ฝันแปลกๆ

ตกลงไม่ได้นอนยาว  แต่นั่งหลับบนโซฟา   จับพองยุบไปมา  สักพักเกิดสมาธิ  สลับกับรู้ตัวตลอด   ยังเปิดเพลงธรรมะของจีนอยู่   เปิดไปเรื่อยๆ  ไม่ได้ฟังสถานีหลวงตา     หนังสือก็ไม่ได้อ่าน  เพราะตอนนั้นปวดหัวมากๆ  เลยอยากฟังอะไรๆที่ผ่อนคลายมากกว่า  …
                               
มีบางช่วงที่รู้สึกว่าดิ่งแล้วขาดหายไป   ฝันนะ  ฝันว่ามีผู้หญิงผมสั้น  หน้าม้าหน้าตาดีนะ  แต่งตัวแบบนายทหาร   ทหารเรือ  ไม่แน่ใจว่ายศอะไร  เสื้อขาว ทับในเรียบร้อย กระโปรงสีน้ำเงินกรมท่า  รองเท้าคัชชู   มีเด็กผู้หญิงอยู่ด้านหลังเขาคนหนึ่ง  เด็กคนนั้นยืนเฉยๆ  ตัวเขากำลังชะเง้อชะแง้หาทางเข้าบ้านเราให้ได้  แปลกดี  ในฝันน่ะ  เราว่าเรามองผ่านทะลุประตูไปเห็นเขาได้  เหมือนประตูเป็นกระจกใสๆธรรมดาอย่างนั้นแหละ   เราเห็นเขาจ้องเราแบบอาฆาต  แบบโกรธแค้น  เขาจะเข้ามา  แต่เข้าไม่ได้  ว่าเขาไปด้านหลังบ้าน  เขาก็เข้าไม่ได้  มันมีพลังแผ่ไปทั่วบ้านเรา   แล้วเราก็ได้ยินเสียงเพลงธรรมะจีนที่เปิดฟังนี่แหละ  ชัดเจนมากๆ ทำให้เราตื่นจากความฝัน  พร้อมกับรู้สึกถึงอาการไม่สบายที่ค่อยยังชั่วขึ้น  ..
                              
ใครกันหนอ  … เราจำได้ว่าเราไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับใคร  ยิ่งคนมีเจ้าของนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย  หางตายังไม่แล   แล้วนี่ใคร  มีเด็กน้อยด้วย  แล้วเขามาโกรธอะไรเรา  …
                              
ก็จะขึ้นไปปฏิบัติแผ่ให้กับเขา   ตอนนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อหัวค่ำ   อาจเป็นไปได้เนื่องจากคำขออโหสิกรรมที่เราใช้อยู่  ตอนนี้เรากล่าวเอ่ยงดโทษอโหสิกรรมต่อทุกๆเจ้ากรรมนายเวรที่มีวิบากร่วมกับเรา  ว่าเรางดโทษอโหสิกรรมต่อโทษล่วงเกินอันั้นที่เขาเหล่านั้นได้เคยกระทำกับเรา  ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม  ขอให้กรรมที่เราได้เคยร่วมสร้างกันไว้ ขอให้จบสิ้นเพียงภพนี้ชาตินี้  อย่าได้มีเวรกรรมแก่กันและกันอีกเลย  ข้าพเจ้าขออนุโมทนา  นี่เราจะขอแบบนี้หลังจากที่เรากล่าวขออโหสิกรรมต่อเขาก่อน  …
                             
ตอนนี้ใจเรามันกลัวเรื่องเวรกรรมมากๆ  กลัวมากๆเลยนะ  คือไม่ได้ปฏิเสธความทุกข์  แต่ถ้าไม่มีในชีวิตของเรา  มันย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือ   

30ก.ค.2009
ตอนนี้สมาธิเราถดถอยลงไป
เมื่อกี้เลยเจอแต่ทุกขเวทนาหนักมากๆเลย
ทั้งหลัง ทั้งต้นคอ ทั้งหัว ปวดมากๆ
เหมือนหลังจะหัก ต้นคอนี่ไม่ต้องพูดถึง
เราพยามเอาจิตจดจ่ออยู่กับการพองยุบ
ลมหายใจละเอียดมากๆจับไม่ได้ จับที่พองยุบแทน
หลุดไม่ได้ พอหลุดปั๊บ เวทนาเล่นงานหนักเลย
แต่ความที่ว่าเคยผ่านสภาวะนี้มาแล้ว
พอมาเจอซ้ำอีกก็เลยเหมือนกับว่า เฝ้าดู
รู้ลงไป แล้วอยู่กับมัน จะเกิดซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนั้น

จับที่พองยุบเห็นหลัก เพราะพองยุบจับได้ชัดมากๆ
เวทนารองลงมา ไม่ถอย ใจก็คิด เวทนาทางกาย
แค่นี้ไม่ตายหรอก ออกจากสมาธิมันก็หาย
แต่ทุกข์ทางใจนี่สิ มันยากยิ่งนัก มันก็เบาบางลงไป สลับกันอยู่แบบนี้
บางทีเนื้อตัวงี้แข็งโด่เลย เราก็ดูไม่ได้ไปสนใจอะไร
มันก็แค่สภาวะที่เขามาไล่ทบทวนให้เราดูทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น
เฉยๆนะ เพราะผ่านมาหมดแล้ว เหมือนดูหนังมาฉายซ้ำรอบ
ก็ดูมันไป ไม่ไปวิจารณ์อะไร มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
วันนี้สติดี เสียงนาฬิกาตั้งเวลาไว้ดัง รู้ตัวดี ไม่ตกใจ เอื้อมมือไปปิด

เรื่องของสภาวะนี่ตกต่ำได้นะ ถ้าสมาธิตกต่ำ
ตัวสมาธินี่สำคัญมากๆเลย สำหรับเรานะ
แต่กับคนอื่นๆน่ะ แล้วแต่ แตกต่างกันไป
ดีนะที่เคยพบเจอเวทนาอย่างหนักมาแล้ว
พอมาเจอซ้ำเลยทำให้ตั้งสติได้ทัน รู้ว่าควรดูอย่างไร
ควรทำอย่างไร ไม่ต้องไปนั่งกำหนดอะไรหรอก
ไม่ต้องไปเพ่งที่เวทนาให้มันสาหัสสากรรจ์เปล่าๆ
ให้เอาสตินี่แหละ จับที่พองยุบ จับให้ทัน จับให้ได้ ให้มีสติเข้าไว้
แล้วเวทนาเขาจะดับไปเอง เกิดแล้วก็ดับอยู่แบบนั้น
ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของทุกขัง สติ สัมปชัญญะนี่สำคัญมากๆเลยนะ

เมื่อก่อนที่เรายังไม่ผ่านเวทนามาน่ะ
เราถูกสอนมาให้กำหนดปวดหนอๆๆๆๆ
ให้จี้ลงไปที่ปวด พอสมาธิเกิด อาการปวดมันก็หายวั๊บไปกับตา
พอหมดอำนาจของสมาธินี่ปวดหนักเลย ก้นนี้ร้อนระเบิดรเบ้อเลย
ใจอยากจะออกจากกรรมฐานท่าเดียว

ตอนนี้จับหลักได้แล้ว เกิดเเวทนาทุกครั้งเอาสติเข้าจับเลย
ไม่ใช่จับเวทนานะ จับอาการพองยุบของกายตามลมหายใจเข้าออก
มันจะชัดมากๆ บางครั้งอาจจะเลือนไม่ต้องไปเบ่งท้อง
ปล่อยให้เขาเป็นไปตามธรรมชาติ

ขอเพียงเราเอาสติจดจ่อให้ทัน จับให้ทัน
เวทนาก็เวทนาเถอะ หนักแค่ไหนก็แล้วแต่ เอาอยู่หมัดเลย
จะทำให้เราเห็นไตรลักษณ์ได้ชัดเจนมากๆ
เห็นเลยนะว่า เวทนานี่ไม่เที่ยง ที่มันปวดมากเพราะอะไร
เพราะเราไปยึดในอุปทานว่ากายนี้เป็นของเรา ยิ่งปวดยิ่งยึด
มันก็ยิ่งปวดหนัก เพียงทำใจให้เป็นกลางๆ อย่าไปชังมัน
แต่เอาสติเข้าจับเท่านั้นเอง เราก็จะรู้อยู่กับเวทนาไปได้

ยิ่งปฏิบัติยิ่งเห็นรายละเอียด เมื่อก่อนไม่เห็นถึงขนาดนี้นะ ยังหลงไปดูเวทนาอยู่
เมื่อก่อนทำไมถึงไม่ฉลาดแบบนี้นะเรา ไปเฝ้าดูมันอยู่ได้ ไปนั่งกำหนดมันอยู่ได้ ..
เหมือนความคิดน่ะ เมื่อเกิดความคิด อย่าไปหลงกลมัน
ให้เอาจิตจดจ่อกับองค์กรรมฐานไว้ คือ พองยุบ จับให้อยู่
เอาสติผูกไว้กับพองยุบ เดี๋ยวความคิดมันดับไปเอง จบเรื่องนี้ไปเรื่องโน้น

ต่อยอดเช้านี้อีก 1 ชม. ยังคงเจอเวทนาหนักเหมือนเดิม แต่อยู่กับเวทนานั้นได้
ปวดต้นคอมากๆเลย ปวดแล้วก็หาย นี่แหละทุกขเวทนาทางกาย
เวลาเจ็บป่วยมันก็ต้องมี คิดถึงเวลาใกล้ตายทุกขเวทนาจะขนาดไหนคิดดูก็แล้วกัน

                                
Advertisements

อยากกลับไปเป็นเหมือนเก่า

 
                               นอนไม่ค่อยหลับเลย   ไม่รู้ว่าเพราะนอนยาวหรือเปล่า  เมื่อคืนนั่งไม่ไหว  ปวดร้าวไปทั้งต้นคอ   พอนอนยาวก็นอนไม่ค่อยหลับ  นานมากกว่าจะหลับ  ไม่เคยฝันก็ดันฝัน  ฝันอะไรก็ไม่รู้  ไม่เป็นเรื่องเป็นราว   จำอะไรไม่ได้สักอย่าง   มันไม่ใช้ความฝันแบบทุกครั้ง  
 
                               เช้านี้รู้สึกไม่ค่อยสดชื่น   อาจจะเนื่องจากอาการไม่สบายที่ยังเป็นอยู่  แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน    อารมณ์แว่บแรกเมื่อมากระทบตอนลืมตาคือ  อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม   คนที่ขยันมากกว่านี้  ขยันปฏิบัติโดยไม่สนใจอะไรๆเลย  ไม่มีเรื่องราวใดๆในหัว   ในหัวมีแต่เรื่องปฏิบัติ   เดี๋ยวนี้เรารู้สึกโลกส่วนตัวของเราเปลี่ยนไป   เคยอยู่แบบสงบ  แบบเงียบๆคนเดียวมาตลอด  ไม่ต้องมีเรื่องราวใดๆต้องให้ขบคิด
 
                              ตอนนี้รู้สึกว่าระบบของชีวิตมันเปลี่ยนไปยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก  เหมือนไม่ใช่เราอยู่คนเดียวแบบที่เคยอยู่   เหมือนมีอะไรบางอย่างแทรกอยู่ในความรู้สึกของเรา  ซึ่งเราเองก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร  รู้แต่ว่าตอนนี้ชีวิตเราไม่เหมือนเดิม  โลกส่วนตัวของเราไม่เหมือนเดิม
 
                              เวลาที่เราไม่สบายทีไร  เราจะไม่ค่อยชอบความรู้สึกของตัวเราเอง  มันเหมือนเราอ่อนแอ  เป็นคนอ่อนแอ  อ่อนแอบอกไม่ถูก  เหมือนไม่ใช่เรา  ที่ไม่เคยสนใจอะไรๆ   แต่นี่รู้สึกอ่อนแอยังไงบอกไม่ถูก  เหมือนสภาวะสับสน
 
                              ช่างหัวมัน  บางทีชีวิตมันก็ตลกดี  แปรเปลี่ยนตลอดเวลาเลย  ดูสิ  อีกไม่นานก็จะสิ้นปีอีกแล้ว  จะเข้าสู่ปีใหม่อีกแล้ว  ทำไมมันไวอย่างนี้นะ   การปฏิบัติ  สภาวะเพิ่งกระเตื้องไปได้นิดเดียวเอง   บอกไม่ถูก  เหมือนมันอืดๆ  เนือยๆ   …
 
                             บอกไม่ถูกเล๊ยยยความรู้สึกของเช้านี้น่ะ   ไม่สดชื่นเอาซะเลย  พรุ่งนี้อาจจะดีขึ้น  อาจจะเพราะไม่สบายตัว   ตอนนี้เบื่ออยู่อย่าง  เบื่อท่องหนังสือ  เราเป็นคนไม่ชอบท่องจำน่ะ
 
                             ตอนนี้ที่ทำงาน  .. เฮ้อ   .. เรื่องยา  .. เรายังคิดไม่ตก  ทำแบบนั้นเราจะผิดศิลไหม  สั่งยาตัวอื่น  แต่ให้เอาอีกตัวมาให้  ก็ฝ่ายบริหารที่ไม่รู้เรื่องยา  เข้ามาวุ่นวายเรื่องยา   ยามันออกฤทธิ์คนละอย่างเลย  มาอ้างว่ายาซ้ำซ้อนกัน  แล้วที่นี่ฝ่ายบรหารค่อนข้างจะเป็นใหญ่ด้วย   เราเองยังคิดไม่ตกจะช่วยพนักงานยังไง  บางคนเป็นไมเกรนงี้  ปวดฟัน  เหงือกบวมงี้ จะมีตะบี้ตะบันให้ทานพารา   ไล่ให้ไปหาประกันสังคม  จริงๆแล้วค่ายาไม่เท่าไหร่เอง   วิบากกรรมหนอ   ยังไม่ได้คุยกับต้นเลยว่าจะเอายังไง   … ปวดหัวจัง ….  เรื่องโลกๆนี่มันวุ่นวายเสียจริงๆ  …

ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

29 ก.ค. 2009
เดี๋ยวนี้จิตรวมได้ไวขึ้น
ตั้งมั่นได้นานกว่าเมื่อก่อน
บางครั้งอยู่นานเกินเวลาที่ตั้งไว้
เริ่มปรับอินทรีย์เอง โดยเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
สลับกับ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
แบบว่าถ้าทำเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ตลอด รู้สึกว่ามันเบื่อน่ะ
บางครั้งมันมีแว่บว่าอะไรจะยาวนานขนาดนี้

เมื่อคืนกว่าจะหลับได้ยากมาก ไม่เคยนอนหลับยากขนาดนี้
ปกติหัวถึงหมอนก็หลับแล้ว จับพองยุบตั้งนานก็ไม่หลับ
หัวมันตุ้บๆ ก็ดูพองยุบไปเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าหลับไปตอนไหน
รู้แต่ว่าหลับๆตื่นๆทั้งคืน ..

เช้านี้ลืมตาขึ้นมาปวดหัวมากๆ ปวดเมื่อยไปทั้งตัว
เจ็บคอไปหมด เมื่อคืนมีอาการระคายคอไอทั้งคืน
เราล่ะปวดหัวตุ้บๆเลย นอนหลับไม่ค่อยสนิทเมื่อคืน
ขนาดนอนยาวแล้วนะนั่น รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
เริ่มคัดจมูก มีน้ำมูกแล้ว เราไม่ค่อยชอบ
ปกติก็เป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว นี่ไม่เคยป่วยมานานแล้ว

ถ้าไม่บอกว่าฟื้นได้เพราะสมาธิ ก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไง
เพราะเมื่อก่อนเวลาป่วยเป็นไข้หวัดนี่
โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่จะหายช้ามากๆ
ไอนี่ไม่ต้องพูดถึง เขาเรียก ไอร้อยวัน ไอไม่เลิก
นี่ยังดี ยังฟื้นได้เร็ว เพียงแต่ยังมีอาการปวดหัว
ปวดเมื่อยตามตัวอยู่ น้ำมูกเริ่มแห้ง

ป่วยซะแล้วนี่

ความสุขทางโลกนี่ช่างไม่จีรังยั่งยืนเอาสะเสียเลย   แป๊ปๆไปแล้ว  อารมณ์อื่นๆมาแล้ว    สุขทุกข์ล้วนอยู่ที่เราคิด  ล้วนอยู่ที่เราเข้าไปยึดในสิ่งๆนั้น   สุขเพราะคิดว่าสุข  จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ความพอใจ  ทุกข์เพราะไปคิดว่ามันทุกข์  จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ ความไม่พอใจ  ทั้งหมดเป็นเพียงแค่เรื่องของความคิด  อารมณ์  ความรู้สึกเท่านั้นเอง  หาใช่ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่   …
                      
ความสุขทางธรรมนี่  เกิดขึ้นได้เพราะผลที่เราได้สร้างได้ทำไว้แต่เหตุที่ดี  โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัตินี่ยอมรับหมดหัวจิตหัวใจเลยว่า  นี่แหละคือ    สุขที่แท้จริง    สุขตรงนี้บางครั้งอาจจะเลือนๆไปบ้าง  ถ้าเราไม่ทำอย่างต่อเนื่อง  แต่มันก็ไม่เคยสร้างความทุกข์ใดๆให้กับเราเลย  สักนิดเดียวก็ไม่มี   
แรกๆอาจจะทุกข์บ้าง  ทุกข์ทางกาย  ส่วนที่ทุกข์ทางใจเพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นในสังขารขันธ์ของเรา  ไปคิดว่านี่คือตัวเรา  เวลาเกิดอาการปวด  เกิดเวทนามันจึงยึดในสิ่งที่คิดว่าเป็นตัวตน   ยึดมากปวดมาก ยึดน้อยปวดน้อย   ใหม่ๆก็อาศัยการกำหนดไปก่อน  พอกำหนดบ่อยๆสติ สัมปชัญญะเริ่มรู้ทันมากขึ้น  จากเคยกำหนดก็ไม่ต้องกำหนด  ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไหร่  การยึดมั่นถือมั่นในกายที่คิดว่าเป็นของตัวเองนั้นย่อมลดน้อยลงไปตามลำดับ    สุดท้ายเราไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดกับมันตลอดเวลา  มันจะแค่รู้  แต่ไม่ไปยึด  ไม่ไปข้องเกี่ยว เหมือนอยู่บ้านเดียวกัน  แต่ต่างคนต่างอยู่  ไม่เกี่ยวข้องกัน   เห็นหน้ากัน  แต่ไม่ยุ่งกัน  
ผิดกับทางโลก  เวลาทุกข์ เวลาเสียใจ  มันจะซ้ำซากๆม่รู้จักจบจักสิ้น  หมดเรื่องนี้ ไปเรื่องโน้น  หมดเรื่องโน้น  โน่นไปอีกเรื่องแล้ว   หันไปมองทางไหนก็มีแต่ทุกข์   สุขนี้ช่างน้อยนัก  ทุกข์เพราะยังไม่รู้จักพอ  มีอยู่แล้วแสนล้านพันล้านก็ยังไม่พอ   ยังเฝ้าตะเกียกตะกายหาให้มากยิ่งๆขึ้นไป   นี่หรือมนุษย์มีแค่นี้เองหรือในสิ่งที่ต้องการกัน   พอตายโครม บาทเดียว สลึงเดียว ยังเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้เลย   มีอะไรบ้างล่ะที่เอาติดตัวไปได้  …
                    
ผิดกับทางธรรม  ทุกข์นะทุกข์ตอนแรกๆ  ทุกข์สุดๆจนมีความรู้สึกว่า  มันมีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ไปมากกว่านี้อีกไหม    ทั้งหกล้ม  ทั้งเจ็บใจ  ทั้งเสียใจ   สารพัดประดังเข้ามา   เพราะยังไม่เข้าใจ     จึงโทษโน่นโทษนี่    ยังมองไม่เห็น  ยังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้   ใจมันยังหนาไปด้วยกิเลส  ยังหนาไปด้วยอวิชชาเป็นเปลือกที่หนาและหนักห่อหุ้มดวงจิตนี้ไว้    การที่เรามีความเพียรอย่างต่อเนื่องคอยเฝ้าถากถางออกไป ทีละเล็กทีละน้อย   แล้วแต่กุศลที่ได้เคยกระทำกันมา  พอมาชาตินี้มาเฝ้าถากถางกันต่ออีก  ถากออกไปเรื่อยๆ  กิเลสย่อมเบาบางลง  อวิชชาที่ปกปิดอยู่เริ่มเบาบางลง  ตัณหาความทะยานอยากต่างๆ  ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ   ทำให้จิตเรานี้สะอาดขึ้น  เมื่อจิตสะอาดขึ้น   เริ่มมองเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น   อะไรคือเหตุที่ทำให้เป็นอย่างนี้  แล้วทำไมผลถึงต้องเป็นเช่นนี้   มันจะถากๆๆๆขุดๆๆๆๆออกมาเรื่อยๆ   กิเลสแต่ละตัวแสดงออกมาให้เห็น  สุดแต่ว่าจะเห็นทันไหม  ถ้ามัวไปมองนอกตัว โอกาสจะเห็นยากยิ่งนัก  ถ้ามัวแต่กล่าวโทษผู้อื่น  ย่อมมองไม่เห็นโทษของตัวเองที่ได้กระทำไว้  ชีวิตย่อมมืดมิดเต็มไปด้วยตัณหาความทะยานอยาก  เต็มไปด้วยอวิชชา  …
                    
เมื่อเดินทางมาถึงวันนี้  รู้สึกมันเบา  ใจมันเบาบอกไม่ถูก  ที่คิดว่าทุกข์  ที่เคยคิดว่าเสียใจ  กลับกลายป็นว่าเป็นผู้ดูมากขึ้น  มันแค่ดู  แล้วก็ให้รู้สึกขอบคุณกับทุกๆบทเรียน  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา   ใจมันผ่องแผ้วแบบบอกไม่ถูก   มันไม่ใช่สุข  ไม่ใช่ว่าง  รู้แต่ว่าจิตมันผ่อง  ลักษณะมันหาคำจำกัดความไม่ได้    เดี๋ยวนี้ใครพูดอะไร  คนที่เราคิดว่าเป็นเขาคนนั้น  เราเริ่มมองมากขึ้น  มองนิ่งๆ  มองเฉยๆ   จะพูดหรือทำอะไรก็เรื่องของเขา   นั่นตัวเขา  ไม่ใช่ตัวเรา  จะใช่หรือไม่ใช่  นั่นก็เรื่องของเขา    เพราะเมื่อก่อนมันมีเรา  ชีวิตเราถึงวุ่นวาย  เราวุ่นวายเอง  ไม่ใช่ใครทำให้เราวุ่นวาย   เราทุกข์ใจไม่ใช่ใครทำเรา  แต่เพราะเราทำตัวเราเอง  เราติดกับความคิดของตัวเอง  เหตุการณ์เกิดแล้วเกิดอีก  เดิมซ้ำๆ   เดิมซ้ำๆ   เหมือนให้เราได้ทบทวนกับเรื่องราว  กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น   กิเลสที่อยู่ในใจเรานี่แหละ  เพียงแต่เมื่อก่อนเรายังมองไม่เห็นมัน   ดีที่หมั่นสร้างเหตุดีมาตลอดเวลา   เลยไปพบได้เห็นกิเลสตัวนี้   กิเลสแต่ละตัวจะมาแสดงให้เราเห็นเดิมซ้ำๆ   เหมือนทำการบ้าน  ยังไม่เห็นใช่ไหม  ถ้ายังไม่เห็นก็เรียนต่อไป   จนกว่าจะเห็นตามความเป็นจริงได้  ให้มันแจ้งออกมาเอง  ออกมาจากจิต  จนกว่าจะยอมรับได้  จนกว่าจะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้  …
                    
สุดท้ายก็ได้เห็น  ทุกสรรพสิ่งไม่มีอะไรเลยที่เที่ยงแท้ถาวร  ไม่มีอะไรที่มีตัวตนที่แท้จริง   ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีรูปธรรมขึ้นมาเพียงเพราะเกิดจากความพอใจและความไม่พอใจ  เท่านั้นเอง  อุเบกขานี่หายากได้ยิ่งนัก  เออหนอ  …. ยึดมานานเท่าไหร่แล้วหนอ เจ้าความไม่เที่ยงตัวนี้   แบกมานานเท่าไหร่แล้วหนอ  … มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลยแม้แต่สักอย่างเดียว  จิตเหมือนถูกปลดปล่อยออกมาจากอะไรบางอย่าง  รู้สึกถึงความมีอิสระมากๆ   อิสระจากทุกๆสิ่ง   เหมือนได้เจออากาศที่บริสุทธิ์มากๆ สดชื่นมากๆ   โลกนี้ทำไมช่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก   เราจะบินไปให้ทั่วโลก   ไปด้วยจิตที่สดชื่น  ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับสุขใดๆทางโลก     สุขทางธรรมนี่แหละคือสุขที่แท้จริง  สดชื่นนะ  …
 เดี๋ยวนี้อะไรๆเริ่มเปลี่ยนไป   จากที่เคยคิดว่าฝืน  อาการฝืนนั้นเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  จากที่บอกตัวเองว่าอดทน  จงอดทน   มันเริ่มที่จะอยู่กับสิ่งที่มากระทบได้มากขึ้น   จากที่เคยบอกตัวเองเสมอๆว่า  แล้วเราจะผ่านมันไปได้  ผลในวันนี้ย่อมทำให้เราได้เห็นว่า  เราไม่ได้ผ่านอะไรไปไหนหรอก    ไม่ได้ทิ้งอะไรไปเพื่ออะไร   ไม่ต้องหนีหน้า  ไม่ต้องหลบหลีกใดๆทั้งสิ้น   เพียงแต่เราเริ่มเข้าใจถึงสิ่งต่างๆมากขึ้น   ทำเราเริ่มที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆได้มากขึ้น  
แต่ปัญหาอีกอย่างที่เรายังติดอยู่คือ  การคลุกคลีกับคนหมู่มาก  เรายังทำไม่ได้   เรายังคงมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยมากๆเหมือนเดิมเวลาไปอยู่ในหมู่คนมากๆ   ตรงนี้ยังเป็นอยู่  เราได้แต่เฝ้าดูไปเรื่อยๆ  ไม่ไปคิดหาคำตอบว่าทำไม  เพียงแต่พยายามถนอมร่างกายของตัวเองเอาไว้  …
                  
ตอนนี้มีแต่เรื่องทบทวนสภาวะ   เราเองก็เพิ่งรู้นะว่า ที่เราเคยเกิดอาการมีความเย็นแผ่ไปทั้งหน้าอกของเราเนี่ย  ว่ามีกระไอเย็นแผ่ออกมารอบๆตัวเรา   เราก็เพิ่งรู้นะว่ามันมีชื่อเรียกเป็นของสภาวะนั้นๆ     
เมื่อมาถึงจุดๆนี้  เวทนาทางกายแทบจะมีแบบนับครั้งใด  เรียกว่า  เหมือนไม่มีเลยก็ได้  น้อยมากกกก    ความสุขใจนี่เยอะมาก  มันจะมีแต่ความสุข สงบ  บอกไม่ถูก  เหมือนจิตมันอิ่มเอิบตลอดเวลา   ไม่เพลีย  ถึงไม่นอนทั้งคืนก็ไม่รู้สึกเพลียใดๆ ยังคงสดชื่นดี  
ก็ตรงกับสภาวะที่ครูบาฯอธิบายไว้ว่า  เมื่อมาถึงจุดๆนี้แล้ว  ผู้ปฏิบัติจะไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน  แต่ไม่มีผลต่อร่างกาย  จิตจะสดชื่นตลอดเวลา  อะไรมากระทบก็ไม่ทำให้ฟุ้งซ่าน  มันจะมีแต่ความสงบ  บางครั้งอาจจะหลุด  อาจจะตกต่ำลงไปบ้าง  แต่ก็หวนกลับมาคืนสู่สภาวะนี้ได้อย่างรวดเร็ว  
ก็ตรงนะ  เหมือนๆเราสะดุด  แต่ก็ลุกเดินต่อไปได้    ไม่มีการมาละล้าระรัง    เฉยๆนะ  ไม่ได้อยากไปไหนหรืออยากได้อะไร  ปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะ  แม้บางครั้งอาจจะหลุดมีการลุ้นออกไปบ้าง   แต่มันก็กลับมาสงบได้ไวขึ้น   …  บางครั้งตากระทบรูป  มีบ้างรู้สึกจิ๊ดๆเพราะอุปทาน  แต่มันก็สงบลงไป  เพราะเริ่มชินกับความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง   เลยไม่ไปยึดติดหรือผูกมัดเหมือนแบบเมื่อก่อน   แค่ดู  แค่รู้  แล้วอยู่กับสิ่งๆนั้น  เป็นเพียงผู้ดู    ไม่มีปฏิเสธ  ไม่มีตอบรับ   …
ใจยังมีอยู่นะทางโลกๆน่ะ  ยังมีอยู่  แต่เบาบางลงไป   ไม่ไปยึดติดกับอะไรอีก   ตอนนี้รู้แต่ว่าแค่มอง   เพียงเฝ้าดูอย่างเดียว  รู้ลงไป  แล้วก็อยู่กับสิ่งที่มากระทบ ทุกสิ่งมาสอนเรา  มาบอกเราด้วยการให้เราเรียนรู้เท่านั้นเอง   พอรู้ใจมันก็เบาลงไป จิตก็เริ่มสว่างสดใสขึ้น  ปัญญาเริ่มเห็น  เริ่มมองไปรอบๆตัว  เริ่มมองทางโน้นทางนี้   หลังจากที่ไม่เคยมองเลย   แปลกดีเหมือนกัน   เหตุมี  ผลย่อมมี  เรามองแค่นี้  ก็เหมือนเดิม  ไม่ไปหาคำตอบ  จะอนิจจัง  จะทุกขัง  จะอนัตตา   นั่นเป็นเพียงแค่บัญญัติแค่คำเรียก  สิ่งที่แจ้งออกมาจากจิตนี่สิของจริง   เห็นจริงต้องเห็นจากจิต  …
วันนี้ว่าปวดหัวนะ  ปวดมากๆ   แต่ก็แปลกความคิดมันหลั่งไหลออกมามากมาย  จากที่ว่าจะนอนตั้งแต่เย็นเลยไม่ได้นอน  ความคิดเยอะมากๆ   เราก็ปลดปล่อยออกมาเป็นตัวหนังสือนี่แหละ  เรารู้สึกถึงจิตที่เป็นสมาธิตลอดเวลา  ทำให้อาการที่ปวดหัวมากๆมันรู้นะว่าปวด  แต่ไม่ไปทุรนทุรายเหมือนเมื่อกลางวัน  ยาก็ไม่ได้ทาน  สมาธินี่ช่วยเราไว้หลายอย่างมากๆเลยนะ  …
ถึงจะปวดหัว  แต่ภายในมันโล่งๆบอกไม่ถูก  มีกระแสของความสุขใจอิ่มเอิบใจเจืออยู่  ถึงจะไม่มากมาย  แต่มันก็สุขอยู่อย่างนั้น   สุขเบาๆ สงบๆ   ไม่วุ่นวาย  ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่หงุดหงิด  จะว่าสบายใจก็ไม่เชิง  มันก็แค่รู้  รู้อยู่อย่างนั้น สภาวะตอนนี้เบาๆสบายๆ  เฉยๆสลับกันไป

 

เกือบแล้ว .. สมาธิไม่พอ ..

 
                              วันนี้สมาธิดีมากๆ  เจอเวทนาช่วงเช้า  ปวดหลังสุดๆเลย  แต่ไม่กำหนดอะไร  เพียงเฝ้าดู  รู้ลงไป   มีนิมิตผุดขึ้นมาในจิต  เป็นเด็กผู้หญิง  เขาพูดว่า  เฝ้าดูอยู่นะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ  ตอนนั้นรู้สึกเกิดปีติมากๆ หัวใจฟู  แล้วก็มีดอกกุหลาบสีขาวปรากฏขึ้นในมือ  แต่ก็งงๆนะ ไม่เคยรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้  สว่างมากๆเลย   ช่วงเช้าทำได้ 2 รอบ ทำติดต่อกัน  รู้สึกปีติเกิดเยอะ เดินเบาสบาย ต้องเอาสติเข้าจับ  เวลากำหนดยืน จิตเข้าสมาธิขณะที่ยืน   พอมานั่งก็สมาธิแรงมากๆ โอภาสสว่างมาก  หลังจากนั้นพัก 1 ชม.  วิธีพักวันนี้คือ นั่งที่โซฟา แล้วเข้าสมาธิ  มีแต่โอภาสก็ดูอาการพองยุบ จับได้ทันบ้างไม่ได้บ้าง  แต่เป็นการพักที่ดี  บางทีลมที่จมูกชัดก็จับที่จมูก ทำสลับไปมาแบบนี้ 
 
                             ช่วง 14.30 – 16.30  สมาธิมีกำลังมากขึ้น  เกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง เกิดภวังค์จิต 3 ครั้ง  หลังจากนั้นเหมือนนั่งมองท้องฟ้าสว่างมากๆ   วันนี้เหมือนนก เพราะเหมือนเราถูกดูดเข้าไปในแสงสว่าง  แต่ สมาธิเราไม่พอ  มันถอยออกมา ไม่ทันจะเข้าไปได้  เหมือนนกเลย จะบินขึ้นฟ้า แต่ปีกยังไม่แข็งแรงพอ ต้องกลับมาตั้งหลักใหม่  วันนี้สมาธิดี มีกำลังแรงมากๆทั้งวันเลย
 
                             

จงมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง

  
แต่ด้วยอัธยาศัยแห่งมหาบุรุษประดับด้วยบารมีธรรมนั้นต่างหากเล่า
จึงสามารถข่มใจและสลัดความรู้สึกสงสารอันนั้นเสีย

ท่านปรารถกับตนเองว่า “อานนท์ เธอเป็นเพียงโสดาบันเท่านั้น
ราคะ โทสะ และโมหะยังมิได้ละเลย

เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่าเข้าใกล้
หรือยอมพบกับภิกษุณีโกกิลาอีก

ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งดิ้นรนกลับกลอกง่าย
บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน

อานนท์ จงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง
คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ

บุคคลผู้มีอำนาจมากที่สุด
และควรแก่การสรรเสริญนั้นคือผู้ที่สามารถเอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้
สามารถชนะตนเองได้

พระศาสดาตรัสว่าผู้ชนะตนเองได้ชื่อว่าเป็นยอดนักรบในสงคราม
เธอจงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิด อย่าเป็นผู้แพ้เลย”

พระอานนท์ตรึกตรองและให้โอวาทตนเองอยู่พอสมควรแล้ว
ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ท่านไม่มีอะไรปิดบังสำรับพระผู้มีพระภาค
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระจอมมุนีทรงทราบ
รวมทั้งที่ท่านปรารถกับตนเอง และให้โอวาทตนเองนั้นด้วย
พระมหาสมณะทรงทราบเรื่องนี้แล้ว
ทรงประทานสาธุการแก่พระอานนท์ แล้วตรัสให้กำลังใจว่า

“อานนท์ เธอเป็นผู้มีบารมีอันได้สั่งสมมาดีแล้ว

ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแห่งเธอ เรื่องที่เธอจะตกไปสู่ฐานะที่ต่ำกว่านี้นั้นเป็นไม่มีอีก”
แล้วพระศากยมุนีก็ทรงแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ
เมื่อพระอานนท์ทูลถามสาเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์นั้น จึงตรัสว่า

“อานนท์ เธอคงลืมไปว่าพระโสดาบันนั้นมีการไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
จะต้องได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอนไม่วันใดวันหนึ่ง
เธออย่าวิตกทุกข์ร้อนไปเลย”

พระอานนท์มีอาการแช่มชื่นแจ่มใสขึ้น
เพราะพระดำรัสประโลมใจของพระศาสดานั้น

 

“ดูก่อนท่านทั้งหลาย ทางสองสายคือกามสุขัลลิกานุโยค
การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุขสายหนึ่ง และอัตตกิลมถานุโยค
การทรมานกายให้ลำบากเปล่าสายหนึ่ง
อันผู้หวังความเจริญในธรรมพึงละเว้นเสีย
ควรเดินทางสายกลาง คือเดินตามอริยมรรคมีองค์ 8 คือ
ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การทำชอบ
การประกอบอาชีพในทางสุจริต ความพยายามในทางที่ชอบ
การตั้งสติชอบและการทำสมาธิชอบ”

“ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่ง
ที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบบ้างไม่มากก็น้อย
ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ?
ท่านทั้งหลายความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นทุกข์
ความแห้งใจ หรือความโศกความร่ำไรรำพันจนน้ำตานองหน้า
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ
ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก
ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ
ปรารถนาอะไรไม่ได้ดังใจ ทั้งหมดนี้
ล้วนเป็นความทุกข์ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น
เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ 5
ด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่”

“ท่านทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่า

ความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ
ก็อะไรเล่าเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น
เรากล่าวว่าตัณหานั้นเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
ตัณหาคือความทะยานอยากดิ้นรน ซึ่งมีลักษณะเป็นสาม
คือดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา เรียกกามตัณหาอย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เรียกว่าตัณหาอย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีแล้วเป็นแล้ว เรียกว่าวิภวตัณหาอย่างหนึ่ง
นี่แลคือสาเหตุแห่งทุกข์ขั้นมูลฐาน ”

“ท่านทั้งหลาย การสละคืนโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ
ดับตัณหาคลายตัณหาโดยสิ้นเชิงนั่นแลเราเรียกว่านิโรธ คือความดับทุกข์ได้”

“ทางที่จะดับทุกข์ดับตัณหานั้นเราตถาคตแสดงไว้แล้ว คืออริยมรรคมีองค์ 8”

“ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด

อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เราตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลายไม่ได้
ตถาคตเป็นแค่เพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น
ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล
ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่
เราชี้แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง”

ทดลองทำ 8 ชม. ติดต่อ

25 ก.ค. 2009
เราลองทำ 8 ชม. ติดต่อกัน เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ผลออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไรนัก
สู้เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. พักก่อน แล้วค่อยมาเริ่มทำใหม่จะดีกว่า
ทำแบบนั้นสมาธิมันมากเกิน เล่นเอามึนไปหมด

ส่วนกลางคืนไม่มีปัญหา ยังใช้วิธีนั่งทั้งคืนเหมือนเดิม
สบายดี ไม่ปวดไม่เมื่อย ไม่เพลีย ไม่มีอาการอดนอน
เช้ามามีความสดชื่นดีเป็นปกติทุกอย่าง
ยิ่งทำมาต่อเนื่องยิ่งนับวันยิ่งดี

มาถึงจุดๆนี้แล้ว  ใจมันจะแน่วแน่มั่นคง
 
                            

ทบทวน

22 ก.ค. 2009
วันนี้สมาธิเกิดทั้งวัน โอภาสแรงมากๆ สว่างมากๆ
ขนาดกำลังนั่งๆอ่านหนังสืออยู่ แค่หลับตาพักตา โอภาสสว่างจ้าเลย
ตอนหลังเลยนั่งเล่นกับโอภาสไปชม.หนึ่ง สบายๆเลย
มีความสุขมากๆเล่นกับโอภาสนี่ มันสว่างดีจริงๆ
เราก็เลยนั่งดูอย่างเดียว ปีติ สุขมันก็เกิด อิ่มอกอิ่มใจมากๆ

กลางคืนยังคงนั่งทั้งคืนเหมือนเดิม ไม่นอนยาว เลิกนอนยาวแล้ว
ยกเว้นวันไหนร่างกายมันเพลียจริงๆ ถึงจะนอนยาว
นอนยาวก็ดี หลับสนิท เสียงอะไรดังก็ไม่ได้ยิน
เสียงนาฬิกาปลุกก็ไม่ได้ยิน หลับสนิทจริงๆ

เดินจงกรมดีมากๆ

13 ก.ค. 2009
การเดินจงกรมนี่ดีมากๆเลยนะ สุดยอดเลย
เหมือนเราได้ปลดปล่อยความคิดไปขณะที่กำลังเกิดขึ้น
มันปรุงๆๆๆๆ เราก็ย่ำๆๆๆๆ มันได้ระบายออกไป
จากฝ่าเท้าที่กำลังย่ำๆๆๆๆๆ เท้ากระทบพื้น แต่รู้ขึ้นมาถึงในจิต
ความคิดได้ระบายออกไปด้วย หัวใจมันเต้นเหมือนคนออกกำลังกาย
มันตึกๆๆๆๆ กระทบอยู่ในอกมันก็รู้
อาการแบบนี้แหละ เวลานั่งสมาธิ สมาธิจะมีกำลังมาก
แล้วแนบแน่นดี นี่เราเดิน 2 ชม. นั่ง 1 ชม.
เรารู้ว่าสติเรายังด้อยอยู่
สมาธิตอนนี้นับวันมีกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เราเลยต้องเดินเยอะไว้ก่อน
เพราะถ้าสมาธิมีกำลังแรงกว่า มันจะดิ่ง
เราไปแก้อะไรไม่ได้ มันทางดับไปเลย
เราจึงต้องเดินจงกรมให้มากๆ

สมาธินับวันดีขึ้นเรื่อยๆ

11 ก.ค. 2009
ช่วงเช้าสมาธิมีกำลังมากๆ ตอนนี้สมาธิเริ่มไต่ระดับ เหมือนเครื่องยนต์ที่สตาร์ทให้ได้รอบ
ตัวเราเองเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น ไม่กลัวแล้วนะ

เดี๋ยวนี้ทั้งสมาธิดีมากขึ้น มีสติรู้ตัวตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ ไม่มีดิ่ง
แนบแน่นมากขึ้น เกิดอย่างต่อเนื่อง ความคิดยังมีอยู่ แต่ก็ดับไปเอง
ไม่ได้ทำให้ฟุ้งซ่านแต่อย่างใด ไม่มีผลต่อการปฏิบัติ ก็สักแต่ว่าคิดเท่านั้นเอง
สมาธิเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว แรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมต้องเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เหตุที่ครูบาฯแนะนำให้เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. 
อันนี้ได้จากการปฏิบัติของตัวเอง  มันเป็นการปรับอินทรีย์ 5 ให้เสมอกัน 
 

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2009
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: