ตั้งสติให้ดีๆ

 
                            นี่แหละประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน 4   ทำให้เรายอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  โดยไม่โต้แย้งหรือมีข้อกังขา  สงสัยใดๆทั้งสิ้น   ช่วงนี้เป็นช่วงของการชดใช้หนี้กรรม   หรือ สิ่งที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตไปด้วยความไม่รู้   ไม่ใช่แค่ของชาตินี้ชาติเดียว   แต่เป็นชาติก่อนๆด้วย    …

 
                            ยิ่งมี สติ สัมปชัญญะมากเท่าไหร่  จิตเรายิ่งสงบมากขึ้นเท่านั้น  และย่อมเป็นตามความเป็นจริงได้มากขึ้น  มันเป็นเรื่องของเหตุและผล   เหตุที่กระทำ  ผลที่ได้  ทุกสรรพสิ่งไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน  แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา   เราจะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เลย    เราควรปล่อยให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามความเป็นจริง  อย่าไปคิดเปลี่นแปลงแก้ไข  ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม  ให้ทำใจยอมรับกับมัน   อย่าไปรู้สึกชอบหรือชัง    หน้าที่ของเราคือ จงเป็นผู้มีสติตั้งรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น  รู้สึกอย่างไร ให้แค่รู้สึก  แต่อย่าก่อให้เกิดการกระทำ  อย่าไปต่อว่า   เพราะทุกๆการกระทำที่เรากระทำลงไปนั้น นั่นคือ เป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น  กลายเป็นก่อภพก่อชาติขึ้นมาอีกไม่รู้จบ    …
 
                            ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  นั่นคือบ่งบอกถึงกิเลสที่ยังมีอยู่ในจิตของเรา  ให้ขุดมันออกมาให้หมด   จงอย่าอาย  เพราะมันคือความจริง  ถ้าเรายังยอมรับความจริงไม่ได้  กิเลสย่อมหมักหมมอยู่ในจิตอย่างนั้น   ขอเพียง  เรามีความเพีบรอย่างต่อเนื่อง  หมั่นเจริญสติปัฏฐาน   ทุกๆอริยาบทของเราคือการปฏิบัติ  บางคนเข้าใจคำว่า " การปฏิบัติ "  แบบผิดๆ   ไปคิดกันว่า การปฏิบัติคือ เพียงเดินจงกรม  นั่งสมาธิ  จริงๆแล้ว คำว่า " การปฏิบัติ "  เป็นเพียงบัญญติ  ที่นำมาใชเรียกๆกัน  ถ้าว่าโดยสภาวะที่แท้จริงคือ  ชีวิตของเรานี่แหละ  ทุกๆการกระทำคือการปฏิบัติ   …..
 
                            อย่าหลงเชื่อตำราไปสะทั้งหมด  เชื่อ 50 % พอ  ที่เหลือคือปฏิบัติ  เมื่อเห็นผลแล้ว  ไม่ต้องนำมาเทียบเคียงว่าใช่หรือไม่ใช่   เพราะอาจจะโดนกิเลสมันหลอกเอาได้   กลายเป็นวิปัสสนึกไป    แต่เราจะรู้ด้วยตัวเราเอง   มันจะแจ้งออกมาจากจิต   เมื่อเรามาอ่านตำราสำทับซ้ำ   เราจะเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งเทียบเคียงว่านี่คืออะไร  นั่นคืออะไร   มันจะรู้แจ้งเห็นชัด  ….
 
                           เหตุที่ครูบาฯไม่ให้อ่านตำราหรือหนังสือใดๆในเวลาปฏิบัติเพราะเหตุนี้  มันจะพากันหลง  เรามีหน้าที่คือ ทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง  มีบางคนคับข้องใจในทำนองว่า  แล้วเราจะไม่หลงทางหรือ  ตรงนี้ขอบอกเลยว่า  ขึ้นอยู่กับเหตุที่คนๆนั้นได้กระทำมา   ผลจึงเป็นเช่นนั้น   เหมือนกับการที่ใครเชื่อใคร  ปฏิบัติตามใครนั้น  ขึ้นอยู่กับเขาเหล่นั้นได้เคยสร้างเหตุร่วมกันมาจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง  วันใดกุศลมากพอ  เขาย่อมได้พบกับครูบาฯท่านต่อๆไป  ฉะนั้นอย่าไปกังวลเรื่องครูบาฯ  ….
 
                         เรื่องวิธีการพื้นฐานในการปฏิบัติ  ตรงนี้บอกก่อนว่า  แต่ละคนสร้างกุศลมาไม่เท่ากัน  การสั่งสมมาทุกภพทุกชาติ   เฉกเช่นตัวเรานี้  เราเคยสำเร็จกสิณมาแต่ชาติก่อน  มาชาตินี้  เราจึงทำกสิณได้ด้วยตัวเอง  ตั้งแต่อายุ10 กว่าขวบ  โดยไม่ต้องมีครูบาฯมาคอยกำหนาบหรือสอนแต่อย่างใด   เพียงแค่อ่านในหนังสือ แล้วทำตามเท่านั้นเอง   เห็นไหมว่า กุศลแต่ละคนสร้างสั่งมาไม่เท่ากัน  ฉะนั้นอย่าไปถกเถียงเรื่องวิธีการกัน  จะดูกาย ดูจิต  จะสมถะ หรือ วิปัสสนา  มันก็แค่บัญญัติ  อย่าไปยึดติดกัน  แต่จงลงมือทำทันที   แล้วผลของการปฏิบัติ  เราจะได้คำตอบทุกๆคำตอบที่เราสงสัย  …
 
                        ถ้าถามว่าอะไรดีที่สุด  ขอบอกเลยว่า  อะไรก็ได้ ขอให้อยู่ในสติปัฏฐาน 4 ก็แล้วกัน  ไม่มีอะไรถูกหรือผิด  ถูกผิดเป็นเพียงความคิดของแต่ละคน  ใครถนัดแบบไหน  ทำแล้วไม่เครียด  ทำแล้วไม่เพ่ง  ทำแล้ว สติ สัมปชัญญะดี ทำแล้วกิเลสเบาบางลงนั่นแหละมาถูกทางแล้ว   ….
 
                       เมื่อสติ สัมปชัญญะดี  ศิลของผู้นั้นย่อมสะอาดขึ้น  เพราะรู้จักแยกแยะกุศลหรืออกุศลได้ทัน  สมาธิย่อมตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น  เพราะความฟุ้งซ่านต่างๆน้อยลงไป  ปัญญาย่อมเกิดได้ง่ายขึ้น  นี่แหละ ประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน 4  ….
 
                        การถากถางกิเลส คือ การยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตของเรานี่เอง  รู้ในตัว  ไม่ใช่ไปรู้นอกตัว   รู้นอกรู้ในรู้นั้นคืออะไร   รู้เท่าทันกิเลสนั่นเอง  ทุกๆครั้งที่เราขยับตัว  กิเลสมันวิ่งเข้าใส่ทันที  หน้าที่เราคือ ตั้งสติให้มั่นแล้วรับมือกับมัน  ใหม่ๆอาจจะยากมากๆ  แต่ให้รู้ลงไปบ่อยๆ ทำความเพียรต่อเนื่อง  แล้วจะผ่านไปได้เอง   ทุกอย่างมันไม่เที่ยง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา  ….

Advertisements

รู้จักให้อภัยต่อผู้อื่น

 
        

.5.bmp

รู้จักให้อภัยต่อผู้อื่น

เมื่อเรารู้จักให้อภัยตัวเองได้แล้ว เราย่อมรู้จักที่จะให้อภัยต่อผู้อื่น
เพราะเราได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดนั้นๆ ทำให้เราได้รู้จักกับว่าให้อภัย

การกระทำทุกๆอย่าง ไม่มีใครที่จะทำถูกต้อง 100 %
แม้แต่ตัวเราเอง ถูกผิด ทุกๆอย่าง ล้วนเป็นเพียงแค่ความคิดของเรา

การที่เราทำอะไรแล้วเราบอกว่าเราถูกนั้น มันก็เป็นเพียงความคิดของเราฝ่ายเดียว
เมื่อมีเสียงทักท้วงดังมา เราควรกลับไปมองว่าเหตุที่เขาทักท้วงมานั้น เพราะอะไร

แล้วเรากลับมาพิจรณาดู อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าความคิดที่ตัวเองคิดนั้นต้องถูกต้องเสมอ
เราควรพิจรณาว่า สิ่งที่กำลังจะก่อให้เกิดการกระทำนั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครๆหรือเปล่า

เราเบียดเบียนผู้อื่นมั๊ย เบียดเบียนตัวเองมั๊ย ต้องหาเหตุหาผลออกมา
เพราะไม่งั้นทุกๆหนึ่งการกระทำที่เราได้ทำลงไปนั้นคือ การก่อภพก่อชาติขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ

กุศลหรืออกุศลให้ดูที่จิตของเรา ทำแล้วเกิดความสะใจที่ได้กระทำ นั่นคืออกุศล
ทำแล้วพอใจที่จะได้ทำ ตรงนี้อาจจะเป็นทั้งกุศลและอกุศล

ทำแล้วรู้สึกสุขใจเนืองๆที่เห็นคนอื่นๆเดือดร้อน อันนี้อกุศล
การกร่นด่าว่าผู้อื่นด้วยความเพลิดเพลินใจโดยไม่รู้สึกผิด
อันนี้ยากที่จะแก้ไขได้ ถ้าเจ้าตัวเขาไม่ยอมฟังใครๆเลย
พื้นฐานด้านจิตใจของแต่ละคนนี่สำคัญมากๆ
การเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม กุศลที่สร้างมาไม่เท่ากันอีก

หลายเหตุผลที่ก่อให้เกิดทุกๆการกระทำ วิบากกรรมของแต่ละคนอีก
ความพยาบาท ความผูกใจเจ็บ ที่ทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจที่ตนต้องการ

การที่เราจะทำใจให้อภัยต่อผู้ที่ทำร้ายเรานี่ ใหม่ๆยากมากๆ
เพียงแต่ให้นึกถึงผลที่จะตามมา ภพชาติไม่รู้จักจบสิ้น

วนเวียนอยู่ในวงจรอุบาท์หรือในวัฏสงสารนี้ จิตเราจะผ่อนคลายลง
ใครอยากทำอะไรเรา ปล่อยให้เขากระทำไป
ทุกอย่างล้วนมีเหตุมาก่อน ผลจึงเป็นเช่นนี้
ฤามีให้หนีกรรมหรือการกระทำต่างๆของตัวเองได้

หลักฐานของทุกๆการกระทำถูกบันทึกลงไว้ในจิตหมด
ดีชั่วตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตามความคิดของเรา

ไฟไหนจะร้อนเท่านไฟนรก ไฟพยาบาทที่เกาะกินเป็นสนิมอยู่ในใจ
เราจงให้อภัยต่อคนเราเหล่านั้น เพราะเราเองก็เคยผิดพลาดมาก่อนเหมือนกัน
จงให้อภัยต่อเขาเหล่านั้น แล้วมาผ่อนคลายจิตของเรา :b16:

ผ่อนคลาย สบาย สบาย

วางทุกอย่างทิ้งไป สบาย สบาย

หลับตาลง อมยิ้ม เบาสบาย

พักจิต พักใจ สบาย สบาย

ร่างกายผ่อนคลาย จิตใจเบาสบาย

หลับตาลง อมยิ้ม อย่างมีความสุข

หายใจ สบาย สบาย พร้อมกับภาวนาว่า

ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

ใจเราน้อมรับความสุขด้วยรอยยิ้ม

กายเรายิ้ม …. ใจเรายิ้ม …..

ใจเราเต็มเปี่ยมไปด้วย …. รอยยิ้มแห่งความสุข …

นำรอยยิ้มแห่งความสุข ….

เผื่อแผ่ให้กับคนที่เรารักและเคารพ

ขอให้คนที่เรารักและเคารพมีความสุข ….

นำรอยยิ้มแห่งความสุข…

เผื่อแผ่ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข

ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เอิบอิ่ม….

ไปด้วยรอยยิ้มความสุข

ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข

ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข

ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข

 

เหนื่อยใจมากๆ

 
                            ด่านนี้  ด่านใจเหนื่อยใจมากๆ   เหนื่อยสุดๆ  ท้อสุดๆ  แต่ก็ต้องพยายามก้าวต่อไป   มันมีแต่เรื่องการชดใช้   ชดใช้ทุกๆคนที่เราเคยสร้างเหตุร่วมมากับเขา  ซึ่งลงมือกระทำไปด้วยความไม่รู้  ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่  ชาติไหน  มาถึงสภาวะนี้แล้ว  มีแต่เจ้าหนี้รุมถึ้ง   เพื่อจะให้เราถอดใจ  ให้เลิกให้ได้   แต่ให้เราเหนื่อยใจยังไง  ท้อใจยังไง  เราไม่หวั่นไหว  ยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  ….
 
                            เรามีวิธีการหลากหลายในการพยายามรักษาจิตเราเอาไว้  จิตฟุ้งซ่านก้มีผลต่อสมาธิ  จิตหดหู่ก็มีผลต่อสมาธิ  ต้องอาศัยการหมั่นเจริญสติให้มากๆ  เหมือนครูบาฯท่านแนะนำไว้แล้ว  ท่านบอกว่า มันจะทุกข์สุดๆ  ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่  แต่เราต้องเอาสติดักจับสิ่งที่มากระทบให้ทัน  จับมันให้หมด    เราเชื่อครูบาฯนะ  เมื่อก่อนก็สงสัย  ทุกข์ยังไงหนอแบบที่ท่านพูด  …..
 
                           โห!!!!  …. พอมาเจอถึงได้เข้าใจ  ด่านกายว่าหนักสุดๆ  ว่าสาหัสสากรรจ์แล้ว   ด่านใจนี่โคตะระเลยดีกว่า   มันเล่นเราทุกทาง  เล่นเราทุกรูปแบบ  นี่ขนาดโลกทางเน็ตนะ  โลกของความจริงน่ะ  เราไม่มีอะไรเลย  ชีวิตเราเรียบง่าบ  ใช้ชีวิตแบบเงียบสงบและพอเพียง   ไม่เคยออกไปสุงสิงกับชาวบ้าน  เลิกงานมาเข้าบ้าน   ปิดประตูบ้าน  ไม่เคยไปเฮฮาปาร์ตี้บ้านใคร  เราชอบอยู่แบบสงบเงียบ  ….
 
                           ชีวิตที่ทำงานก้ไม่มีอะไร  เพราะห้องทำงานเราก็ส่วนตัว ไม่ได้ไปปะปนกับใคร  เราทำกรรมฐานได้ทั้งวัน   แต่วิบากรรมนี่สิ    เจ้าหนี้มันหาเราจนเจอ  โลกความจริงมันเล่นไม่ได้  มันมาเล่นเราทางเน็ตแทน  มีหลายๆคนที่ทำงานที่เข้ามาอ่านบล็อก  เขาก็ถามๆกัน  ว่าทางเน็ตมันทำให้เรารู้สึกได้ขนาดนั้นเลยหรือ  มันทำให้เราเสียใจได้ขนาดนั้นเลยหรือ   เราบอกได้สิ  ถึงจะไม่รู้จัก  ไม่มีตัวตน  อยู่คนละซีกลง  มันก็เจอกันจนได้แหละ  วิบากกรรมนำพามาให้มาพบกัน ให้มาชดใช้กัน    ……
 
                          เราโดนเล่นงาน  โดนทำร้ายอยู่ตลอดเวลาทางด้านจิตใจ  เหตุเกิดจากสิ่งที่เราเคยสร้างไปด้วยความไม่รู้ในอดีตทางนั้น   พอหลุดจากสิ่งที่ติดตรงนี้ได้  อ้าววว   …. กิเลสตัวใหม่เข้ามาเล่นงานเราอีกแล้ว  ด่านใจนี่มันยากจริงๆนะ  ทั้งที่เราเองก็ทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง   สติยังแทบจะเอาไม่อยู่   ต้องอดทนสุดๆเลยนะ   …. เฮ้ออออ   … ก็สู้กับกิเลสในใจตัวเองต่อไป  สิ่งที่มากระทบทั้งหลายนั่นแหละคือกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเรา   เราควรแผ่เมตตา  เจริญสติมากๆ  อโหสิกรรมต่อทุกๆการกระทำที่คนอื่นๆเขามาสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้เราเนืองๆ   ทุกอย่างมันมีเหตุมาก่อน  ในเมื่อเราอโหสิกรรมให้กับเขาเหล่านั้นได้  วิบากกรรมที่เราเคยมีกับเขาย่มอจบสิ้นลงไป    เวรที่เราเคยกับเขาเหล่านั้นย่อมจบสิ้นลงไป  แต่กรรมนั้นซื่อสัตย์ยิ่งนัก   ใครเขากระทำอย่างไร  เขาย่อมได้รับผลเช่นนั้น  ตามที่เขาเจตนา  กรรมนั้นส่งผลทุกๆอย่าง  ส่งผลโดยบุคคลที่มีวิบากร่วมกับเขา  เขาต้องไปชดใช้ทางนั้นแทน  วงจรอุบาท์ก่อภพก่อชาตินี้ไม่รู้จบ  ถ้าไม่รู้จักการอโหสิกรรมให้ซึ่งกันและกัน  แต่อย่างว่าแหละ  กิเลสแต่ละคนหนาบางไม่เท่ากัน  การรับรู้ของแต่ละคนอีกล่ะ    ไม่ปฏิบัติย่อมไม่เข้าใจ  บางคนปฏิบัติแล้วก็ยังไม่เข้าใจ  เพราะอวิชชามันครอบงำเอาไว้  มิจฉาทิฏฐิมันบดบังใจเอาไว้  ตัวตัณหาอุปทานมันปิดบังดวงตาจนมืดบอด  มองไม่เห็นแสงสว่างและทางที่ถูกต้อง  เฝ้าแต่ก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จักจบจักสิ้น  ทำแล้วทำอีกโดยเอาแค่ความสะใจของตัวเองเป็นหลัก   เฝ้าหลอกตัวเองไปวันๆ   กินอาหารเน่าเหม็น  เสพสิ่งที่เป็นพิษเข้าไปไว้ในจิตอยู่ตลอดเวลา  ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำแล้วรู้สึกว่า ตัวเองสามารถทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดใจได้ตลอดเวลา   ……
 
30 ก.ย. 52   กลับมาย้อนอ่าน  " บางคนปฏิบัติแล้วก็ยังไม่เข้าใจ  เพราะอวิชชามันครอบงำเอาไว้  มิจฉาทิฏฐิมันบดบังใจเอาไว้  ตัวตัณหาอุปทานมันปิดบังดวงตาจนมืดบอด  มองไม่เห็นแสงสว่างและทางที่ถูกต้อง  เฝ้าแต่ก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จักจบจักสิ้น  ทำแล้วทำอีกโดยเอาแค่ความสะใจของตัวเองเป็นหลัก   เฝ้าหลอกตัวเองไปวันๆ   กินอาหารเน่าเหม็น  เสพสิ่งที่เป็นพิษเข้าไปไว้ในจิตอยู่ตลอดเวลา  ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำแล้วรู้สึกว่า ตัวเองสามารถทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดใจได้ตลอดเวลา   "       ขออโหสิกรรม  ….  เพราะเป็นสิ่งที่ควรไม่สมควรกล่าวเป็นอย่างยิ่ง  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  เหตุมีมาก่อน  ผลเลยเป็นเช่นนี้   เวลาที่เราโพสข้อความนั้นๆ นั่นคือ   สิ่งที่ออกมาจากจิตจริงๆ    ช่วงนั้นสติไม่ทัน    เลยโพสตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น   พอวันนี้กลับมาอ่านทบทวน  ถึงได้เห็นข้อผิดพลาดว่า  เรากำลังเข้าไปข้องเกี่ยวกับวิบากกรรมของคนอื่น  เลยต้องมาขออโหสิกรรม  เพื่อจะได้ไม่มีเวรต่อกันและกันอีกต่อไป    …..
 

อย่าให้ถึงวันนั้น – ศิรศักดิ์

 
 
                                                         

 
 
 
คืนนั้น…คืนที่นอนฝัน ว่ามันถึงวันสุดท้าย
มองเห็นเราต้องลากันไป ใจทั้งใจมันสั่น
ตื่นขึ้นมาน้ำตายังคลอตา ขออย่าให้เหมือนในฝัน
มันไม่จริง มันไม่จริง…เราไม่เป็นอย่างนั้น

คืนนั้น…เป็นแค่เพียงฝัน ยังรับมันไม่ไหว
ความฝัน มันจะจริงวันใด ในหัวใจยังหวั่น

อยากวิงวอนขอเธอในดวงใจ
….ขออย่าใจร้ายกับฉัน
มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…

แค่เพียงแต่คิด หัวใจก็เจียนสลาย
วันแห่งความปวดร้าว วันที่เจ็บช้ำใจ
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง

สิ่งใดๆ ที่มี..
เทียบไม่ได้กับเธอ
โลกยังดีเสมอ ถ้าเธอยังอยู่…..

อยากวิงวอนขอเธอในดวงใจ
….ขออย่าใจร้ายกับฉัน
มีอะไร ให้อภัย มีจิตใจต่อกัน…
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง
อย่าให้ถึงวันนั้นเลย…อย่าให้มันต้องกลายเป็นจริง
 

ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ – อินคา

 
                                                        
 
 
 
 
จากคนๆ ที่เคยมีใจกันอยู่
เปลี่ยนไปเป็นไม่มีเยื่อใยต่อกัน
อยากลืมๆ ทุกสิ่ง ลบล้างเรื่องวันวาน
หากเราไม่เห็นกันคงลืมกันได้

หนักใจตรงที่ความจำเป็นบางอย่าง
กดดัน ทำให้เราเจอกันต่อไป
ยิ่งเจอใจยิ่งเจ็บ มันทรมานเกินไป
ห่างกันไปให้ไกลมันยังดีกว่า

คนที่รักร้างไกลนั้นเจ็บไม่นาน
คนไม่รักใกล้กันช้ำใจยิ่งกว่า
แต่ว่าหนทาง ทางของคน
ไม่มีให้เลือกเท่าไหร่ เจ็บสักเท่าไร
(เจ็บสักเท่าไร) ก็ต้องรับมา

อีกนาน นานเท่าไร มันจึงจะจบ
จบไป ไปให้ไกลๆ กันสุดตา
อยากมีชีวิตใหม่ ไม่ต้องมีเธอมา
ต้องเจอกับสายตาเย็นชากันอยู่

เจ็บปวดเสมอ ที่ต้องเจอกัน
เอ่ยปากต่อกัน เหมือนคนใหม่
จำใจแสดง แกล้งทำกันไป
อย่างไม่ค่อยเต็มใจ อย่างกับคนไม่เคยรักกัน

ต้องเจอกับสายตาเย็นชากันอยู่

 
 

รอยร้าว – อิทธิ

 
 
  
  
 
 
อย่า เธออย่าปิดบังฉัน
เพราะว่ามันอาจทำให้ฉันเข้าใจเธอผิด
อย่าให้ความรักนั้นกระทบกระเทือน
ย้ำ เตือนให้คิด
ปิดบังเท่าไร ยิ่งทรมานหัวใจ


เหตุ คงเกิดจากวันนั้น
เขาเข้ามาเกี่ยวพันเธอนั้นก็มีเยื่อ ใย
ตั้งแต่วัน นั้นฉันก็รู้ตัวดี เห็น เธอเปลี่ยนไป
สบตาครั้งใด ยิ่งดูเหมือนคนห่างไกล

แก้วที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแตก
ใจที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแหลก
แตกสลาย ไม่ มี วันเหมือน เดิม


อยู่ มีแต่ความเจ็บช้ำ
ทุกถ้อยคำพูดจาตอกย้ำซ้ำเติมที่ เก่า
บาดให้รอยร้าวลึกลงลึกลงไป
เหลือ เพียง แต่เรา
สิ่งเดียวรับเอา คือรอยร้าวในใจ

แก้วที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแตก
ใจที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแหลก
แตกสลาย ไม่ มี วันเหมือน เดิม


อยู่อย่างตายทั้งเป็น
มันคงจบเกม ในไม่ช้า คงจบลง

แก้วที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแตก
ใจที่มันร้าว ไม่นานก็คงจะแหลก
แตกสลาย ไม่มีวัน เหมือนเดิม
อยาก ให้เธอ คิด ก่อน ตัดสิน ใจ

 

จันทร์ฉาย – มาลีฮวน

 
  

 

นึกถึงคืนผ่าน เหตุการณ์ที่มันร้ายร้าย
ร้ายจนแผดเผาใจไหม้หมองเกรียม
ต้องเป็นคนผิด ด้วยการจำยอม
กลั้นน้ำตานอง ขำขื่นสะอื้นอารมณ์

* (ล่วงเลย)(วันคืน)ผ่าน เหตุการณ์ที่มันร้าย
ร้ายจนเกินใจจะทนไหว
รอยแยกแปลก แตกลงกลางใจ
ขอฝัน ของฉันเคียงข้างเธอ

** เรียนรู้โลกใหม่ โอบกอดตัวเอง
ภายใต้เสียงเพลง คืนจันทร์ฉาย
แม้ไร้ใคร เป็นเงาเคียงกาย

(ซ้ำ*, **)

จะเคียงคู่เธอ

 

http://www.imeem.com/eastboy43470/music/vjskgzy4//

 

 

เดินจงกรม 1

 
                              การเดินจงกรม  ส่วนมากจะก่อปัญหาเกิดขึ้นให้กับผู้ปฏิบัติ   จริงๆแล้วอยากจะเขียน  แต่ตอนนี้ขี้เกียจเขียน  เลยเอาสภาวะของผู้ปฏิบัติมาให้อ่านแทน  น่าจะช่วยคลี่คลายเรื่องการจงกรมได้ดี ทั้งเรื่องระหว่างการใช้กำหนดหนอเข้ามาช่วย  กับ การรู้ลงไปในอริยาบท
 

September 28

เดินจงกรม 1

การเดินจงกรม ส่วนมากจะก่อปัญหาเกิดขึ้นให้กับผู้ปฏิบัติ นำสภาวะของผู้ปฏิบัติมาให้อ่าน
น่าจะช่วยคลี่คลายเรื่องการจงกรมได้ดี ทั้งเรื่องระหว่างการใช้กำหนดหนอเข้ามาช่วย
กับ การรู้ลงไปในอริยาบท

กระต่ายขนฟ says
เดิน 60 นั่ง 50 ตอนเดินวันนี้ ช่วงต้น มีแต่ความอยาก

และความคิดเรื่องการปฎิบัติค่ะ มีความรู้สึกว่าปฎิบัติไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะกำหนดแบบไหน
ถึงจะมีสติ ก็พยายามหายใจยาวๆ

แล้วเดินไป แต่ก็ยังเป็นตลอด ระหว่างที่เกิดความรู้สึกเหล่านี้
ก็ยังพอรู้การเดินได้ คือจะรู้ตอนยก เท้า เท้ากระทบพื้น

ตอนก้าวเท้าไปด้านหน้า ส่วนใหญ่จะรู้ได้เล็กน้อยแล้วก็จะหลง
ไปเกิดอารมณืที่บอกมาค่ะ ก็พยายามรู้ลงไปที่อารมณื กำหนดรู้หนอ หายใจยาวๆ

มันก็ยังไม่หายยังมีบทบาทอยู่ ก็เดินๆต่อไป แล้วอีกสักพักใหญ่
สภาวะก็เปลี่ยนเป็น มีแน่นที่จมูก

แล้วจิตก็นิ่งขึ้น ความว้า วุ่นความอยากยังมีอยู่ แต่ขึ้นมาสั้นๆ
แต่ความคิด ยังมีมาตลอด แต่ ก็ไม่ยาวมาก ก็กลับมากำหนดรู้ที่เท้าได้ดีขึ้นค่ะ

แล้วก็เดินๆไป เด๋วก็กลับมาอยากใหม่แต่ไม่แรงมาก คราวหลังนี้กำหนดแล้วมันจางลง
ได้บ้างน่ะค่ะ แล้วพอมานั่งครั้งนี้ก้อลองพยายามหายใจยาวๆ จริงจัง ตอนต้น

สังเกตเห็นว่าลมมันสั้นมันจะไม่เข้าไป จะติดที่อก ก็ลองหายใจต่อ
พบว่าคราวนี้ลมจะละเอียดมากเย็นๆ แต่เป็นการใช้พลังจากอกหายใจ
ทำแบบนี้อยู่ 5 ครั้ง สังเกตุเห็นลมเด่นชัด เลยจับที่ลม

ความร้อนที่กระทบ การหายใจเข้า – ออก แล้วก็ จิตมันลอยไปคิดไวมาก
คือถ้าดูลมแล้วจิตจะลอยไว

ก็มาดูใหม่ว่าเห้นกายไหม ก็เห็นกายคลื่อนไหว เลยจับที่กาย กายเคลื่อนไหว นิดเดียว
สักพักก็มีหลงไปคิด คราวนี้ไม่ไปหลับในค่ะแต่ลอยไปคิดเบาๆ ไม่รู้คิดอะไร
แล้วก็พอรู้ว่าลอย ก็จะพยามๆกลับมารูกายใหม่แบบนี้ค่ะ ช่วงหลังๆของการนั่ง

เห็นจิตมมันลอย แล้วกำลังจะดึงกลับมาโดยหายใจยาวๆ ตอนนั้นึกว่ารู้สึกตัวอยู่
อยู่ๆมันงุบลงไปเลยทั้งๆที่กำลังจะตั้งต้นหายใจ ยาวๆ ก็งุบลงไปต่อหน้าเลยค่ะ
แล้วก็หายใจยาวๆ อีก แล้วดูต่อ

ก็มีรู้สึก ตัวบ้าง แต่ส่วนใหญมันจะลอยไปค่ะ
รู้ว่าลอยก็พยายามอีก แบบนี้จนจบค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
พี่ถามนะคะ หมูเข้าใจคำว่า แค่รู้มั๊ยคะ

กระต่ายขนฟ says
แต่ก่อนก็คิดว่าเข้าใจ แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วค่ะ

สุขที่แท้จริง says
เป็นยังไงคะ เมื่อก่อนเข้าใจว่ายังไง

กระต่ายขนฟ says
ก็ช่วงแรกๆของการปปฎิบัติ เวลามีอารมณือะไรเด่นก็แค่รู้ว่ามันมี
แล้วมันจเปลี่นให้เราเห็นน่ะค่ะพี่ แล้วก็เปลี่ยนการรู้ไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องไป สนใจว่ามันจะเป็นอย่างไร แค่รู้ว่ามันมี แล้วเด๋วมันก็เปลี่ยน

สุขที่แท้จริง says
แล้วตอนนี้ล่ะคะ

กระต่ายขนฟ says
ตอนนี้มัน ไม่เปลี่ยนให้เห็นแบบแต่ก่อนค่ะ มันยากขึ้น
แล้วก็ ต้องเดินนานๆ ถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบเป็นกลลุ่มก้อนค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
คืออะไรคะเป็นกลุ่มเป็นก้อน

กระต่ายขนฟ says
คือ อย่างตอนแรก ที่หมูอยาก ปฎิบัติ น่ะค่ะ
เจ้าความอยาก ความฟุ้งซ่านมาทยอยมาเป็นระลอก ดูแล้วมันยังไม่หายไป
หลายๆ ครั้งจนผ่านไปนานๆ ถึงเปลี่ยนเป็นความนิ่ง

แล้วเห็นว่าจิตมันเปลี่ยนไป สภาวะเปลี่ยนน่ค่ะ แต่สมัยก่อน
จะเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงแทบจะ ไม่มีกก้าวแบบนี้น่ค่ะ

สุขที่แท้จริง says
รู้มั๊ยว่ามันนิ่งเพราะอะไร

กระต่ายขนฟ says
สมาธิ…น่าจะนะคะ

สุขที่แท้จริง says
เข้าใจถูกนี่คะ แล้วหมูไปสงสัยอะไรล่ะนั่น

กระต่ายขนฟ says
คือ บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ แต่รู้สึก ว่ามัน จะพยายามปฎิบัติให้ถูก

สุขที่แท้จริง says
ความอยากไงหมู

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ คือมันรู้สึกว่า ถ้าปฎิบัติถูฏแล้วสภาวะจะต้องดับให้เห็น

สุขที่แท้จริง says
พี่เคยบอกแล้ว การเจริญสติ เมื่อสติเริ่มดีขึ้น
เราจะได้สมาธิเป็นของแถม อะไรล่ะสภาวะดับน่ะค่ะ

กระต่ายขนฟ says
คือ เห็นว่ามันขึ้นมาแล้วคลลายลงไป ไม่ไปติดกับสภาวะเดิมๆ น่ะค่ะ
อันนั้นหมูจะรู้สึกว่าทำถูก

สุขที่แท้จริง says
ก็สติหมูยังไม่มากพอนี่ จะไปเห็นรายละเอียดแบบนั้นได้ไงล่ะคะ

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ แบบว่ามันเคยทำได้ แหะๆ

สุขที่แท้จริง says
มันเที่ยงมั๊ย

กระต่ายขนฟ says
ไม่เที่ยงค่ะ

สุขที่แท้จริง says
นั่นสิ แล้วหมูไปยึดอะไรล่ะนั่น

กระต่ายขนฟ says
คือพอมันเคยทำได้แล้วอยู่ไมใได้เราก็จะคิดว่าเราทำผิดหรือเปล่าน่ะค่

สุขที่แท้จริง says
ก็สติของหมูยังไม่มากพอ แล้วสมาธิยังไม่ตั้งมั่น แค่นั้นเองจะมีอะไร
มันต้องมีทั้งสติและสมาธิที่ตั้งมั่นประกอบกันค่ะ

กระต่ายขนฟ says
บางครั้งมันก็ตั้งมั่น บางครั้งมันก็ไม่ตั้ง

สุขที่แท้จริง says
นั่นสิ แล้วหมูจะไปคาดหวังอะไรกับมัน เหมือนแค่รู้ ที่พี่น้ำถามไปเมื่อกี้

เวลาหมูเดิน แค่รู้ว่ากำลังเดิน ความคิดเราไปห้ามมันไม่ได้
มีใครบ้างห้ามความคิดได้ มีห้ามได้เหมือนกัน

แค่สั้นๆ คิดหนอๆๆๆ พอความคิดนี่ดับไปได้ แป๊บนึง ตัวใหม่เกิดอีกแล้ว

พี่ถึงบอกไงคะว่า ให้แค่รู้ว่ากำลังเดิน ให้มารู้อยู่กับการเดิน
มันอยากคิดอะไรก็เรื่องของมัน แต่เราเอาจิตเรารู้อยู่กับการเดิน

บางครั้งมันลอย ให้หยุดเดิน กำหนดรู้หนอๆๆๆ แล้วก็เดินต่อ

การเดินจงกรมนี่จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย พอเราเดินมากๆ เดินบ่อยๆ
เรารู้ลงไปในการเดินได้ตลอด สติมันก็เกิดขึ้น

แต่ถ้ากำหนดตามรูปแบบ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ อันนั้นเหมาะกับคนที่ชอบฟุ้งไปเรื่อย
คิดไปเรื่อย เอาจิตมาผูกกับกริยานี้ซะ มันก็จะฟุ้งน้อยลง

เวลาความคิดเกิด ขณะที่เดิน หมูก็แค่รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง
จะไปสนใจอะไรกับมัน แต่ถ้ามันคิดอกุศล เรารู้นี่

เราก็หยุดเดิน หายใจยาวๆ กำหนดคิดหนอๆๆๆ รู้หนอๆๆๆ รู้อะไร
รู้ว่ามันเป็นอกุศล มันมีเท่านี้เองเดินจงกรม

พอเราเดินมากๆ เมื่อเราไปนั่ง ก็เหมือนกับเราได้ผ่อนคลายอริยาบท
ที่เราเดินมา นอกนั้นมันไม่ได้มีอะไรเลย แต่เราทำเพื่อฝึกสติ

ทุกวันนี้เวลาพี่เดินจงกรมก็ยังมีความคิด ไม่ใช่ไม่มี มันมีบ้าง ไม่มีบ้าง
พี่ก็แค่รู้ว่ามันมี ไม่เคยใส่ใจกับมัน

พี่ก็รู้ที่เท้าก้าว ย่าง เหยียบ รู้ที่กาย รู้ที่เท้ากระทบพื้น เดินจนครบเวลา 1 ชม.
ที่ตั้งไว้ พี่ไม่เคยไปใส่ใจกับความคิดว่า

เมื่อไหร่มันจะหยุดคิด เพราะมันไม่ใช่อกุศล เลยแค่รู้ว่ามันคิด มันก็เท่านั้นเอง
หน้าที่คือ เดินให้ครบเวลาที่กำหนดไว้ รู้ที่กาย รู้ที่เท้ากระทบพื้น บางช่วงมันลอย
มันเบาไม่มีน้ำหนักเท้าหรือนน.ตัว เราก็เอาการกำหนดเข้ามาช่วย
มันมีเท่านี้จริงๆเดินจงกรมน่ะค่ะ

เหมือนเวลาพี่ถูกสอบอารมณ์ เวลาครูบาฯถาม เดินจงกรมเป็นไงมั่ง
พี่ก็ตอบว่า มันมีความคิดมันก็แค่คิด ตัวนี้หายไปตัวใหม่มา

รู้ตัวตลอดเวลาเดิน รู้ที่กายเคลื่อนไหว รู้ที่เท้ากระทบพื้น
เนี่ย คำตอบพี่มีเท่านี้เองเวลาสอบอารมณ์

อื่มมม … เรื่องความสงสัยที่หมูเป็นอยู่นั้น เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ปฏิบัติทุกๆคน
แม้กระทั่งความอยากก็เป็นไปตามกิเลสของแต่ละคน อยากมากอยากน้อย

พี่ไม่ค่อยมีเรื่องพวกนี้เลยนะบอกตามตรง คือ ทำอย่างเดียว
ครูบาฯให้ทำยังไง ก้ทำ ไม่เคยสงสัยว่ามันถูกหรือผิด

แล้วอีกอย่าง หมูดูตัวเองได้นี่ ว่า สติเดี๋ยวนี้เป็นไง โดยที่พี่ไม่ต้องบอกอะไรเลยก็ได้
แค่นี้ก็เป็นคำตอบให้กับหมูได้ พี่ถึงบอกไง ดูสติเป็นหลัก

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่น้ำ

สุขที่แท้จริง says
หมูพอจะมองภาพออกมั๊ย เดินจงกรมน่ะ

กระต่ายขนฟ says
มองออกค่ะ แล้วพวก อารมณอยาก อารมซ่านๆ
ที่มันตีขึ้นมาหลังจากความคิดนี่เราก็ ไม่ต้องสนใจมันเหมือนกัน กำหนดว่ามี
ถึงไม่หายก็กลับมารู้กายต่อ ใช่ไหมคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ ทำแค่นั้นเอง แต่ถ้าเป็นอกุศลนี่ ต้องกำหนดคิดหนอๆๆๆก่อน
จึงรู้หนอๆๆทับไปอีกที

มันไม่มีอะไรเลยจริงๆนะ เพียงแต่ว่าหมูไปยึดติดมันน่ะ
ว่าเมื่อทำได้แบบนี้แล้ว จะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป

กระต่ายขนฟ says
ใช่ค่ะพี่ พอไม่ได้ก็ รู้สึกว่าทำไม่ถูก แต่ว่า หมูจะทำแบบที่พี่น้ำบอก

สุขที่แท้จริง says
ค่ะ เดิน 60 นั่ง 35 ค่ะ

กระต่ายขนฟ says
ได้ค่ะพี่

การเดินจงกรม 2

 

                                  หลังจากได้คำแนะนำเรื่องการเดินจงกรม และเรื่องความคิด

 

กระต่ายขนฟ says
รอบนี้เดิน ก็รู้เท้าได้ดีขึ้น มีช่วงที่พอรู้ได้ต่อเนื่อง ทั้งยกย่าง วาง
ตอนกลับตัวจะ ไม่ค่อยรู้สึกตัว

จะใจลอยตอิอนสุดทาง และกลับตัว เลยค่อยๆกลับ ค่อยๆกำหนด ก็ดีขึ้นค่ะ
ส่วนความคิดทำแบบพี่น้ำบอก คือไม่สนใจมัน

ก็ไม่คิดยาวขึ้นมาแทรก ตอนเดินแล้วเราสนใจการเดินมากกว่า
ส่วนนั่ง ช่วงแรกไม่ยอมรู้กาย หลงไป สมาธิ แล้วก็สะดุ้งออกมา
พอหลุดออกมาก็พยายามรู้กายต่อ รู้ไม่ไหว ก็หลงไปใหม่ เข้าไป อยู่ในสมาธิใหม่น่ค่ะ
แล้วก็ ช่วงหลังมันกลับมารู้กายได้ อีก แล้วก็ไปใหม่อีก จบแล้วอะค่ะ

สุขที่แท้จริง says
รู้สึกว่า พอตัดความคิดไปได้ หมูว่าเดินจงกรมเป็นยังไงบ้างคะ

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ก็ รู้กายได้ดีขึ้นค่ะ แล้วก็ช่วงที่มีความคิดขึ้นมา มันก็รู้กายได้ด้วย มันจะรู้คู่กัน
จะไม่หลงไปในโลกความคิดมาก ความฟุ้งซ่านในอกมีบ้างแต่ไม่เยอะ
หลังๆก็ไม่ค่อยมีค่ะ

สุขที่แท้จริง says
นี่แหละเดินจงกรมแหละ คนส่วนมากจะไม่รู้ตรงนี้ เพราะไปติดอยู่
ที่ความคิดกันซะส่วนมากแล้วหาวิธีการที่จะหยุดคิดกัน

แต่เขาลืมกันไปว่า ความคิดมันจะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ตัวนี้หายไป
ตัวนี้โผล่มา พอเกิดสมาธิขึ้นมา

ความคิดก็สงบลงไปได้ชั่วครู่ แป๊บเดียวมาอีกแล้ว มัวแต่ไปปล้ำไปตามความคิดกัน
ก็เลยเดินจงกรมแบบเลื่อนลอย คือ แทบจะไม่ได้อะไรเลย ได้อยู่แต่มันได้น้อย

ยิ่งเรารู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับการเดินได้มากเท่าไหร่ สติมันก็เกิดขึ้นมากตามตัว
สมาธิก็จะเกิดง่าย

เหมือนที่หมูบอกน่ะ มันจะรู้ทั้งความคิดและรู้กายด้วย
อีกหน่อยพอสติดีมากกว่านี้ ความคิดมันจะรู้แผ่วๆแค่รู้
แต่จะมารู้ชัดที่กายเคลื่อนไหว ที่อริยบททุกย่างก้าวมากขึ้น

กระต่ายขนฟ says
อืมๆค่ะ หมูจะจำหลักนี้ไว้ค่ะ

สุขที่แท้จริง says
หมูเห็นข้อเปรียบเทียบมั๊ยล่ะ ทั้งๆที่เวลาเดินทั้งสองรอบเท่ากัน
แต่ดูสิ่งที่หมูพูดมารอบแรกระหว่างเดิน กับรอบสองแตกต่างกันลิบลับ

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ใช่ค่ะ รอบสอง ความคิดเล็กๆน้อยๆ ปล่อยไปเลยค่ะ
มันขึ้นมาเรารู้อยู่แล้ว แต่เราดูกาย

สุขที่แท้จริง says
รู้มั๊ย ว่าทำไมพี่ไม่พูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทำไมถึงปล่อยมานานขนาดนี้

กระต่ายขนฟ says
สงสัยเหมือนกันค่ะ แหะๆ เพราะหมูทำเหมียนเดิมเรย
พี่น้ำอยากให้เห็นความแตกต่าง หรือเปล่า คะ

สุขที่แท้จริง says
เพราะว่าพี่ต้องการให้หมูเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเองก่อน
พี่รอจนกระทั่งเห็นแล้วว่า หมูไม่ไหวแล้ว

ชักสงสัยแล้วว่ามันถูกหรือผิด เพราะหมูอาจจะเคยอ่านมา
หรืออาจจะไปได้ยินใครเขาคุยกัน

กระต่ายขนฟ says

ค่ะพี่ หมูได้ยินมาว่า การที่เรารูกายต่อเนื่อง ตลอดเวลา มัน เป็นสมาถะ
ขอโทษนะคะ เขาบอกมันจะเพ่ง

เขาบอกว่ารู้ทุกย่างก้าว มันคือการเพ่งกายอะค่ะ
นี่ก่อนหมูจะเลิกฟัง มันยังติดอยู่ในใจ

สุขที่แท้จริง says
แล้วตอนนี้เข้าใจคำว่าแค่รู้ชัดขึ้นหรือยัง

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
หมูว่าดีขึ้นค่ะ

สุขที่แท้จริง says
แล้วหมูว่าเพ่งมั๊ยล่ะ รอบบนี้น่ะ

กระต่ายขนฟ says
มันก็ไม่เพ่งนะคะ เพราะถ้าเพ่ง มันคงจะเครียดๆ
แต่ว่ามันก้มีความอึดอัด ที่ใบหน้าบางเกน้อย บางครั้งน่ะค่ะ

สุขที่แท้จริง says
ที่ใบหน้าเป็นอะไรหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
ก็มันจะแน่นๆ บางครั้ง ตรงกราม ตรงจมูก

สุขที่แท้จริง says
ใช่ นั่นแหละอาการเพ่ง

กระต่ายขนฟ says
ถ้างั้นหมูก็เพ่งอะค่ะ แก้ยังไงคะพี่

สุขที่แท้จริง says
ครั้งนี้ก็ยังเป็นหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
เป็นค่ะ แต่ว่าไม่ได้เป็นมาก

สุขที่แท้จริง says
วันนี้หมูเพิ่งลองทำตามที่พี่บอกวันแรก รอดูวันต่อไปละกันค่ะ
หมูเดิน … ไม่ต้องไปเกร็ง ไปเครียด ไปคาดหวังว่าดีหรือไม่ดี หรือได้อะไร
เดินแล้วรู้ลงไป แบบเท้ากระทบเราก็รู้

แต่ไม่ใช่ไปเพ่งให้มันรู้ชัดขนาดนั้น อันนั้นมันเจาะจงมันจะกลายเป็นเพ่ง ทำให้เราเครียด
แค่รู้ว่าอ้อเท้าสัมผัสพื้น กายเคลือ่นไหว พอวันใดสติมากขึ้น มันจะชัดเองค่ะ
โดยเราไม่ต้องไปเจาะจงอะไรเลย

แม้แต่เดินปกติทำงานนี่แหละ มันจะชัดมากๆ รู้อยู่กับการเดิน รู้อยู่กับกายเคลื่อนไหว

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ อย่างนั้น หมูไม่จงใจรู้นะคะ ถ้ามันจะรู้แค่ไหนก็แค่นั้น

สุขที่แท้จริง says
แค่รู้พอแล้ว

ถึงไม่ใช่งูพิษ แต่ก็ไม่คิดจะเป็นกระต่ายขนฟ says
ได้ค่ะพี่ ไว้จะลองทำดูค่ะพี่

สุขที่แท้จริง says
เมื่อก่อนพี่ติดนะ ติดอยู่นานมากเดินจงกรม ไม่มีใครแนะนำหรือบอกเลย
พี่เรียนรู้จากสภาวะเอง ว่าต้องทำแบบนี้ๆแล้วมันจะไม่มึนหัว แล้วมันจะมีสติ

กระต่ายขนฟ says
พี่น้ำเคยติดเพ่งด้วย

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอนี่แหละ ยิ่งมากำหนดยืนหนอนี่มึนไปเลย

กระต่ายขนฟ says
ค่ะหมูก็เป็น แต่สมัยก่อนนะคะ วันนี้ไม่ขนาดนั้น มีกรามแน่นๆ บ้าง
ขอบคุณพี่น้ำมากๆ นะคะ สำหรับววันนี้ ที่ช่วยชี้ทาง

สุขที่แท้จริง says
ยืนหนอน่ะ เราแค่คิดว่าเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงน่ะค่ะ ไม่ต้องไปตามลมหายใจ
คือหายใจปกตินี่แหละ แต่เวลากำหนดยืนหนอน่ะ

ให้คิดถึงเวลาน้ำขึ้น น้ำลงเท่านั้นเอง แล้วมันจะไม่ไปเพ่ง ไม่ทำให้มึน

กระต่ายขนฟ says
ค่ะ หมูตอนกำหนดยืนหนอ จะระลึกถึงการยืน
รู้เท้ายืน น่ะค่ะ ไม่ได้ไล่ขึ้นลง

สุขที่แท้จริง says
ไล่ขึ้นลงเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงค่ะ แล้วจะทำให้หมูไม่ไปติดเพ่ง
มันจะเหลือแค่รู้เองเวลายืน เหมือนกับเดินจงกรมน่ะแหละค่ะ
นี่แหละ การไม่บอกอะไรเลยของพี่เพราะเหตุนี้ ไม่งั้นมันง่ายเกินไป
ความเคลือบแคลงใจย่อมเกิดอีก

กระต่ายขนฟ says
อ่อ เคลื่อนไหว งั้นพรุ่งนี้ลองใหม่ ค่ะพี่ วันนี้ก็งงๆเหมือนกัน

สุขที่แท้จริง says
ให้เรียนรู้ด้วยตัวเองทุกๆอย่าง จนพี่ดูน่ะ ไปไม่ไหวแล้ว ถึงจะบอก
พอบอกทำทันที ผู้ปฏิบัติก็จะเห็นความแตกต่างได้ทันที งงอะไรหรือคะ

กระต่ายขนฟ says
อ่อก็อย่างที่น้ำถามว่าสงสัยไหมทำไมเพิ่งบอกไงคะ
ก็คิดว่า เอ๋ ที่ผ่านมาทำเหมือนเดิม เอ ทำไมพี่น้ำเพิ่งบอกละเอีดด แต่ว่าจริงๆ
ก็คิดอยู่ว่า ต้องมาถึงจุดนี้ก่อน สมัยก่อนถ้าเริ่มทำเลย สติไม่ดีมากๆ ยิ่งกว่านี้

กระต่ายขนฟ says
หมูจะมองไม่เห็นข้อแตกต่างมากค่ะ

สุขที่แท้จริง says
ค่ะ เหตุนี้แหละค่ะ พี่ถึงพูดกับหมูบ่อยๆว่า พี่ดูสติ พี่ไม่ได้ดูเรื่องอื่นๆ

ไม่งั้นข้อสงสัยไม่จบสิ้น แยกความแตกต่างก็แยกไม่ได้
เพราะไม่มีตัวเปรียบเทียบ จะไปเปรียบเทียบกับอะไรล่ะ

ต้องให้เรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน ทำเหมือนคนทั่วๆไปทำกัน พอเห็นว่าเอาละ
ควรบอกก็บอก

พอได้ทำมันก็แยกภาพออกได้ชัดเจนว่าเพ่งกับไม่เพ่งแตกต่างตรงไหน
เอาความรู้สึกตรงไหนมาวัด แล้วแค่รู้มันเป็นยังไง ดูตรงไหน
รู้สึกอย่างไรถึงเรียกว่า แค่รู้

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ แต่ก่อนนึกว่า รู้นี่ต้องลงไปในมัน
อย่างความคิด ต้องกำหนดลงไป ที่ความคิด ความรูสึก
แต่อย่างวันนี้เดินแล้วความคิดมันลอยขึ้นมา เราไม่ต้องลงไปหามัน
พอมันลอย ก็ปล่อยไป นี่ คือ ความหมายของคำว่า แค่ รู้ ใช่ไหมคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง

กระต่ายขนฟ says
พี่น้ำคะ มันเหมือนกับว่าเรามีจุดยืน ของเรา เรายืนจุดเดิม
อะไรมากระทบเรารู เราไม่ตามลงไป

สุขที่แท้จริง says
มันมีของมันอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เอาจิตเราไปข้องกับมัน
เราก็เป็นอิสระจากความคิด

เราก็จะรู้ชัดที่กายมากขึ้น รู้ชัดในอริยาบทยามเคลื่อนไหวมากขึ้น
สติก็เกิดมากขึ้นตามตัว

กระต่ายขนฟ says
ไม่ต้องตามลงไปดูมันเปล่าคะ

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ เหมือนต่างคนต่างอยู่ หมูเข้าใจคำพูดนี้มั๊ยคะ

กระต่ายขนฟ says
อย่างอารมณืฟุ้งซ่านหรือทรมานกลางอก นี่จริงๆเราอยู่เฉยๆมันก็มากระทบเราเอง
เราไม่ต้องไปจีกำหนดจี้ลงไปที่มันชัดๆ วันนี้หมูเพิ่ง ได้หลักนี้

สุขที่แท้จริง says
เราไม่ต้องเอาจิตไปเกาะเกี่ยวอารมณ์เหล่านั้นมา เราแค่รู้ว่ามันมีเท่านั้นเอง

กระต่ายขนฟ says
ไว้หมูลองทำสะสมไปเรื่อยๆ หมูน่าจะเข้าใจคำที่พี่น้ำบอกได้ด้วยตัวเอง
แล้วหมูจะมารายงานว่าหมูรู้สึกแบบไหน ถูกตามจริงหรือยังนะคะ
เราไม่รู้จริงๆนะคะ ว่าแค่รู้ เป็นยังไง

สุขที่แท้จริง says
ใช่ค่ะ สภาวะนี่สำคัญมากๆ มันอธิบายเป็นรูปธรรมหรือตัวหนังสือได้ยากมากๆ
ต้องคุยกันตัวต่อตัวแบบนี้ แล้วต้องปฏิบัติจริงๆ

กระต่ายขนฟ
ช่วงสมัยแรกๆบางครั้งที่หมูมีสติดีๆ ตอนนั้นเข้าใจคำว่าแค่รู้แบบพี่น้ำพูดค่ะ
แต่ไม่ได้สรุปออกมาเป็นองค์ความรู้แบบนี้ มันเข้าใจในการปฎิบัติตอนนั้นๆ
ว่าแค่รู้นี่หว่า แต่ว่า มันก้ลืมน่ะค่ะ เพราะมันไม่ได้เห็นบ่อยๆ

สุขที่แท้จริง says
ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวได้รู้อะไรมากมาย มีอีกหลายอย่างที่พี่ไม่บอก
แต่ให้หมูเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง หมูจะได้ประโยชน์

กระต่ายขนฟ says
ค่ะพี่ งั้นวันนี้หมูกราบลาก่อนนะคะ

 
การเดินจงกรม เมื่อโยคีเดินจนเข้าใจแล้ว จะรู้เลยว่าไม่ว่าจะเดินแบบไหนๆ
ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย ที่มองดูว่าแตกต่าง เนื่องจาก สติ สัมปชัญญะแต่ละคนไม่เท่ากัน
อุบายในการเดินจงกรม มีหลากหลาย แล้วแต่โยคีจะเลือกเอง
สามารถสลับสับเปลี่ยนไปตามสภาวะของแต่ละคน ไม่มีอะไรตายตัว

แสงจันทร์ – มาลีฮวนน่า

 
                                 
 
 
 

แสงจันทร์กระจ่าง ส่องนำทางสัญจร

คิดถึงนางฟ้าอรชร ป่านนี้นางนอนหลับแล้วหรือยัง

แสงจันทร์นวลใหญ่ ข้าจ่อมจมอยู่ในภวังค์

เรไรเสียงไพรแว่วดัง ยิ่งฟังยิ่งเหงาจับใจ คิดถึง

เดินทางกลางเถื่อนกลางหมู่เดือนและหมู่ดาว

แหงนมองฟ้าดั่งมองหาเงา ของเยาวมาลย์อยู่ในสายลม

ผู้ใดซ่อนเจ้า น้ำค้างเหน็บหนาวและขื่นขม

น้ำตาหยด หยดทุกข์ระทม

พร่างพรมอยู่ในสองตา หวั่นไหว

  เอาใจและร่าง ออกมาวางเดิมพัน

เดินทางไกลอยู่ใต้แสงจันทร์

คิดถึงทุกวัน คิดถึงทุกคืน

คิดถึงคนรัก ชุบชูใจให้ตื่นฟื้น

โอ้ฝันอยู่ทุกค่ำคืน ในคืนที่มีแสงจันทร์ อ่อนหวาน

  เอาความฝันใฝ่ สองเราไว้ที่ปลายฟ้า

เดินทางผ่าน สายธารเวลา

ขอให้ศรัทธา อย่าลืมลางเลือน

รอแสงสว่าง อรุณรุ่งรางมาเยือน

ฝากใจไว้กับแสงดาวเดือน

ขอให้มาเยือนอยู่ในนิทรา (หลับฝัน)

 

 

http://www.imeem.com/chittinun/music/afjgWQkN//

Previous Older Entries

กันยายน 2009
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: