เบากายเบาใจ

29 ส.ค. 2009
นี่เองคำพูดที่ว่า เบากายเบาใจ
อาการเป็นแบบนี้นี่เอง มันเบานะ
เดินจงกรมก็เบา สมองก็ดล่ง ใจก็เบา
ออกจากสมาธิมา รู้สึกสดชื่นมากๆ

สภาวะตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
ความเบาๆสบายๆยังคงเกิดอย่างต่อเนื่อง
เราเรียกมันว่า สภาวะ ไม่ได้ไปหาว่ามันคืออะไร เรียกว่าอะไร
รู้อยู่แค่ปัจจุบัน อะไรเกิดก็เฝ้าดูมันไป
ทุกสสรพสิ่งมันมีอยู่แล้ว มันเกิดอยู่แล้ว
ถึงไม่มีเรามันก็เกิดของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว

 

เช้านี้ได้ทำรอบครึ่ง คือ แค่ 3 ชม.
เหมือนเราเดินทางมาไกลแสนไกล
ผ่านอะไรๆที่หนักๆมามากมาย
สมาธิช่วงนี้เลยเหมือนกับว่า
ให้เราได้พักผ่อน แบบเบาๆสบายๆ
ไม่มีอะไรทำ ก็นั่งเล่นกับโอภาส สบายดี

เดี๋ยวนี้เกิดสภาวะดับบ่อยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
บางทีเหยียดแขนเหยียดขา
เหยียดตัวแบบปล่อยตามสบายเต็มที่
บทจะดับ เขาดับไปหน้าตาเฉยในท่านั้นๆ
รู้ตัวอีกที ประมาณ 1 ชม. ที่ดับไป
สังเกตุมาหลายวันละ เราก็ดูมันไป
ไม่ไปหาอีกแหละว่าคืออะไร

Advertisements

หลับไปได้ไงไม่รู้

27 ส.ค. 2009
เช้านี้พอลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่กระทบเกิดขึ้นคือ
ปวดแขนสุดๆ กับปวดตรงข้อต่อของขาด้านในสุดๆ
ตอนลุกขึ้นทีแรก ขาอ่อนเลย เกือบจะล้มเอา
หลับไปได้ไงไม่รู้เรา ท่านอนพิศดารมากๆเลย
คือโซฟามันจะมีขอบที่พักแขน

เมื่อคืนตอนที่เรานอนน่ะ
แบบก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหลับง่ายดายขนาดนั้น
เหยีดขาแบบเต็มที่เลย เอาส้นเท้าทั้งสองข้างวางบนที่วางแขน
เหยียดตัวตรงเลยนะ แขนชูขึ้นไปเหนือไปบนศรีษะทั้งสองข้าง
แบบเหยียดแขนเต็มที่ ไม่รู้แฮะว่า หลับไปได้ไงท่านั้น
แบบหลับในท่านั้นเลย
เช้านี้พอลืมตาขึ้นมาเลยปวดท้องขาสุดๆ
ปวดแขนสุดๆ แบบเมื่อยมากๆเลย

ตอนนี้ความรู้สึกอย่างหนึ่งของเรามันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ
เมื่อเวลาเกิดการกระทบเวลาเกิดความชอบใจหรือไม่ชอบใจขึ้นมา
มันจะรู้สึกเบาๆสบายๆแบบบอกไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไงนะ

 

วันนี้ก็ยังเป็นอยู่นะ เบาๆสบายๆ
ไม่อยากได้ใคร่ดีอะไร นั่งสมาธิก็จะนั่งกี่ชม.ก็ได้
สมาธิตั้งมั่นง่ายกว่าเมื่อก่อนมากๆ
สมาธิเกิดสม่ำเสมอแนบแน่นดีกว่าเมื่อก่อน
มีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวตลอดเวลา
วันนี้ทำไปสองรอบ นี่สมาธิยังกรุ่นๆอยู่เลย ไม่คลายตัว

ช่วงที่ทำสมาธิอยู่นั้นเกิดภวังค์จิต 2 ครั้ง
ทุกครั้งที่เกิดเราจะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ
เหมือนคนโดนไฟดูดแบบไม่แรงมาก
กระแสนี้มันจะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
ส่วนโอภาสจะเกิดสว่างมากๆ

มีอาการแปลกที่เกิดขึ้นคือ มีอาการเสียวๆ
ไปทั่วรูขุมขนในร่างกาย มันเสียวๆแบบบอกไม่ถูก
เรานั่งดู แล้วตลอดเวลาที่แผ่เมตตา จนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ
พร้อมทั้งอธิษฐานจิตนั้น มาเที่ยวนี้เปลี่ยนไป
จะมีโอภาสเกิดตลอด มีอาการขนหัวลุกซู่ซ่าเบาๆตลอดเวลา

สภาวะเบาๆ สบายๆ นี่ดีนะ อะไรกระทบมันก็รู้
บางครั้งเหมือนจะกระเพื่อม แต่มันผ่อนคลายลงไปในที่สุด
ดับไปในที่สุด โดยเราไม่ได้ไปกำหนดอะไรเลย
อาการแตกต่างจากเมื่อก่อนมากๆเลย

                         

ควรทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง

26 ส.ค. 2009
ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลหรือไปคิดอะไรอีกต่อไปแล้ว
ทำความเพียรต่อไป มันไม่มีอะไรอีกแล้ว
พึงเป็นผู้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าอะไรมากระทบ
เราเพียงเฝ้าดู มันมีแต่กิเลส
มันไม่ได้มีอะไรเลยที่เที่ยงแท้แน่นอนสักอย่างเดียว
ทุกๆวินาทีแปรเปลี่ยนตลอดเวลา
ขอเพียงเรามีสติรู้เท่านั้นมัน
การปรุงแต่งมันก็จบ หน้าที่มีแค่นี้จริงๆ ไม่มีอะไรอีกแล้ว

โลกเมื่อเรามองว่ามันแตกต่าง
มันจะแตกต่างตามที่เรามอง
จริงๆแล้วทุกสรรพสิ่งล้วนไม่มีความแตกต่าง
ทุกๆสรรพสิ่งสุดท้ายยอมแตกสลาย
ย่อยสลายไม่เหลืออะไรเลย
แล้วเราจะไปยึดติดอะไรกันเล่า

การใช้ชีวิตของเรานี่แหละ ใช้ชีวิตอยู่กับกิเลสของตัวเอง
เพียงแต่ว่าเรานั้นจะรู้ไหมว่า กำลังอยู่กับกิเลส
มาตั้งแต่เกิดแตกแยกสาขาอยู่ในท้องแม่กันแล้ว
พอออกมาเราก็เริ่มเล่นกิเลสอย่างจริงจังด้วยความไม่รู้
อวิชชา ความไม่รู้ เล่นมานานเท่าไหร่แล้ว

นั่นสินะ แม้แต่ตัวเราเองเรามาถึงจุดๆนี้
เราถึงได้เข้าใจในสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต
สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ได้มีอะไรเลย
มีแต่กิเลส มันมีแค่นั้นเองจริงๆ

วัดดวงเลยดีมั๊ย

มันรู้สึกแปลกๆตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว   พลังที่เรามีนั้นลดลง  เกือบจะเหมือนปกติๆที่ไม่มีอะไรเลย
แทบจะไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงมากมายแบบทุกครั้ง  เราไม่ไปคิดแทรกแซงสภาวะ    อะไรเกิดขึ้นก็เฝ้าดูไป

ความรู้สึกมันรู้สึกสัมผัสได้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว   ว่าพลังสมาธิเราถดถอยลงไป  เหมือนเป็นเพียงกระแสอ่อนๆ

เช้านี้โล่งๆ ว่างๆ บอกไม่ถูก แต่รู้สึกได้ว่าพลังที่เคยมีอยู่เปลี่ยนไป
เมื่อกี้ใจมันแว่บ มันคิดไปล่วงหน้าว่า ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปล่ะ อยู่แบบนี้ตลอดไป
พลังที่เคยมีแต่เก่าก่อนหายไปหมด จะทำยังไง

 

เรารู้สึกเลยว่า สองวันมานี่ มันนิ่งสงบลงไปมากๆ
มันจะรู้ว่างๆเบาๆโล่งๆบอกไม่ถูก
เมื่อวานเราถอยสมาธิออกมาหลายรอบ มาถึงจุดนี้แล้ว
มันจะนั่งกี่ชม.ก็ได้นะ จะมีสมาธิตลอด มีความรู้สึกตัวตลอด
มีบางครั้งสภาวะมันแสดง เราจำได้ดี พอรู้สึกถึงพลังนั้น
ตอนนี้ไม่มีความดีใจแล้ว มันเฉยๆ คือ มันรู้ แต่ไม่ไป เรากำหนดถอยออกมา

การมีสติกำหนดรู้เท่าทันสภาวะของจิตอยู่ตลอดเวลา กำหนดรู้ทุกอิริยาบถของตัวเรา
เมื่อได้ฝึกปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี
ถึงคราวสุขก็ไม่สุขจนเหลิง ถึงคราวทุกข์ก็ไม่ทุกข์จนเหลือทน
ทำให้เป็นคนมีสติ ช่วยขจัดความโลภ โกรธ หลง ลงได้
นำไปใช้กับการทนต่อทุกขเวทนา ซึ่งอาจจะเกิดจากกายหรือจิตใจก็ตาม
จะรู้เท่าทันทุกข์ที่เกิดขึ้น แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม ก็สามารถทำใจให้สงบ
โดยใช้สติกำหนดรู้ แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น

เฝ้าดู

  24 ส.ค. 2009
ตอนนี้สภาวะจะแปรเปลี่ยนบ่อยมาก  เราได้แต่เฝ้าดู
ไม่ไปสงสัยหรือไปค้นหาว่าอะไร ทำไม  อย่างไร
มันไม่มีคำว่าสงสัยอะไรอีกแล้ว  ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
มันเพียงแค่เฝ้าดู   เดี๋ยวได้คำตอบเอง   ไม่ต้องไปวิ่งหาคำตอบที่ไหน

เช้านี้  .. ระหว่างเดินจงกรม  ก็มีความคิดนะ
แต่ทว่าภายในใจ  มันว่างๆ โล่งๆ ยังไงไม่รู้
เหมือนกับว่า ความคิดส่วนความคิด
ไม่มีผลต่อใจ  ใจมันว่างๆโล่งๆแบบบอกไม่ถูก

การเดินจงกรมก็เปลี่ยนไป  ความรู้สึกน่ะ  ไม่ได้ใช้ ” หนอ ” มานานแล้ว
ที่ผ่านๆมาก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่ม
แต่วันนี้  ความรู้สึกในการเดินเปลี่ยนไป
มันจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่ชัดเจน  ไม่ใช่รู้แค่บางช่วง   …

สมาธิพัฒนาขึ้น  แต่มันแปลกๆ   ปกติเวลาจิตรวม
โอภาสจะแรงมากๆ  มีความรู้สึกตัวตลอดเวลา
แต่วันนี้มันเหมือนกับว่า  ไม่ต้องรอจิตรวม

ตอนนั่ง  ไม่รู้จะอธิบายยังไง
รู้แต่ว่า วันนี้สมาธิมันเกิดชัดมากๆ
เกิดอยู่ตลอดเวลา   ความรู้สึกตัวนี่ชัดเจนมากๆ
เราลองนั่งต่อโดยไม่ลุกเมื่อนาฬิกาหมดเวลา
มันจะนั่งไปได้เรื่อยๆนะ

เวทนาเกิดเราแค่ดู  ไม่ต้องทำอะไร  เขาหายไปเอง
แต่ส่วนมากจะเป็นสมาธิซะมากกว่า   รู้ตัวตลอด  ไม่มีดิ่ง
มีบางช่วงเหมือนจะถูกดึงเข้าไปในสภาวะที่เคยเจอมาแล้ว
เราก็เอาสติกำหนดถอยออกมา
ถ้าสภาวะเราเป็นกลางเมื่อไหร่  เราจะถูกดึงเข้าไปทันที

เวลานอน เราต้องใช้วิธีกำหนดนอน  จับพองยุบ 2- 3 ครั้ง
บางทีไม่ทันจะจับได้  มันก็ดับสนิท   ตื่นมาสดชื่น  สมาธิได้ถูกพัก

การปฏิบัติ  เมื่อมาถึงจุดๆหนึ่งจึงจะเข้าใจ  มันไม่มีรูปแบบตายตัว
กำหนดก็ได้  ไม่กำหนดก็ได้(มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นอัตโนมัติ)
หรือจะทั้งกำหนดและไม่กำหนดสลับกันไป   ทุกๆอย่างสามารถพลิกแพลงได้หมด
ตามสภาวะของผู้ปฏิบัติ

ปฏิบัติแล้วรู้  รู้อะไร  รู้สึกตัว
เห็นแต่กิเลส   แล้วเฝ้าถากถางกิเลส   นี่สิถูกทาง

สวัสดีวันอาทิตย์

สวัสดีวันอาทิตย์  เป็นยามเช้าที่สดชื่นยิ่งนัก  
สมาธินับวันแนบแน่นขึ้นมาเรื่อยๆ   ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว 
เมื่อคืนอีกตอนดึก  สมาธิมีกำลังมากๆ 
ยิ่งให้ยิ่งได้  ยิ่งหวงยิ่งอด  เราไม่หวงเราไม่อด  หมดก็มาเรื่อยๆ  
คติธรรมของหลวงพ่อจรัญนี่   ใช้ได้ตลอดเวลาเลยนะ

 
สมองเรามันกลวงๆแบบบอกไม่ถูก
มันโล่งไปหมด    รู้สึกถึงสมาธิที่เกิดแรงมากๆเลย

สมองโล่งแบบบอกไม่ถูก  เป็นมา2-3 วันแล้ว  มันโล่งแบบบอกไม่ถูก
ตั้งแต่ออกจากกรรมฐานเมื่อตี 4 แล้ว   เราได้แต่นั่งมอง
เมื่อนั่งมองจิตจึงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง

เมื่อตอนดึกที่ขึ้นปฏิบัติ
สมาธิเขาดำเนินของเขาเองอย่างต่อเนื่อง
เรานั่งดู  จนกระทั่งครบเวลา

สภาวะตอนนี้มีแต่ความสงบ  สมองโล่งๆ  ภายในยังคงมีอาการโวงๆเหมือนเดิม
แบบมันไม่ค่อยออกมารับรู้อารมณ์ภายนอกสักเท่าไหร่นัก
ออกจากกรรมฐานตอนตี 4  แล้วกำหนดต่อ  พักไป 2 ชม.
รู้ตัวนะตอนที่ดิ่งน่ะ   เราปล่อยเลย

พอดีนาฬิกาตั้งไว้ที่ 6 โมงเช้ามันดัง  สมาธิมันคลายตัว
ตอนนี้สภาวะมั่นคงนะ   พัก 2 ชม.  ถึงแม้จะเป็นในสมาธิ
ไม่ใช่การนอนหลับแบบคนทั่วๆไปก็ตาม   แต่เราพอนะ
เราว่าเราสดชื่นมากๆ   ดีกว่าให้เรานอนยาวๆเต็ม 5-8 ชม. แบบที่เคยๆนอน

หลายๆคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี่   มีคนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเราทรมาณสังขาร  ไม่หลับไม่นอน
จริงแล้วมันเป็นสภาวะ มันเป็นเอง  เกิดเอง
พักเพียงชม.หรือ 2 ชม. พอแล้ว

 

ดิ่งไวมาก

เรื่องการหลับนอนของเรามันเปลี่ยนไปอีก  จากที่เคยนั่งหลับ
มันกลับไม่ใช่แบบนั้นแล้ว มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อคืนวาน  จนกระทั่งคืนนี้
เมื่อคืนวาน หลังเที่ยงคืน  ไม่แน่ใจนะว่ากี่โมง  เราแค่เหยีดตัวตามสบาย
ท่านั่งนี่แหละบนโซฟา  แบบเหยียดเต็มที่  ขงแขนกางเต็มที่
แล้วเอาแขนพาดไปบนเหนือหัวบนขอบโซฟา
พอหลับตาลง  โอภาสมันเกิด  เรารู้สึกสบายตัวนะ
แล้วเหมือนสวิทช์มันปิดทันที  สนิทเลยนะ  ไม่รู้เรื่องเลย
เราว่าเราหลับตาไปแค่แป๊บเดียวนะ  ลืมตามาอีกทีตี 3
งงมากๆ  แล้วมันก็ไม่ง่วง

พระปฏาจาราเถรี

 
                       ปฏาจาราเป็นธิดาเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี เป็นที่รักเป็นที่หวงแหนของบิดามารดามาก ไม่ย่อมให้คบหาสมาคมกับบุรุษ ถึงกับสร้างปราสาท 7 ชั้นให้นางอยู่จะไปไหนทีต้องขออนุญาต ทำให้นางรู้สึกอึดอัดมาก จนในที่สุดนางเกิดความรักกับคนใช้ในบ้าน มีความสัมพันธ์กันลับๆ โดยที่บิดามารดาไม่ทราบ เมื่อทราบว่ามารดาบิดาจะให้แต่งงานกับลูกชายเศรษฐีที่มีฐานะเท่าเทียมกัน นางก็นัดแนะกับชายคนรักหนีออกจากบ้านไปอยู่ชนบทห่างไกล ทนอยู่อย่างอดๆ อยากๆ เพราะอานุภาพแห่งความรัก ไม่นานก็ตั้งท้องลูกคนแรก
                   
                         เมื่อใกล้จะคลอดนางนึกถึงบิดามารดาคิดว่า “ถ้าคลอดลูกท่ามกลางบิดมารดา ญาติพี่น้อง คงจะอบอุ่นและปลอดภัย” จึงขอร้องให้สามีพากลับบ้าน สามีกลัวความผิดของตนเองเกรงว่าจะถูกเศรษฐีทำร้ายไม่ยอมให้อภัย จึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพานางกลับ  เมื่อสามีไม่อยู่บ้านวันหนึ่ง นางก็หนีกลับบ้าน ระหว่างทางเกิดปวดท้องรุนแรงและคลอดลูกในระหว่างทางนั้น สามีตามมาทันจึงพากลับบ้านตามเดิม
                   
                         ครั้งตั้งท้องคนที่สอง นางก็อ้อนวอนสามีให้พากลับบ้านอีก สามีก็บ่ายเบี่ยงเช่นเคย นางจึงพากลูกหนีสามีไปอีก สามีตามมาทันบังเอิญว่าวันนั้นเกิดพายุฝนกระหน่ำสายน้ำหลากมาก สามีไปหาใบไม้มาทำเพิงหลบฝนแต่เคราะห์ร้ายถูกงูกัดตาย ในขณะที่รอสามีมานางก็คลอดลูกคนที่สองในท่ามกลางฝนตกหนัก นางต้องทนทุกข์ทรมานตลอดคืน
                   
                         เมื่อสว่างแล้วนางได้อุ้มลูกน้อยที่พึ่งคลอดใหม่และจูงลูกชายคนโตเดินตามหาสามีเมื่อทราบว่าสามีตายแล้วก็เกิดร้องไห้เสียใจพาลูกกลับเมืองสาวัตถีพบกระแสน้ำไหลเชี่ยวขวางทางอยู่ ครั้งจะพาลูกทั้งสองข้ามน้ำไปพร้อมกันก็ไม่ได้ จึงวางลูกชายคนโตให้รออยู่ฝั่งนี้ แล้วอุ้มเอาลูกคนเล็กข้ามน้ำไปวางไว้ที่ฝั่งโน้น กลับมาเพื่อจะรับลูกคนโตข้ามน้ำ พอไปถึงกลางลำธาร ได้มีเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่ง เห็นเด็กน้อยพึ่งคลอดเข้าใจว่าเป็นชิ้นเนื้อจึงโฉบลงมา นางรีบยกมือทั้งสองขึ้นร้องตะโกนไล่เหยี่ยวเสียงดังลั่น สายเสียแล้วเหยี่ยวได้โฉบเอาลูกน้อยของนางไปต่อหน้าต่อตา  ฝ่ายลูกชายคนโตเห็นแม่ยกมือขึ้นร้องนึกว่าแม่ร้องเรียก ก็กระโจนลงน้ำจะมาหาแม่ ถูกกระแสน้ำพัดหายไปในบัดดล ปฏาจาราได้สูญเสียทุกอย่างหมดสิ้น สามีตายในระหว่างทาง ลูกชายคนหนึ่งถูกเยี่ยวโฉบไป อีกคนถูกน้ำพัดไป ชีวิตมั่นช่างโหดร้ายอะไรเช่นนี้ นางร้องไห้คร่ำคราญอย่างน่าสงสารไปตลอดทาง  
 
                         ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองสาวัตถี พบชาวเมืองคนหนึ่งเดินสวนทางมา นางจึงถามถึงบิดามารดาของตน เมื่อได้รับคำตอบว่าเมื่อคืนนี้ฝนตกหนักได้พัดกระหน่ำบ้านเศรษฐีพังทับคนในบ้าน บิดมารดาและพี่ชายของได้ตายหมดแล้วเท่านั้น สติที่พอมีอยู่บ้างก็ขาดผึ่งทันที นางล้มลงสิ้นสติไปทันที ฟื้นขึ้นมาอีกที่ก็กลายเป็นคนเสียสติเดินวนเวียนไปอย่างไร้จุดหมาย จนผ้าผ่อนที่นุ่งอยู่หลุดหายไป ก็ไม่รู้สึกตัว ชาวเมืองเห็นนางก็ไล่ตะเพิดว่า “หญิงบ้าไปที่อื่นๆไป” ไม่มีใครปรารถนาให้นางเข้าใกล้ ถ้าใครสักคนรู้เบื้องหลังของนางคงจะสงสารนางไม่กล้าไปเป็นแน่แท้  นางเดินสะเปสะปะ หัวเราะบ้างร้องไห้บ้างเข้าไปยังวัดเชตวัน
                         
                          ขณะนั้นพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมเทศนาอยู่ อุบาสกอุบาสิกาต่างก็ออกปากไล่นางให้หนีไป พระพุทธองค์ตรัสอนุญาตพวกเขาให้นางเข้ามา พร้อมกับตรัสเตือนสติว่า “น้องหญิง จงกลับไปสติกลับมา”
                   
                          นางได้สติคืนมาเห็นตัวเองเปลือยกายล่อนจ้อนต่อหน้าธารกำนัล ก็นั่งลงด้วยความละอาย อุบาสกคนหนึ่งได้โยนผ้าให้นางนุ่งห่ม นางเข้าไปกราบแทบพระยุคลบาท กราบทูลพลางร่ำไห้ไปพลางถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนาง นางกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรไปแล้ว
                   
                          พระพุทธองค์ตรัสว่า “อย่าคิดมากเลย ปฏาจารา สามี ลูกทั้งสอง บิดา มารดา และพี่ชายของเธอก็ตายไปแล้ว ถึงเธอจะร้องไห้จนน้ำตาท่วมตัว เธอก็ช่วยให้เขาเหล่านั้นฟื้นขึ้นมาไม่ได้ น้ำตาของผู้ที่ร้องไห้เพราะรักวิปโยคในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ ถ้าจะวัดกันแล้ว มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่เสียอีก เธออย่าได้มัวประมาทอยู่เลย จงทำที่พึ่งแก่ตัวเองเถอะ แล้วเธอจะไม่ต้องเสียน้ำตาอีกต่อไป ปิยชนคนที่เรารักทั้งหลาย มีบิดามารดาเป็นต้นไม่อาจเป็นที่พึ่งแก่เราได้ดอก นอกจากเราต้องพึ่งตัวเราเอง”
                   
                           เมื่อได้ฟังพระดำรัสตรัสปลอบโยน นางก็ค่อยบรรเทาความเศร้าโศกลง จิตใจสงบผ่องใส ฟังพระธรรมเทศนาจบได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงทูลขอบวชเป็นภิกษุณี พระพุทธองค์ได้ส่งเธอไปบวชในสำนักภิกษุณี
                   
                           เมื่อบวชแล้ว ในวันหนึ่ง พระเถรีเทน้ำจากหม้อดินล้างเท้า มองเห็นน้ำไหลไปหน่อยหนึ่งแล้วซึมหายไปในดิน เทลงครั้งที่สองน้ำไหลไปไกลกว่าเดิมแล้วก็ซึมหายไป เทลงครั้งสามน้ำไหลไปไกลกว่านั้นอีกแล้วก็ซึมหายไป นางได้คิดว่า “ชีวิตคนเราก็เหมือนกับน้ำที่เทออกจากหม้อน้ำ บางคนตายแต่อายุยังน้อย บางคนตายเมื่อเข้าวัยกลางคน บางคนตายในวันแก่ชรา ชีวิตนี้ไม่แน่นอน”
                   
                           ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบ พระพุทธองค์ปรากฏต่อหน้านางตรัสว่า “ปฏาจารา เธอคิดถูกแล้ว การมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวของคนที่พิจารณาเห็นความเกิดดับแห่งเบญจขันธ์ ประเสริฐกว่าการมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปีของคนที่มองไม่เห็นสัจจะข้อนี้”
                   
                           เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระปฏาจาราเถรีได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทา พระเถรีได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ในตำแหน่งเอตทัคคะทางด้านเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัยอย่างยิ่ง ประสบการณ์ชีวิตเบื้องหลังชีวิตของนางกลายเป็นประโยชน์แก่นางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นางได้นำเอาประสบการณ์ไปสอนภิกษุณีและสตรีทั้งหลายได้เป็นอย่างดี จึงมักปรากฏว่ามีเหล่าสตรีผู้มีปัญหาชีวิตมาขอคำแนะนำจากนางเป็นจำนวนมาก
                    ชีวิตของพระนางปฏาจาราเถรี จึงเป็นชีวิตที่น่าศึกษาและเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่กำลังประสบความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งให้ยืนหยัดต่อสู้ต่อไป

ตาบอดลักควาย

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงเป็นเหตุให้ทำกรรมที่เป็นบุญบ้าง  เป็นบาปบ้าง
เพราะทำกรรม  จึงเป็นเหตุให้เกิดผลแห่งกรรม

 

เมื่อกรรมส่งผล(วิบาก)
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงเป็นเหตุให้สร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกเกิด เกิดวิบากอีก
ในที่สุดก็วนไปวนมาอยู่อย่างนี้  จนหาเบื้องต้นและหาที่สุดไม่ได้

ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งอริสัจทั้ง ๔
ก็ไม่สามารถที่จะออกจากภพ หรือจากโลกได้
เหมือนคนตาบอดลักควาย  หรือพายเรือในหนองฉะนั้น

 

นิทานคนตาบอดลักควาย
คนตาบอดริอ่านเป็นขโมย  เข้าไปลักควายเขา
จับควายได้แล้วขึ้นขี่หลังตีควายไปเรื่อย
ควายก็เดินวนอยู่ในคอกเรื่อยไป
แต่ควายจะเดินไปถึงไหนก็หารู้ไม่
ตีควายเรื่อยไปจนสว่างนึกว่าไปไกลแล้ว
ที่แท้ควายเดินวนอยู่ในรั้วบ้านนั่นเอง

จนเจ้าของตื่นขึ้นมาเห็น และร้องถามว่า
นั่นจะเอาควายเขาไปไหน

จึงรู้สึกว่าตนหลงตีควายเสียแย่
ในที่สุดก็วนเวียนอยู่ในรั้วบ้านนั่นเอง
การที่เป็นเช่นนี้ก็ เพราะตาของตัวบอดไม่แลเห็นทางออก
จึงได้เวียนอยู่ไม่รู้จักสิ้นสุด

 

ข้อนี้ฉันใด  ปุถุชนที่ถูกอวิชชาครอบงำอยู่ก็ฉันนั้น  ไม่เห็นอริยสัจ
ไม่เห็นลู่ทางที่จะสลัดออกไปจากโลกหรือกองทุกข์ได้
ไม่ผิดอะไรกับคนตาบอดลักควาย  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น

 

เพราะเหตุฉะนั้น  เราท่านทั้งหลายจึงพากันท่องเที่ยว
ไปๆมาๆอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จักสิ้นสุด

ส่วนอุปมาคนพายเรือในหนองกระจ่างดีอยู่แล้ว
จึงจะพายไปจนเมื่อย  จะช่วยกันสักสิบพาย
ก็พายวนอยู่ในหนองนั่นเอง

ง่วงจัง

17 ส.ค. 2009

เมื่อคือนนอนยาว  เริ่มดีขึ้น  จับพองยุบไม่กี่ครั้งหลับสนิท
กลับมาหลับได้เหมือนเดิมปกติ  แต่ยังคงนอนน้อยเหมือนเดิม
อาการปวดต้นคอ  ยังคงเป็นอยู่  มึนศรีษะ  ยังคงเป็นอยู่
สมาธิมันมากเลยทำให้มึนหัว

วันนี้เข้าออกสมาธิได้ดีมากๆ  อะไรที่มันมากไปก็ทำให้ลำบาก
สมาธิเหมือนกันมันมากไปก็ไม่ดี

รู้สึกตัวตั้งแต่ตอนเย็นหลังออกจากสมาธิแล้วว่า
เพลียมากๆแบบอยากจะหลับ  อาการเหมือนคนเดินทางไกล
ตั้งแต่กลับมาบ้านละ  เพลีย  ง่วงนอนมากๆ   เดินไปมานี่หัวทิ่มเลย

                                   

Previous Older Entries

สิงหาคม 2009
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: