หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์

หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์  มีหน้าที่จริงๆคือ คอยปรับเปลี่ยนอินทรีย์ของผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสมดุลย์
เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน คอยให้ปลุกปลอบและให้กำลังแก่ผู้ปฏิบัติ ในยามที่เกิดความท้อแท้
ไม่ใช่ไปมีหน้าที่ทำนายทายทักหรือไปบอกสภาวะที่อาจทำให้ผู้ปฏิบัติหลงออกนอกเส้นทางไปได้
เดี๋ยวนี้เจอสภาวะโสดาแต่งตั้งเยอะมากๆ ทำให้คนเข้าใจผิด แทนที่จะทำ เพื่อมีสติ สัมปชัญญะ เพื่อดูกิเลสในใจตนเอง
กลับกลายเป็นว่า มีแต่การปรุงแต่งกิเลสมากขึ้น ซึ่งทำให้ไปสร้างเหตุใหม่ที่ก่อให้เกิดกิเลสหนาเตอะขึ้นไปอีก 
มีแต่สร้างเหตุอันเป็นอกุศลกรรมขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะดี เขาจะเอาจิตจดจ่อดูแต่ในกายและจิตของเขา เฝ้าเก็บรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจิต
เฝ้าระวังความคิดที่ไปในทางก่อให้เกิดอกุศลกรรม ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะคิดว่า ได้เป็นโน่น ได้เป็นนี่ นั่นผิดทางนะ
ไปบอกว่าอยู่ในสภาวะญาณโน้น ญาณนี้ ได้อย่างโน้น ได้อย่างนี้ แต่ที่มองไม่เห็นคือ กิเลส
ไปเพิ่มกิเลสความทะยานอยากให้เกิดขึ้นในใจของผู้ปฏิบัติ
สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้นะ รู้อะไร รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ถาวร
ทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ต่อทุกๆสรรพสิ่ง
เมื่อเข้าใจและเข้าถึงได้เช่นนี้แล้ว   สิ่งที่จะไปก่อเหตุอันเป็นอกุศลให้เกิดขึ้นในจิตนั้นจะเบาบางลงไปจนกระทั่งหมดสิ้นไปจากจิต
ทุกอย่างและทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเรานี่เอง ปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง
เนื่องจากสติ สัมปชัญญะยังไม่ทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบ
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้นี่เอง
การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้
โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยังสภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์
2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง
มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด
ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามารถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2010
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: