นิมิต

 
2 คืนมาแล้ว เรามีนิมิตแปลกๆเหมือนภาพ 3 มิติ เป็นกระจกซ้อนๆกัน มองเห็นเหมือนมองด้วยตาเปล่า
หลังจากภาพ 3 มิติ ก็จะเป็นโอภาสสว่างมากๆ เราก็รู้ท้องพองยุบ อกที่เคลื่อนไหวเบาๆ  นอนดูโอภาสจนหลับไป
 
ชีวิตนี้หนอ พักนี้เป็นผู้ดูทันมากขึ้น  จิตสงบนิ่งมากขึ้น ตรงนี้เป็นผลดีกับการปฏิบัติ  เราเพ่งโทษตัวเองอยู่เนืองๆ
ตรงไหนที่ยังมองว่าบกพร่อง เราก็พยายามปรับตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง  
 
สภาวะตอนนี้ที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่งคือ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ตรงไหน  ถ้าเราได้นั่งแล้วหลับตาลง จิตจะเข้าสู่สมาธิได้ทันที
ส่วนเรื่องเวลานอนนั้น จิตเป้นสมาธิ นี่เป็นเรื่องปกติสำหรับเรา  นอนดูโอภาสจนหลับไปทุกคืน

ยิ่งทำ ยิ่งเจอบททดสอบตลอดเวลา

 
 บททดสอบมาในรูปแบบต่างๆ แต่มันก็คือกิเลส อยู่ที่ว่า สติเรานั้นทันไหม
เอาเราที่มีอยู่นั้น เข้าไปปรุงแต่งมันไหม ช่วงนี้เจอหลายๆอย่าง ก็พยายามสงบ
เฝ้าดูจิตตัวเอง มันยังมีอคติอยู่ ถึงจะมีน้อยลง แต่มันคือยังมี

แต่เหตุที่เราโพสเรื่อง ที่คนอื่นนำการปฏิบัติไปเปรียบกับงูเหลือมนั้น
เราตั้งใจ เพื่อให้คนๆนั้นรู้ว่า คุณทำไม่ถูก แต่ถ้าบอกแล้ว เขายังคงทำต่อไป
นั่นคือเรื่องของเขาละ เราไม่ไปอะไรกับเขาอีกทั้งสิ้น เพราะถือว่า นั่นพูดไปแล้ว 

 ถ้ายังอยากจะพูดต่อ ก็ตามสบาย  เพราะใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น 

ตรงที่บอกไปนั้น คือ ต้องการบอกว่า อย่าทำอีกนะ อย่าเอาการปฏิบัติ
ไปเปรียบเทียบแบบนั้นอีก มันไม่ดีต่อตัวเขา
เพราะเขาจะไม่มีวันก้าวหน้าไปได้เลยในทางปฏิบัติ

ส่วนเราเองตอนนี้ ก็ทำความเพียรต่อเนื่อง สมาธิเริ่มเข้าฌาน ๔ ได้แล้ว แต่ยังได้ไม่นาน
เอานะ ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ทำต่อไป ไม่ว่าจะเจอบททดสอบอะไร ก็จะเอาสติ สัมปชัญญะ
นี่แหละรับมือ ไม่มานั่งท้อเหมือนเมื่อก่อนหรอก มีแต่เดินหน้าต่อไป
เรื่อยๆ ทางมีให้เห็นรำไรแล้ว 

ผู้ใดหมิ่นธรรม ผู้นั้นยากที่จะพบสัจธรรม

ผู้ใดหมิ่นธรรม ผู้นั้นยากที่จะพบสัจธรรม
มีบางคนเข้ามาอ่านผลของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อ่านแล้ว แทนที่จิตจะเกิดกุศล
กลับเกิดอกุศล เกิดความคิดปรุงแต่ง นำการเจริญสติปัฏฐานที่อ่านๆกันอยู่นี้
นำไปเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉาน โดยการมาตั้งฉายาว่า การเจริญสติปัฏฐานที่โยคีกำลังทำอยู่นี้
เป็นพวก
” งูเหลือม “
และมาตั้งฉายาเราว่าเป็น” เจ้าแม่สำนักงูเหลือม “
บางคนตั้งฉายาว่า” โรงงานผลิตน้ำปลาปรุงรส “เหตุมี ผลย่อมมี


ท่านทั้งหลายเอ๋ย การเกิดเป็นคนได้ก็แสนจะยากเย็นยิ่งนัก ตกตายไปแล้ว
จะได้เกิดเป็นคนอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แทนที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างรู้คุณค่าของชีวิต
หมั่นสร้างแต่เหตุที่เป็นกุศล ไม่ใช่มุ่งคิดสร้างเหตุที่เป็นอกุศล มีจิตอกุศลปรุงแต่งตามกิเลสที่มีอยู่
ในใจตน กิเลสน่ะมองเห็นกันบ้างไหม ไม่ใช่สักแต่พูดเรื่องกิเลส แต่มองไม่เห็นกิเลส

อย่าทะนงตัวว่าเรียนรู้มามาก อย่าทะนงตัวว่าเก่งกว่าคนอื่นๆ
เรา เขา ทุกรูปทุกนามไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่สักนิดเดียว

กายนี้เป็นของเราไหม ยึดมันไว้ได้ไหม สักวันกายนี้ก็ต้องเสื่อมสลายไปเมื่อถึงวาระ
เฉกเช่นเดียวกับทุกๆสรรพสิ่งที่ต้องเสื่อมสลายลงไปเหมือนๆกันหมด ตามวาระของสิ่งๆนั้น

สติ สัมปชัญญะน่ะมีไหม หิริ โอตัปปะน่ะมีไหม เคยย้อนกลับมาพิจรณาตรงนี้กันบ้างไหม
คิดได้ยังไง ที่นำการเจริญสติปัฏฐานไปเปรียบเทียบกับสัตว์เดรัจฉาน

กายสกปรกยังไม่พอ ใจยังสกปรกยิ่งกว่า
กายสกปรก เรายังขัดสี ขัดถูมันได้ ใจสกปรก เคยคิดขัดกันบ้างไหม

เรามาเจริญสติกันเพื่ออะไร เพื่อขัดล้างทำความสะอาดใจเราให้สะอาด เพราะใจเรามันสกปรกยิ่งนัก
จะใช้วิธีทำความสะอาดแบบกายไม่ได้ เพราะใจเป็นเรื่องของความละเอียด ส่วนกายน่ะแค่หยาบๆ

ใจเรานี้มันสกปรกยิ่งนัก เต็มไปด้วยกิเลสหมักหมมมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว
เราสอนให้คนงมงาย เราก็จะได้รับผลตรงนั้นคือ งมงาย

เราสอนคนให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน เพื่อเขาจะได้มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง
เราก็จะได้อานิสงส์จากตรงนั้น ทำให้ไม่ไปตกอยู่ในภพภูมิที่ต่ำหรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
หรือไม่ไปตกอยู่ในนรกหมกไหม้

สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น จะช้าหรือเร็วต้องได้รับผลอย่างแน่นอน ตามวาระของคนๆนั้น
การปฏิบัติจะได้ผลหรือไม่ ให้ดูที่กิเลสและสติ สัมปชัญญะ ไม่ใช่ไปดูอย่างอื่น

ทำแล้วสงบ ทำไมถึงสงบ เพราะมันนิ่ง ทำไมถึงนิ่ง เพราะมันหลง ทำไมถึงหลง เพราะสติยังไม่ทัน
ทำแล้วสบาย ทำไมถึงสบาย เพราะใจมันอิ่มเอิบ ทำไถงอิ่มเอิบ เพราะมันเกิดปีติ ทำไมถึงเกิดปีติ
เพราะสติยังไม่ทัน

การปฏิบัติ เมื่อสติดี สมาธิดี ปัญญามันจะเกิด จิตมันจะพิจรณาออกมาเป็นขั้นเป็นตอน
ทำให้กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ปล่อยจิตไหลไปกับกิเลส รู้อยู่กับปัจจุบันคืออะไร
คือมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ หากกำลังนั่งอยู่ จิตก็จะกลับมารู้ที่กาย ไม่ออกไปรู้นอกกาย
เมื่อไม่ออกไปรู้นอกกาย การปรุงแต่งย่อมดับไป กิเลสตัวใหม่มาแล้ว นี่มันจะเห็นแบบนี้นะ
ไม่ใช่ไปเห็นอย่างอื่น สติดี สมธิดี มันจะรู้อยู่ในกายและจิต

ไม่ต้องไปยกตัวอย่างอื่นไกล ดูจากโยคีรูปนี้ ปฏิบัติโดยไม่รู้อะไรเลย ลองทำมาหลายอย่าง
สุดท้ายเลิกทำ เพราะทำแล้วไม่เข้าใจ ทำแล้วยังติดอยู่สภาวะเดิมๆ ไม่มีใครให้คำตอบกับเขาได้

ผลของความเพียรของโยคี ที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สติ สัมปชัญญะ นับวันเข้มแข็งมากขึ้น
เริ่มแยกแยะ ถูก ผิด ตามความเป็นจริงได้ โดยมีตัวของโยคีหรือความคิดปรุงแต่งเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยลง

ยอมรับทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่มากระทบตามความเป็นจริงมากขึ้น
ตัวเองเป็นยังไง รู้สึกยังไง ยอมรับตามนั้น ไม่ปฏิเสธหรือหลบหนีในสิ่งที่ตัวเองนั้นเป็นอยู่

ไม่มีมาเขียนส่งสภาวะสร้างภาพให้ตัวเองดูดี ทั้งๆที่โยคีสามารถทำได้
เพราะอะไร เพราะยิ่งสติ สัมปชัญญะมากขึ้นเท่าไหร่ หิริ โอตัปปะ ยิ่งมีมากขึ้นตามนั้น

เราปฏิบัติเพราะเอาออกนะ เอาสิ่งสกปรกที่อยู่ในใจของเราออกไป ขัดล้างทำความสะอาด
ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่ใช่ไปเหาะเหินเดินอากาศ ไปรู้โน่นรู้นี่นอกตัวนะ นั่นไม่ใช่ทาง

ส่วนใครเชื่อใคร หรือไม่เชื่อใคร นั่นอยู่ที่เหตุที่เคยกระทำมาร่วมกัน
ส่วนใครมาอ่านแล้วไม่เชื่อเรานะ ก็ไม่ได้ให้มาเชื่อ และไม่สนใจด้วยว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

เราเพียงนำมาแบ่งปัน ไม่ได้มีเจตนามาตั้งสำนักหากินทางด้านนี้
ใครไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่อย่ามาละเมิดกัน โดยเฉพาะมาหมิ่นประมาท
โดยการนำโยคีที่ปฏิบัติเป็นสัตว์เดรัจฉานนี่ ควรจะรู้นะว่าผลที่ได้รับนั้นเป็นยังไง

อตฺตาหิ อตฺตาโนนาโถ

 
เราทุกรูปทุกนาม  การกระทำทุกๆอย่าง ล้วนเกิดจากความไม่รู้ทั้งนั้นแหละค่ะ
หากเราสามารถรู้ถูก รู้ผิด ตามความเป็นจริง โดยไม่ใช่ ถูกหรือผิด ตามความคิดของเราได้
เราคงไม่ต้องมาทุกข์ทรมาณ มานั่งเสียใจกันแบบนี้
 
อดีต เราไม่สามารถกลับไปย้อนแก้ไขอะไรได้ ที่แก้ได้คือ ปัจจุบัน
การแก้ปัจจุบันคือ เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุทั้งหมดคือใคร คือ ใจเรานั่นเอง
ตราบใด ที่เรายังมีคำว่า " ของเรา " นั่นคือ จะสร้างความทุกข์ใจไม่รู้จักจบสิ้น
เราควรฝึกใจเราใหม่ อย่าเข้าไปยึดติดกับสิ่งใดๆ  เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีเรา
สิ่งต่างๆยังไงก็ไม่คงทน ย่อมเสื่อมสิ้นไปตามสังขาร ตามอายุขัยของสิ่งๆนั้น
 
กายนี้ก็สักแต่ว่ากาย มันประกอบด้วยธาตุ มีแต่ความสกปรก เราต้องคอยชำระล้างทุกเช้า เย็น
ยิ่งถ้าอยู่บ้าน อากาศร้อนๆ ชำระไม่รู้วันกี่รอบ 
 
แล้ว … ใจเราล่ะ เคยหวนกลับมาทบทวนดูมั่งไหม?
วันนี้เราได้ทำการขัดล้างทำความสะอาดใจดวงนี้ของเรากันมั่งแล้วหรือยัง?
 
เวลาความทุกข์เข้ามาเกาะกินใจเรา  เคยพิจรณามั่งไหมว่า ใครทำให้เราทุกข์?
ทุกข์เพราะอะไร?
 
ไม่ได้มีใครทำให้เราทุกข์เลย เราทำตัวเราเอง ทุกข์เพราะคิด เพราะยึดติดจนเกิดอุปทาน
เราไปยึดติดกับสิ่งนอกตัว  จนลืมคิดพึ่งพาตัวเอง พึ่งพาในสิ่งที่มีกันอยู่ทุกรูปทุกนาม
 
" สติ สัมปชัญญะ " สิ่งนี้คือ " คำตอบ " สำหรับทุกๆคน
ขอเราจงมี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับใจเราให้ได้ทุกขณะ
ถ้ายังมีไม่ได้ ให้เราฝึกค่ะ " เจริญสติปัฏฐาน ๔ "
 
ใหม่ๆ แรกๆ อาจจะยังทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครแนะนำ หรือ ไม่รู้จะไปถามใคร
ให้เริ่มต้นทำแบบง่ายๆ คือ รู้ในกายและใจของเรา รู้แบบปกติเหมือนเรารู้ทั่วๆไป
 
เริ่มต้นง่ายๆ  สละเวลา เดินจงกรม 5 นาที แล้วต่อด้วย นั่งอีก 5 นาที
เวลาเดิน เดินแบบปกติที่เราเดิน แต่ให้เรารู้ที่เท้ากระทบพื้น
ความคิดจะเกิด ก็ช่างความคิด ให้กลับมารู้อยู่กับเท้าที่กำลังเดินอยู่
จับเวลาดูว่า 5 นาที เดินกี่ก้าว จำเอาไว้
 
หลังจากเดินแล้ว มานั่งต่อ จะนั่งที่ไหนๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งท่าขัดสมาธิ
จะนั่งเหยียดแข้ง เหยียดขา หลังพิงข้างขวา นั่งบนเก้าอี้ ฯลฯ
คือ ทำตามสะดวก ทำตามสบาย ตามที่แต่ละคนนั้นถนัด
ไม่ต้องไปบังคับตัวเอง  เพราะถ้าเราไปกดดันตัวเอง จะพาลเบื่อหน่ายไม่อยากทำ
 
มือจะวางบนหน้าตัก หรือจะวางยังไงก็ได้ ตามสบาย
ถ้านั่งไม่ได้ อาจจะเพราะอะไรก็ชั่ง ก็นอนได้ตามสบาย 
 
พอนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ให้หลับตาลง
การที่ให้หลับตาลงนั้น เพื่อไม่ให้จิตไปซัดส่ายข้างนอก จิตจะได้รู้อยู่แต่ใน
 
สูดหายใจยาวๆลึกๆ 5 ครั้ง  ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ไม่ต้องรีบ
แล้วหายใจปกติ แต่ให้หายใจยาว อย่าหายใจสั้น
คนหายใจสั้นจะเป็นคนขี้โมโห
 
รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก พอครบเวลา 5 นาที
อย่าเพิ่งลืมตา แบ่งผลบุญให้คนอื่นๆก่อน จะเดิน 5 นาที นั่ง 5 นาที นี่ถือว่าได้กุศลแล้วนะ
ให้หลับตา หายใจยาวๆ ตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำ เสร็จแล้วอธิษฐานจิต
 
ทำแบบนี้ ทำทุกๆวัน รับรอง ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ
จะสวดมนต์ก่อนหรือไม่สวดมนต์ก็ได้ ตามสะดวกค่ะ
 
ถ้ามีเวลามากพอ ก็ค่อยๆปรับเวลาเพิ่ม ทั้งการเดิน และนั่งได้ ตามแต่จะสะดวก
หรือจะทำแต่เพียงเท่านี้ก็ได้ค่ะ

คู่บารมีหลวงปู่มั่น – วิญญาณรักและผูกพัน ตอนที่ ๑

สิ่งที่เกี่ยวกับครูบารมีของหลวงปู่มั่นมาดั้งเดิม ท่านเล่าว่า แต่ก่อนที่ยังไม่ถึงธรรมขั้นนี้ คู่บารมีของท่านเคยปารถนาพุทธภูมิมาด้วยกัน แต่สมัยก่อนโน้นก็เคยมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาเสมอ

ท่านแสดงธรรมให้ฟังเล็กน้อยแล้วสั่งให้กลับไป
นานๆมาครั้งหนึ่งแต่มาในรูปแห่งวิญญาณ มองร่างไม่ปรากฏเหมือนภพอื่นๆ

เวลาท่านถามก็ตอบว่า เป็นห่วงท่านมาก ยังมิได้ตั้งใจไปเกิดในภพภูมิที่เป็นหลักเป็นฐานใดๆทั้งสิ้น ทั้งกลัวท่านจะหลงลืมความสัมพันธ์และความปารถนาที่เคยพาปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต จึงต้องคอยฟังเรื่องราวอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วงและเสียดาย

ท่านก็ได้บอกว่า ได้ของดความปารถนานั้นไปแล้ว และได้ตั้งใจปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ในชาตินี้
ไม่ขอเกิดอีก ซึ่งเท่ากับเอาทุกข์ภัยที่เคยพบเคยเห็นมาชาตินั้นๆมาแบกหามต่อไปอีก

แม้มิได้ตอบให้ท่านทราบว่าหายห่วงหรือยังห่วงอยู่ในเรื่องนั้น
แต่ก็ยังเป็นห่วงคิดถึงท่านตลอดมามิได้หลงลืมจืดจาง แต่นานๆมาเยี่ยมท่านหนหนึ่งดังนี้

พอมาระยะนี้องค์ท่านเองนึกเป็นห่วงและสงสารที่เคยรับความทุกข์ยากลำบากในภพชาตินั้นๆมาด้วยกันตามที่ท่านพิจรณารู้เห็น จึงนึกวิตกอยากพบเพื่อจะได้ปรับปรุงความเข้าใจและเล่าอะไรที่จำเป็นให้ฟังจะได้หายสงสัยหมดกังวลความผูกพันในความหลัง

เพียงนึกวิตกเท่านั้น พอตกกลางคืนยามดึกสงัด
คู่บารมีของท่านก็มาจริงๆและมาในรูปแห่งวิญญาณตามเดิม

ท่านเริ่มถามถึงภพชาติที่กำลังเป็นอยู่ว่า ทำไมมีแต่ดวงวิญญาณ ไม่มีร่างเหมือนภูมิ
อันเป็นทิพย์ทั่วๆไป เวลานี้เกิดเป็นอะไรจึงได้มาในลักษณะวิญญาณเช่นนี้

ดวงวิญญาณตอบท่านว่า นี่เป็นภพย่อยอันละเอียดอีกภพหนึ่งในบรรดาภพทั้งหลาย ที่มารออยู่ในภพนี้ก็เพราะความเป็นห่วงดังที่เคยเรียนแล้วนั่นเอง ที่มานี้ก็ทราบว่าท่านอยากให้มาถึงได้มา ไม่กล้ามาบ่อยนัก เพราะเป็นความกระดากอาย อยู่ภายในทั้งๆที่อยากมาบ่อยที่สุด แม้มาแล้วจะไม่มีความเสียหายอะไรทั้งสองฝ่าย เพราะมิใช่วิสัยจะทำให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม

แม้ความรู้สึกอันดั้งเดิมที่เคยมีต่อกัน หากทำให้เกิดความตะขิดตะขวงใจไม่กล้ามาไปเอง
ทั้งท่านก็เคยบอกว่าไม่ให้มาบ่อยนัก แม้ไม่เสียหายก็อาจเป็นอารมณ์เครื่องทำให้เนิ่นช้าแก่การปฏิบัติได้

เพราะใจเป็นสิ่งละเอียดอาจรับเอาอารมณ์อันละเอียดมาเป็นอุปสรรคแก่การดำเนินของตนได้
ก็เชื่อว่าอาจเป็นดังได้ที่บอกจึงมิได้มาบ่อยนัก

คืนวันที่ท่านตัดขาดจากภพจากชาติจากญาติมิตรสหายจากสายบารมีผู้หวังพึ่งเป็นพึ่งตายอย่างไม่อาลัยเสียดายเลยนั้นก็ทราบ เพราะเรื่องกระเทือนไปทั่วโลกธาตุต้องทราบกันทุกแห่งหน แต่แทนที่จะชื่นบานหรรษาอนุโมทนาด้วยดังที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น กลับเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจด้วยความวิปริตคิดไปต่างๆว่า ท่านไปแบบไม่เหลียวแล แม้คู่บารมีที่เคยทุกข์เคยตะเกียกตะกายถวายความจงรักภักดีในภพน้อยภพใหญ่มาด้วยกัน ก็ไม่เหลือบมอง ชาติวาสนาของตัวนี้แสนอาภัพก็อยู่ไปตามกรรม มีแต่ลูบคลำทุกข์ไม่มีวันปล่อยวางอย่างนี้แล

ผู้พ้นไปแล้วก็ไกลทุกข์ แต่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในกองทุกข์ก็อดทนไป คิดไปมากเท่าไรก็เหมือนคนไม่มีปัญญาแต่อยากขึ้นไปชมเดือนดาวบนฟ้า สุดท้ายก็กลับมานั่งนอนกอดกับทุกข์ไปตามแบบของคนมีกรรมหนาหาทางออกไม่ได้ ผู้อาภัพชาติวาสนาที่กำลังดิ้นรนทนทุกข์บ่นหาความสุขอยู่เวลานี้ ก็คือผู้กำลังเสียใจร้องไห้อยากขึ้นไปชมเดือนชมดาวบนฟ้า ซึ่งแสนน่าทุเรศเอาหนักหนา น่าเวทนาเหลือประมาณ

ผู้นี้เองจะเป็นผู้อื่นที่ไหนกัน ท่านเป็นผู้เสมือนเดือนดาวบนฟ้าส่งแสงสว่างจ้าทั่วสารทิศ จะสถิตอยู่ที่ใดก็ไม่อับเฉาเขลาในธรรม มีแต่ความสว่างไสวไปทุกสารทิศทุกทางโดยรอบ ขอบเขตจักรวาล สนุกอยู่ด้วยความสำราญบานใจ

หากบุญวาสนาของดวงวิญญาณข้าบาทบริจาริกายังพอมีอยู่บ้าง ไม่ขาดสูญพูนทุกข์ ก็ขอท่านได้โปรดเมตตาแผ่กระแสธรรมไปบันดาลพร้อมทั้งดวงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ผ่องใส โปรดประทานพอได้พ้นจากโทษในสงสาร บรรลุพระนิพพานตามไปในไม่ช้านี้เถิด จะไม่อดรนทนทุกข์ทรมาณจิตใจไปช้านาน

ขอคำวิงวอนสัตยาธิษฐานนี้ จึงมีกำลังบันดาลให้เป็นไปดังใจหมายของข้าอย่าเนิ่นนาน ได้โพธิสมภารอย่างใกล้ชิดเร็วพลันเถิด นี่เป็นคำของดวงวิญญาณวิงวอนอธิษฐานหวังโพธิสมภาร หมายปองด้วยความละล่ำละลัก ซึ่งเป็นคำที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนา

ท่านตอบว่า เท่าที่นึกวิตกอยากให้มา ก็มิได้มุ่งเจตนาให้เกิดความเสียใจดังที่เป็นอยู่เวลานี้ ซึ่งเป็นทางที่ผิด สัตว์โลกที่มีอยู่ทั่วโลกธาตุซึ่งมีความหวังดีต่อกัน เขาไม่ได้นำเรื่องทำนองนี้มาคิดกัน คำว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในพรหมวิหาร ก็เคยบำเพ็ญมาไม่ใช่หรือ

ดวงวิญญาณตอบว่า เคยบำเพ็ญมาช้านานจึงอดคิดถึงความผูกพัน ที่เคยบำเพ็ญธรรมทั้งสี่นี้มาด้วยกันไม่ได้ เมื่อผู้หนึ่งเอาตัวรอดไปเสียเพียงคนเดียวเช่นนี้
ธรรมดาสัตว์ที่มีกิเลสเช่นวิญญาณนี้จึงอดกลั้นความเสียใจไม่ได้ แล้วก็ได้รับความทุกข์เพราะความสลัดปัดทิ้งไม่เหลียวแลนั้น จนเวลานี้ยังมองไม่เห็นความสร่างซาแห่งความทุกข์นั้นลงบ้างเลย

ท่านตอบว่า การสร้างความดีมาทั้งมวล ทั้งที่สร้างโดยลำพังทั้งตัวเอง ทั้งที่ผู้อื่นพาสร้างก็เพื่อแก้ความกังวล ขนทุกข์ออกจากตัว มิได้สร้างเพื่อความร้อนรนขนทุกข์เข้าใส่ตัว จนต้องได้รับความเดือดร้อนวุ่นวายมิใช่หรือ

ดวงวิญญาณตอบว่า ใช่ แต่วิสัยของผู้มีกิเลส เมื่อไม่สามารถ เลือกทางเดินที่ราบรื่นปลอดภัยได้ก็จำต้องลูบคลำไปตามประสา โดยไม่ทราบว่าที่ทำไปนั้นถูกหรือผิด จะพาให้ตนเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ส่วนที่เป็นทุกข์ ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทราบจะหาทางออกด้วยวิธีใด ก็จำต้องดิ้นรนบ่นทุกข์ไป ทำนองดังที่เห็นอยู่เวลานี้

ท่านเล่าว่า วิญญาณทำความเหนียวแน่นแม่นมั่น ปรับทุกข์ปรับร้อนกับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง หาว่าท่านหลบหลีกปลีกตัวไปเสียคนเดียว ปราศจากความเมตตาสงสารกับผู้ที่เคยตะเกียกตะกายเสือกคลานผ่านทุกข์มาด้วยกัน ไม่เหลือบมองเพื่ออนุเคราะห์ส่งเสริมพอให้มีทางผ่านพ้นไปด้วยได้

ตอนนี้ท่านพูดเป็นประโยคแทรกในระหว่าง จากนั้นก็อนุสนธิสืบต่อกับดวงวิญญาณต่อไป ท่านพูดปลอบโยนกับดวงวิญญาณว่า การรับประทาน แม้จะรับอยู่ร่วมวงในภาชนะ หรือในโต๊ะเดียวกัน ก็ยังมีผู้อิ่มก่อน ผู้อิ่มที่หลัง จะให้อิ่มในขณะเดียวกันย่อมไม่ได้

การบำเพ็ญความดีทั้งหลาย แม้จะบำเพ็ญมาด้วยกัน ดังพระพุทธเจ้ากับพระนางพิมพายโสธรา คู่บารมี ก็ยังปรากฏว่า พระองค์ทรงบรรลุถึงแดนพ้นทุกข์ก่อน แล้วเสด็จกลับมาประทานพระโอวาท แก่พระนาง แล้วค่อยสำเร็จในวาระต่อไป

เรื่องเช่นนี้ควรนำไปอ่านไตร่ตรองยึดเป็นคติย่อมจะเกิดประโยชน์มหาศาลแก่เราเอง ดีกว่าจะมาปรับทุกข์ปรับร้อนแก่ฝ่ายหนึ่ง ซึ่งกำลังพยายามคิดหาหนทางช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มใจ และเสาะแสวงหาทางเพื่อช่วยให้หลุดพ้นอย่างเต็มกำลัง

มิหนำยังถูกหาว่ามีใจจืดจางวางปล่อยไม่เหลียวแล ก็ยิ่งเพิ่มความทุกข์ทั้งสองฝ่ายเข้าไปอีก ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสมเลย ควรเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ตามแบบพระชายาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทางให้เกิดความสุขและเป็นแบบฉบับที่ถูกต้องดีงามแก่ผู้อื่นด้วย

การวิตกอยากให้มาก็เพื่ออนุเคราะห์ มิได้เพื่อขับไล่ไสส่ง การสั่งสอนตลอดมาก็เพื่อ
อนุเคราะห์ส่งเสริมตามแบบฉบับแห่งธรรมแก่ผู้ควรอนุเคราะห์

คำว่า ปล่อยปละละเลยไม่เหลียวแลนี้ ยังมองไม่เห็นว่า ได้ทอดธุระปล่อยวางห่างเหินอย่างไร ความคิดและอุบายที่แสดงออกทุกขณะจิตที่คิดเพื่ออนุเคราะห์ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ด้วย เมตตากรุณาจริงๆ เพื่อผลที่ผู้รับไป ปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด ก็รอคอยจะแสดงมุทิตาจิตไปด้วยอยู่เสมอ หากได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ไม่มีข้องแวะที่ไหนแล้ว ผู้ให้ความอนุเคราะห์ก็เบาใจหายห่วง จิตกับอุเบกขาธรรมก็เข้ากันได้สนิท

การที่พาปรารถนาพุทธภูมิ ก้มุ่งจะพาข้ามโลกสงสาร การของดจากพุทธภูมิ มาตั้งปรารถนาเป็นสาวกภูมิอันเป็นภูมิของผู้สิ้นกิเลสอาสวะ ก็เป็นความมุ่งหมาย เพื่อจะพาสิ้นกิเลสและกองทุกข์ทั้งมวลก้าวเข้าสู่บรมสุขคือ พระนิพพาน อันเป็นจุดอันเดียวกัน

การพาบำเพ็ญกุศลในชาติต่างๆตลอดมา จนชาติปัจจุบันได้มาบวชบำเพ็ยในศาสนา มีสติปัญญาเพียงใด พอติดต่อข่าวสารถึงได้ ก็พยายามเสมอมา จนได้มาพบเห็นกันในภพนี้และได้ให้โอวาทสั่งสอนเต็มสติปัญญาตลอดมาจนถึงปัจจุบันบัดนี้ ล้วนเป็นอุบายวิธีอนุเคราะห์ด้วยความเมตตาสงสารสุดที่จะประมาณอยู่แล้ว ไม่มีขณะจิตใดที่จะทอดอาลัยหมายหลีกปลีกตัวให้พ้นไปแต่ผู้เดียว

แต่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสงสาร หวังจะฉุด จะลาก จะพรากออกจากกองทุกข์
ภพชาติในสงสาร ให้ถึงพระนิพพานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ความคิดวิปริตไปในทางน้อยเนื้อต่ำใจที่สำคัญว่า ทอดทิ้ง ปล่อยวางไม่เหลียวแลนี้ เป็นความคิดที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย จึงควรระงับดับมันเสีย อย่าให้มีเกิดขึ้นมา เหยียบย่ำทำลายจิตใจอีกต่อไป

ผลคือ ความทุกข์จะตามมาอีก ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้ตลอดกาล
และผิดกับความมุ่งหมายของผู้หวังอนุเคราะห์ด้วยใจเมตตาสงสารตลอดมา

คำว่า หลุดพ้นไปไม่อาลัยอาวรณ์นั้น หลุดพ้นไปไหน? และไม่อาลัยผู้ใด? เพราะขณะนี้กำลังช่วยฉุด ช่วยลาก ช่วยถาก ช่วยถาง ช่วยอนุเคราะห์กันอยู่อย่างเต็มกำลัง แม้การอบราทั้งมวล ก็ล้วนออกจากความอาลัยสงสารโดยถ่ายเดียวมิใช่หรือ?

จะหาความอาลัยสงสารจากที่ไหนให้ยิ่งกว่าที่กำลังให้และกำลังได้รับอยู่ในเวลานี้ การอบรมบ่มนิสัย เพื่อการเชิดชูส่งเสริมตลอดมา ก็ได้ถอดออกมาจากดวงใจที่เปี่ยมด้วย ความสงสารยิ่งกว่าน้ำในทะเลมหาสมุทร และได้ทุ่มเทลงอย่างไม่อัดไม่อั้นไม่คิดเป็นคิดตาย และคิดจะหมดหรือยังเหลืออยู่ ในบรรดาธรรมที่มีอยู่ภายในใจ ขอได้เข้าใจตามเจตนาที่หวังอนุเคราะห์เสมอมา และรับไปเป็นสิริมงคลแก่ตน ตามธรรมที่อบรมสั่งสอนมานี้ ผลคือ ความสุขใจ จะเป็นที่ยอมรับอยู่กับผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตาม

นับแต่ออกบวชมา ปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย แม้แต่จิตหนึ่งที่คิดขึ้น เพื่อเป็นคนใจดำขุ่น ยังไม่ปรากฏว่ามีเลย การวิตกคิดถึงอยากให้มาหาก็มิได้หวังเพื่อจะต้มตุ๋นหลอกลวงให้ล่มจมเสียหาย แต่หวังจะอนุเคราะห์อย่างสมใจที่เมตตาสงสารอย่างเดียวเท่านั้น

ถ้ายังเป็นที่เชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว ก็ยากที่จะไปแสวงหาความเชื่อถือที่ไว้วางใจได้ จากผู้ที่เห็นว่าดีเยี่ยมและซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่านี้ ที่ว่าทราบเรื่องสะเทือนโลกธาตุในคืนวันนั้น นั้นเป็นการทราบความสะเทือนแห่งธรรม ประเภทหลอกลวงต้มตุ๋นให้โลกล่มจมปรากฏขึ้นมาหรือไร? จึงไม่แน่ใจและปลงใจ ที่จะยอมเชื่อถือ ตามคำอบรมสั่งสอนที่ตั้งใจอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา

ถ้าเข้าใจธรรมเป็นธรรมแล้ว ความสะเทือนโลกธาตุนั้น ก็ควรนำมาคิดเพื่อปลงจิตปลงใจเชื่อถือ และเย็นใจว่า เรายังมีวาสนาบารมีอยู่บ้าง แม้มาอุบัติในภพชาติที่ลึกลับควรจะสุดวิสัยแล้วแต่ยังได้รับฟังสิ่งดีชั่วของตัว จากธรรมที่มีผู้เมตตาแสดงให้ฟังได้ไม่เสียกาลไปเปล่า

นับว่าเป็นโชควาสนาของเราที่เคยสั่งสอนอบรมมา และควรภาคภูมิใจในวาสนาของตัว ที่มีผู้มาฉุดมาลาก มาช่วยพรากจากความมืดมนอนธการ พอได้รู้ความผิดพลาดของตัวเองบ้าง ไม่มืดบอดจอดจมถ่ายเดียว

หากคิดได้อย่างนี้ก็น่าอนุโมทนาสาธุการและพลอยเบาใจหายห่วงไปด้วย ไม่เป็นความคิดที่ให้ทุกข์ผูกมัดรัดตัว จนพากันหาทางออกมิได้ เพราะธรรมกลายเป็นโลก ความห่วงใยสงสารกลายเป็นศัตรูคู่ก่อเวร

ขณะที่ฟังท่านสั่งสอนด้วยเมตตาสงสาร เหมือนสายน้ำทิพย์ในลำธาร ประพรมโสรจสรงด้วยทั้งเหตุและผลระคนเคล้ากันไปไม่หยุดหย่อน บาทบริจาริกาคู่บารมีกลับได้สติ กลายเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ยอมรับธรรม ด้วยความซาบซึ้งใจเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา

พอจบเทศนาวินิจฉัยปัญหา ก็ยอมตนเป็นผู้ผิด ว่ามาทำให้ท่านได้รับความลำบากลำบน เพราะความมืดมนด้วยความอาลัยรัก โดยเข้าใจว่าท่านปล่อยวางไปกับดินหญ้า ไม่เมตตาเอื้อเฟื้ออาลัย จึงเกิดความเสียอกเสียใจ จนไม่มีที่ปลงที่ว่าง นึกว่าตนไร้ญาติขาดมิตรปลิดชีวิตชีวาไม่มีที่พึ่งพาอาศัย

มาบัดนี้ ได้รับความสว่างจากดวงธรรม ใจเกิดความเย็นฉ่ำเป็นสุข ทุกข์ที่เคยแบกหามมา
ก็ปลงวางลงได้ เพราะธรรมเหมือนน้ำอมฤตรดโสรจสรงชะล้างให้เกิดความสว่างไสวขึ้นมา

โทษที่ได้ล่วงเกินพระคุณท่านด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอได้โปรดประทานโทษนั้นแก่ข้าบาท ดวงวิญญาณจะได้ตั้งหน้าสำรวมระวังต่อไปตลอดอวสาน ไม่หลงลืมผิดพลาดขลาดเขลาอีกต่อไป

จากนั้น ท่านก็อธิบายแนะนำเกี่ยวกับภพกำเนิดว่า ขอให้ไปเกิดในภพที่เป็นหลักฐาน
อันสมควรแก่ภาวะของตน ไม่ควรมากังวลวกเวียนเกี่ยวข้องกับความเป็นห่วงใยดังที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

ดวงวิญญาณยินดีรับคำท่านด้วยความเคารพนอบน้อม ก่อนจะจากไปขอพรว่า เมื่อได้เกิดในภพที่เหมาะสมแล้ว ขอให้ได้มารับฟังโอวาทตามปรารถนาดังที่เคยทำมา ขอได้โปรดประทานพรตามใจหวังเถิด เมื่อท่านอนุญาตแล้วก็หายไปในขณะนั้น

พอดวงวิญญาณจากไปแล้ว จิตถอนขึ้นมาราวตี ๕ จวนสว่าง คืนนั้นท่านมิได้พักผ่อนร่างกายเลย เพราะเริ่มนั่งสมาธิภาวนา แต่ขณะออกจากทางจงกรมราว ๒๐ น. ตอนดึกก็รับแขกดวงวิญญาณเสียหลายชั่วโมง

โลกธรรม ๘ ประการ

 
โลกธรรม ๘ ประการ

อนิจจัง ความไม่เที่ยง ยากเลี่ยงหลบ
ในโลกภพ มีเกิดดับ สลับหมุน
ใครยึดติด สำคัญผิด ปิดทางบุญ
มีแปดอย่าง ที่คอยหนุน ให้ขุ่นใจ

หนึ่งคือลาภ สองเสื่อมลาภ ควรทราบไว้
สามคือยศ ที่ใครๆ ล้วนอยากได้
สี่เสื่อมยศ เมื่อร่วงหล่น ทนทุกข์ใจ
ทั้งสี่อย่าง เกิดดับไว ใช่จีรัง

ข้อที่ห้า คำนินทา มีแน่ๆ
โดนทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ แค่คล้อยหลัง
หกสรรเสริญ คนเยินยอ ชอบพอจัง
ข้อเจ็ดแปด สุข..ทุกขัง ใช่ยั่งยืน

โลกธรรม แปดประการ ควรอ่านไว้
เป็นธุลี เกาะที่ใจ ยากใครฝืน
คู่กับโลก ที่หมุนอยู่ ทุกวันคืน
มิมีทาง ให้เป็นอื่น จงตื่นมอง..เฟื่องฟ้า

พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 15
อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรค
โลกธรรมสูตร

โลกธรรมสูตร

[๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑
ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑
ทุกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก
และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ฯ
ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑
ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑
ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวน
เป็นธรรมดา แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรม
เหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อม
ไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์ ท่านขจัดความยินดีและความยินร้าย
เสียได้จนไม่เหลืออยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอัน
ปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ
ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง ฯ…

ขอบคุณที่มา http://www.tlcthai.com/club/view_topic. … st_id=7669 :b8:


พอดีกำลังเขียนเรื่อง " ความอิสระ " ทำให้นึกถึงเรื่องของโลกธรรม ๘
ก็หาในกูเกิ้ล เจอเจ้าของบล็อกใจดี อัพข้อมูลไว้เยอะแยะ
ดูไปดูมาคุ้นๆตาแฮะ อ้าว … :b32:
ที่แท้ ก็เจ้าของการ์ตูนธรรมะ ที่เราเคยไปนำของเขามาโพสนี่เอง

เรื่องโลกธรรม ๘ นี่ มีส่วนทำให้คนผิดศิลได้เยอะมากๆเลยนะ
เพราะไม่เข้าใจถึงความไม่เที่ยงแท้ของทุกๆสรรพสิ่ง
เลยพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่ง ชื่อ เสียง เกียรติยศ เงินทอง ฯลฯ

แม้แต่หิริ โอตัปปะ ก็ยังเอาไม่อยู่
หิริ โอตัปปะ คือ ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ถูกทดสอบสภาวะขนาบซ้ายขวา

 
สภาวะนี่สุดยอดเลยนะ เนียนมากๆ กิเลสนี่เนียนมากๆเลย เราโดนทดสอบสภาวะแบบขนาบซ้ายขวาเลย
ไม่รู้ตัวเลยนะว่านี่คือการทดสอบของสภาวะเขา ก็มานั่งพิจรณาว่า เกิดอะไรขึ้นหนอออ
ทำไมเราถึงโดนใส่ร้ายป้ายสีอีกแล้ว ยังไม่จบอีกหรือกับคนๆนี้ 
ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยไปข้องเกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่สักนิดเดียว
ทั้งๆที่  … คือ นึกแล้วขำๆตัวเอง  กิเลสนะกิเลส เล่นกันแบบนี้เลยหรือ
โหการทดสอบนี่สุดยอดเลยนะ แบบเราไม่รู้ตัวอะไรทั้งสิ้นเลย มาแบบเนียนมากๆอย่างที่บอกแหละ
 
ชดใช้สองต่อเลยนะ ทั้งคนที่ใส่ร้ายป้ายสีเรา ทั้งคนที่ไม่ยอมพูดว่าไม่ใช่เรา
ก็อีกฝ่ายอยากคิดเอาเองว่านั่นคือเรา  อีกคนเขาก็ไม่ผิดที่เขาไม่พูดอะไร อยากเข้าใจผิดเอง
 
ถือว่าเราสอบผ่านนะ เพราะเราตามอ่านมาตลอดตั้งแต่ที่เห็นเขาโต้ตอบกัน
เพราะนั่นคือ กิเลสของแต่ละคน  เราแค่ดู เหมือนดูละครสดๆมาแสดงให้เราดู
ต่างคนต่างเล่นไปตามกิเลสของแต่ละคน สุดแต่ว่าใครจะมีสติมากกว่ากัน
 ความหยาบคายในจิตที่มีอยู่จะถูกขุดคุ้ยออกมาโดยเจ้าตัวเขาเอง
มีมากแสดงออกมามาก มีน้อยแสดงออกมาน้อย
 
ละครเรื่องนี้ ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ ทุกอย่างล้วนมีเหตุมาก่อน
แล้วตัวเราเองก็มีวิบากร่วมด้วย เหมือนโดนด่าฟรีๆทั้งๆที่ไม่ได้มีส่วนลงไปร่วมเล่นกับการแสดงกิเลสแต่อย่างใด
ก็อโหสิกรรมให้หมด  เพราะเข้าใจถึงเหตุและผลดี กฏแห่งการกระทำยุติธรรมที่สุด
ใครทำยังไง เขาผู้รับผล เลยไม่ขอวิพากย์วิจารณ์ใดๆเพราะเหตุนี้ เพราะไม่ต้องไปมีวิบากกรรมร่วมกับใครๆอีก
นี่แหละประโยชน์ของการเจริญสติ มันจะมีสติรู้อยู่ในกายและจิตของตัวเอง
พอเห็นอะไรปั๊บ มันจะรู้ทันทีเลยว่า ผลจะต้องได้รับนั้นเป็นยังไง
ส่วนใครๆที่ยังเป็นอะไรหรือยังไง เรื่องของเขาละ เราไม่เกี่ยว
ถ้ายังอยากใส่ร้ายเราต่อไปเรื่อยๆ ก็ตามสบาย 
อยากบอกว่า ตอนนี้เริ่มมีความสุขใจมากมาย ยิ่งนับวันยิ่งมีความสุข
เพราะมีเราน้อยลง มันเลยสบายยยยย
ก็เป็นไปตามเหตุนะ สร้างเหตุดี ผลย่อมดี  ถึงแม้จะช้าหน่อยแต่ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

การจองเวรยังไม่จบ

 
คนเราทุกรูปทุกนาม ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย แม้แต่สักนิดเดียว
แรกเริ่มเกิดมาก็เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้  เมื่อกิเลสตัณความทะยานอยากต่างๆยังครอบงำจิตอยู่
ย่อมทำให้ดวงตามืดบอดไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้
 
เรื่องราวต่างๆที่เกิดกับเราเองในโลกของอินเตอร์เน็ตนั้น ทุกอย่างมันมีเหตุ ให้ทุกคนดูเราไว้เป็นอุทาหรณ์
เวลาใครเขามาใส่ร้ายป้ายสี ขอจงเป็นผู้มีสติ จงเมตตาและให้อภัยต่อเขา
เขาทำเพราะเขาไม่รู้ หากเขารู้เขาจะไม่ทำมันให้เกิดขึ้นมาเลย
 
คนเราก่อภพก่อชาติใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆเพราะความไม่รู้  แล้วกว่าจะรู้ล่ะ คิดดูละกัน
กว่าจะรู้หรือเห็นตามความเป็นจริงได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ กันเพราะเหตุนี้ เพื่อจะได้มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง
คนเราเวลาขาดสติสามารถทำได้ทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่าง ตามแต่กิเลสที่มีอยู่มันจะบงการ
เพื่อตอบสนองกิเลสที่มีอยู่ในใจ ยิ่งทำยิ่งพอกพูนกิเลสของตัวเองให้หนาเตอะยิ่งๆขึ้นไป
เราปฏิบัติเพื่อละออก ไม่ใช่นำมันเข้ามานะ
 
กับคนๆนี้ เราเชื่อมั่นในเรื่องของเหตุและผล เขายังไม่ยอมเลิกลากับเรา
เขาคิดว่า คนที่เขาทะเลาะด้วยนั้นคือเรา  ช่างปรุงแต่งซะจริงๆ
 
อ่านดูนะ เริ่มแรกที่มีเรื่องกัน  หลังจากมีเรื่องกัน เราสงบมาตลอด คือเงียบไม่ไปตอบโต้ใดๆ
ความพยาบาทคือยาพิษ คือเนื้อร้ายที่มันเกาะกินดวงจิตของเรา มันจะทำลายจิตของเราให้เกิดแต่อกุศลจิต
เราไม่เคยไปแตะต้องกับคนๆนี้อีกเลย ไม่เคยแม้แต่จะคิด
เขาหยาบคาย หยาบมากๆเวลาขาดสติ
 
นี่แหละผลของความขาดสติ ทำไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ เลยหักมุมมาใส่ร้ายป้ายสีเราแทน
แต่เราให้การอโหสิกรรมแก่คนๆนั้นะ ทุกอย่างมันมีเหตุมาก่อน มันไม่ใช่แค่ชาตินี้หรอก
เรากับคนๆนั้นคงสลับกันทำแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ
 
ที่เราเรียกเขาว่าคนๆนั้น ไม่เรียกเธอเพราะว่า ทางเน็ต ถ้าไม่เจอตัวจริงอย่าไปเชื่ออย่างเด็ดขาด
ว่านี่คือหญิง คือชาย  ก็ดูจากการที่คนๆนั้นใช้ยูเซอร์หลายๆยูสเซอร์ในบอร์ด ใช้เป็นทั้งหญิงและชาย
 
จริงอยู่ ในอดีตเราเคยเล่นแปลงร่างแบบนี้ แต่ไม่ใช่แบบที่คนๆนั้นทำ
เราไม่เคยไปด่าว่าใครแบบหยาบๆคายๆ ไม่เคยไปตามพยาบาทอาฆาตพยาเวรจองเวรกับใคร
 
แต่ปัจจุบัน เราใช้ชื่อจริง นมสกุลจริงในเน็ต แล้วเราจะไปทำแบบที่เขานำมากล่าวอ้างไปทำไม
ส่วนมากคนที่ใช้หลายยูสเซอร์ เกิดจากขาดความมั่นใจในตัวเอง 
ก็เลยเล่นสนองกิเลสของตัวเอง  โดยที่ไม่รู้ว่า นี่มันคือกิเลสนะ
 
การเจริญสติปัฏฐาน ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้  คืออะไรล่ะ
อ่านกิเลสไง เม่อเรารู้จักกิเลสแล้ว เราอ่านกิเลสเราออก เราก็จะอ่านกิเลสของคนอื่นๆออกได้
เพราะทั้งเขาและเราทุกรูปทุกนาม ล้วนมีกิเลสเหมือนๆกัน เพียงแต่มีมากน้อยแตกต่างกันไปตามเหตุที่เคยกระทำมา
แล้วเหตุที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่อีก จนกว่าจะเห็นตามความเป็นจริงได้ ถึงจะหยุดสร้างเหตุกัน
 
คนๆนั้นก็เช่นกัน เราอ่านกิเลสของเขาออก  ต่อให้เขาสร้างตัวละครมากี่ยูสเซอร์ก็ตาม
คนๆนั้นสุดท้ายเสร็จกิเลสของตัวเอง จะชอบทำในสิ่งที่คุ้นเคย
คนเรานะ โกหกคนอื่นๆน่ะได้อยุ่หรอก แต่ไม่สามารารถโกหกตัวเองได้หรอก
 คนๆนั้นจะเห็นเราไม่ได้ พอเจอแล้ว สติจะหลุดทันที
หลายครั้งต่อหลายครั้งที่เรารู้ แต่เราไม่พูด
 
 
เราเองคงมีวิบากกรรมร่วมกับเขามา เขาถึงไม่ยอมเลิกลาจากเราไป
ขนาดคนที่คนๆนั้นทะเลาะด้วยไม่ใช่เรานะ ก็ยังอุตส่าห์อุปโลกขึ้นมาให้ทุกๆคนเห็นว่าเป็นเรา
 
ก็นำมายกให้ดูเป็นตัวอย่างว่า ทุกอย่างมันมีเหตุ เพราะเราเคยกระทำหลายสิ่งหลายอย่างไปด้วยความไม่รู้
หากเรารู้ เราจะไม่ทำมันอย่างเด็ดขาด มันคือการพยาบาท จองเวรกันไม่รู้จักจบจักสิ้น
หญิงไม่ใช่ชาย ชายไม่ใช่หญิง จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อได้มาพบเจอกัน
ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ต่อให้ไม่รู้จักกันเลยก็ตาม เหมือนเรากับคนๆนั้น
กฏแห่งกรรมนี่ซื่อสัตย์นะ ต้องชดใช้ เราเองถึงนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น เพราะนี่คือการชดใช้ให้กับเขาไป
ส่วนเหตุที่เขาได้ทำกับเรานั้น จิตคนๆนั้นบันทึกไว้หมดแล้ว ใครกระทำอย่างไร ย่อมรับผลที่ตัวเองทำ
มันจะมีเป็นลำดับนะ จากคนที่หนึ่งก่อน เช่นเรา เราเป็นคนที่หนึ่ง เรายอมชดใช้ให้กับเขา
เมื่อหนี้หมด เรากับเขาย่อมจบภพชาติที่เคยกระทำร่วมกันมา
แต่เขาจะไปเจอกับบุคลลถัดไปที่เคยสร้างเหตุมากับเขา และจะทำกับเขาเหมือนที่เขาทำกับเรา
 
ฉะนั้น ถ้าทุกคนได้พบเจอเหตุการณ์แบบเรา ขออย่ายอมพ่ายแพ้ต่อกิเลสของตัวเราเองนะ
กิเลสเรา ความเป็นเราที่มีอยู่ มันจะไม่ยอม มันจะขัดขืน
จงเป็นผู้มี สติ สัมปชัญญะ รับมือต่อสิ่งที่มากระทบหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
อย่าไปตอบโต้ แต่จงมองด้วยความเข้าใจและให้การอโหสิกรรมต่อเขา
สิ่งที่เขาทำกับเรา ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม เขาเป็นผู้รับผลทั้งหมด
ภาพที่เขาแสดง มันก็แค่ภาพที่เขาแสดง กิเลสก็คือ กิเลสวันยังค่ำ
 
อดทนนะคะ ทั้งในชีวิตจริงและทางโลกอินเตอร์เน็ต เราจะต้องเจอกับคนแบบนี้อย่างแน่นอน
สุดแต่ว่า กรรมส่วนไหนส่งผลก่อนกัน
 
ให้เขาทำเรา ดีกว่าไปทำเขา หรือไปตอบโต้เขา แล้วตัวสภาวะมันจะจบลงด้วยตัวของมันเอง
นี่ถ้าไม่ได้มาเจริญสติก็อาจจะเหมือนหลายๆคนที่ถ้าเจอแบบนี้ ต้องตอบโต้อย่างแน่นอน
สิ่งที่กระทำลงไปแล้ว ไปย้อนเอากลับคืนมาแก้ไขไม่ได้หรอกนะคะ
มีแต่เสียกับเสีย ขึ้นชื่อว่า อกุศลกรรม เราอย่าทำเสียเลยดีกว่าค่ะ
เพราะมันเท่ากับเราสร้างภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ

ขับเคี่ยวกับสภาวะ

 
จงเป็นผู้มีความเพียรเจริญสติปัฏฐานกันเถิด 
 
วันเวลานับวันจะล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ 
เราไม่อาจจะรู้ล่วงหน้าได้เลยว่า วินาทีต่อไป เราจะมีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่
 
 
 
นั่งอยู่กลางฝน นั่งจมอยู่ในคราบน้ำตา
ใจเธอยิ่งอ่อนล้า มัวเสียเวลารอ ให้ฝนซา
รอฟ้าถึงเมือไหร่ กว่าจะเห็นรุ้งสวยใจคงใกล้
ตายไปทุกนาที กลับมาเถิดคนดี อย่ารอฝนซา

รุ้งที่สุขสดใสเธอวาดเองได้ในใจ อยู่ที่ตัวของเธอ
เขียนไปทีละนิด เติมสีไปวันละหน่อย อย่างน้อยก็ยังได้ทำ
จากหนึ่งเป็นสองค่อย ๆ วาดไป วันละสี
เจ็ดวันสายรุ้งของเธอนี้ จะสวยดี

ไม่มีใครไหนจะให้กำลังใจเธอ ได้เท่าตัวเอง
รีบดึงชีวิตของเธอคนเก่ง กลับมาเพราะชีวิตจริง ต้องเดินอีกไกล

ฝนตกจนสาย อย่ายอมให้ใจเธอสายไป
เชื่อสิเธอทำได้ ปล่อยไว้มันทำลายหัวใจเธอ
ชีวิตที่มีค่า จะกลับมาเหมือนเดิมไม่นานหรอก
บอกกับใจตัวเอง เธอต้องเลือกเอาเอง จะสุขหรือเศร้าใจ

 
 
 
ขณะที่เดินจงกรม เห็นจิตมันดิ้นๆ เราก็มองดูมัน แปลกๆดีสภาวะนี้ มันดูเหมือนดิ้นๆ แต่มันก็นิ่งๆอยู่ในที
เหมือนมันมีความคิด แต่ก็ดับไปไวมากขึ้น ตัวใหม่เกิดต่อ  มันจะทบทวนสภาวะที่ผ่านๆมา
 
เดินได้สักพัก จิตสงบนิ่งลง สมองโล่งๆ รู้เท้ากระทบพื้นได้ชัดแจ๋ว รู้ในกายเคลื่อนไหว ลมหายใจ จับได้ทัน
เดี๋ยวนี้สติดี สมาธิดีกว่าเมื่อก่อน เพราะเห็นสภาวะอนิจจาบ่อยมาก
ความคิดมีแต่เรื่องเดิมๆ สติบอกว่า เราต้องตั้งมั่น ไม่ใช่หลบ ต้องอยู่ท่ามกลางสองฝั่งนี้ให้ได้
ไม่เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง  ทางความชอบหรือชัง ความพอใจหรือไม่พอใจ แล้วแต่จะเรียกกัน
 
มีการกระทบเกิดขึ้น จิตยังมีกระเพื่อมอยู่  แต่ก็ดับได้ไวมากขึ้น เพราะคำว่าเหตุและผล
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของตัวเอง ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง
มนุษย์และสัตว์ต่างก็หมุนเวียนไปตามกรรมของตน ใจมันเลยวางได้มากขึ้น
แต่ก็เกิดขึ้นมอีก เกิดๆดับๆ เราก็เฝ้าดูความคิดที่เกิดขึ้น
 
ถ้าไม่ได้มาเจริญสติ ก็คงไม่รู้หรอกนะว่าสภาพเราจะเป็นยังไง ชีวิตเราจะเป็นยังไง
ตรงนี้ถึงมันจะทุกข์ มันก็ทุกข์แค่สภาวะ อาจจะทุกข์มากหรือน้อยก็ตมเหตุที่เราเคยกระทำมา
แต่ที่วางใจได้คือ อย่างน้อย การชดใช้ เมื่อชดใช้ไปแล้ว หนี้ย่อมหมดลง นั่นหมายถึง ภพชาติเราสั้นลง
 
ก็ยังคงมีผลต่อสภาวะของเราอยู่ ทุกๆการกระทบทำให้สภาวะเราเคลื่อนตัวต่อไป
ไม่เคยคิดจะถอยหลัง มีบางครั้งที่จิตมันคิดจะหลบ สติมันจะบอกว่า ถ้าหลบ นั่นคือการแก้ไข
เราต้องมีสติสิ ไม่หนี ไม่รู้ ไม่ถอย แต่มีสติรู้อยู่กับการกระทบนั้นๆ รู้มันลงไปสิ ให้อยู่ให้ทันปัจจุบัน
มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนหรอก  มันแปรปรวนไปตามกิเลส สุดท้ายมันก็จบสิ้นตามสภาวะเอง
ขอเพียงเราเอาสติรับมือเท่านั้นแหละ มีแต่กิเลสทั้งนั้น ตัวเดิม แต่ละเอียดมากขึ้น เจอบททดสอบตลอดเวลา
 
รอบแรก เดินจงกรม รู้เท้าได้ชัด รู้กายเคลื่อนไหวได้ดี สมาธิเกิดตลอดขณะที่เดิน มีความคิดขึ้น แต่ไม่มีผลกระทบต่อการเดิน
นั่ง จิตอยู่กับองค์กรรมฐานได้ดี  สมาธิแนบแน่นมากขึ้น บางครั้งมีดับไปเป็นชม. แล้วคลายตัวเอง
ช่วงนี้เกิดโอภาสตลอด สว่างมากๆ มีปีติเกิดร่วมบ่อย เวลาแผ่เมตตาและกรวดน้ำ
 
รอบหลัง ทำไม่ได้เต็มที่เหมือนรอบแรกแต่ก็โอเค
เด๋วนี้ สมาธิเกิดง่ายมากๆ เวลาที่เหยียดขาออกไป เพื่อผ่อนคลาย จิตจะเป็นสมาธิทันที นั่งท่านั้นได้เป็นชม.ๆ สมาธิเกิดตลอด
 
เส้นทางเต้มไปด้วยการทดสอบ จะมีการทดสอบกิเลสและสติที่รู้ทัน ตลอดทางที่เดินอยู่
สติทันไหม ถ้าทัน สภาวะนั้นจบไว เจอสภาวะใหม่ต่อ กว่าจะรู้ กว่าจะเข้าใจ กว่าจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้
บางครั้งต้องแลกด้วยความเจ็บปวดและน้ำตา  แต่นั่นคือ ผลของเหตุที่เราเคยกระทำไว้
 
ครั้งนี้เราเองก็เจอบททดสอบจากสภาวะอีก ถ้าถามว่าหนักไหม ก็เริ่มมีสติรับรู้ได้ไวมากขึ้น
มีบางครั้งจะขยับตัวคือหลบ แต่สติมันจะเตือนทันทีว่า นั่นคือการแก้ไข เดี๋ยวสภาวะจะเปลี่ยนรูปแบบ
ก็เลยเอาสติรู้อยู่ และดูตามความเป็นจริง ไม่ถอย ไม่หนี ไม่สู้ ไม่หลบ
เริ่มที่จะอยู่กับสภาวะนี้ได้มากขึ้น ถึงแม้ว่า การกระทบยังมีผลอยู่ก็ตาม
ตราบใดที่วิบากกรรมยังไม่จบด้วยตัวสภาวะเอง การกระทบย่อมมีมาเรื่อยๆ ชดใช้เขาไป
ถึงแม้จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม แต่มันคือการชดใช้
 
นี่แหละหนา …  อวิชชา ที่ทำให้ภพชาติต้องยืดยาว เริ่มรู้อยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น
ทุกอย่างมันไม่เที่ยง แปรปรวนตามกิเลสได้ตลอดเวลา เราเพียงเป็นผู้ที่ยืนดูอยู่อย่างนี้
แต่ไม่เอาเราที่มีอยู่เข้าไปข้องเกี่ยว เราก็จะก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานเหมือนก่อนๆ
ถ้าไม่เข้มแข็ง สติไม่มากพอก็จะไปต่อไม่ได้  ได้แต่เดินหน้า ถอยหลังอยู่อย่างนั้น
ชีวิตก็คงจะขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้  ทุกอย่างนี้ล้วนเกิดจากเหตุที่เราทำอาไว้นะ
 
เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เพราะรู้ว่า เมื่อมีการเกิดใหม่ทุกๆครั้ง จะต้องมีความไม่รู้เกิดด้วยก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะรู้
ชีวิตทางโลกไม่มีอะไรเลย เป็นชีวิตที่ปกติมากๆ  ทำมาหาเลี้ยงชีพ
 
ต้องการความเป็นอิสระ อิสระจากกิเลส จากความชอบหรือความชัง  ที่ยังมีอคติอยู่
ก็มีแต่การเจริญสติอย่างเดียวนี่แหละ ที่จะพาเราอยู่เหนือกิเลสได้
 
ตลกดีไหม ปกติเราว่าเรานั้นเป็นคนไม่มีความฝัน เพิ่งรู้นะว่ามีความฝันกับเขาเหมือนกัน
ฝันที่จะเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ที่จะได้พักผ่อนยาวชั่วนิรันดร์ ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก
 
เส้นทางนี้มีเรื่องราว มาเล่าสู่กันฟังไม่รู้จบนะ มีเรื่องเล่าไปเรื่อยๆ เรื่องเดิมๆซ้ำๆ แต่เปลี่ยนตัวละครมาแสดง
คงจะมีสักวันที่เราเดินทางไปถึงปลายทาง   กว่าจะไปถึงฝั่งฝัน ซึ่งเราเองไปคาดหวังหรอกว่าจะไปถึงยังไง
รู้แต่เพียงว่า เอออ  …. เราก็มีนะความฝัน แล้วคุณล่ะ มีความฝันหรือความใฝ่ฝันว่าอย่างไรกันบ้าง?

การกำหนด

รู้ กับ กำหนดรู้ ต่างกันคือ

ก.  รู้    ได้แก่  การรู้ของวิญญาณ ของสัญญา มิได้รู้ด้วยปัญญา การรู้อย่างนี้ ไม่ละความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสัตว์
บุคคล ตัว ตน เรา เขา ได้ มีแต่จะเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปอีก
 
ข.  การกำหนดรู้  ได้แก่  รู้เพราะอำนาจแห่งกรรมฐาน รู้เพราะอำนาจแห่งการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
ความเพียร สติ สัมปชัญญะ  สัมปชัญญะก็ได้แก่ปัญญานั่นเอง การรู้อย่างนี้จึงละ
จึงจะเพิกถอนความสำคัญผิดคิดว่า เป็นสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา ได้
 
 
                           
ในเรื่องของการกำหนด ” หนอ ” บางครั้ง เราจำเป็นต้องนำมาใช้ เมื่อสติที่มีอยู่นั้น ไม่มากพอที่จะทันการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น
เช่น กรณีความคิดอกุศลเกิดขึ้น  หากเกิดขึ้นแล้ว  ไม่สามารถกำหนดรู้ให้หายไปได้  ให้ใช้ ” หนอ ” เข้ามาช่วย เช่น คิดหนอๆๆๆ 
ตามสำทับด้วย รู้หนอๆๆๆ  แต่ถ้าเกิดไวมาก กำหนดไม่ทัน ให้ตามสำทับด้วยรู้หนอๆๆๆ ทุกครั้ง  เพื่อให้จิตบันทึกไว้ 
ครั้งต่อไปเกิดอีก สติจะทันมากขึ้น
 
                            
กรณีเกิดความคิดอกุศลในปัจจุบัน คือ ในขณะนั้นๆ สามารถรูตัวทันให้กำหนดคิดหนอๆๆๆ สำทับด้วย รู้หนอๆๆๆ ตรงนี้ใช้ได้ เพราะเป็นปัจจุบัน 
 ถ้ากรณีเกิดผ่านไปแล้ว กำหนดไม่ทัน ให้ใช้  รู้หนอๆๆๆ สำทับตาม อย่าปล่อยให้ผ่านไป  ไม่ให้ใช้คิดหนอ เพราะนั่นคือ อดีต ผ่านไปแล้ว
เท่ากับเราไปเอาสัญญามาจดจำไว้  …
 
                               
ในการกำหนด ไม่ต้องรอให้ความคิดดับถึงจะเลิกกำหนด  คือ ให้คิดหนอ 3 ครั้ง สำทับด้วย รู้หนอ 3 ครั้งพอ มันจะดับหรือไม่ดับ ไม่เป็นไร 
เราไม่ต้องไปสนใจในความคิด  ให้เอาสติกลับมารู้อยู่ที่กาย  ถ้าเดินจงกรม ให้มารู้กับเดินจงกรม  ไม่ต้องไปเฝ้าดูมันว่ามันจะดับเมื่อไหร่ 
 การที่เราไปเฝ้าดูมัน เท่ากับเราไปให้ความสำคัญต่อมัน  จากที่มันไม่มีตัวตน มันจะกลายเป้นมีตัวตนขึ้นมาจริงๆตามอุปทานที่เราเฝ้าดูมัน 
ในแง่ของการกำหนดนั้น ที่ไม่ได้ให้รอจนมันดับ เพราะว่าเมื่อเราทำต่อเนื่อง  สติจะมีกำลังมากขึ้น จะทันต่อการปรุงแต่งของจิตเอง
 
                            
 ในการกำหนดทุกๆครั้งจะเกิดขณิกสมาธิร่วมด้วย จากขณิกเมื่อได้รับการสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจะกลายเป็นอัปนาสมาธิได้ 
มองดูเหมือนว่า สมาธิจะมาช่วยกดข่มความคิดนั้นไว้ด้วย  พอหมดอำนาจสมาธิ  ความคิดอกุศลก็ยังคงเกิดขึ้นได้อีก 
ตรงนี้โยคีไม่ต้องไปวิตกกังวล  เพราะการกำหนดจะมีสมาธิเกิดร่วมด้วยทุกครั้งจริงอยู่  แต่กำลังของสติที่เกิดขึ้นนั้นก็จะมากตามเหมือนกัน 
จนสุดท้ายความคิดอกุศลนั้นจะเบาบางลง จนหายไปในที่สุด  ต้องทำความเพียรต่อเนื่องนะถึงจะได้ผล  คือ หายแล้วหายเลย 
ไม่เกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด  หรือถ้ามีเล็ดลอดเกิดขึ้นมาตามสิ่งที่มากระทบ  สติมันจะไวมากขึ้น  มันแค่แว่บขึ้นมาแล้วหายไปทันที 
 ไม่มีการปรุงแต่งต่อเหมือนทุกๆครั้ง
 
                            
เมื่อมีสติ สัมปชัญญะที่ดีแล้ว การกำหนด ” หนอ ” ที่ใช้อยู่จะหายไปเอง  คือ เมื่อเกิดความคิดอกุศล มันจะดับทันที ไม่ปรุงต่อยืดยาว 
บางคนหนักไปทางปัญญา จะใช้การพิจรณา  ตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติใดๆๆ เพราะกุศลแต่ละคนสร้างมาไม่เท่ากัน 
บางคนพิจรณาแล้ว สามารถทำให้ความคิดอกุศลนั้นๆดับหายสิ้นไปได้   ….
 
                                        การกำหนดแบบไหนจึงจะเรียกว่า เป็นการแทรกแซงสภาวะ
 
                              
บางครั้งการกำหนดอาจจะดูเหมือนเป็นการแทรกแซงสภาวะ  แต่เราก็จำเป็นต้องใช้ในบางสถานการณ์ เช่น ความคิดอกุศลต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ  ขณะที่ สติ สัมปชัญญะเรายังไม่มากพอ  ยังไม่สามารถทันความคิดอกุศลที่เกิดขึ้น  หากเรามัวแต่แค่ดู แค่รู้ แต่พิจรณาไม่เป็น 
มันก็สามารถทำให้จิตสะสมพฤติกรรมความคิดอกุศลนี้ได้ ( บางคน )  เมื่อความคิดอกุศลแรงมากขึ้น ย่อมสามารถก่อให้เกิดการกระทำอกุศล
โดยไม่รู้สึกผิดขึ้นมาได้   …
 
                             
ขณะที่นั่งสมาธิ  เกิดเวทนา  เราควรดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  เช่น ดูลมหายใจเข้าออก  เมื่อเวลาจิตเกิดเป็นสมาธิ ลมหายใจจะละเอียดมากขึ้น  เหมือนลมหายใจหายไป  จับไม่ได้เลย  แล้วมีความรู้สึกว่าเหลือแต่กาย  ตรงนี้ถ้าสติไม่ทัน  จะหลง คือ จะไปติดนิ่ง  โยคีพึงกลับมารู้ที่กาย 
เช่นการเคลื่อนไหวของกาย  ท้องพองยุบ หรือตรงส่วนที่มีการเคลื่อนไหวของกาย  หรือ ให้รู้ว่า นั่ง หรือให้รู้ที่ก้นย้อยซ้ายขวา ที่สัมผัสอยู่กับพื้น 
 หรือที่ทรวงอกที่เคลื่อนไหวขึ้นลงตามลมหายใจเข้าออก  หรือจะรู้ตรงส่วนไหนของกายก็ได้ที่รู้สึกชัดเจนมากที่สุด  เพื่อให้จิตอยู่กับองค์กรรมฐาน 
สักพักลมหายใจจะกลับมาชัดขึ้น  ให้ไปจับที่ลมหายใจต่อ  ทำสลับไปมาแบบนี้ แล้วจิตจะไม่ไปติดนิ่ง สมาธิก็จะเจริญมากขึ้น  มีกำลังมากขึ้น 
 สติ สัมปชัญญะก็จะมีกำลังมากขึ้นตามตัว
 
เมื่อเกิดเวทนา ขณะที่นั่งสมาธิ บางครั้งเกิดความเจ็บปวด ชา คัน ฯลฯ แรกๆ เราดูตามความเป็นจริงไปก่อน แต่ถ้าดูแล้วอาการจะมากขึ้น
 นั่นคือการปรุงแต่งของสังขารที่มีมากขึ้น เนื่องจากสติเรายังมีกำลังไม่มากพอ  ให้เราใช้การกำหนด ” หนอ ” เข้ามาช่วย เช่น ปวดหนอๆ 3 ครั้ง
ตามสำทับด้วย รู้หนอๆ 3 ครั้ง หายใจยาวๆช่วย เพื่อดึงสติให้เกิดเร็วขึ้น  อาจจะเป็นการกดหรือข่มเอาไว้ด้วยกำลังสมาธิและสติทำงานร่วมกัน
บางครั้ง ถ้าสติดี และสมาธิดี  ไม่ว่าจะมีกำหนด ” หนอ ไ หรือไม่มีก็ตาม  เวทนาตรงนี้จะดับหายไป เราจะเห็นว่า กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
แยกการทำงานขาดออกจากกัน  หรือ ภาษาที่เรียกว่า ผู้รู้ เกิดขึ้น ( จิต )
 
ตรงจุดนี้ ถ้าโยคีไม่ได้รับการแนะนำที่ถูกต้อง อาจจะหลงทางได้ คิดว่าตัวเองพบธรรมอันวิเศษ จริงๆแล้วไม่ใช่ เพียงแต่เพราะ สมาธิดี สติดี นั่นเอง
เมื่อเกิดสภาวะแบบนี้ ให้โยคีกลับมาดูที่กาย เพราะมีส่วนของกายที่เคลื่อนไหวอยู่ เช่น ท้องพองยุบ แต่ถ้าสมาธิมาก จะจับพองยุบได้ไม่ชัด
มีอีกที่ที่เคลื่อนไหวอยู่คือ ช่วงอกที่กระเพื่อมเบาๆตามลมหายใจเข้าออก หรือ ให้รู้อยู่ว่ากำลังนั่งอยู่ หรือตรงกายส่วนอื่นๆที่จับได้
เอาจิตผูกอยู่กับองค์กรรมฐานไว้ เพื่อให้จิตมีงานทำตลอดเวลาขณะที่นั่งสมาธิหรือนั่งกำหนดอยู่ อย่าปล่อยให้จิตไปติดอยู่กับความนิ่ง
สุดท้ายเมื่อมีกำลังสมาธิมากขึ้น สติไม่มากพอ จิตจะเข้าสู่อัปปนาสมาธิหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าดิ่งหรือดับหรือหลับ
จนขาดความรู้สึกตัว ตรงนี้จะแก้ได้ยากยิ่งนัก
บางคนบอกว่าก็รอให้สมาธิคลายตัว พอสมาธิคลายตัวแล้วรู้สึกตัว ให้ยกขันธ์ ๕ ขึ้นพิจรณา แล้วถ้าคนๆนั้นพิจรณาไม่เป็นล่ะ จะทำยังไง
ก็เสร็จสมาธิไปเลยน่ะสิ เพราะสติไม่ทัน
วิธีแก้
ให้เดินจงกรมให้มากขึ้น ลดการนั่งให้น้อยลง ให้สังเกตุดู เวลานั่งแล้ว ยังมีอาการเคลิ้มๆแล้วดิ่งหรือดับไปอีกไหม
ถ้ายังมีให้ลดการนั่งไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการตรงนั้นจะเบาบางลง นั่นบ่งบอกถึงสติเริ่มทันมากขึ้น
ต่อมาค่อยๆปรับระดับการนั่งให้มากขึ้นเท่ากับเดินได้  โดยต้องหมั่นสังเกตุดูสมาธิด้วย จะได้ปรับถูก
ถ้าสมาธิและสติมีกำลังมากพอ จะทำให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น รู้จักเหตุและผล แยกแยะถูกผิดตามความเป็นจริงได้
โดยไม่เอาความคิดของตัวเองเข้าไปตัดสินแบบมีอคติ
เรื่องการนั่ง ไม่ต้องไปวิตกกังวลว่า จะนั่งน้อยลง การนั่งมากหรือน้อยไม่ใช่ตัวบ่งบอกปัญญาที่เกิดขึ้น
สติต่างหากที่เป็นตัวสำคัญ ทำแล้วต้องเห็นกิเลส นี่คือถูกทาง ทำแล้วสงบสบาย นี่กิเลสแล้ว ติดความสงบ ติดความสบาย ( นิกันติ )
เมื่อกเดความพอใจ เราต้องพิจรณาว่า ที่พอใจ พอใจเพราะอะไร เมื่อเกิดความไม่พอใจ ไม่พอใจเพราะอะไร
เมื่อพิจรณาหนักๆ พิจรณาบ่อยๆ เราจะเห็นไตรลักษณ์ เห็นความไม่เที่ยงว่า ทั้งความพอใจปและไม่พอใจ
ล้วนเกิดจากความคิดของตัวเราเองที่เข้าไปปรุงแต่ง ต่อสิ่งที่มากระทบหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ความพอใจและความไม่พอใจย่อมคลายตัวหรือเบาบางลงไป
เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
หากพิจรณาไม่เป็น ให้กำหนดรู้ลงไป หากไปติดที่ความพอใจหรือไม่พอใจนานเกินไป เพราะนี่คือกิเลสนั่นเอง
สิ่งที่ไม่ควรแทรกแซงเป็นอย่างยิ่ง
ในกรณีที่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน หากเกิดผัสสะโดยมีผู้อื่นม่าด่าว่าจะโดยมีสาเหตุว่า เราเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ( ตามความคิดของคนอื่น )
ถ้าเราสติไม่ทัน อาจจะเกิดการตอบโต้กลับไปหาสิ่งที่มากระทบ ( กิเลสชาวบ้าน )
ขอให้โยคีกำหนดรู้ลงไปในเสียงหรือในสิ่งที่มากระทบ หรือถ้าสติยังไม่ทัน ใช้การกำหนด ” หนอ ” เข้ามาช่วย
เช่น เสียงหนอๆๆๆ ตามสำทับด้วยรู้หนอๆๆๆ อย่าไปตอบโต้ การตอบโต้คือการแทรกแซงสภาวะ
การที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนมีเหตุมาก่อน ผลเลยเป็นเช่นนี้ มัน้ป็นวิบากกรรมของแต่ละคนที่เคยกระทำร่วมกันมา
ให้เราชดใช้เขาไป ให้หายใจยาวๆ สำรวมอายตนะไว้ ตั้งสติรับต่อสิ่งที่มากระทบ
ถ้ารู้สึกคับแค้นใจ ก็ให้กำหนดรู้หนอๆๆๆ สำทับลงไป  ให้ทำแบบนี้ตลอด แล้วอโหสิกรรมให้กับเขาเสีย ชดใช้เขาไป
นั่นคือตัวเราในอดีตที่เคยทำกับคนอื่นๆเอาไว้ ซึ่งเราไม่อาจจะระลึกได้ แล้วผู้มีวิบากกรรมร่วมกับเรา มาส่งผลกรรมให้กับเรา
ยิ่งโดนกระทบมากเท่าไหร่ สติ สัมปชัญญะยิ่งมากขึ้นตามลำดับ  ความพอใจและไม่พอใจย่อมเบาบางลงไป ( ราคะ+โทสะ )
หากมีคนสงสัยว่า แล้วคนที่ทำกับเราแบบนี้เขาได้รับผลกรรมไหม ได้แน่นอน 100% อันนี้กล้ายืนยันได้
เพราะเขาจะได้รับผลจากผู้ที่มีวิบากร่วมกับเขา จะมาทำกับเขา เหมือนที่เขาทำกับเรา
เราน่ะนับว่าเป็นผู้โชคดี มีกุศลที่ได้มาเจริญสติปัฏฐาน มันเป็นการตัดวงจรหรือห่วงโซ่ ทำให้ภพชาติสั้นลงไปเรื่อยๆ
ลองคิดดู ทะเลาะกับคน 1 คน เท่ากับ่อภพชาติขึ้นมาใหม่อีก 1 ชาติ เอาไหม
อดทนไม่ได้เลยเชียวหรือ ที่ต้องปล่อยให้เขาด่าว่าเราหรือทำร้ายเรา ทั้งๆที่เราคิดว่า เราไม่ได้ผิดอะไรเลย
ทุกอย่างเหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ถ้าเราเข้าใจเหตุและผล เราจะไม่ไปทุ่มเถียงกับใครๆ
เวลาจะพูดจะจามันจะเห็นแต่เหตุและผลมากขึ้นไปเรื่อยๆ
สติ สัมปชัญญะจึงสำคัญมากๆทั้งทางโลกและทางธรรม
ทางธรรม เมื่อสติดี สมาธิย่อมดีด้วย เพราะเมื่อสติดีแล้ว จะทำให้เกิดสมาธิง่ายมากขึ้น นิวรณ์ต่างๆย่อมเกิดได้ยากขึ้น
สติ สัมปชัญญะทางโลก ก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นน้อยลง
เพราะเราจะไม่ไปถกเถียงกับใครๆ เราจะยอมเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบ ยอมให้เขาว่ากล่าวเรา
เพราะสิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือ การชดใช้ นั่นคือตัวเราในอดีที่เคยทำกับคนอื่นๆเอาไว้
เราเคยสร้างเหตุไว้อย่างไร ต้องชดใช้หนี้เขาไปตามนั้น เมื่อใช้หนี้ได้ต่อเนื่อง หนี้นั้นย่อมหมดไป
ภพชาติของเราย่อมสั้นลงไปๆตามการชดใช้ ขอเพียงเราจงเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ตั้งรับให้ทันต่อสิ่งที่มากระทบก็แล้วกัน

Previous Older Entries

กุมภาพันธ์ 2010
พฤ อา
« ม.ค.   มี.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728

คลังเก็บ

%d bloggers like this: