รู้หนอๆๆๆ

 
                             ช่วงนี้สภาวะมันแปลกๆดี ก็เฝ้าดูอยู่ ไม่ไปสงสัยอะไร รู้ว่า เดี๋ยวได้คำตอบ จากอาทิตยืที่ผ่านๆมา มีความเงียบสงบบอกไม่ถูก  มองดูเหมือนคนขี้เกียจยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก แต่การรมฐานไม่เคยทิ้ง ทำเป็นปกติทุกวัน ส่วนมากจะอยู่ที่ 4 ชม. 2 ชม. นี่คือขี้เกียจ แบบมันเอาแต่ง่วงอยุ่อย่างนั้น  แต่มาอาศัยนั่งจับพองยุบแทน ก็จับได้ชัดเจนดี เมื่อคืนนอนหลับ ก่อนหลับ สมาธิเกิด ก็นอนดูโอภาสไป  แล้วก็ปล่อยตัวให้หลับ เสียงหัวใจเต้นได้ยินชัดแจ๋ว
 
                             ตอนนี้มันชอบมีอาการหัวโล่งๆ ว่างๆ ก็กำหนดรู้หนอๆๆ ไม่ให้มันนิ่งหรือว่าง แต่มันกำหนดไม่ขึ้น พอกำหนดมันก็หายไปคำกำหนด มันไม่สัมผัส  ทีนี้ปล่อยเลย เฝ้าดูอย่างเดียว  เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นเรื่องของเราก็เต็มใจชดใช้เขาไป ไม่บ่น ไม่มีว่าอะไร แล้วการที่มองเห็นการกระทำของคนอื่นๆก็มองว่า ใครสร้างเหตุยังไง เขารับผล ไม่มองดีกว่า มันก็เลยเหมือนกับสมองมันโล่งๆขึ้นไปอีก  ก็เฝ้าดูต่อไป อาการนี้จะเกิดขึ้นกี่วัน
 
                              ช่วงนี้รู้สึกมีความสุขใจมากๆเลย มันสุขบอกไม่ถูก จิตมันรู้สึกอิ่มๆอยู่ข้างใน แล้วก็ต้องบอกว่า ช่วงนี้สิ่งที่เคยคิดอยากได้อะไรไว้ก็สมปรารถนาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่อยากได้ก็ได้ดังใจหวัง และซื้อได้ในราคาที่ไม่แพง แล้วก็รอบๆตัวเราตอนนี้ คนที่รู้จักเปลี่ยนไปมากขึ้น แม้แต่น้องที่อยู่ด้วยกันก็เปลี่ยนไปมากขึ้น เขามองแต่ว่า ใครทำอะไรได้อย่างนั้น ไม่มีมาว่าใครเลยเดี๋ยวนี้  แล้วก็คนที่เขาพามาพบเมื่อวานนี้ ก็มาให้สอบอารมณ์ นานๆถึงจะเจอกับเขาทีน่ะคนนี้ ก้าวหน้ามากขึ้นเลย  นับว่ามีแต่กัลยาณมิตรจริงๆเลย
โฆษณา

กว่าจะมาเป็นวันนี้

 
                                วันนี้คิดว่าจะมีการส่งการบ้านในรูปใหม่อีก  แต่ปรากฏว่าไม่มา ให้โอกาสนะกับทุกๆคน ไม่ว่าจะมาส่งแบบไหน ยินดีต้อนรับ เพราะนั่นคือกิเลสของแต่ละคน ที่ต้องเอามันออกมาให้หมดจากจิตของคนๆนั้นเอง ยิ่งเอาออกมามากเท่าไหร่ ความซับซ้อนหรือสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตที่มีอยู่ ยิ่งเบาบางลงไป   จะทำให้เป็นอิสระมากขึ้น มั่นใจตัวเองมากขึ้น แยกแยะถูกผิดได้ดีมากขึ้น 

 
                             ส่วนตัวเราเองนั้น นับวันวางมากขึ้น คือ พอเข้าใจมากขึ้น เรื่องของเหตุและผลนี่ พอเกิดการกระทบ มันจะตึ้งขึ้นมาทันที แทบจะไม่ต้องไปกำหนดเหมือนที่ผ่านๆมา  มันเข้าใจมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น เห็นใจผู้อื่นมากขึ้นๆ
 
                             เพราะความไม่รู้ จึงก่อให้เกิดกระทำที่เป็นวิบากกรรมต่อกันและกันไม่รู้จักจบสิ้น  เราเองก็เคยเป็นแบบเขาเหล่านั้น เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐาน ทำให้เรารู้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  เมื่อเกิดการกระทบขึ้น  สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ ความเห็นใจเขาเหล่านั้น  ได้แต่แผ่เมตตา เอาใจช่วยเขาเหล่านั้น  ขอให้เขาได้พบทางอันประเสริฐแบบที่เราได้พบด้วยเถิด  เขาจะได้เลิกแสวงหาสิ่งนอกตัวกัน เลิกกล่าวโทษสิ่งต่างๆนอกตัวกัน แต่หันกลับมาทบทวนดูในกายและจิตของตนเองมากยิ่งๆขึ้นไป
 
                             สิ่งที่เราทุกรูปทุกนาม ไม่เว้นแต่ตัวเราเองทุกวันนี้ ที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ กับสิ่งต่างๆที่มากกระทบ  ทำให้เกิดการปรุงแต่งแตกต่างกันไปตามแต่กิเลสในใจที่มีมากน้อยแตกต่างกันไป  แต่ถ้าเรามาทบทวน มานั่งพิจรณาดู  สิ่งที่มากระทบที่เราไปคิดว่า มันสุขหรือทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์นั้น เกิดจากอะไรล่ะ  นี่คือ เหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในชีวิตของเรา แต่มันคือเหตุของการกระทำในอดีตของเรา ที่กระทำลงไปเพราะความรู้ที่มีแตกต่างกันไป แต่ส่วนมากคือเกิดจากความไม่รู้เสียมากกว่า  ผลมันถึงส่งที่ปัจจุบัน คือ เหตุที่กำลังเกิดขึ้นกับเรา ณ ขณะนั้นๆ
 
                            ตอนนี้เราอยู่ในจุดของความปลอดภัย ปลอดภัยจากอะไร ปลอดภัยจากความกลัวที่ตัวเองเคยมี  เมื่อก่อนกลัวนะ กลัวตกงาน กลัวไม่มีกิน กลัวอุบัติเหตุ เรียกว่ากลัวสารพัดกลัวเลยแหละ  การเจริญสติ ทำให้เราคลายความหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นลงไป นับวันมันเบาบางลงไปเรื่อยๆ มันมีสติมากขึ้น เมื่อเกิดการกระทบ ใจวางได้ไว เหตุดับได้ไว ผลที่ไม่ดีเลยเริ่มน้อยลง มีมาประปราย แต่ไม่เคยประมาท ตั้งสติตลอดเวลา
 
                            ชีวิตเรามีความสุขใจเกิดมากขึ้น มันสุขอยู่ภายใน โดยไม่ต้องไปอิงสุขจากภายนอก เพราะมันเริ่มเห็นผลของความเพียรที่กระทำมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเคยท้อถอย แต่ไม่เคยหยุดก้าวเดิน  ถ้าใครไปอ่านย้อนหลังสภาวะเก่าๆหรือเรื่องราวเก่าๆของเราที่ผ่านมา จะเห้นว่า ชีวิตเรามีแต่ความทุกข์ ความเสียใจ ความขมขื่นใจ ความสุขใจหาได้น้อยมากๆ  ยิ่งปีที่ผ่านมา ใบหน้าเรานี่ เรียกว่า เต็มไปด้วยคราบน้ำตาตลอดเวลา จะหาความสุขทางใจได้ยากมากๆ น้ำตาเต็มหน้า เต็มนัยน์ตาก็เดิน เบื่อก็เดิน ท้อก็เดิน ขี้เกียจสุดๆก็เดิน เพราะเรารู้แล้ว สุขที่แท้จริงนั้น มันอยู่ไม่ไกลเลย  เราอาจจะเห็นภาพนั้นยังไม่ชัด  แต่เราดูจากผลที่เราได้รับในปัจจุบัน  เรามีความสุขใจมากขึ้น สบายใจมากขึ้น มีแต่ให้กับให้ผู้อื่นมากยิ่งๆขึ้น โดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใดๆเลย นิดเดียวก็ไม่มี 
 
                           กว่าจะมาเป็นวันนี้ได้ ถูกทดสอบตลอดเวลา จากใคร จากกิเลส จากสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง  มันไม่ได้ยากหรือง่ายเลย แต่ อยู่ที่ความเพียร ความต่อเนื่อง ต้องเข็นตัวเองให้เดินในบางครั้ง  ใหม่ๆต้องความอดทนต่อความเจ็บช้ำน้ำใจ  จะจากใครล่ะ ไปโทษใครล่ะ  ตัวเรากระทำเองทั้งนั้นเลย แล้วจะไปร้องหาความยุติธรรมที่ไหนล่ะ ในเมื่อทำเองก็ต้องรับผลเอง ไปกล่าวโทษนอกตัว นั่นคือ โง่ เพราะอะไร เพราะนั่นคือ การขาดสติ กำลังสร้างเหตุใหม่ ที่เป็นการก่อภพก่อชาติขึ้นมาใหม่อีกแล้ว  วัฏฏสงสารถึงยาวนานออกไปไม่รู้จักจบจักสิ้น 
 
                           ผลของการเจริญสติ ที่ทุกคนจะต้องเจอคือ การแสดงออกของกิเลสในจิต ที่มันถูกขุดออกมาประจานเจ้าของ  ใหม่ๆเราจะรู้สึกอับอายมากๆ ไม่กล้าพูดในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรามี  ตรงนี้แล้วแต่เหตุที่แต่ละคนเคยสร้างมาด้วยนะ จะแสดงออกมามากน้อย ตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา และตามแต่กิเลสในใจที่มีมากน้อยของแต่ละคน มันจะถูกขุดออกมาจนหมดสิ้น
 
                            บางคนมีเหมือนกัน มาส่งอารมณ์ พยายามพูดแต่สิ่งที่ดูดีให้ฟัง  เราไม่ว่านะ ไม่เคยว่าใครในการส่งอารมณ์  เขาจะทำจริงหรือไม่จริง    เมื่อก่อนยอมรับนะ ยังมีติติงว่ากล่าวไปบ้าง  เดี๋ยวนี้ไม่เลย เพราะบางคนเขายังอายอยู่ อายกิเลสของตัวเขาเองที่เขาเจอมัน  เราเข้าใจเขาเหล่านั้นนะ  เพราะเราเองใหม่ๆ ไม่อายหรอกเขียนในบล็อกน่ะ คือ เขียนตามความเป็นจริงเลย  แต่ตั้งแต่โดนต้องเรียกว่า เจ้าหนี้นะ เอาเนื้อความในบล็อกของเราไปประจาน นำไปต้มยำทำแกงที่อื่น  เราเลยเกิดความอาย ยอมรับนะว่าช่วงนั้นอายมากๆ ทั้งๆที่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  แต่เขานำไปในบรรยายในทางเสียๆหายๆ  เราก็หลบนะช่วงนั้น เขียนแต่ไม่เอามาลงบล็อก  เพราะสภาวะที่เราติดอยู่ในช่วงนั้นยังแย่อยู่
 
                             ความจริงยังไงก็คือความจริงวันยังค่ำ หากเราไม่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรามี เราก็ผ่านสภาวะนั้นๆไม่ได้ สุดท้ายคือ เรากลับมาเผชิญหน้ากับความจริง ในสิ่งที่เรามี ในสิ่งที่เราเป็น ใครจะเอาเราไปว่ายังไงเรื่องของเขา นั่นคือความคิดเขา ไม่ใช่เรา เราจะไปห้ามความคิดหรือการกระทำของคนอื่นๆไม่ได้ ที่ห้ามได้ คือ ตัวเรา  เราถึงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง แล้วเราก็ผ่านสภาวะนั้นมาได้ 
 
                              ทุกวันนี้มีการกระทบต่างๆไหม มีนะ ตราบใดที่เรายังมีกิเลสอยู่ เพียงแต่ สติ สัมปชัญญะ ทันมากขึ้น เราเลยไม่ไปทุกข์ใจแบบเมื่อก่อนๆ  คือ ตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยอมรับได้หมด ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี  ตามที่ยังมีการกระทบอยู่   ถ้าเจอดี ก็ไม่ดีใจสุดๆ  เจอไม่ดีก็สงบลงมากขึ้น ยอมรับมากขึ้น
 
                                เพราะทุกๆการกระทำที่เราเจอนั้น นั่นคือเราในอดีตที่เคยสร้างเหตุเอาไว้กับเขาเหล่านั้น ทำไปด้วยความไม่รู้  ตอนนี้เลยหน้าชื่น ตาใส ยอมรับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องไปทนทุกขเวทนากนักๆแบบเมื่อก่อนอีก  คือ เรียกว่าทุกข์นะ  แต่ไม่ไปเกาะเกี่ยวทุกข์นั้นๆเนิ่นนานเหมือนเมื่อก่อน คือ แค่รู้มากขึ้น ไม่ไปทุกข์ใจแบบเหมือนก่อน
 
                              วันนี้ก็เจอนะ เจออุบัติเหตุ  แต่ก็ไม่เป็นไร  เพราะสติ สัมปชัญญะแท้ๆ  ที่ทำให้เราแคล้วคลาดจากหลายสิ่งหลายอย่าง  ก็เจอบททดสอบอีก คำพูดของคน  ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะตอบโต้ทันทีเลยนะ มารู้ดีกว่าช้านได้ไงว่าคิดอะไรอยู่ พวกชอบปรุง วันนี้ไม่นะ ดูจิตตัวเอง อันดับแรกที่กระทบคือ ความไม่ชอบใจเกิดขึ้น ดูซ้ำๆ แล้วจิตมันเกิดการพิจรณา  จิตมันบอกว่า จะไปตอบหรือไปอธิบายทำไม  เขาอาจจะคิดหรือไม่ได้คิดแบบที่เราคิดก็ได้  ใครสร้างเหตุอย่างไร ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตาม นั่นคือ ผลที่เขารับ เพราะเขาได้ลงมือกระทำไปแล้ว ส่วนเราน่ะ  ยังไม่ทันจะทำ แค่เห้นความไม่พอใจเกิดขึ้นชั่วแว่บ แต่ในจิตยังไม่มีการว่าเขา  นี่ สติทันนะ  ไม่งั้นเราน่ะโง่อีกแน่ๆ ทำอะไรที่โง่ๆลงไปอีก  เกือบไปนะ

เศษดาว – (เสือ) ธนพล อินทฤทธิ์

เราเป็นแค่เศษดวงดาว บนท้องฟ้าอันไกลกว้าง
แค่เศษดวงดาว ที่ไม่มีแสงในตัวเอง
ยามใดที่ได้ฟังเพลง ความหมายลึกทิ่มแทงใจ
น้ำตาก็พาลจะไหล ใจหลงทาง
แทบจะรับไม่ไหว ใครที่เป็นอย่างฉัน
คงรู้…ดีไม่มีคำบรรยาย หากเลือกได้อีกสักครั้ง
ฉันขอวอน อย่าให้ต้องเป็นอย่างนี้
คนไม่มีบ้าน อยากมีใครช่วยส่องแสง
ชี้นำทาง ให้เศษดาวไม่เคว้งคว้าง
ลอยหลงทางไป ช่วยฉันทีได้ไหม
เป็นแสงในใจให้ฉัน

 เดียวดายอยู่ในลมฝน
พายุพัดซัดกระหน่ำ พัดคนอย่างเธอกับฉัน
มาพบกัน เธอปวดร้าวใช่ไหม
คงไม่ต่างกับฉัน เศษดาว..เหมือนกัน
ที่แสงตะวันหลงลืม หากเลือกได้อีกสักครั้ง
ฉันขอวอน อย่าให้ต้องเป็นอย่างนี้
คนไม่มีบ้าน อยากมีใครช่วยส่องแสง
ชี้นำทาง ให้เศษดาวไม่เคว้งคว้าง
ลอยหลงทางไป ช่วยฉันทีได้ไหม
เป็นแสงในใจให้ฉัน หากเลือกได้อีกสักครั้ง
ฉันขอวอน อย่าให้ต้องเป็นอย่างนี้
คนไม่มีบ้าน อยากมีใครช่วยส่องแสง
ชี้นำทาง ให้เศษดาวไม่เคว้งคว้าง
ลอยหลงทางไป ช่วยฉันทีได้ไหม
เป็นแสงในใจให้ฉัน ช่วยฉันทีได้ไหม
เป็นแสงในใจให้กัน

ใครที่กำลังเผชิญกับความรู้สึกตรงนี้อยู่ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้
ขอให้อดทนเจริญสติให้ต่อเนื่อง แล้วคุณจะพบทางสว่าง
การเจริญสติ จะช่วยรักษาโรคทางใจได้ทุกโรค
เมื่อรักษาตั้นเหตุแห่งโรคได้ คือ ใจ 
ผลที่ได้รับอย่างแน่นอนคือ สุขภาพทั้งใจและกายเรานั้นดีขึ้นอย่างทันตาเห็น
การเจริญสติ ไม่ต้องใช้เงินทองเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว
สิ่งที่ต้องใช้คือ กำลังกาย และกำลังใจอันเด็ดเดี่ยว
กระทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ท้อถอย ไม่ว่าจะพบเจอกับอะไรก็ตาม
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในชีวิตของเรา
นั่นคือ เหตุที่เราเคยกระทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
แม้นจะระลึกได้หรือระลึกไม่ได้เลยก็ตาม  สิ่งที่เราได้กระทำทั้งหมด เราต้องรับผล
เพราะความไม่รู้  เราจึงก่อเหตุใหม่ที่เป็นทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมขึ้นไปเรื่อยๆ
นั่นคือ เราได้ก่อภพก่อชาติใหม่ ขึ้นไปเรื่อยๆ
เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพื่อมีสติ เมื่อมีสติที่แข็งแรงขึ้น สัมปชัญญะหรือตัวรู้
หรือปัญญา หรือตามแต่บัญญัติที่เราจะให้ค่าให้ความหมายกัน
แต่ที่แน่ๆคือ มันคือ ความรู้สึกตัว ขณะที่เรากำลังลงมือกระทำสิ่งๆนั้น
ไม่ใช่ลงมือทำแบบเลื่อนลอย  ทำแบบสักแต่ว่าทำ
ถูกหรือผิด แยกแยะไม่ได้  กุศลหรืออกุศลแยกแยะไม่ถูก
เหตุมี ผลย่อมมี  หนีไม่พ้นหรอก

โดนทำข้อสอบ

 
                            เมื่อคืนหลับสนิท หลับลึกมากๆ เมื่อเช้าไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกเลย พอดีวิลัยลงมาเห็นก็เรียก ถามว่าจะ 3 ดมงแล้ว วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ เราน่ะตาหูเหลือกเลย มันหลับสนิทจริงๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย
 
                            วันนี้โดนทำข้อสอบ  ช่วงนี้กำลังรวบรวมข้อมูลสำหรับแนวทางในการเจริญสติปัฏฐาน 4  ทำบางวัน ไม่แน่นอนว่ากี่รอบ  บางวันทำได้ถึง 4 รอบเต็มๆ  บางวันก็ไม่ได้ แต่ไม่ไปติดใจอะไร รู้แค่ว่า มันไม่เที่ยง เลยไม่ไปยึดติด เพียงแต่ต้องทำ เพราะรู้ว่า ทำแล้ว ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย มันคนละเรื่อง คนละคนกันเลยจริงๆ ระหว่าง ชีวิตเก่าของเราสมัยก่อน กับ ชีวิตหลังได้มาเจริญสติปัฏฐานแล้ว มันคนละเรื่องเลยจริงๆ
 
                           ก็ยังมีอยู่นะในเรื่องการท้วงติงผู้อื่น ในเร่องสิ่งที่เขาทำไม่ดี แต่จะไม่ไปว่าใครตรงๆแบบนั้น เราไม่อยากให้ใครเสยน้ำใจหรือมีอาฆาตกับเรา  เราแค่เขียนในบันทึกนี่แหละ  ส่วนใครจะอ่านแล้วคิดยังไงนั่นเรื่องของเขา เราเพียงพูดตามความเป็นจริงกับสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆที่เราได้พบในการเจริญสตินี้  ไม่ว่าจะคิดดีหรือไม่ดี เขารับผล เราจะติงๆตรงนี้ไว้เสมอ  ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่ นั่นคือเรื่องของเขา  เหตุมันมีนะ การที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อกันเนี่ย
 
                           ที่บอกว่า ดดนทำข้อสอบโดยไม่รู้ตัวคือ วันนี้ช่วงพักเที่ยง เรากำลังนั่งสมาธิอยู่ ก็มีคนเข้ามาในห้องทำงานของเรา   เราชะโงกหน้าออกไปดู    รู้ไหมว่าเขาเข้ามาทำอะไร ใครๆคงคิดว่าเขาขอยา เปล่าเลย เขาเข้ามานั่งโม้ทางโทรฯในเรื่องเก่าๆของเขา มาบอกเล่าเรื่องวัดดน้นดี วัดนี้ดี วัดไหนไม่ดี เล่าให้อีกฝ่ายหนึ่งฟัง  เขาจะเป็นคนที่เสียงดังมากๆเวลาเขาพูดคุย
 
                           ขณะนั้นเราดูจิตเรานะ ตอนที่เกิดการกระทบครั้งแรก มันนิ่งและสงบมากๆ อาจจะเพราะช่วงนั้น สมาธิของเรากำลังแรงมากๆ ก่อนที่เขาจะเข้ามาน่ะ กำลังของสมาธิมันยังไม่คลาย  เขายังคุยไม่เลิก ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะ เราแว๊ดแน่ๆเลย ที่โทรฯมีเยอะแยะ คนนั่งสมาธิอยู่ก็มองเห็นไม่ใช่ไม่เห็น ยังมาคุยโทรฯศัพท์ให้ทันหนวกหูซะงั้น  นั่นน่ะคือเราเมื่อก่อนจริงๆนะ  เราแว๊ดเลย ถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระ
 
                           แต่นี่เราสงบ เราหลับตาลง เสียงเขาก็ยังคงดัง  แต่จิตเรามันรู้อยู่กับกาย มันนิ่งมากๆ  สักพักมีภาพผุดขึ้นมาในจิตเรา  เห็นภาพแล้วเราก็อึ้งเลย  โอ!!!!  ….   กรรมเล็กกรรมน้อย แม้จะกระทำไปด้วยความไม่รู้ มันต้องชดใช้นะ
 
                           เรื่องนี้เกิดมานานน่าจะตั้งแต่ปี 38 ประมาณนี้ ตอนนั้นไปวัดหลวงพ่อจรัญใหม่ๆ  เรายังปฏิบัติแนวอานาปนสติอยู่  ก็ยังเดินจงกรมไม่เป็น นั่งเป็นแต่สมาธิอย่างเดียว  แล้วก็มือถือน่ะ เมื่อก่อนพกติดตัว แล้วไม่เคยปิดเวลาปฏิบัติ  เรานั่งหลังสุดเลย หลังห้อง  ทีนี้พอโทรฯดัง  ช่วงนั้นเขากำลังเดินจงกรมก้มี นั่งสมาธิอยู่ข้างๆเราก็มี  ก้บอกแล้วว่า เราไม่รู้อ่ะนะ  ก็คุยโทรฯ  ไม่สนใจคนข้างๆ  จนกระทั่งพี่เลี้ยง เขาเดินมาเจอ เขาเลยดุเอา โกรธพี่เลี้ยงนะตอนนั้น ก็น่าจะพูดกันดีๆ นี่พูดจาไม่ดีเลย …
 
                             วันนี้พอภาพมันผุดขึ้นมาให้เห็นเหตุการณ์ในตอนนั้น ใจเราสลดเลย วิบากกรรมหนอ ผ่านไปตั้งเป็น 10 ปีกว่าแล้ว จนเราลืมไปหมดแล้ว  นี่เห้นไหม ต้องชดใช้ ไม่ใช่ไปใช้กับใครๆเลย  ใช้กับคนที่มีวิบากกรรมร่วมกับเรานี่เอง  นึกแล้วสังเวชใจด้วยแหละว่า คนที่มีวิบากร่วมกับเรา เขาเองต่อไปก็จะไปเจอคนที่มีวิบากร่วมกับเขา ทำกับเขาแบบนี้ แบบที่เขาทำกับเรา  เราอโหสิให้กับเขานะ เขาเองไม่แตกต่างจากเราในสมัยก่อนเลย
 
                             ถือว่า ครั้งนี้ผ่านการทดสอบของกิเลสโทสะนะ  ไม่ว่าจากผลของสมาธิหรือสติก็ตาม ถือว่าวันนี้ผ่าน  ช่วงนี้โดนทำข้อสอบบ่อย วันก่อนก็โดน แต่ไม่ผ่านนะ จิตยังมีข้องเกี่ยวอยู่ เพียงแต่เรารู้มากขึ้น ไม่ไปรู้สึกเสียใจเหมือนอย่างแต่ก่อน ใจมันเบาลง แต่ไม่ปฏิเสธความจริงว่า มีอยู่นะ ไม่ได้หายไปหมดแล้ว แบบที่เราคิดว่า มันจบลงแล้ว หายไปจนหมดสิ้นแล้ว  สภาวะนี่ มันจะซ้อนๆๆๆกันนะ สติต้องทันจริงๆ ไม่งั้นก็เสร้จกิเลสไปเหมือนกัน   แต่ไม่เป็นไร ไม่เครียด เพราะรู้แล้วว่าทุกอย่างไม่เที่ยง สภาวะจะแปรเปลี่ยนมาทดสอบ และให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา 

อินทรีย์ ๕

 
สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติ หมายความว่า บุคคลผู้ประสงค์จะฝึกจิต
ให้เกิดศิล สมาธิ ปัญญานั้น ต้องอาศัยสติเป็นหลักใหญ่และสำคัญที่สุด
เพราะสติเป็นผู้ควบคุมกายกับใจ หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า สติ คอยควบคุมรูปกับนาม
ให้ดำเนินไปถูกทางที่เราต้องการ ดุจบุคคลเลี้ยงเด็กๆที่กำลังซุกซน
ต้องคอยดูแล ระมัดระวังอยู่เสมอ จะประมาทหรือเผลอมิได้ ทางนั้นได้แก่ สติปัฏฐาน ๔
ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ หน้า ๓๒๕ เป็นต้นไป
กับเล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๐๓ เป็นต้นไป


อินทรีย์ ๕

บรรดาอินทรีย์ ๕ นั้น ถ้าข้อหนึ่งมีกำลังมากเกินไป อินทรีย์นอกนั้นก็พึงทราบว่า
ไม่สามารถทำกิจของตนได้ แต่เมื่อว่าโดยพิเศษแล้ว นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมยกย่อง
สรรเสริญว่า สัทธากับปัญญาต้องเท่าๆกัน วิริยะกับสมาธิต้องเท่าๆกัน เพราะว่าคนที่มีสรัทธามาก
แต่มีปัญญาน้อยย่อมเลื่อมใสโดยลุ่มหลง คือ เลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ควรเลื่อมใส
ส่วนคนมีปัญญามากแต่มีสรัทธาน้อย ย่อมตกไปในฝ่ายเกเรย่อมเยียวยาได้ยาก
ดุจโรคที่เกิดจากยา ย่อมทำให้นายแพทย์เยียวยาได้ยากฉะนั้น

อันธรรมดากุศลย่อมเกิดขึ้นได้โดยง่าย คือ เพียงจิตตุปปบาทเดียว ก็สามารถเกิดขึ้นได้
เมื่อจิตของบุคคลเป็นไปเร็วอย่างนี้ ถ้าใครไม่ได้ทำบุญ มีทานเป็นต้นไว้
ย่อมตกนรกได้โดยง่ายดายทีเดียว

เมื่อสัทธากับปัญญา วิริยะกับสมาธิสม่ำเสมอกัน บุคคลนั้นย่อมเลื่อมใสในวัตถุที่ควรเลื่อมใสเท่านั้น
ถ้าบุคคลมีสมาธิกล้า มีความเพียรอ่อน ความเกียจคร้านย่อมครอบงำได้
เพราะสมาธิเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน

ถ้าบุคคลมีความเพียรกล้า มีสมาธิอ่อน ความฟุ้งซ่านย่อมครอบงำได้ เพราะวิริยะเป็นไปใน
ฝักฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน ส่วนสมาธิที่บุคคลประกอบด้วยความเพียร ย่อมไม่ตกไปในความฟุ้งซ่าน
เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมผู้มุ่งหวังตั้งใจต่อมรรค ผล นิพพาน ต้องทำสัทธากับปัญญา
วิริยะกับสมาธิให้สม่ำเสมอกัน อินทรีย์ ๕ เสมอกันเมื่อใด อัปปนาก็เกิดได้เมื่อนั้น

สำหรับผู้ที่เคยเจริญสมถกรรมฐานมาก่อน สัทธาแก่กล้า จึงควร เพราะถ้าผู้นั้นเชื่ออยู่อย่างนั้น
จึงจักถึงอัปปนาได้ ส่วนสมาธิกับปัญญาเอกัคคตามีกำลังแก่กล้าจึงควร เพราะผู้นั้นจะรู้แจ้ง
แทงตลอดพระไตรลักษณ์ได้ด้วยอุบายอย่างนี้

สำหรับผู้เจริญวิปัสสนา ปัญญาต้องมีกำลังแก่กล้าจึงจะควร เพราะผู้นั้นจะรู้แจ้งแทงตลอด
พระไตรลักษณ์ได้ด้วยอุบายอย่างนี้

ส่วนสตินั้น ต้องการให้มีกำลังกล้า ในทุกที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ
เพราะว่าสติย่อมรักษาจิตไว้ไม่ให้ตกไปอยู่ในความฟุ้งซ่านด้วยอำนาจ
แห่งสัทธา วิริยะ ปัญญา ซึ่งเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน และรักษาจิตไว้ไม่ให้
ตกไปสู่ความเกียจคร้ายด้วยสมาธิ ซึ่งเป็นไปในฝักฝ่ายความเกียจคร้าน
เพราะเหตุนั้น สติจึงจำเป็นต้องปรารถนาในทุกที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ
และเหมือนกับพระเจ้าแผ่นดินปรารถนาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชการ ในราชกิจทุกอย่างฉะนั้น

อาศัยเหตุดังพรรณนามาฉะนี้ ท่านจึงตั้งคำถามและคำตอบไว้ว่า เพราะเหตุไร
สติจึงจำปรารถนาในที่ทั้งปวง ตอบว่า เพราะจิตมีสติเป็นที่ระลึก
และสตินั้นมีความระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆเป็นลักษณะ คือเป็นเครื่องหมาย เป็นป้ายบอกให้รู้
มีความหลงไม่ลืม เป็นหน้าที่ มีการรักษาอารมณ์ไว้เป็นอย่างดี
เป็นผลปรากฏคือ มีหน้าที่มุ่งตรงต่ออารมณ์

จากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๒ ว่าด้วย มหาสติปัฏฐาน หลวงพ่อโชดก

กิเลสจ้ะ

 
                             กิเลสนี่มันซ้อนๆลึกๆมากๆหลายๆชั้น กิเลสในใจของแต่ละคนที่มีอยู่จริงนั้นน่ากลัว ถ้ายังไม่รู้จักตัวกิเลสที่แท้จริง ที่มีอยู่ในใจของแต่ละคน ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่คนเราทำอะไรส่วนมากเป็นไปตามกิเลสของแต่ละคน เพราะสติ สัมปชัญญะที่มีมากหรือน้อยไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถที่จะแยกแยะ ดี ชั่ว ผิด ถูก ได้ตามความเป็นจริง  มีแต่กระทำทุกอย่างตามความคิดของตัวเองที่คิดว่า นั่นถูก นี่ผิด
 
                             สภาวะของเราเองในตอนนี้ มันทบทวนกิเลส  กิเลสเก่าๆเริ่มผุดขึ้นมาให้เราได้เห็น ให้เราได้พิจรณาถึงสิ่งที่เราได้เคยกระทำผิดพลาดลงไปในอดีตที่ผ่านๆมา เราเห็นแล้ว  ทำให้เข้าใจคนอื่นๆมากขึ้น รู้จักให้ความเมตตาและให้อภัยต่อผู้คนเเหล่านั้นมากขึ้น  ทุกคนทำสิ่งต่างลงไปด้วยความไม่รู้  ถ้าทุกคนสารถเห็นตามความเป็นจริงได้ การมาทำร้ายกัน จะไม่มีเกิดขึ้นเลย
 
                             เจ้าตัว " กูรู้ กูเก่ง กูดี " ตัวนี้แหละ ตัวก่อภพก่อชาติไม่รู้จบ ถ้าเราคิดว่า เราดี เมื่อไหร่นะ จำไว้เลย ชีวิตเรากำลังเข้าสู่มุมอับแล้ว เจ้าตัว ดี ตัวนี้แหละ ตัวทำลายชีวิตของเรา  มี กู เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ภพชาติเกิดใหม่ทันที  มันยากนะที่เราจะสื่อสารออกมาให้เข้าใจกันได้  ต้องรู้โดยเจ้าตัวเขาเอง เขาถึงจะเข้าใจในสิ่งที่เราสื่อออกไป  ปฏิบัติต้องเห็นกิเลสของตัวเอง ต้องรู้จักกิเลสในใจของตัวเองนะ ไม่ใช่ไปรู้เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องชาวบ้าน  รู้นอกตัวแบบนั้น มันไม่ใช่เลย อันนั้นรู้ผิดทางแล้ว  ก่อนที่เราจะเข้าใจ หรือ รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนอื่นๆได้ เราต้องเข้าใจ และรู้จักกิเลสที่มีอยู่ในใจของเราก่อน  เหมือนที่หลวงพ่อจรัญ ท่านสอนบ่อยๆนะ  " อ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น " ถ้าเราเห็นกิเลสในใจเราได้ เมื่อไหร่ เราถึงจะใช้ตัวเป็น ใช้แบบถูกต้อง ภพชาติก็จะสั้นลงไปเรื่อยๆ  ไม่ใช่สักแต่ว่าใช้ ถูกผิดเอาตามความคิดของตัวเอง นั่นเท่ากับเป็นการก่อภพก่อชาติไม่รู้จบ
 
                           การเรียนรู้ ไม่ต้องไปวิ่งหานอกตัว ในตัวนี่แหละ กิเลสจะมีบททดสอบมาทดสอบเราอยู่ตลอดเวลา  การกระทบที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง เป็นตัววัดผล สติ สัมปชัญญะของเรา  เราต้องยอมรับความจริงในสิ่งที่เรามี ในสิ่งที่เราเป็น ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  อย่าไปคิดอธิบายอะไรๆเลย  ยอมรับสะ กับสิ่งที่คนอื่นๆเขามากระทำกับเรา ไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี ขอเพียงตั้งสติ เอาสติรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะมากน้อยก็ให้พยามกำหนดให้ทัน อย่าปล่อยให้จิตไหลลงต่ำไปตามกิเลสที่มีอยู่ในใจ แรกๆเหมือนจะฝืน แต่เมื่อทำได้บ่อย สติ สัมปชัญญะ มันจะเกิดเองโดยอัตโนมัติ  มันจะเกิดแล้วก็ดับทันที  จิตมันก็ปรุงแต่งไม่ทัน เพราะสติมันเกิดทันเสียแล้ว เมื่อจิตปรุงแต่งไม่ทัน การก่อเหตุใหม่ย่อมไม่มีเกิดขึ้น เหตุที่เป็นกุศลหรืออกุศล เราจะได้เลือกที่จะทำได้ เลือกทำกุศล ย่อมดีกว่าอกุศล  อกุศลมีแต่สร้างความพยาบาท อาฆาตพยาเวรกันไม่รู้จบ ชีวิตนี้จึงพบแต่ความสุขหรือทุกข์ ตามเหตุที่ได้กระทำกันมา  ไม่ใช่ใครทำให้หรอกนะ ตัวเราน่ะ ทำตัวเองทั้งนั้นเลย  ถ้ารักตัวเองเป็น เราย่อมรักผู้อื่นเป็น การจะรักตัวเองเป็นได้ รักในแบบที่ถูกต้อง ต้องมาเจริญสติปัฏฐานนะ  เราถึงจะสามารถมองเห็นตามความเป็นจริงที่มันมีอยู่จริง มีอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า จะไม่มีเราอยู่ก็ตาม

เคยโง่มาก่อน

 
                            เรื่องสภาวะจิตเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ  การปฏิบัติทำให้เราได้พบเรื่องราวมากมาย การเติบโตโดยสภาวะมีจุดเด่นคือ เมื่อเรารู้จักกิเลสที่มีในใจของเราได้ เราก็สามารถอ่านกิเลสของคนอื่นๆออกได้  บางคนเข้าใจว่า เรารู้วาระจิตคนอื่นๆได้ เปล่าเลย เราไม่ได้รู้อะไรเลย เราเพียงแค่อ่านกิเลสของคนๆนั้นเท่านั้นเอง คนเราต่อให้มีหลายร่าง หลายบุคคลิก ที่เขาสร้างขึ้นมาในคนๆเดียวกัน ต่อให้เขาทำได้เนียน ทำได้เก่ง หรือ แตกต่างมากแค่ไหนก็ตาม เขาจะทำได้แค่แรกๆ แต่เขาจะโกหกกิเลสในใจที่เขามีอยู่ไม่ได้  เพราะไม่นานเท่าไหร่ ตัวตนที่แท้จริงของคนๆนั้นจะเผยออกมาเอง  เพราะจิตใต้สำนึกของเขาจะมุ่งเข้าไปหาในสิ่งที่เขาชอบ หรือ รูปแบบที่เขาชอบ ตัวตนเริ่มเผยออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัว
 
                           เราถึงบอกว่า เราอยู่ในจุดที่ปลอดภัย เราอ่านเขาเหล่านั้นออก เราเลือกคุยได้ คนที่เขาไม่ชอบเรา เราก็ไม่ไปข้องเกี่ยวด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะมาทำอะไรกับเรา นั่นคือ เหตุที่เราเคยกระทำร่วมกับเขาไว้ในอดีตที่เราไม่สามารถไประลึกได้  เราจะไม่ไปโต้ตอบใดๆ แล้วอโหสิให้กับเขา วิบากระหว่างเรากับเขาจะได้จบสิ้นลง ส่วนการกระทำที่เขาทำกับเรานั้น ถือว่าชดใช้กันไป  เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ภพชาติย่อมสั้นลงไปเร่อยๆ
 
                            ถ้าทนการกระทบไม่ไหว เราจะเขียนมันออกมาในยามที่เรารู้สึก ขณะนั้นๆ เขียนมันออกมาให้หมด ไม่เก็บเอาไว้  ไม่เก็บอะไรไว้ในใจให้มันหมักหมม พอสติกลับคืนมา กลับไปอ่านในสิ่งที่ตัวเองเขียน เราจะเห็นคนโง่คนหนึ่ง ที่เคยทำผิดมาก่อน กำลังกลับใจ กลับมาเดินทางที่ถูกต้อง  แล้วต้องขอบคุณตัวเอง ที่มีความอดกลั้น อดทน ยอมรับการกระทำทุกอย่าง โดยไม่ไปตอบโต้หรออธิบายใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าไปตอบดต้เขา นั่นคือ เรากำลังกระทำอะไรที่มันโง่ๆลงไปอีกแล้ว เพราะมันกำลังเป้นการก่อเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น เวียนวนไม่รู้จักจบจักสิ้น   จำไว้ เราไม่ทำเขา เขาย่อมไม่ทำเรา  หากเราไม่ทำเขา แต่เขาทำกับเราก่อน นั่นคือทุกอย่างมันมีเหตุมาก่อน ผลเลยเป็นเช่นนี้  พิจรณาและทบมวนให้ดีๆ ยอมแล้วจบ กับไม่ยอมนั่นคือก่อภพชาติขึ้นมาใหม่ไม่รู้จบ เลือกเอาเองละกันนนน   ส่วนเราน่ะ ตอนนี้ก็ยังมีโง่นะ แต่น้อยลง ถ้าสติทันก็ไม่ยอมทำอะไรโง่ๆหรอก

ทำร้ายกันเพราะอะไร

 
                             ทุกๆการกระทบ ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น เรามักจะได้บทเรียนหรือความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้สภาวะนั้นขับเคลื่อนไปได้มากขึ้น เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน  สังเกตุดีๆ ล้วนเร่องราวคล้ายคลึงกัน แต่เปลี่ยนบุคคลและเหตุการณ์เท่านั้นเอง
 
                             คนใกล้ตัว คนที่เราไว้ใจ เราเขา ล้วนแต่ไม่แตกต่างในการเริ่มต้น คือ ความไม่รู้ สภวะจิตของทุกคนที่มีกิเลสซุกซ่อนอยู่  แม้แต่ตัวเราเอง สมัยก่อน เราก็ไม่รู้ เพราะยังมองไม่เห็นมัน บางครั้ง คนที่เราไว้ใจเขา คนบางคนที่อาจจะเป็นเพื่อนสนิทกัน  การแสดงออกของเขา เขาเป็นเพื่อนที่ดี เขามีน้ำใจ แต่จิตส่วนลึกของเขา กิเลสเขาที่เรามองไม่เห็น ตัวนี้แหละที่เขานำมาหลอกเรา  เราจะมีแต่คำว่าบางที บางทีเขาอาจจะมองว่าเราเป็นคนโง่สำหรับเขา หรือบางทีเขาอาจจะไม่ได้มองว่าเราเป็นคนโง่สำหรับเขา แต่ตัวกิเลสมันบังคับให้เขาทำเช่นนั้นกับเรา 
 
                            สำหรับเราเคยผ่านสภาวะเลวร้ายนั้นมาแล้ว จากเพื่อนสนิท สนิทกันมากๆ ตอนนั้นเรายังดูกิเลสไม่เป็น ยังไม่รู้จักกิเลสที่แท้จริง เราโกรธเพื่อนคนนั้นมากๆ กับสิ่งที่เขาทำกับเรา เขามองเห็นเราเป็นคนโง่ในสายตาของเขา เขาไม่ได้จริงใจกับเรา เหมือนกับที่เราจริงใจกับเขา คบกันมา 10 ปีกว่า แต่ไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา จิตคนเรานี้ สภาวะของกิเลสมันจะซ้อนๆกัน ไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่มองเห็น มันจะลึกๆลงไปในส่วนลึกของจิต
 
                            อดีตเราไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เวลาไม่อาจหมุนวนกลับไปได้ ทุกอย่างมันมีเหตุ เพื่อนถึงทำกับเราเช่นนั้น  เราทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเขา ตอนนั้นเราโกรธเขามากๆพอรู้ความจริง ที่เขาโกหกเราตลอดเวลา และแอบทำร้ายเราลับหลัง ความโกรธตอนนั้นคงจะมีความพยาบาทแฝงอยู่สินะ ไม่งั้นคงจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้
 
                            เพื่อนเราเป็นคนที่เรียกว่าประสพความสำเร็จในชีวิตคู่ มีสามีที่ดี มีลูกที่น่ารักว่านอนสอนง่าย ภาพที่ทุกคนมองเห็นภายนอกคือ อบอุ่น เป็นครอบครัวตัวอย่าง  พอเรามองย้อนกลับไป ได้แต่บอกว่า วิบากกรรม  เพื่อนเราน่ะ เมื่อก่อนชอบว่าครอบครัวคนอื่นๆเขา เรื่องสามีมั่ง ลูกมั่ง ของคนอื่นๆ  เราอย่าได้ไปว่าใครเขาเลยนะ มันย้อนกลับเข้าตัวเองหมด เพื่อนเราคนนี้ก็เช่นเดียวกัน กิเลสส่วนลึกในจิตของเขานี่เอง ทำลายชีวิตครอบครัว หน้าที่การงาน ชีวิตทุกอย่างของเขาพังหมดสิ้น  เขาเองก็ทำกับเราไว้เยอะ  แต่เราอโหสิให้กับเขาหมดแล้ว
 
                              เราไม่รู้ว่า ตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่  เพราะข่าวสุดท้ายที่รู้มาจากรุ่นพี่คือ เขาป่วยเป็น HIV ก็หลายปีแล้ว ที่ไม่รู้ข่าวของเขาอีกเลย  ทุกอย่างมีเหตุ เราหลอกเขา เขาก็หลอกเรา  เราโกหกเขา เขาก็โกหกเรา จงให้ความเมตตา ให้ความจริงใจต่อกัน แล้วเราจะพบแต่คนเมตตา คนที่จริงใจกับเรา บางครั้งเราอาจจะไม่ได้พบแบบนี้ แบบที่คิดว่าควรจะได้พบ จงอย่าได้เสียใจ อย่าได้ท้อถอย เพราะนั่นคือผลที่คุณได้รับ จากเหตุที่คุณสร้างไว้ในอดีต จงให้การงดโทษและอโหสิแก่กันและกันเสีย ต่อสิ่งต่างๆที่คุณมองว่า คุณกำลังถูกทำร้าย จะไปกล่าวโทษใครได้ล่ะ โทษใครไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณนั้น นั่นคือ การกระทำในอดีตที่คุณได้ทำกับคนอื่นๆไว้ ไม่รู้ว่าตั้งแต่ชาติไหนๆ ภพไหนๆ และในปัจจุบันชาติอีกล่ะ ที่สร้างเหตุใหม่ไปด้วยความไม่รู้  ถึงได้เวียนวนก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จบ
 
                             เมื่อคุณเป็นฝ่ายถูกเพื่อนของคุณหลอกลวง จงอย่าโกรธเคืองเขา จงเมตตาและให้การงดโทษอโหสิแก่เขาเสีย  แล้วเหตุที่คุณเคยมีวิบากร่วมทำกับเขาไว้ จะได้จบสิ้นลงไป  เพราะเขาเราล้วนไม่แตกต่างเลย  ทำลงไปเพราะความไม่รู้ หากรู้ ทุกคนจะไม่มีวันสร้างเหตุที่ไม่ดีอย่างเด็ดขาด  อย่ามองว่าเพื่อน ที่เขาให้ความจริงใจกับคุณ อาจจะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันจริงๆ หรือเพื่อนในอินเตอเน็ตก็ตาม  อย่าหลอกเขา  อย่าไปล้อเล่นกับชะตาชีวิตที่คุณกำลังลิขิตมันขึ้นมาใหม่ ด้วยน้ำมือของคุณเอง  คุณอาจจะไม่ได้คิดร้ายกับเพื่อน แต่ ลองมองมุมกลับดู ถ้าคุณถูกเพื่อนทำเหมือนคุณเป็นคนโง่แบบนั้น ทั้งๆที่คุณจริงใจกับเขา คุณจะรู้สึกยังไงเมื่อมารู้ว่า คุณโดนเพื่อนของคุณเองหลอกคุณอยู่ตลอดเวลา 
 
                              ในเน็ตนี่ เราใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง เพราะเราเชื่อมั่นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น นั่นคือเหตุที่เราเคยกระทำไว้ในอดีต ปัจจุบัน เราไม่เคยโกหกใครๆ เล่นแปลงร่างหลายๆร่าง หลายๆชื่อ ก็ไม่เคยทำ  เราใช้ชื่ออะไรแบบไหนในเน็ต จะบอกเพื่อนหมด ว่าใช้ชื่อนี้ๆ ไม่เคยโกหก  จากเหตุใหม่ที่เราพยายามทำมาตลอดเวลา  ทำให้เราได้พบเพื่อนดีๆมากมาย  ถึงแม้บางคนอาจจะดูงี่เง่าในบางเรื่อง แต่นั่นคือ เราต้องเคยไปงี่เง่ากับเขาอย่างแน่นอน  เราเองพยายามปรับตัวเอง คอยดูจิตตัวเองตลอดเวลา พยายามตั้งสติให้ทัน เวลาอะไรมากระทบ คือ ขอเป็นฝ่ายรับ  ชดใช้เขาไป เดี๋ยวเรื่องราวทุกอย่างย่อมจบลงไปด้วยตัวสภาวะเอง เราไม่ต้องไปตอบโต้อะไร
 
                                แต่ถ้ามันโดนมากจนทนไม่ไหว เราก็ยังเป็นคนธรรมดานี่นะ  มีบ้างบางครั้งสติมันไม่ทัน  ความไม่พอใจเกิดขึ้น  แต่เราไม่ได้ไปพยาบาทเขา เพราะเราเข้าใจถึงเหตุที่เกิดมาก่อนดี   วิธีของเราคือ เขียนๆระบายมันออกไป  พอสติกลับคืนมา เราก็ลบมันทิ้งไป  ดีกว่าเราไปทำโง่ๆ โดยไปตอบโต้เขา นั่นคือการทำโง่ๆนะ เพราะเท่ากับว่า เราไม่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น  แน่นอน มันย่อมต้องเกิดจากเราก่อนอย่างแท้จริง เพียงแต่เราไม่อาจไประลึกถึงมันได้  ตอนนี้เลยเป็นฝ่ายเอาสติตั้งรับ ชดใช้กับเขาเหล่านั้น หรือทุกๆเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ไม่ขอทำโง่ๆ ไปคิดอธิบายหรือพูดอะไรอีกแล้ว นั่นคือ เรื่องมันวุ่นวายไม่รู้จบ เราเงียบสะ ใครจะว่ายังไงเรื่องของเขา ปล่อยให้เขาว่าไป  ว่าอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้าย เขาจะจบหรือไม่จบ นั่นคือ ตัวเขาเป็นผู้สร้างเหตุ เราไม่ต้องไปคิดแทนเขา  ต้องใช้เวลานะ  สติ สัมปชัญญะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ชีวิต ( เล่าต่อ )

 
                                บอกกับตัวเองว่า นั่นคือ ชีวิต  ชีวิตหนึ่งซึ่งเหมือนกับหลายๆชีวิตที่ไม่มีความแตกต่าง  เราควรปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น  หากยังแยกแยะถูกผิดไม่เป็น  นั่นก็คือเหตุของแต่ละคนที่เคยกระทำกันมา  คงถึงเวลาแล้วกระมัง  กรรมนี่ยอมรับว่ายากจริงๆเลยนะ  ถ้าไม่ลงมือทำเองจะไม่รู้เลย  ไม่มีวันรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร  อันไหนทุกข์ อันไหนสุขจะไม่มีวันรู้เลย  เห็นแค่เปลือก เลยมาตีความเอาว่าทำแล้วมีแต่ทุกข์  ถ้าทำแล้วมีแต่ทุกข์ ใครมันจะมานั่งทนทำได้ถึงขนาดนี้ คงเลิกไปนานแล้ว   อำนาจกรรมมันแรงกว่าที่เราจะไปฉุดดึงเอาไว้ได้

 
                             เหตุที่เคยกระทำกันไว้ในอดีต แล้วในปัจจุบันอีกละ เหตุใหม่ที่ทำไปด้วยความไม่รู้อีก  สร้างเหตุที่เป็นอกุศลกรรมไปกี่ครั้งกี่หนล่ะ แถมแยกแยะไม่ได้อีกว่าอันไหนถูกหรือผิด  ทั้งๆที่มองดูเหมือนกับว่า น่าจะไปได้ดีแล้ว  อดีตก็คืออดีตนะ  ทำดีที่สุดแล้ว  ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริง  เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า  เราไม่สามารถช่วยใครๆเขาได้ หากเขาไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง  เขาต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ผลเขาถึงจะได้รับได้  เราทำแทนเขาไม่ได้   จิตคนเราชอบไหลลงสู่ที่ต่ำ  ไหลไปตามแรงกิเลส  ไหลไปตามเหตุที่เคยกระทำมา 
 
                            มันคงจะเป็นแบบนี้มาแล้วทุกๆชาติสินะ   แหละสุดท้ายมันก็ซ้ำรอยเดิม เหมือนทุกๆชาติที่ผ่านมา  แล้วก็สร้างเหตุใหม่ก่อภพก่อชาติไปไม่รู้จบ  ก่อไปเรื่อยๆ  มันคงจะเป็นแบบนี้เองสินะ  กับทุกคำถามที่เราคงสงสัยมาตลอดว่าทำไม  นี่คือคำตอบกระมัง  ว่าทำไมถึงได้ก่อภพชาติไม่รู้จบ  เพราะแยกแยะไม่เป็นนี่เอง  แค่เพียงสนุก แต่ไม่เคยนึกถึงผลที่เกิดขึ้นตามมา  ซึ่งก็พยายามชี้ให้เห็นถึงเหตุที่กระทำแล้วผลที่ได้รับ  แต่ไม่ได้ผล  เพราะแรงวิบากกรรมมันแรงกว่า
 
                            ยากมากเลยนะ ที่จะบอกกับใครๆว่า เรามีความสุขในชีวิตของเรา  เวลาคนเข้ามาอ่านบล็อก มาอ่านสภาวะที่เราเขียนไว้ ก็คิดว่ามีแต่ทุกข์  มันทุกข์แค่ตรงสภาวะ แต่ใจเราไม่ได้ไปทุกข์  เรามีความสุขกับชีวิตของเราดี  แต่มันอธิบายไม่ได้  นึกถึงคำพูดที่หมูบอกว่า มันทุกข์แค่ตอนปฏิบัติ  แต่ในชีวิตมันไม่ได้ทุกข์แบบนั้น  นั่นสินะ เข้าใจในความรู้สึกของหมูเลย  ว่ารู้สึกยังไง
 
                            ทุกวันนี้ ชีวิตเรามีความสุขจริงๆนะ  ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ไม่เดือดร้อน นึกอยากจะกินอะไรก็ไปซื้อกินได้ทันที ไม่ต้องมานั่งกระเบียดกระเสียน  มาจำกัดว่าของแพงห้ามกิน ไม่มีนะ  อยากซื้ออะไรก็ซื้อ  ไม่ต้องมากังวล  เพราะเรารู้จักวิธีใช้เงิน 
 
การเจริญสติทำให้เราฉลาด
 
     
                            นี่เรื่องจริงนะ  ผลของการเจริญสติ ทำให้เราฉลาดในการใช้ชีวิต รู้จักใช้จ่าย  รู้ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ  มีเงินจับจ่ายได้อย่างสะดวก  โดยไม่มีหนี้สินเพิ่มแต่อย่างใด  เขียนได้แค่นี้แหละ ตอนนี้สมองมันช่างว่างเปล่าเสียนี่กระไร
 
                             ก็ยังมีเรื่องที่ขอทะยอยเล่าไปเรื่อยๆ ว่าทำไมเราถึงพูดว่า การเจริญสติทำให้เราฉลาด   มีหลายสิ่งหลายอย่างด้วยนะ ที่ตอนนี้กำลังส่งผลที่ดีให้กับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิตของเรา  เราเรียกว่า จุดปลอดภัยนะ เพราะเรารู้สึกปลอดภัยจริงๆที่อยู่ตรงจุดๆนี้
 
                              เดี๋ยวนี้สติมันไว เวลาอะไรมากระทบก็ตาม  มันทันนะ ก่อนที่จิตจะไหลไปปรุงแต่ง หรือไปสร้างเหตุที่ดีให้เกิดขึ้น  มันไม่เอาเลยนะ เบื่อน่ะ จิตมันบอกว่า เบื่อภพเบื่อชาติ เบื่อการเวียนว่ายตายเกิดมากๆ  ไม่ขอสร้างเหตุใหม่ที่จะกอให้เกิดภพชาติเวียนวนไม่รู้จบ  จิตมันไม่เอาแล้วนะ
 
                              วันก่อนเจอกิเลสแบบไม่คิดว่าจะได้เจอ  เรื่องของเรากับแม่เรา  เรายังมีอคติเล็กๆกับแม่อยู่นะ  เพียงแต่ว่าดับไวขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนมากๆ  เมื่อก่อนได้ยินเสียงแม่นี่ เราปริ๊ดเลยนะ  แต่วันก่อนนี้ ที่พูดคุยกันนั้นมีผุดขึ้นมานะแป๊บนึงแล้วก็ดับหายไป  จริงๆแล้ว พักหลัง เราไม่ค่อยอยากจะคุยกับแม่เท่าไหร่นัก ตั้งแต่ที่แม่ไม่ค่อยจะภาวนา แม่เปลี่ยนไปเยอะมากๆเลย  แม่จะแบบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เราก็นิ่งฟังนะ  จะพูดอะไรมา เรารับฟังอย่างเดียว ไม่ไปขัดใจ  เร่องภาวนานี่คุยด้วยไม่ได้ แม่ไม่เอา  เราก็เลยคุยไม่ได้ ต้องปล่อยไป 
 
                               ฉลาดของเราในที่นี้ ไม่ใช่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ เราหมายถึงการดำรงชีวิตของตัวเราเอง  การทำงานก็มีกระทบ แต่สติทันมากขึ้น ใครอยากจะมาตอนเราพักเที่ยง ใครอยากจะมาตอนเราเลิกงานแล้ว  คือ ช่วงเวลาทั้งสองนี่ ส่วนมากเรากำลังนั่งสมาธิอยู่  ยังโดนอยู่นะ แต่เดี๋ยวนี้จิตมันสงบไวมากขึ้น  เราคงเคยไปรบกวนผู้ปฏิบัติเขาไว้มากในสมัยก่อนๆ เราถึงต้องมาโดนคนอื่นๆมารบกวนเราแบบนี้ ทั้งที่เป้นเวลาพักบ้าง เป็นเวลาเลิกงานแล้ว  เราถึงบอกว่า มันมีแต่การชดใช้จริงๆเลยนะ แต่สติมันไวมากขึ้น เลยไม่ไปอินังขังขอบแบบเมื่อก่อน ยอมรับเหตุที่เกิดขึ้นแต่โดยดี

ไม่ได้ทำบุญ ได้ทำทานก็ยังดี

                                ขาหมู 1 กิโลเมื่อกี้ ที่เพิ่งต้มเสร็จ  นำไปแจกตามบ้านใกล้ๆเรา ก็คนละชิ้นนะ เพราะชิ้นมันใหญ่มากๆ  เราบอกว่า ชมได้นะ ถ้าอร่อย ถ้าไม่อร่อยห้ามพูด ไม่งั้นมื้อต่อไปอดกินแน่ๆ เพราะเราไม่ให้ของที่ไม่อร่อยแก่ใครๆ เขาฟังแล้วเขาก็หัวเราะกัน
                                มีความสุขใจนะ เวลาได้ให้อะไรๆกับใครๆ  รู้สึกมันอิ่มๆในใจ  ยังมีเหลืออยู่อีก นี่ตั้งใจไว้ จะเก็บไว้ให้พี่ไข่ ไม่แจกใครแล้ว แจกไป 3 บ้านแล้ว  ก็ไว้อาทิตย์หน้าค่อยต้มใหม่ แล้วแจกอีก เอาให้เบื่อขาหมูกันไปเลย คือ เราซื้อไว้เยอะนะ  จะแวะที่ตลาดนัดวันพฤหัสประจำ  ไปเมียงๆมองๆแม่ค้าเจ้านี้น่ะ รอเขาสับ  แล้วเขาให้เลือกได้ เราก็จะเลือกแต่เนื้อๆ  ขาๆไม่เอา กระดูกมันหนักกิโล  ก็ซื้อเก็บๆไว้หลายโลแล้วนะ ทะยอยซื้อ ตู้เย็นเรามัน 9 คิวน่ะ ช่องแช่แข็งนี่แช่ของได้เยอะมากๆ  ถึงบอกไง ของกินน่ะ เป็นเดือนก็กินไม่หมดหรอกนะ     ก็นำมาทำเป็นอาหารอีกที แล้วก็นำไปแจกจ่ายเขา แบ่งปันกัน เราถึงไม่เคยอดไง ยิ่งให้ยิ่งได้นะ  
                                 ถ้าเนื้อหมูหรือเนื้อไก่เก็บไว้นานเกินไป ความเย็นไม่ถึง ก็เสร็จเจ้าแห้ว ต้มให้เจ้าแห้วกินกับข้าว  แห้วบอกว่า อร่อยไปเลยคร๊าบบบเจ้านายยย  หมาพูดได้เคยเห็นป่ะ ที่บ้านน่ะหมูพูดได้ เราคุยกับมันประจำแหละ แถวบ้านเขาหัวเราะทุกครั้งที่เห็นเจ้าแห้วมันคุยกับเรา  ใครๆคุยกับมันไม่รุ้เรื่องหรอก มีแต่เราน่ะคุยกับมันได้  เราไม่ได้อ่านภาสัตว์ออกหรอก อาศัยดูปฏิกิริยาที่เขาตอบโต้เรากลับมาน่ะ 
                                ยิ่งเจ้าปีโป้ จอมกร่าง เจ้าแมวตัวแสบยิ่งแล้วใหญ่ นั่นน่ะตอบโต้เหมือนคนมากๆเลย มันจะชอบคุยกับเรา จนวิลัยให้ฉายามันว่า ไอ้ขี้ฟ้อง  เวลาปีโป้คุยกับเรา วิลัยจะถามว่า ฟ้องอะไรแม่เอ็งอีกแล้วล่ะ  ไอ้ตัวแสบบบ  ปีโป้นี่จะคุยเก่งนะ คุยเก่งมากๆ เขาจะคุยโน่นคุยนี่ แบบตอบโต้เวลาเราถามอะไรกับเขา เช่นถามว่า วันนี้กินข้าวหรือยัง ไปทำอะไรมา โดนเจ้าแห้วรังแกหรือเปล่า  เขาก็จะตอบเราในแบบภาษาแมวๆของเขา น่ารักดีนะ  ชอบประจบนะเจ้าเนี่ย ประจบขอของกิน ฉลาดมากๆเลย  ทุกๆวันเขาจะเดินสำรวจในบ้านก่อน มีหนู มีแมลงสาปมั๊ย  ตรวจทุกซอกทุกมุมเลยนะ 
                                ปีโป้จะเดินตรวจจนเห็นว่า ไม่มีอะไรแล้ว ก็จะมาเมี๊ยวๆง๊าวๆใส่เรา เพื่อขอรางวัล  เขาชอบกินปลาหมึกย่าง เราจะซื้อไว้น่ะ  ซื้อที่บิ๊กซี เขาย่างให้เรีบยร้อยเลย  เราแค่นำมาหั่นๆเป็นชิ้นๆ แช่ตู้เย็นไว้ให้เขา  พอเขามาขอก็เทให้  อาหารเม็ดน่ะ เขาจะกินก็ต่อเมื่อ เราไม่มีปลาหรือปลาหมึกให้กับเขา  เขาเลือกนะ ถ้ามีให้เลือกน่ะ
                                ส่วนไดม่อน ต้องซื้อคะน้าให้ วันละ 5 บาท และแครอทวันละ 1 หัว ผลไม้อื่นๆอีก  อาหารเม็ด เขาจะกินอาหารแมว เขาไม่กินอาหารของกระต่าย ไดม่อนเป็นกระต่ายตัวผู้ แบบว่า หล่อมากๆ ไดม่อนเป็นเกย์  อิอิ  ….
                                  ไดม่อนจะชอบกินข้าวร้อนๆ ชอบกินข้าวเหนียว  ชอบมากๆเลยนะ เขาจะกินๆ  ตั้งหน้าตั้งตากิน เวลาเราตักข้าวมานี่ เขาจะเกาะที่ขาเลย  ขอข้าวกิน ต้องตักวางให้เขาก่อน ไม่งั้นเขาไม่ยอม เขาจะกวนไม่เลิก บางทีมาแอบแน๊บเนื้อตรงโน้นตรงนี้ ทำให้เราตกใจ
                              

Previous Older Entries

มกราคม 2010
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: