ้น  ไม่งั้นมันไม่จบ เราก็ต้องหนีตลอดไป แล้วเมื่อไหร่จะจบล่ะ  ต้องยอมรับมัน เพราะเราเคยสร้างเหตุเอาไว้อย่างแน่นอน ผลมันจึงเป็นเช่นนี้ แก้ให้แก้ที่ปัจจุบัน  ให้หมั่นสร้างเหตุที่ดีในปัจจุบัน  ผลดีจะได้เกิดในอนาคตแน่นอน  สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไปแก้ไขอะไรไม่ได้  แค่ยอมรับมัน และอยู่กับมัน  เดี๋ยวไตรลักษณ์เขามาแสดงให้เห็น มันก็จบ  จบสภาวะนี้ สภาวะอื่นมาอีกแล้ว  มันจะแปรเปลี่ยนไปอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา  ยิ่งทำยิ่งเห็นกิเลส  จิตจะถูกขัดเกลาไปเรื่อยๆ ( พูดยาวเลยเรา )  สุดท้ายเขาเข้าใจ  เขาบอกว่า เขาจะเริ่มต้นใหม่หมด จะพยายามทำแบบที่เราบอก  ไม่อยากทุกข์ใจแบบนี้อีกแล้ว   .. เราอนุโมทนากับเขา  แล้วย้ำอีกว่า ทำให้จริง ทำจริงได้ของจริง  .. แล้วก็เรื่องกิ๊กของเขา  เราบอกว่า ชีวิตทั้งชีวิตจะเอามาทิ้งแค่เรื่องแบบนี้เองเหรอ  .. 
 

สมาธิมีประโยชน์ ถ้ารู้จักนำมาใช้

 
                   เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านๆมา  ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายสิ่งหลายอย่าง   ความหวง ความห่วง ความยึดติดในอะไรหลายๆอย่างค่อยๆผ่อนคลายออกไป นับวันจะหมดไปจากใจ   นับวันจิตนี้มีแต่ความอิ่มเอิบตลอด     มีแต่ความสุขใจตลอดเวลา  … 
 
                    เห็นอะไรๆ มันเริ่มเข้าใจไปหมด  ทุกอย่าง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เราลืมตาตื่นขึ้นมา มันคือ สภาวธรรมของเราและของแต่ละคนนั่นเอง  สุดแต่ว่ากิเลสตัวไหนเขาจะออกมาแสดง  แล้วตัวเรานั้น รู้เท่าทันกิเลสไหม  หรือ เต้นแร้งเต้นกาไปตามกิเลส ความทะยานอยากทั้งหลาย ..
 
                    จิตสงบมากๆ อิ่มเอิบใจมากๆจากการที่ได้ชี้แนะแนวทาง   ที่คิดว่า เราน่าจะพอช่วยเหลือแบ่งปันจากประสพการณ์ที่เราได้ผ่านๆมา   ให้โดยไม่หวังจะได้อะไร  ทุกคนไม่ว่าใครๆก็ต้องการความสุขใจ  สุดแต่จะหาวิธีการที่จะหาความสุขนั้นมาใส่ตัว ..
 
                     ก่อนที่สมาธิจะก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้  เมื่อก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่ง  ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่  สมาธิจะถ่ายเทไปหาผู้คนที่กำลังสับสน หรือ กำลังมีความทุกข์   หรือ กำลังเกิดสภาวะอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่ไม่ดี  เหมือนไปเติมพลังให้คนเหล่านั้นสดชื่นขึ้นมา   ช่วงนั้นยอมรับว่าเครียดและสับสนมาก  เพราะไม่เคยเจอสภาวะเช่นนี้   ซึ่งจริงๆแล้ว มันบ่งบอกถึงว่า เรายังเห็นแก่ตัวอยู่  กลัวสูญเสียสมาธิ แล้วทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า  เดี๋ยวนี้สบายมาก  ไม่ว่าใครๆมาหา หรือมีปัญหาเต็มใจให้หมด  ไม่มาคิดมากแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว   ให้ใครได้ให้ทันที  ก็เลยทำให้มีประสพการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากขึ้น   การที่สมาธิเราไหลไปที่คนอื่นๆนั้น ทำให้เรารู้ว่า สภาวะตอนนั้นเขาเป็นอย่างไร
 
                      จากการที่ได้สนทนากันที่ผ่านมาเมื่อกี้  สัมผัสได้ชัดเจนมากๆ  .. ก็ไม่คิดอะไร   ปล่อยให้สมาธิไหลไปที่คู่สนทนาอย่างต่อเนื่อง  จนเริ่มรู้สึกมึน  เลยต้องให้เขาช่วย  เพียงเราแนะนำให้เขาหายใจยาวๆ ให้ดูสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่า  เรากำลังให้เขาช่วยผ่อนคลายให้กับจิตตัวเอง  ซึ่งก็ได้ผล    เมื่อเขาผ่อนคลายได้ สมาธิเราก็ไหลเบาบางลง แต่ยังไหลไปเรื่อยๆ     อย่างน้อยยังดีกว่าไหลไปแรงๆ  เรามึนหัวไปหมด   เมื่อมึนหัวมากๆเราก็ทนไม่ไหว  …
 
                       นี่แบบนี้ดีกว่าไปรู้หนอ เห็นหนอเรื่องชาวบ้าน  พาลปวดหัว ทำให้วุ่นวาย  มีแต่กิเลส  แบบนี้ เท่ากับไปช่วยเสริมให้จิตเขาสบายขึ้น  ผ่อนคลายมากขึ้น   นี่แหละประโยชน์ของสมาธิถ้ารู้จักนำมาใช้งาน  มันจะมีแต่กุศล มันจะนำมาซึ่งความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

แม่เหว่าเสีย

 
                 เหว่า .. เป็นเพื่อนสนิทที่เราเหลืออยู่ไม่กี่คน  นานแล้วสินะที่ไม่ได้เจอกับเหว่าเลย  ตั้งแต่เหว่ามีครอบครัวไป อะไรๆก็เปลี่ยนไป เวลาที่เคยมีให้ในกลุ่มเพื่อนๆที่สนิทกันไม่มีเหลือแล้ว ชีวิตของเหว่ามีแต่ครอบครัว …

 
               ตั้งแต่ ป๋าตายไป  ก็นานแล้วเหมือนกัน  ในกลุ่มเราจะมีกันอยู่แค่ 3 คนนี่แหละ ที่คุยกันแล้วเข้าใจกัน  เหว่าจะเป็นห่วงเราเสมอ จะพูดเสมอๆว่า ตัวเอง ระวังรักษาตัวให้ดีนะ  ป๋าก็ไปละคนหนึ่ง  ตัวเองระวังล่ะ เหว่าก็ไม่มีเวลาที่จะมานัดเจอกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ..
 
               คิดถึงป๋า … ป๋าจะอายุน้อยกว่าเพื่อน  ยังไม่ถึง 30 ดี เสียชีวิตก่อนเพื่อน .. โรคเอสแอลอี ไม่เคยปราณีใคร  …  คนใกล้ตัวเริ่มทะยอยเสียชีวิตไปทีละคน  .. นกก็เอสแอลอี .. พอมีลูก ภูมิแพ้ที่เป็นอยู่กำเริบขึ้น  .. จำได้ช่วงนั้นนกจะพูดให้ฟังเสมอๆว่า ไม่อยากมีลูก เพราะชอบฝันบ่อยๆว่า ตัวนกนอนหลับตา แล้วมีเด็กคลานอยู่รอบๆตัว  นกบอกว่า ถ้ามีลูกต้องตายแน่ๆ แต่แฟนอยากมี  เราเองตอนนั้นยังใช้ชีวิตสนุกสนานตามกลุ่มเพื่อนๆที่มีอยู่หลากหลาย  ก็ไม่ได้คิดมาก เพียงแต่พูดกับนกไปว่า อย่าคิดมากเลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  ให้หมั่นทำบุญใส่บาตรเยอะๆ  …  ท้ายสุด  นกก็เสียชีวิตจริงๆ เมื่อลูกสาวตัวน้อยๆอายุ 1 ปี เพียงตัดเล็บให้ลูก แล้วจมูกเล็บของลูกข่วนเนื้อเท่านั้นเอง   เชื้อโรคถือโอกาส   24 ชม.  นกเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น ..
 
              ตื้อๆในใจอีกละ .. พอนึกถึงเพื่อนๆที่เสียชีวิตไป หรือคนที่รู้จักที่เสียชีวิต .. เหว่ายังคงขี้เกรงใจเหมือนเดิม  ส่งข้อความมาทางโทรฯ   คงเหนื่อยใจมากเลยสิเหว่า ไหนจะสามี ไหนจะลูก 2 หรือ 3  คน เราก็จำไม่ได้ละ ไม่ได้เจอกันนานมากๆ   ไม่อยากไปงานศพ  ไม่ชอบไปงานศพ ไปทีไร เราไม่สบายทุกที เรี่ยวแรงไม่รู้หายไปไหนหมด    .. แต่นี่คงต้องไป เพราะเป็นเพื่อนสนิทที่เหลืออยู่คนเดียวในตอนนี้  ..
 
                ตัวเราเองก็ไม่เคยประมาทกับโรคที่เป็นอยู่ .. ต้องใช้คำว่า เคยเป็นซะมากกว่า  หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่หันมาปฏิบัติ  ไม่เคยป่วยอีกเลย จะไม่สบายส่วนมากก็เล็กๆน้อยๆ  ไม่ก็ติดหวัดจากพนักงานที่เข้ามาหา ..
 
              ใจโหวงเหวงบอกไม่ถูก .. ความตาย .. เสียดายเวลา .. เสียดายแทนผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่เข้าใจในสติปัฏฐาน 4 .. ชีวิตนี้ช่างสั้นนัก ..  ต้องเวียนวนกันอีกกี่ภพกี่ชาติ  .. สักวันหนึ่ง  … ตื้อในใจมากๆ พูดไม่ออก …
 
นับต่อจากวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร
ต้องสุขต้องทุกข์แค่ไหน ไม่ว่าหัวเราะหรือว่าร้องไห้

ขอให้เธอรู้อะไรไว้ซักอย่าง ว่าเวลานั้นจะนานสักเพียงไหน
ฉันจะยังเป็นคนเดิม ไม่มีวันที่ฉันจะเปลี่ยนไป 

* Good bye (good bye) my friend (Oh my friends)
เธอยังคงอยู่ลึกภายในใจฉัน
So long (so long) my friend
เธอคือความทรงจำ ที่ยังคงสวยงาม 

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ยากเย็นแค่ไหนเมื่อเราห่างกัน
เรื่องราวของเธอและฉัน จะอยู่ตรงนั้นเมื่อเราหลับตา

ขอให้เธอรู้อะไรไว้สักอย่าง ต่อให้เวลาจะนานสักเพียงไหน
ฉันจะยังเป็นคนเดิม ไม่มีวันที่ฉันจะเปลี่ยนไป

และฉันจะให้เพลงนี้แทนสัญญา ต่อให้เวลาจะผ่านพ้น
แต่เรื่องเราจะไม่พ้นไป (ในทุกๆอย่าง)
จะเป็นดังวัล  ที่ฉันยังอยู่ใกล้ๆ 

( *,* )

ไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหน คิดถึงฉันไว้เมื่อเธอหลับตา

http://feelfree.exteen.com/20080807/lipta-ost-wish-to-see-you-again

 
 
 
 

การเดินทาง

 
                  ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี  … การบอกเล่าเรื่องราว .. เดี๋ยวนี้ความคิดมันดับเร็วมากๆ  บางทีมันตื้อขึ้นมาเฉยๆ  บอกไม่ถูก ..
 
                 วันที่ 12 เมย. ออกเดินทาง 2 ทุ่มกว่าๆ   ปุ๋ยโทรฯมาคุยด้วย … รถติดมากๆ ฝนตกตลอดทาง ข้างทางมีอุบัติเหตุชนกันหลายคัน ถึงพิษณุโลก ตี4 ใกล้ๆตี 5  ไปวนอยู่ที่นครสวรรค์อยู่ตั้งนาน  ถึงนครสวรรค์ ตี 2.20 น. หาทางออกไม่เจอ คือ วสันต์เขาแวะไปรับน้องสาวที่ทำงานอยู่รพ. ที่ตัวจังหวัดนครสวรรค์  กลางคืน เด็กแว๊นเยอะจริงๆ  ป้ายบอกทางนี้ไม่มีเลยว่าไปทางไหนบ้าง ดีที่มีรถคันหน้าเขาวิ่งเลี้ยวไปอีกทาง เลยบอกแหม่มว่า ลองเลี้ยวตามไป หลงก็ต้องหลง ก็เล่นปิดทางหมดเลย แถมไม่มีป้ายบอกอีกว่าให้ไปยูเทินตรงไหน ( แอบนินิทากัน บ้านนอกจริงๆ ทั้งที่ปากน้ำก็บ้านนอก แต่ยังมีป้ายบอกตลอดทางว่าให้ไปทางไหน ที่นี่ไม่มีเลย )   เราก็นั่งหลับๆตื่นๆตลอดทาง เมื่อยคอเป็นบ้า คือรถเขาน่ะมีเบาะพิงศรีษะ แต่เราดันหัวไม่ถึง  ต้องเอาหมอนดันหลัง ถึงจะพิงได้  ..
 
                  พอถึงพิษณุโลก  ท่านปรีชามารอละ มากับเด็กที่วัด เอารถที่วัดมารับ  เราก็ฟังท่านคุยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง  ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ลืมตาตื่นมาอีกทีถึงทางเข้าวัดแล้ว หมอกลงตลอดทาง   วันแรกที่เดินทางมาถึง ประทับใจมากๆ  อากาศเย็นสบาย สดชื่นมากๆ
 
                  มีแต่ป่า มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า  ชอบมาก นี่ คือความรู้สึกวันแรก…  ที่พักเป็นเหมือนห้องพักทั่วๆไป มีห้องน้ำในตัว สร้างแยกออกมาอยู่ใกล้ป่า ห้องยังไม่เสร็จ  ประตูยังไม่มีกลอน ห้องน้ำยังไม่มีประตู ไฟใช้สายต่อไว้ ยังไม่สวิทข์เปิดปิดไฟ  ..
 
                   มีลูกหมาน้อยหลายตัว  มีอยู่ตัวขี้ประจบมากๆ สมกับเป็นน้องหมาวัดเสียจริงๆ  ..  เที่ยงกว่าๆ คุณนุมาพร้อมกับคู่แฝดเขา พาภรรยามาด้วย    เก่งมากๆเลยคู่แฝดคุณนุเนี่ย  ปริยัติน่ะ  เราคุยกับสองคนนี้แล้วได้ความรู้เยอะมากๆ  แต่ .. ขออภัย .. จำไม่ได้แล้วว่าคุยกันเรื่องอะไรบ้าง  อีกอย่าง เรื่องบางเรื่องนำมาเล่าตรงนี้ไม่ได้ …
 
                   ถึงเวลาต้องอาบน้ำ  เราก็ลืมดันเอาผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัวมา  เราก็เอาเสื้อกล้ามนี่แหละ ใช้แทน พอดีขนมาหลายตัว  .. น้ำปะปา แต่ใส่ถังแล้วไม่ค่อยสะอาด  แต่เราก็อาบๆไป ไม่สนใจอะไร  เป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย ตามปกติของเขา  ดีคุณสมจิตไม่มาด้วย ไม่งั้นงานนี้มีโวยแน่นอน  … เราตั้งสัจจะไว้ไม่มีการนอนให้หลังแตะพื้นในระหว่างที่พักอยู่ที่วัด  ทานมื้อเดียว แต่เล่นน้ำปานะวันละ 4 ถึง 5 กล่อง  ก็เช้ามา 2 กล่องละ  เย็นอีก 2 กล่อง ดึกๆอีก 1 กล่อง  แล้วจะผอมลงได้ยังไง …
 
                    อากาศที่นี่กลางวันจะร้อนมากๆ  แต่เราก็ทนได้นะ ไม่ได้บ่นอะไร  คือ แค่รู้ว่ามันร้อน แล้วมันก็รู้สึกเฉยๆอะไรประมาณนั้น ไม่ได้รู้สึกว่ามันร้อนไปตามอากาศ  ..  แต่จะว่าไปแล้ว ที่นี่สัปปายะดีมากๆ เหมาสำหรับผู้ที่ต้องการปลีกวิเวกจริงๆ  ไม่มีผู้คนเพล่นพล่าน  ที่พักแยกออกไป  มองไปทางไหนมีแต่ภูเขาและป่า  กลางคืนมีแต่เสียงจั๊กจั่นร้องระงม เสียงไก่ขัน ไก่ที่นี่ขันแปลกๆ ขันตอนเที่ยงคืน  … ไก่แจ้  พระท่านบอกว่า ที่นี่ไก่ป่าเยอะมากๆ     อากาศกลางคืนสดชื่นมากๆ  เย็นสบาย  ที่เดินจงกรมนี่แล้วแต่เราจะเลือกเลย มีให้เลือกเดินได้เยอะมากๆ  มองไปที่ท้องฟ้า ท้องฟ้าสวยมากๆ มองเห็นดวงดาวเต็มไปหมด  ที่บ้านน่ะไม่มีโอกาสจะได้เห็นดาวที่ชัดแจ๋วขนาดนี้  เห็นพระจันทร์ด้วย พระจันทร์สีส้ม สวยมากๆ  อยู่กึ่งกลางระหว่างต้นไม้สองต้น สวยมากๆ    มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลบอบอวลไปหมด  ที่นี่เทวดาเยอะมากๆ  เรารู้ตั้งแต่เข้ามาถึงวัดละ  วิญญาณก็เยอะมากๆ ..
 
                    ขำๆตัวเอง … เดี๋ยวนี้ความคิดเกิดดับเร็วมากๆ  … เดี่ยวนี้เหมือนกับว่า ไม่ค่อยจะอยากพิมพ์อะไร  ความคิดมันเลือนๆไปหมด  ถ้าจะพูดต้องพูดตั้งแต่แรกๆ  คือประเด็นมันหลายเรื่องรวมๆกัน
 
                    เวลาสองทุ่มของที่นี่ ยังกับบรรยากาศเที่ยงคืนที่บ้านเรา  ก็เดินจงกรมที่ลานดิน ให้ความรู้สึกตัวดีมากๆ  พื้นดินจะมีร่องรอยน้ำเซาะ พื้นผิวไม่เรียบ เป็นการช่วยกระตุ้นฝ่าเท้าไปด้วย 
 
                   
 
                  
 
        

ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์ไหนๆ

 
                                     ปญฺญาสหิโต นโร อิธ ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ
 
                            คนมีปัญญาอยู่แล้ว ยอมหาสุขได้แม้ในยามทุกข์
 
     ปัญญานี้ แม้เราจะอยู่โดดเดี่ยวก็ตาม  หรืออยู่ในหมู่คณะก็ตาม  เมื่อประกอบปัญญาโดยชอบแล้ว ย่อมนำตนและหมู่คณะพ้นจากความเสื่อมหายนะได้อย่างแน่นอน  ผู้ใช้ปัญญาในทางที่ชอบ เขาจะไม่พบทางหายนะในทุกสถาน  ดังมีพระพุทธภาษิตบรรหารตรัสรับรองไว้ในสัตตกนิบาตชาดกว่า
 
                                  คณํ วา ปริหาเร ธีโร เอเก วาปี ปริพฺพเช
 
    ผู้มีปัญญา จะบริหารหมู่คณะก็ตาม จะอยู่โดดเดี่ยวก็ตาม คงเว้นหายนะได้แน่นอนดังนี้
 
   ปัญญานั้นมีคุณอันประเสริฐ และประเสริฐกว่าทรัพย์ไหนๆ  ที่นอกเหนือจากนี้คือ ปัญญานี้ เมื่อได้อบรมให้มีในตัวของเราแล้ว  ย่อมติดตามช่วยตัวเราได้ทุกที่ทุกสถาน และไม่รู้จักหมดสิ้น ทั้งโจรโขมยก็ลักไปไม่ได้  ส่วนทรัพย์นั้น เราไม่ได้ประมาทว่าไม่มีประโยชน์เสียเลยทีเดียว  ต่างแต่ว่าทรัพย์นั้นนั้นแหละอาจนำภัยมาสู่ตัวเราได้ด้วย
 
              ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้เตือนถึงภัยของผู้มีทรัพย์แผ้ยังมัวเมาในทรัพย์ว่า " ปัญญาเทียวประเสริฐกว่าทรัพย์ "
 
       ปัญญาเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์แต่ละประการ และยิ่งได้นำไปใช้โดยถูกต้องแล้ว จะเกิดผลไพศาล เป็นวิทยาการให้เกิดความรุ่งเรืองแก่ชีวิตเป็นเอนกประการ ไม่มีความมหาไพศาลอันใดที่เกิดแก่มนุษย์ยิ่งไปกว่าปัญญานี้เลย
 
        " ข้อว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ " นั้น ทรัพย์ในที่นี้ได้แก่สังหาริมทรัพย์ มี แก้ว แหวน เงิน ทอง เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ เป็นต้น อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ เรือกสวน   ไร่นา เป็นต้น  อันเป็นเครื่องให้ความสุขความสบายแก่เจ้าของได้ตามความต้องการ แต่ทั้งนี้ก็ให้ความสุขสบายแก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น  อาจหมดสิ้นไปในเมื่อมอบให้แก่ผู้อื่น อาจถูกเขาโกงไป  ถูกโจรผู้ร้ายแย่งชิงเอาไป หรือถูกไฟเผาผลาญ  รวมความว่าเป็นของสิ้นไปเสื่อมไปได้  ถ้ายิ่งผู้ใช้ขาดปัญญา ความเฉลียวฉลาดในการปกครองดูแลทรัพย์เหล่านั้น อาจเป็นภัยต่อเจ้าของ ถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ได้รับความคับแค้นใจก็มี พึงเห็นดังเรื่องเศรษฐีบุตรเป็นตัวอย่าง
 
         มีเรื่องเล่าว่า  บุตรเศษฐี เกิดในกรุงพาราณสี  มั่งมีทรัพย์นับได้ ๘๐ โกฏิ  มารดาบิดามิได้ให้ศึกษาศิลปวิทยาการเครื่องเลี้ยงตัวอย่างไร  นอกจากให้เรียนแต่เพียงวิชาฟ้อนรำ  ขับร้อง และดนตรีเท่านั้น  เพราะหวังว่าไม่ให้ลูกลำบาก ด้วยเห็นว่า  ทรัพย์ ๘๐ โกฏิที่มีอยู่  ก็ให้ความสุขแก่ลูกได้อย่างสบาย   เมื่อเขาเจริญวัย   ได้ทำการแต่งงานกับธิดาของตระกูลผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิเช่นเดียวกัน  มารดาบิดาของเธอก็ให้บุตรสาวของตนเรียนแต่เพียงวิชาฟ้อนรำ ขับร้อง และดนตรีเท่านั้น   เมื่อมารดาบิดาของเขาทั้งสองได้ถึงแก่กรรมแล้ว  ทรัพย์ ๑๖๐ โกฏิรวมอยู่ในเรือนเดียวกัน   ต่อมาถูกพวกนักเลงสุราชักชวนพาให้หลงไปในทางอบายมุข  จ่ายทรัพย์เลี้ยงพวกนักเลงสุราจนทรัพย์ ๑๖๐ โกฏิหมดไป    ผลสุดท้ายต้องขายพัสดุที่มีอยู่  และขายเรือนของตนเป็นที่สุด  เมื่อตนสิ้นทรัพย์  พวกนักเลงก็ตีตนออกห่าง ไร้ญาติขาดมิตรที่พึ่งพิง  เป็นคนกำพร้า อนาถา หาที่อยู่ไม่ได้   ต้องอาศัยฝาเรือนของผู้อื่น  ถือแผ่นกระเบื้องเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพ  นี่เป็นทัศนะให้เห็นว่า คนขาดปัญญา ถึงจะมีทรัพย์อยู่มากมายก้ยังปกครองรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้  ดังเศษฐีบุตรนี้ ฯ
 
                   ส่วนปัญญานั้น  เป็นสมบัติที่ยื่นโดยให้กันไม่ได้  ทั้งโจรผู้ร้ายก็แย่งชิงเอาไปไม่ได้  ถึงแม้จะใช้ก็ไม่หมดสิ้นไป  กลับจะทำให้เกิดเฉลียวฉลาดยิ่งขึ้น  ยิ่งใช้บ่อยๆยิ่งเจริญชำนิชำนาญมากขึ้น  ถึงคราวเข้าที่คับขันก็สามารถป้องกันได้แม้ชีวิต  ที่สุดสามารถจะปกครองตัวของตัวเองไว้ได้  สมด้วยพุทธภาษิตบรรหารที่ตรัสไว้ในสคาวรรคสังยุตตนิกายว่า
 
                                                ปญฺญา เจนํ ปสาติ
 
                               ปัญญาย่อมปกครองบุรุษนั้นไว้ได้   ดังนี้
 
                   ยิ่งกว่านั้น ปัญญานี้ยังเป็นแสงสว่างนำบุคคลผู้ได้อบรมให้มีในตนแล้วได้รับแสงสว่างไสวแก่ชีวิตอย่างแท้จริง  จะไม่มีอับจนมืดมิดใดๆอันจะเป็นเหตุให้ติดใจและข้องใจอยู่ได้เลย  ผู้มีปัญญาแล้ว  ย่อมเป็นผู้เด็ดขาดในการตัดสินใจได้ฉับพลันทันต่อเหตุการณ์ทุกสถาน  และทั้งสามารถปราบความโง่เขลาอันเป็นตัวอวิชชาให้สูญสิ้นโดยสิ้นเชิง  กลับกลายสภาพให้เป็นความสว่างไสวแก่ชีวิตอย่างไพศาล  คังต้องพุทธบรรหารในสคาถวรรคสังยุตินิกายว่า
 
                                    ปญฺญา  โลกสฺมิ  ปชฺโชโต
 
                              ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
      
 

คำสอนหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ไม่ธรรมดา


               คำสอนหลวงพ่อจรัญ  ที่ท่านพูดบ่อยๆนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ  เมื่อที่เรายังไม่ผ่านจุดนี้มา  เราฟังหลวงพ่อพูดประจำ  ก็คิดว่าไม่มีอะไร  หลวงพ่อจะพูดเสมอๆว่า ไม่เรียนหรือจะรู้  ไม่ดูหรือจะเห็น  ไม่ทำหรือจะเป็น  จะลำเค็ญย่ำแย่ จนแก่ตาย  มีปรศนาคำซ่อนอยู่นะ 

               คำว่า ไม่ดูหรือจะเห็น  ถ้าว่าตามคำศัพท์  ดูก็คือ มอง  เห็นก็คือมอง  ตามภาษาชาวบ้าน    นี่ลองถามคนในแผนกนี้  เขาบอกว่า ดูกับเห็นมันก็เหมือนกัน   มันมีความแตกต่างอยู่  แตกต่างโดยสภาวะที่เกิดขึ้น  ดูนี่ใช้ตานอกดู   เห็นนี่ใช้จิตดู

               เริ่มเข้าใจคำสอนของพระครูภาวนานุกูลมากขึ้น ที่ท่านบอกว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น  ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  รู้ลงไป แล้วอยู่กับมัน  แล้ววิปัสสนา ( เห็นตามความเป็นจริง ) เกิดขึ้นเอง

                เมื่อถอดใจความของคำพูดออกมาแล้ว จะได้ดังนี้  ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นี่คือ สติ  รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น  นี่คือ สัมปชัญญะ  แล้วอยู่กับมัน  คือ จงมีสติ สัมปชัญญะ  ขณะที่เกิดสภาวะแต่ละขณะที่เกิดขึ้น   … อยากจะอธิบาย แต่อธิบายไม่ถูก  แต่ตัวเองเข้าใจ  …

                 ตั้งใจไว้ว่า จะเรียนให้จบนักธรรมเอก  ไม่งั้น อธิบายให้เห็นเป็นภาพที่ชัดเจน ลำบากมากๆ   คือ คำบางคำ ต้องอิงปริยัติ  มันเป็นศัพท์เฉพาะตัว   ดูแค่คำอธิบายข้างบน แบบว่าเราเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่เวลาจะอธิบายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  เพิ่งรู้ว่า มันยากเหมือนกันแฮะ
           

เริ่มรู้เท่าทันมากกว่าเมื่อก่อน

       สิ่งที่้อธิษฐานไว้ก่อนที่จะออกเดินทาง ได้เป็นจริง คือ  1.ขอให้เมนส์มาก่อนวันที่ 12 เม.ย. นี้ ( ปกติมาวันที่ 12 )  2.ขอให้มาแค่ 3-4 วัน ( ปกติมา 7 วันอย่างต่ำ ) 3.ขออย่าให้ทรมาณแบบทุกครั้ง ( ครั้งนี้แค่ปวดเตือนล่วงหน้า 2 วัน ระหว่างที่เมนส์มาจะมีแค่รู้ว่าปวด ไม่ทรมาณแบบทุกครั้ง  ทั้งที่ยังมีอาการ bleed เหมือนเดิม ) แต่ยังมีอาการอ่อนเพลียตลอดในช่วงที่มีเมนส์

        วันนี้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ  แข็งแรงดี  อาการอ่อนเพลียหายไป  ช่วงเช้านี้ จิตรวมตัวได้ง่าย ทั้งๆที่เดินแค่ 15 นาที แล้วก็นั่ง คือ กะนั่งแค่ 30 นาที กลัวมีพนักงานมาหาช่วงเช้า  ขณะที่เป็นสมาธินั้น สมาธิแนบแน่นดีมากๆ โอภาสเกิดตลอด  สมาธิแรงมาก เราเพียงดูอย่างเดียว  เวทนาเกิดก็เพียงแค่ดู  อาการปวดร้าวไปทั้งหลังเกิดขึ้นรุนแรงมากๆ พร้อมๆกับโอภาสสว่างจ้าไปหมด  เหมือนครั้งแรกที่เคยผ่านสภาวะนั้นมา  แว่บแรกเกิดความยินดีขึ้นมา เพราะจำสภาวะก่อนที่จะเกิดได้ดี  พอเกิดความยินดี มันก็ดับลงทันที  มันดับของมันเอง  เพราะรู้ว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง  คือความคิดมันเกิดโดยอัตโนมัติว่า  ดู รู้ อยู่กับมัน  เมื่อเกิดความยินดี ก็เลยดับทันที  เดี่ยวนี้เริ่มรู้ทันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

          ความยินดีคือ ความอยากตัวหนึ่ง ก็ดูไปเรื่อยๆ สมาธิเกิดต่อเนื่อง ถ้าสมธิแรงมากๆ โอภาสจะสว่างตามกำลังของสมาธิ  เสียงนาฬิกาดังครบ 1 ชม. ที่ตั้งไว้  เอื้มมือไปกดปิด  แต่สมาธิยังไม่คลาย  ยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง ก็เลยนั่งต่อ ยังไม่แผ่เมตตา  จนกระทั่งสมาธิเริ่มคลายตัว  จึงได้แผ่เมตตากรวดน้ำ ลืมตาขึ้นมา 2 ชม. เต็มๆ ขณะที่จิตเป็นสมาธิ  แผ่เมตตากรวดน้ำที เหน็บกินขาเลย 

           ใจก็คิดว่าา ถ้าเป็นสมาธิไปในระดับนี้ได้ตลอด  คงอีกไม่นาน .. ใจคิดแค่นี้  ตอนนี้จิตอิ่มเอิบมากๆ รู้สึกสดชื่นมากๆ   รู้สึกโล่งไปหมด  บอกไม่ถูก   ความง่วงเหงาหาวนอนไม่มีเลย   สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  ตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคือสภาวะหนึ่งเท่านั้นเอง  ขอเพียงเรามีสติ สัมปชัญญะตลอดเวลา  เราย่อมสามารถเห็นตามความเป็นจริงได้  จิตเราย่อมไม่ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้น ..

            วันนี้วันเสาร์  แผนกที่เรานั่ง มีเราอยู่แค่คนเดียว  พวกสำนักงานเขาหยุดกันหมด  นี่มาอีกที่แผนก   ที่นี่เล่นคอมฯได้  มีหลายเครื่อง  แต่ปกติเราไม่ค่อยออกมาหรอก  วันนี้จะต้องเดินทาง  .. ก็เลยแว่บมาบันทึกเรื่องราวไว้ก่อน   ไม่งั้นลืมหมด สภาวะที่ผ่านมา  …

             ตอนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่  จิตไปคิดถึงแหม่มว่า  ตกลงจะไปกี่โมงกันแน่  ถ้าออกมืดหน่อยก็ดี จะได้ไปถึงที่นั่นใกล้รุ่ง  ก็มีเสียงผู้หญิงพูดว่า สองทุ่ม  เราก็นิ่ง  เพราะตอนนี้เริ่มชินกับเสียงที่ได้ยินแล้ว  เสียงที่ไม่มีตัวผู้พูด   … มันก็แปลกนะ .. เราเพิ่งเลิกงาน กำลังจะกลับบ้าน แหม่มโทรฯมาบอกว่า เปลี่ยนเวลาจาก 6 โมงเย็น เป็นสองทุ่ม  … 

               พระท่านโทรฯมาหา เป็นห่วงเราว่าจะต่อรถไม่ถูก  ท่านบอกว่า พอถึงพิษณุโลกแล้ว  ให้โทรฯหาท่านด้วย  เวลาขึ้นรถไปขึ้นที่ท่าบขส.ของพิษณุโลก  แล้วขึ้นสายอิสาน  รถผ่านทุกสาย ให้ลงที่น้ำตกแก่งซอง ใกล้ๆรีสอร์ทซับไพรวัลย์  ..  ท่านจะออกมารับที่ปากทาง ..

                 … เดี๋ยวก็รู้ว่า ต่อไป วลัยพร จะเป็นยังไง …

Previous Older Entries

เมษายน 2009
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: