สภาวะเก่า 2

 4 มค.50
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้สามารถแยกจิตออกจากกายได้ โดยไม่ไปรู้ในเวทนา แต่รู้ในอาการเวทนาที่เกิดขึ้น
ได้แค่ดูอย่างเดียว แต่ไม่ได้เอาใจเข้าไปข้องกับเวทนาแต่อย่างใด
8 มค. เดิน 30 นั่ง 3017 มค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

18 มค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
……………………………………………………………..


วิธีรายงานอารมณ์โดยย่อ
1. สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวอริยาบทย่อยทั้งวันที่ผ่านมา ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?

2.จับสภาวะอาการพองยุบ อาการเดิน ได้หรือไม่?

3. รักษาทวารทางตา ได้หรือไม?

4. กำหนดสภาวะของจิตและความนึกคิด ได้หรือไม่?

5. กำหนดเวทนา ได้อย่างไร?

6. กำหนดอาการทวารทั้ง 6 ได้ทันหรือไม่? และได้ประสพอาการอะไร จากการกำหนด

7.ให้รายงานประสพการณ์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น
รายงานอารมณ์ เท่าที่จำได้ และปรากฏชัด


8. การส่งอารมณ์ ควรพูดเฉพาะ เนื้อหา สาระ ประเด็นสำคัญๆเท่านั้น
เพื่อจะได้มีเวลาชี้แนะข้อควรปฏิบัติต่อไป

เราพยายามหาวิธีการให้กับตัวเอง อันนี้จำไม่ได้ว่าไปนำมาจากไหน รู้แต่ว่า เป็นหลักการสอบอารมณ์
ของหลวงพ่อโชดก เราเลยนำมาเป้นหลักให้กับตัวเอง และสอบอารมณ์ตัวเอง ตามความเป็นจริง
การปฏิบัติของเราเริ่มจับหลักต่างๆได้มากขึ้น เริ่มจับสภาวะได้ชัดก็เนื่องจากทำตามการสอบอารมณ์
ก็แอบไปอ่านล่วงหน้าแล้ว ตอนหลังๆนี่ บันทึกรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น ไม่ใช่เขียนบันทึกแบบก่อน

ก็นับว่า กุศลของเรายังมีทางนี้อยู่ ถึงจะทำแบบโง่ๆงมๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือไปรู้อะไรเลย
ทำแบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ทำไม่ต่อเนื่อง ทำมั่งไม่ทำมั่ง แต่สิ่งที่ทำลงไปนั้นมีแต่กุศล
เมื่อเวลาถึงวาระที่ส่งผล ย่อมส่งผลตามวาระ เลยทำให้เรามาพบหลักการสอบอารมณ์ตรงนี้
เลยทำให้เราเริ่มปฏิบัติเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เริ่มรู้จักกิเลสมากขึ้น
เพียงแต่ยังไม่รู้จักคำว่า ” กิเลส ” โดยสภาวะ เพียงทำตาหลักการที่ให้ไว้อย่างเดียว

หลักการอันนี้ดีนะ อย่างน้อย ทำให้เราเอาจิตจดจ่ออยู่ในกายและจิตของเรามากขึ้น
สนใจเรื่องการปฏิบัติมากขึ้น เดี๋ยวจะนำเรื่อง หลักการสอบอารมณ์นี้ไปลงไว้ในบล็อก
เผื่อใครๆที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือ ห่างไกลครูบาฯ จะได้นำไปใช้กับตัวเองได้

จริงๆแล้ว เรื่องราวการปฏิบัติของเรามีเยอะนะ แต่ที่มีบันทึกไว้ ก็นำมาลงที่ตามบันทึก
ก่อนหน้านั้นไม่มีเลย เพราะเป็นคนไม่ชอบเขียนสมุดบันทึก คือ ชอบอ่าน ไม่ชอบเขียน
แต่พอมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเขียน ไม่งั้นจะไม่รู้เรื่องราวของสภาวะที่เกิดขึ้น

เวลามาอ่านสภาวะเก่าๆนี่ ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกัน ทำได้ไง อึดจริงๆ เหมือนจะเลิก แต่ไม่เลิก
สารพัดปัญหา อาจจะเพราะ อยากรู้หนอ เหมือนหลวงพ่อกระมัง ที่ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อ
ก็อย่างที่บอก นับว่ากุศล ที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ปริยัติ ไม่รู้คำศัพท์ต่างๆ เลยทำให้ผ่านอุปกิเลสไปได้
แบบสบายๆ ไม่มาติดเหมือนคนอื่นๆเขา นิมิตก็ไม่ติด เพราะของเหล่านั้น เราเห็นมาตั้งแต่จำความได้
เลยกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเรามากๆในการเห็นนิมิต หรือไปรู้อะไรๆต่างๆ ไปรู้เหตุการณ์
ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เลยทำให้ ไม่ไปหลงสภาวะ หลงว่าตัวเองได้อะไร หรือไปเป็นอะไร

ตรงนี้สำคัญมากๆนะ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่อ่านพบ แล้วนำมาเทียบเคียงกันเอาเอง
เลยทำให้เข้าใจสภาวะไปแบบผิดๆ แต่มองไม่เห็นกิเลสในใจของตนเองกัน ความอยาก อยากที่จะเป็น
เจ้าความอยากตัวนี้ รุนแรงนะ ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งละเอียดมากขึ้น เนียนมากขึ้น
จนดูไม่ออกว่า นี่ความความอยากที่จะเป็นในสิ่งที่เขาเรียกๆกัน ทำให้บดบังดวงตาให้มืดบอด
ปิดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้

วิธีรายงานอารมณ์โดยย่อ

1. สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวอริยาบทย่อยทั้งวันที่ผ่านมา ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?

2.จับสภาวะอาการพองยุบ อาการเดิน ได้หรือไม่?

3. รักษาทวารทางตา ได้หรือไม?

4. กำหนดสภาวะของจิตและความนึกคิด ได้หรือไม่?

5. กำหนดเวทนา ได้อย่างไร?

6. กำหนดอาการทวารทั้ง 6 ได้ทันหรือไม่? และได้ประสพอาการอะไร จากการกำหนด

7.ให้รายงานประสพการณ์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น
รายงานอารมณ์ เท่าที่จำได้ และปรากฏชัด

8. การส่งอารมณ์ ควรพูดเฉพาะ เนื้อหา สาระ ประเด็นสำคัญๆเท่านั้น
เพื่อจะได้มีเวลาชี้แนะข้อควรปฏิบัติต่อไป


18 มค. 50
1. ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ ความปวดจะบรรเทาลง
แต่วันนี้ ปวดปัสสาวะมากๆ เหลือ 3 นาทีสุดท้าย / 6. ได้ ขณะปฏิบัติ ได้ยินเสียงเด็กนักเรียน
7. เสียงดังมาก กำหนดเสียงหนอ 2 ครั้ง

21 มค.
1. ยังไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. วันนี้เวทนาเกิดตลอด รู้ตัวตลอด พยายามกำหนดรู้
ในเวทนานั้นๆ เวทนาลดลงกว่าเมื่อก่อน ทรมาณไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จิตยึดน้อยลง
6. ทัน / 7. ไม่มีนิมิต / 8. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

22 มค.
1.ไม่ละเอียด / 2. ได้ แต่วันนี้ยืนหนอ แปลกมาไหลลื่นไปได้เลย แค่ตามดูเฉยๆ / 3. ได้ / 4. ได้
5. เวทนามาเป็นระยะ แต่ความฟุ้ง วันนี้มากจัง แต่ก็พอกำหนดได้ นิมิตมาอีก เรื่องปฏิบัติที่ได้สมัยก่อนๆ
ไหลมาให้เห็น รับรู้เป็นระยะ / 6. ได้ / 7. เหมือนข้อ 5. / 8. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ต่อด้วย
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

23 มค. ทำสองรอบ
1. ไม่ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. กำหนดตามอาการที่เกิด ปวดหนอ รู้หนอ / 6. วันนี้ไม่ทัน
7. วันนี้ปฏิบัติไม่ดี จิตไม่นิ่ง ฟุ้งตลอด อาจเป็นเพราะว่า ร่างกายไม่ชิน เช้าเกินไป
8. เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที นอนไม่ค่อยหลับเลยกลางคืน เป้นมา 3 วันแล้ว

24 มค.
1. ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4.วันนี้ไม่ค่อยดี กำหนดไม่ทัน / 5. เพียงพิจรณาว่า เป็นเพียง
รูป,นาม เท่านั้น ไม่ไปเกี่ยวข้องกับอาการนั้นๆ รู้เฉยๆ / 6. ได้ / 7. วันนี้ปฏิบัติ สติตามไม่ค่อยทัน
เหมือนตกภวังค์ แต่ก็พยายามใช้สติดึงกลับมาได้ อาการพองยุบรู้ได้ตลอด แต่องค์ภาวนา กำหนดไม่ขึ้น
8. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 2 รอบ

1.ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้เป้นระยะ บางครั้งเหมือนกับวูบไป แต่ใช้สติดึงกลับมาได้
5. เวทนาเกิด ดับ กำหนดได้เป็นพักๆ ยังไม่สม่ำเสมอ ยังไม่ต่อเนื่อง ปวดๆหายๆ ตลอดเวลา
6. ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง / 7. ช่วงนี้ยืนหนอมีสติดี รู้ตัวได้ดีตลอด กำหนดเดินได้ดี นั่งได้ดี
แต่อาการกำหนดภาวนาพองยุบ หายไป บางทีตามไม่ทัน ไม่รู้ตัว

25 มค. ไปวัดอัมพวัน

31 มค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
………………………………………………………………………………

3 กพ. ตั้งแต่กลับมาจากวัด ไม่ได้ปฏิบัติเลย ทำไม้ป็นอย่างนี้น๊า

6 กพ. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

7 กพ. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
……………………………………………………………

16 มิย. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
……………………………………………………….

9 กค. กลุ้มใจมากๆ ติดเกมส์ ไม่ได้ปฏิบัติเลย อยากเลิกเล่น ไม่รู้จะทำยังไงดี
กฏแห่งกรรมทั้งนั้นจะมีอะไร ว่าเขาไว้เยอะ เห็นใครเล่นเกมก็ว่าเขา
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดี แต่ผลตอบแทนกลับมาไม่ดี เพราะยังทำดีได้ไม่มากพอ
อกุศลกรรมเก่าที่ทำไว้ ก้ต้องใช้ไป ทยอยใช้เขาไป กรมฐานเท่านั้น ที่จะแก้กรรมได้
ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องอยู่ร้อน นอนทุกข์แบบนี้อีกเลย
เราต้องมุ่งปฏิบัติ ในเม่อเอาดีทางชีวิตปัจจุบันไม่ได้ ขอเอาดีในด้านปฏิบัติกรรมฐานแทน
ต้องขอบคุณปัญหาทั้งหลาย ที่ทำให้เราเข้มแข็ง

19 กค. เดิน 40 นาที นั่ง 1 ชม. บางวันปฏิบัติ แต่ไม่ได้บันทึกไว้เลย

20 กค. วันนี้ทำความสะอาดห้องพระ ( ข้ออ้างอีกแล้ว )

21 กค. การปฏิบัติยังเหมือนเดิม ไม่ก้าวหน้า

23 กค. ปฏิบัติมีแต่ความง่วง

24 กค. ปฏิบัติ

27 กค. เดิน+นั่ง 21.08-22.45

30 กค. เดิน+นั่ง 1ชม 1/2

31 กค. เดิน+นั่ง 1ชม 1/2
…………………………………………………………………………

1 สค. 50 เดิน+นั่ง 02.45-04.00

4 สค. ปฏิบัติ 00.16

6 สค. ทำ 1/2 ชม. 4 รอบ

7 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

8 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. วันนี้แปลกๆ เหมือนคุยกับตัวเอง เวลาออกจากสมาธิ
สมาธิแรงเกินไป สติไม่ทัน หัวเลยงุบลงไป แต่ไม่ง่วง ก็กำหนดรู้หนอ ก็หาย หลังตรงแบบเดิม
วันนี้พลาดไป หลังจากคุยกับตัวเอง ถึงได้รู้ว่าพลาดไปติดนิ่ง แล้วไม่ย้ายอารมณ์ ไปเสวยอารมณ์ตรงนั้น

9 สค. เดิน 20 นั่ง 45

10 สค. เดิน 1ชม.15 นาที นั่ง 40 นาที

13 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. เดิน 3 ระยะ มีสติมากๆ เดินช้าๆ แต่กำหนดตลอด ตัวไม่เบา
ไม่หนัก มีสติต่อเนื่อง ต้องกำหนดต้นจิตกับหยุดหนอด้วย
นั่ง เวทนามากๆ กำหนดไม่ได้

14 สค. ปฏิบัติ2ช.ม.เหมือนเดิม
วันนี้ได้อ่านหนังสือของอ.จ.สุทัสสา เรื่องของแม่ยุพินศิษญ์หลวงพ่อจรัญ
ที่เป็นมะเร็งจะต้องตาย ( หมดทางรักษาแล้ว )

หลวงพ่อได้ให้ไปปฏิบัติที่วัด อยู่ที่วัดเลย มีความเพียรมากๆ ไม่มีการนอนเลย
ปฏิบัติอยู่ 3เดือน มะเร็งหาย

อ่านแล้วเกิดกำลังใจในการปฏิบัติมากๆ

15 สค. 03.17-05.00 เดิน 3 ระยะ นั่งมีเวทนาบ้าง

16 สค. 03.09-05.00 เดิน 3 ระยะ และ 16.15-18.20

18 สค. 9.00-11.00 เดิน 3 ระยะ
เดินไปวัดมาสองวันแล้ว วัดชัยมงคล ใช้เวลา 45 นาที เมื่อยมากๆเลยแฮะ กลับมาก็หลับเป็นตา
เพิ่งตืนก็อาบน้ำแล้วขึ้นปฏิบัติ ดีนะแบบนี้ หลับก็ฟุ้งตอนใกล้ตื่น มีแต่เรื่องปริยัติ แปลกดี
21.20-23.20 สติดี เห็นชัดเจนดี มีแต่พิจรณา เหมือนจะฟุ้ง มีแต่เรื่องการปฏิบัติ เข้ามาเป็นระยะ
เวทนาเกิด สติดีตลอด เหมือนพิจรณา และเห็นเวทนาเกิด-ดับ อย่างต่อเนื่อง จะคลายก็รู้ จะปวดก็รู้
คิดว่า คือ ไม่แน่ใจ เหมือนเราพิจรณาดู แต่ไม่ใช่แบบในสมาธิ คิดว่า ไม่ได้เป็นสมาธินะ แต่ก็พิจรณา
ความไม่เที่ยงในเวทนา

ไปเรียนนักธรรมตรีที่วัดนอก กว่าเราจะตัดสินใจเรียนนี่คิดอยู่นาน คุณนุได้พูดถึง
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธให้ฟัง และเรื่องอนุนิสัยในชาติต่อๆไป แล้วเราก็รำลึกถึงคำพูด
ของหลวงพ่อพุธที่ท่านบอกว่าเราปฏิบัติไปได้เร็วเพราะเราสำเร็จกสิณมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
นี่เป็นตัวอย่างในเรื่องอนุนิสัยในชาติก่อนๆ เราเลยตัดสินใจเรียนนักธรรม ทั้งๆที่ไม่ชอบภาบาษาลีเลย
ใจก็คิดกังวลว่าจะรอดไหมเนี่ย ภาษาบาลีไม่กระดิกเลย มันคงยากมากๆ คนมันชอบคิดล่วงหน้า

ช่วงนี้เดินไปเรียนนักธรรมตรีที่วัดเกือบทุกวัน

19 สค.8.26-10.30 เวลาเกิดสมาธิ บางครั้งจะชอบกระตุก ตัวกระตุก แต่เป็นบางครั้ง
เหมือนอาการคนเวลาสะอึก แต่เปลี่ยนจากอาการสะอึกเป็นแบบกระตุกแทน
นั่งบอกไม่ถูก แต่กำหนดได้ตลอด สติดี ชอบมีเวทนมากๆเวลานั่งแผ่เมตตา

20 สค. 19.20-22.00 ทำ 3 ระยะ วันนี้สติดีมาก เห็นเวทนาได้ตลอด โดยไม่ได้ไปปวดอะไรด้วย
สติเหนือจิต นำจิต เราลองขยับขา ขยับกาย เพราะอยากรู้ว่าเมื่อขยับแล้วจะปวดแค่ไหน
ไม่มีอาการปวดใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ารู้ รู้ว่าเกิดเวทนาตั้งแต่เกิดจนหายไป
ออกไปคุยกับคุณนุ
23.06-00.00 ปฏิบัติอีกรอบหนึ่ง

วันนี้สติดีมาก เห็นเวทนาได้ตลอด โดยไม่ไปรู้สึกกับอาการปวด เราลองขยับขา ขยับกาย
เพราะอยากรู้ว่าเมื่อขยับจะปวดไหม ไม่มีอาการตอบสนองใดๆทั้งสิ้น

22 สค. 21.40-23.40 แปลกๆ นั่งมากๆก็เบื่อ เป้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถึงจะเห็นเวทนา
แต่เหมือนมันเบื่อ ในการนั่ง วันนี้ก็เป็น เวทนาก็ยังคงมีเป็นปกติ วันนี้ปวดจนน่ารำคาญ
กำหนดได้ยากมาก เดินยังไม่เท่าไหร่ ไม่เบื่อ แต่นั่งนี่รู้สึกว่ามันเบื่อ กำหนดไม่ขาด

23 สค. 08.30-10.30 เห็นเวทนาเกิด-ดับต่อเนื่อง เป็นสมาธิสลับกัน
สติดี เดินก็กำหนดได้ดี ยืนกำหนดได้ดี ฟุ้งมีบ้าง กำหนดได้ทัน สงสัยจะถูกกับอากศช่วงเช้า ปฏิบัติได้ดี

20.35-22.00 ฟุ้งกำหนดได้ ไม่ต่อเนื่อง แต่รู้ตัวดี นั่งกำหนดได้ทัน แต่เวทนามาอีกแล้ว
คราวนี้ไม่ใช่ปวด แต่เป้นความเมื่อย แบบว่าเมื่อยมากๆ เมื่อยไปทั้งตัว ยังคงมีความเบื่ออยู่

เห็นเวทนา เกิด-ดับ อย่างต่อเนื่อง เป็นสมาธิตลอด สติดี เดินกำหนดได้ดี ยืนกำหนดได้ดี
ฟุ้งซ่านมีบ้าง กำหนดทัน

สงสัยเราจะถูกกับอากาศช่วงเช้า ปฏิบัติต่อเนื่อง มานั่งทบทวนหลังปฏิบัติ มันไม่มีอะไรแน่นอน ต้องอาศัยความต่อเนื่องเท่านั้น

24 สค. กลับมานับหนึ่งใหม่ เริ่มเดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 4 รอบ เพราะว่ามันเบื่อ
เวทนาชม.แรกพอกำหนดได้ เวทนาชม.ที่ 2 ปวดกระเบนเหน็บมากๆ แต่ก็พอดีกับเวลา
เกือบจะทนไม่ไหว

25 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. วันนี้ต้องไปเรียน เลยทำแค่ชม.เดียว
กำหนดเริ่มดีขึ้น ฟุ้งน้อยลง เวทนาเริ่มกำหนดได้ดีขึ้น เห็นชัดดี ความเบื่อเริ่มลดน้อยลง

28 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 2 วันแล้วไม่ได้ทำ มันเบื่อๆยังไงบอกไม่ถูก สงสัยจะขี้เกียจ
เลยหาข้อ้างที่จะไม่ทำกระมัง เดาเอานะ

31 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ไม่ได้ทำหลายวันเลย บอกไม่ถูก เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
วันนี้สติดีตั้งแต่เดินจงกรม เห็นความละเอียดทุกอย่าง อย่างต่อเนื่องของการเดิน เป็นสมาธิตลอด
นั่ง เป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง เริ่มเข้าที่เอง เวทนาเกิดๆหายๆ ไม่ทรมาณมากเหมือนเมื่อก่อน

1 กย. 50 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
มีสติดีตั้งแต่เดิน สังเกตุนะ เมื่อมานั่งต่อ สมาธิจะดีขึ้นมาก สติจะดีตลอด ทำให้ไม่เกิดความเบื่อ
ในการปฏิบัติ จะรู้สึกเบื่อก็ช่วงใกล้ๆจะหมดเวลา สังเกตุหลายทีละ เวทนาเกิดๆดับๆตลอดเวลา

2 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ยังมีอาการเดิมคือ เบื่อ

3 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
สติดีตลอด รู้ตัวตลอด เดินจงกรมมีสติดี อาจมีแว่บไปนอกตัว แต่กำหนดทัน
นั่ง มีสติรู้ตัวตลอด เห็นเวทนา นั่งพิจรณากำหนดได้ดี สติชัดเจนแจ่มใส เห็นเวทนาตั้งแต่เกิดขึ้น
จนกระทั่งดับไป จับรายละเอียดได้หมด รู้ว่าปวด สักแต่ว่าปวด แต่จิตส่วนจิต
ไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือไปปวดด้วย เป็นๆหายๆ เกิดๆดับๆ ให้เห็นเวทนาว่าเกิดอย่างไร แต่ละตัวไม่เหมือนกัน

พอช่วงท้ายๆ เริ่มมีอาการเหมือนเดิมคือ เบื่อหน่าย พยายามกำหนด เบื่อหนอๆๆ รู้หนอๆๆลงไป
กำหนดดับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ยังไม่ดับได้อย่างชัดเจน ยังคงมีความเบื่ออยู่
แต่เวทนาจะเกิดก็เกิดไป รู้ตลอด มีสมาธิตลอด สลับกันไปมา ไม่เป็นสมาธิก็มี แต่ยังมีสติรู้ชัดดี

การเดินจงกรม ละเอียดชัดเจนมากขึ้นขณะที่เดิน มีอะไรมากระทบอายตนะ กำหนดได้ตลอด
ไม่ฟุ้งซ่าน จับลมหายใจพร้อมกับอาการท้องพองยุบ ขณะที่เดินได้อย่างชัดเจน เมื่อเดิน
สังเกตุได้ ลมหายใจจะรวมเป็นหนึ่งขณะที่เดิน มันจะไปพร้อมกันหมดทั้งตัว รู้พร้อมหมด
สติดีตลอด เมื่อมานั่งต่อ สมาธิเกิดอย่างต่อเนื่อง สมาธิตั้งอยู่ได้นานขึ้น
เป็นสมาธิเร็วขึ้น พอกำหนดนั่ง ปรับลมหายใจแค่ 5 ครั้ง เข้าสู่สมาธิได้เลย

เพิ่มเวลาในการปฏิบัติ เป็นวันละ 4ชม.บ้าง 5 ช.ม.บ้าง 6 ช.ม.บ้าง บางวัน 1ช.ม.ก็มีไม่แน่นอน
แล้วแต่สะดวก สูงสุด 8 ช.ม.เดินจงกรม เดินระยะ 1- 4 ละเอียดมากขึ้น ชัดเจนขณะที่ก้าวเดิน

อ่านหนังสือ อ่านพระธรรมวินัย แล้วปฏิบัติต่อถึง ตี 3 รอบนี้ หลับตลอด

5 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรมมีสติดี ต่อเนื่องได้ตลอด ตามระยะ 1-2
นั่ง มีเวทนามากๆ ปวดสุดๆ จะลืมตาดูนาฬิกาตั้งหลายครั้ง ทำไมมันปวดขนาดนี้
คอยเฝ้าแต่ฟังเสียงนาฬิกา เมื่อไหร่จะดังสักทีนะ ดีนะที่ไม่ได้ลืมตาดูนาฬิกา

พักก่อน 1 ชม. ไปเขียนพระธรรมวินัยก่อน
23.00-01.00 ระยะ1-2
เดินจงกรมระยะ 3 ยังไม่ค่อยแนบแน่น มีเซแรกๆ
นั่ง เวทนาสุดๆ ลืมตาดูเวลา เหลืออีก 1 นาทีหมดเวลา

6 กย. เดิน 1/1/2 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้ไปเรียนนั่งหลับตลอดเลย
เดิน มีสติรู้ตัวตลอด กำหนดรายละเอียดได้ดี เดินระยะที่ 1-3
นั่ง เวทนาเยอะมากๆ ปวดมากๆ มีบางช่วงดิ่งหายไป ดับสนิท ไม่รู้ตัวเลย หายไปเฉยๆ
กำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง

กสิณ

หลังจากที่ได้ฝึกเตโชกสิณจากหนังสือที่หลวงพ่อสมชาย โยนมาให้ฝึกเอง
ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าจะมีผลอะไรตามมา แล้วฝึกไปเพื่ออะไร

หลังจากที่พ่อห้าม ก็ลืมไปเลย ไม่เคยสนใจจะหยิบขึ้นมาดูอีก
แต่เราเป็นคนที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไปที่ไหนจะเจอแต่วิญญาณ ( ชาวบ้านเรียก ” ผี ” )

ตอนเรียนม.ปลาย ได้เขาชมรม ” หมอดู ” งานนี้
อ.จ.ให้เราเป็นหมอดู เพราะเวลาจับมือใคร หรือได้เจอใครใหม่ๆ
เราจะรู้เรื่องของเขาได้โดยเขาไม่ต้องบอก เราเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

แล้วถ้าใครมาถามเรื่องที่คุยกันในวันต่อมา เราจะจำอะไรไม่ได้เลย
( สงสัยจะเป็นร่างทรงแต่เด็ก )แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง

จะมีเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เรารู้ล่วงหน้าได้ก่อนจะเกิด
แต่อย่างว่าแหละ ตอนนั้นเราเองก็ไม่ได้สงสัยว่าเพราะอะไรและทำไม

แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เคยเล่นเกมสะกดจิตกับเพื่อน
( แบบที่ออกรายการในไอทีวี ) เพื่อนสะกดจิตเราไม่ได้
แต่เราสะกดจิตเพื่อนได้ เพื่อนบอกว่าเราจิตแข็ง
มารู้ตอนได้ปฏิบัตินี่เอง ว่าเป็นผลของการทำกสิณ ทำให้เรารู้เรื่องราวต่างๆได้

7 กย. 20.00-21.00
ลองเดินระยะที่ 1 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เดิน ยังคงมีสติดีอยู่
นั่งมีเวทนาเล็กน้อย ก็ครึ่งชม.เอง แปลกดี มันดับไปเฉยๆ ถอยออกมาไม่ได้ ไม่ทัน
ตอนวิลัยกลับมาบ้าน ปกติแล้วจะได้ยินเสียงรถ วันนี้นั่งแล้วดิ่งไปเลย ไม่ได้ยินเสียงรถ

8 กย. 07.00-11.00 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. 2 รอบ ติดต่อกัน
วันนี้เพิ่งรู้ว่า เดินแล้วมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เดินแล้ว ลมหายใจกับกาย รวมกันเป็นหนึ่ง
จับได้ทั้งอาการหายใจ และการย่างเท้าก้าวเดินได้ อย่างต่อเนื่อง
มันเหมือนเป็นสมาธิแบบในขณะที่กำลังนั่ง

สมาธิในเดินจงกรมนี่ ไม่มีฟุ้ง ไม่มีความง่วง
ไม่มีความคิดแล่นออกไปนอกกาย สติในการเดิน ชัดเจนมากๆ

ทำอีกรอบคือ 20.00-21.20

10 กย. 08.00-12.00
เดินจงกรมมีสติรู้ตัวได้ต่อเนื่อง
นั่ง กำหนดเวทนาได้ชัด แอบตุกติก คือ ใช้วิธีท้าวแขนไปข้างหลัง แล้วแอ่นหลังขึ้นมา
ยังไม่ได้ใช้แบบอดทน มันเบื่อ เคยลองแบบนั้นแล้ว

20.40-23.58
ไม่รู้เป็นอะไร มีแต่เวทนมากๆ ทนไม่ได้เลย ปวดทรมาณมากๆที่ก้นกบและหลัง

พุทโธ

รู้จักพุทโธ ตอนแม่พาไปวัดพุทโธภาวนา อยู่ที่สามพราน
จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งแม่ป่วยมีเลือดออก กินยาอะไรก็ไม่หยุด
ขูดมดลูกก็ไม่หาย แม่เลยไปรักษาที่ร.พ.จุฬาต่อ หมอผ่าตัดมดลูกทิ้ง
แม่เป็นเนื้องอกที่มดลูก ผลการส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ แม่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 1

เราได้แนะนำให้แม่ไปหาวัดที่มีการปฏิบัติกรรมฐาน
แม่ไปหาป้าที่อ่อนนุช ป้าพาแม่ไปนครปฐม ไปวัดพุทโธภาวนา

ช่วงนั้นแม่หายหน้าไป ตัวเราเองก็ยุ่งกับงานจนไม่ได้สนใจสอบถาม
เจอแม่อีกครั้ง แม่มาหาที่ทำงาน ( คิดย้อนหลังทีไรรู้สึกละอายใจทุกที )

แม่หายจากมะเร็ง อาการที่เลือดไหลไม่หยุด ก็หายสนิท
ทั้งที่ตอนนั้นผ่าตัดแล้ว เลือดก็ยังไหลอยู่ แม่มาชวนไปปฏิบัติที่วัดพุทโธ
ไปกับแม่เพราะเกรงใจแม่ อีกอย่างอยากไปเที่ยวด้วย
ไม่ได้คิดว่าจะปฏิบัติอะไร แค่งานที่ทำก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

คนที่มาวัดนี้เยอะมากๆ ห้องน้ำต้องแย่งกันเข้า ต้องตื่นตั้งแต่ตี1
ตี2 เพื่อรออาบน้ำแล้วค่อยไปนอนต่อ เพราะตี4 จะไม่มีห้องน้ำว่าง

มีพระมาเทศน์ให้ฟัง เราชอบฟังพระเทศน์อยู่แล้ว
ฟังมาตั้งแต่เด็ก เลยติดเสียงเทศน์ มันทำให้รู้สึกสงบ

พระท่านสอนเรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออก
โดยใช้ หายใจเข้า – พุท หายใจออก – โธ

เรารู้สึกว่ามันง่ายมาก แม่บอกว่าเราหัวดี บางคนยังทำไม่ได้เลย
เพราะหายใจไม่ทันกับการกำหนด แต่เราไม่เป็น ทำได้สบายๆๆ

กลับมาบ้านก็ทำมั่งไม่ทำมั่ง ไม่ได้สนใจอะไร
มาชวนเพื่อนที่ทำงานไป ไม่มีใครไปสักคน เขาบอกว่ามันไกลไปอยู่ตั้งนครปฐม
ครั้งแรกกสิณ นี่ก็มาพุทโธ ก็ยังไม่ได้สนใจ

11 กย. 07.45-09.00
หลับไปเฉยเลย แบบเครียดมาก มีความรู้สึกว่า ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งแย่ลง เจอแต่ปัญหา วุ่นวายตลอด

19.40-20.40 เดินระยะ 4 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 50 นาที
ทำระยะสั้นๆก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เบื่อ ถึงเบื่อก็แป๊บเดียว

20.45-21.45 เดินระยะ 1 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้ามีเวทนาก็พอทนได้ หูแว่วว่าหมดเวลา แต่ไม่ได้เลิกตามเสียงที่ได้ยิน
เวทนาก็เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทน สุดท้าย เสียงนาฬิกาดัง

ปรับแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เข้าออกสมาธิได้ดี พอหายเบื่อไปได้บ้าง ก็ค่อยๆเพิ่มเวลาใหม่

12 กย.
เบื่อๆๆๆๆ เคยบ้างไหมปฏิบัติแล้วเบื่อ เบื่อๆๆๆๆ เบื่อจังเลย
อาการเบื่อนี้เกิดกับเราอยู่หลายวัน เราไม่รู้จะแก้ยังไง

กำหนดก็แล้ว เปลี่ยนอริยาบทก็แล้ว ก็ยังเบื่อ เวลาเกิดเวทนา เมื่อเข้าใจเวทนาก็นั่งดูอย่างเดียว
แรกๆก็ดีหรอก มันเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นว่าที่แท้เวทนาก็ …. มีแค่นี้เอง เขาจะเกิดก็เกิดเอง
จะไปบังคับเจาะจงว่าต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้

เอ้า … พอเบื่อที่จะดู ก็กลับกลายเป็นว่า ปวดสุดๆไปเลย ทรมาณสุดๆไปเลย เราก็เลยเซ็งสุดๆไปเลย
เฮอะๆๆๆๆ จะมีอะไรแน่นอนกับอารมณ์ของตัวเอง แม้แต่การปฏิบัติแต่ละครั้งยิ่งนับวัน
ยิ่งมีอะไรแปลกๆมาอยู่เรื่อย เหมือนให้เราทำเดิมๆซ้ำๆจนกว่าจะเข้าใจชัดเจน

เหมือนเรียนหนังสือเลยแฮะ บางวันก็อยากเรียน เพราะเรียนแล้วเข้าใจ บางวันก็ไม่อยากเรียน
เพราะยิ่งเรียนมันรู้สึกว่ายิ่งแย่ ( ในความคิดตัวเอง )

จริงๆแล้วคืออะไรล่ะ อิอิ มันไม่มีอะไรจริงหรือไม่จริง
ปล้ำกับจิตของตัวเองนี่สนุกนะ ดีกว่าไปเต้นแร้งเต้นกากับคนอื่นๆ

สุดท้ายเราก็รู้วิธีแก้ความเบื่อให้กับตัวเอง
แรกๆเราก็เพิ่มเวลาปฏิบัติ จากเดิน 1 ช.ม. นั่ง 1 ช.ม.
ทำแค่ 2 ช.ม. เช้าเย็น เราก็เพิ่มเป็นครั้งละ 4 ช.ม.

สุดท้ายก็เบื่ออีก แหม … พักหลังนี่เวทนามันเยอะจัง พอเวทนาเกิด ความฟุ้งซ่านมันก็ตามมา
เดินจงกรม ใช่ว่าจะมีสติต่อเนื่องได้ตลอด ถึงตอนนี้สติจะชัดเจนกว่าเมื่อก่อนก็จริง
แต่ปฏิบัตินี่อีกเรื่องนึงเลย สติทันบ้างไม่ทันบ้าง

เมื่อวานก็เบื่ออีก มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ พักนี้มันเกิดอาการเบื่อบ่อยจัง กำหนดเท่าไรก็ไม่หาย
สุดท้ายเมื่อคืน เลยลดเวลาลง ถ้าเวลาเท่าเดิม คอยคิดละ ( บางครั้งนะ ) เมื่อไหร่จะครบเวลาเสียที

เมื่อคืนเลยปรับเวลาลง จะคิดทำแค่ 1 ช.ม. ไม่ได้จับเวลาว่าเดินกี่นาที นั่งกี่นาที ตั้งเวลาไว้ 1 ช.ม.
ใจก็คิดนะตอนนั้น แหม… แค่ 1 ช.ม. สบายมาก

เอออ … แล้วมันก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง กำหนดได้คล่อง สมาธิเข้าออกได้คล่อง
กลับกลายเป็นว่า จะทำแค่ 1 ช.ม. เลยเป็น 2 ช.ม.แทน หลังจากนั้นก็กำหนดนั่งหลับเอาเหมือนเดิม

ตี 4 อีกรอบนึง รู้สึกไม่ง่วงเลยมันก็แปลกดี ทุกทีตื่นมาก็ยังง่วง ไม่อยากจะทำตอนเช้า
ถ้าทำแล้วมันท้อ มันเบื่อ มันต้องมีอะไรสักอย่างนึง
สุดท้ายเราก็หาวิธีแก้อาการท้อและเบื่อให้กับตัวเองได้

13 กย. 20.22
ความเบื่อไม่ได้ช่วยอะไรเราให้ดีขึ้นเลย เท่าที่เราเคยอ่านประวัติของครูบาฯแล้ว
เห็นแต่ความเพียรเท่านั้นเอง

เรามันก็แค่คนธรรมดา ได้แค่นี้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว เอาเถอะ เวทนา เราตั้งใจทำจะไม่ถอยเวทนาอีกแล้ว
ปวดให้มันปวด ตายเป็นตาย เหมือนที่หลวงพ่อพูด ในเมื่อถอยมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
อาจจะดีขึ้นมาแป๊บๆ สุดท้ายเหมือนเดิม อาการเบื่อ ยังไม่ยอมหายไปสักที

ตั้งเวลาไว้ที่ 2 ชม. ไม่ว่าจะเดินกี่ชม.ก็ตาม หากยังมีเวทนาเกิด ต่อให้เวทนามากแค่ไหน
จะพยายามกำหนด ไม่ยอมถอยอีกแล้ว

20.28-22.28 เวทนาตลอด

เราอ่านพุทธประวัติ ก็สงสัยในเรื่องฌานต่างๆ เขียนภาษาบาลีอ่ะนิ ใครจะแปลออก
เราภาษาบาลีไม่กระดิกเลย ถึงรู้ก็น้อยมาก พอหาข้อมูล แหมๆๆๆๆ มันก็ร้อง อ๋อๆๆๆๆ
คิดว่าอะไร เราเองน่ะไม่เคยให้ความสนใจในฌานมานานแล้ว

ไม่ได้สนใจในความพิเศษที่ได้รับ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ใดที่ปฏิบัติสมาธิ จะต้องเจอทุกคน
เพียงแต่จะรู้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

สมถะคู่กับวิปัสสนาอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องเจอกับฌานอยู่แล้ว
ปฐมฌานไง ยังไงๆก็ต้องเจอ เมื่อเวลาเป็นสมาธิ เพียงแต่เราไม่รู้คำเรียกเท่านั้นเองว่าเรียกแบบนี้ แบบนี้
นี่แหละ ผลเสียการไม่ได้เรียนปริยติ รู้ดีกว่าไม่รู้ รู้แล้วก็วาง จะได้ไม่ไปติดที่รู้นั้นๆ

ฌาน 4 รูปฌาน ก็เหมือนกัน ยังไงๆก็ต้องเจอ มันเป็นของมันเอง มันเกิดขึ้นเอง
ไม่ต้องไปเจาะจงกำหนดแต่อย่างใด เมื่อจิตมันคล่องในการทำสมาธิได้ดี
เข้าออกสมาธิได้ดี มันจะไปที่ฌานที่ 4 เลย ( อุเบกขา เอกัคคัคตา ) หรือที่ว่าจิตรวมเป็นหนึ่ง
ของแบบนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำปุ๊บได้ปั๊บ

มีคำกล่าวไว้ว่า ” การเพียรพยายามบำเพ็ญสามาธิโดยใช้กลวิธีใดๆก็ตาม เพื่อให้เกิดผลสำเร็จเช่นนี้
ท่านเรียกว่า สมถะ มนุษย์ปถุชนเพียรพยายามบำเพ็ญสมาธิเพียงใดก็ตาม …..
ย่อมได้ผลสำเร็จสูงสุดเพียงเท่านี้ ( คือสมาบัติ 8 ) หมายความว่า …….
สมถะ ล้วนๆย่อมนำไปสู่สภาวะจิต ที่เป็นสมาธิได้สูงสุดเพียงเนวสัญญาสัญญายตนะเท่านั้น ”

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8C% … 2%E0%B8%99

http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=53711

http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/i … rt9.2.html

ขอส่งท้ายว่า …….. รู้อะไรไม่สู้ … เท่ารู้ๆในเวทนา
รู้เวทนาได้ เข้าถึงเวทนาได้ ทุกคำถามจะมีคำตอบ เอวังด้วยประการละฉะนี้แล

14 กย. 07.35-08.10
งูบและขาดสติ ไปติดนิ่ง ถอยออกมาไม่ได้

22.033-23.00 ยังคงมีเวทนาอยู่

15 กย. 04.00-04.50 เดิน+นั่ง
20.20-21.20 เดิน+นั่ง

เข้าออกสมาธิให้คล่อง

ตั้งแต่เราปรับเวลาปฏิบัติ อาการเบื่อแทบจะไม่มี
เราหันมาทบทวนการปฏิบัติ แบบที่ครูบาอาจารย์ท่านทำไว้

เข้าออกสมาธิให้คล่อง เท่ากับเรากำลังทบทวน แต่ละขั้นๆที่เราได้ปฏิบัติมา
ทำให้เห็นรูปนาม การเกิด ดับ ได้ชัดเจนขึ้น

อิอิ เริ่มโยนิโสเป็น จากที่เคยทำไม่ได้ มองเห็นอะไร เดี๋ยวนี้กลายเป็นธรรมะไปหมด
แต่ยังไม่ถึงขนาด 100% แต่ว่าดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ

อืม ….. นี่เองที่ครูบาท่านถึงกล่าวไว้ว่า ……. ให้หมั่นทบทวนอารมณ์ การปฏิบัติ
เรามัวแต่ไปปล้ำกับเวทนา ทำไม่ถูกจุด แทนที่จะเป็นผลดี เลยกลายเป็นเบื่อหน่ายแทน

17 กย.

พองหนอ ยุบหนอ ใช้วิธีดูลมหายใจ

หลังจากที่ได้เหินห่างเรื่องการปฏิบัติไปนาน ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง เวลาผ่านไปหลายปี
มีอยู่วันหนึ่ง พี่ที่ทำงานชวนไปนั่งสมาธิ

คราวนี้คนที่สอนเราเป็นฆราวาส แขนขวาท่านขาดชื่อพระอาจารย์ สุวรรณ (เปิดสมุดดูเพราะลืมชื่อท่าน)
ท่านเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานที่นครพนม พระธาตุพนม

เราเป็นคนชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็ตกลงไปกับพี่เขา จำได้นิดนึงว่า ท่านแขนขาดเพราะโดนฟ้าผ่า
แต่จำไม่ได้ว่า ฟ้าผ่าท่านเพราะท่านกำลังทำอะไร

ท่านอ.จ.ให้กำหนดใช้พองหนอ ยุบหนอ แทนพุทโธ
คือหายใจเข้ากำหนดพองหนอ หายใจออก กำหนดยุบหนอ
แต่ไม่ได้ให้ดูอาการท้องที่พองยุบ ให้ตามลมหายใจอย่างเดียว

ที่นี่แปลกกว่าที่เราเคยเจอมา ………..
เวลาสวดมนต์เสร็จ พอนั่งสมาธิปั๊บ ท่านให้หายใจถี่ๆแรงๆ ยังไม่ต้องกำหนดองค์ภาวนาใดๆทั้งสิ้น

เราทำตามที่ท่านบอก เหมือนจะขาดใจ มันบอกไม่ถูก บางคนก็ลุกขึ้นรำ บางคนก็ทุบทำร้ายตัวเอง
บางคนก็อาเจียน ต้องเอากระโถนตั้งไว้ตรงหน้า

ท่านบอกว่า การทำเช่นนี้เพื่อปรับความสมดุลการหายใจ
และเป็นการแก้กรรมด้วย อะไรๆที่อยู่ในตัวเราจะได้ออกมา
(ที่ให้หายใจถี่ๆแรงๆ นานด้วยนะไม่ใช่แป๊บเดียว)

วันแรกๆเราทำก็ยังปกติดี เพียงแต่รู้สึกเหมือนเราจะขาดใจ
เวลานั่งสมาธิ ท่านจะให้นั่ง 3 ช.ม.เต็มๆ ปวดก็ต้องทน ห้ามขยับ ท่านจะคอยพูดตลอด

วันที่3 มันแปลกมากๆ 2 วันแรกก็ปกติดี วันที่3นี่ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องไห้เหมือนจะขาดใจตาย
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องร้อง พยายามบังคับให้ตัวเองหยุดร้องก็บังคับไม่ได้

รู้ตัวตลอดขณะที่ร้อง แต่เหมือนมันซ้อนๆกันยังไงก็ไม่รู้ มันน่าเกลียดมากๆเลยในความรู้สึกของตัวเราเอง
คิดดูก็แล้วกันร้องเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ทั้งสะอึกสะอื้น น้ำลายไหลย้อย น้ำลายเต็มพื้นเลย

สักพักก็หยุดเอง พอหยุดก็เข้าสมาธิเลย ทีนี่ไม่รู้อะไรละ ได้ยินแต่เสียงอาจารย์ท่านพูดอย่างเดียว
อย่างอื่นไม่รู้ละ จะปวดจะเมื่อยนี่ไม่มีเลย ทั้งๆที่2วันแรกจะเป็นจะตาย ปวดจนน้ำตาไหล
เพราะท่านจะคอยพูดไม่ให้ขยับตัวอย่างเด็ดขาด นิมิตเยอะมาก (มาตอนนี้เพิ่งรู้ว่า ตอนนั้นติดนิมิต)
เหมือนอาจารย์ท่านจะรู้ว่าแต่ละคนเห็นอะไร ท่านพูดไปเรื่อยๆ

หลังจากมีอาการร้องไห้หนักๆอยู่ 7 วัน อาการนั้นก็หายไปเอง อาจารย์บอกว่า …..
เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวง เราเคยทำความทุกข์ใจให้กับเขาไว้มาก

ปฏิบัติมีนิมิตเยอะมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเรียกว่า นิมิต
เพราะอาจารย์ท่านไม่เคยบอกอะไร มีแต่ถามว่าเห็นอะไรกันบ้าง

หลังจากที่หยุดร้องไห้แล้ว ต่อจากนั้นมา เมื่อหายใจถี่ๆหนักๆ
มันจะรวมตัวเป็นสมาธิเลย จะมีแสงสว่างมากๆเวลาเป็นสมาธิ

อาจารย์บอกว่าเราปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆ
ตอนนั้นก็ดีใจอ่ะนะ ก็เหมือนคนเรียนหนังสือแล้วครูมาชม

ปฏิบัติอยู่เกือบ 2 ปี ไปบ้านอ.จ.ทุกวัน ไปตั้งแต่ทุ่ม กลับบ้านเกือบ 5 ทุ่ม
ตอนนั้นยังทำงานอยู่ เราต้องกลับมาเข้าเวรเที่ยงคืนทุกวัน

ก่อนถึงเวลาเข้าเวร เราจะนอนที่ห้องพักเวร แล้วเราก็จะมาปฏิบัติต่อที่ห้องพักเวร
มีวันหนึ่ง เรากำหนดอยู่ดีๆ ตอนนั้นเรางงมากๆ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่ดีๆก็เหมือนร่างกายเราหายไป
ลมหายใจก็หายไป รู้แต่ท้องพองยุบอย่างเดียว

แบบท้องมันกระเพื่อมเบาๆ แล้วเหมือนเห็นมีตัวเราซ้อนอยู่อีกร่างนึง
มีความรู้สึกเหมือนร่างนั้นมันจะหลุดออกมา ตอนนั้นยอมรับเลยว่ากลัวมากๆ กลัวตาย
มันบอกความรู้สึกไม่ถูก กลัวว่าถ้าร่างข้างในหลุดออกไปแล้วเราจะต้องตาย นี่มันกลัวแบบนี้
เราฮึดสู้เลยตอนนั้น เท่าที่จำได้นะ เพราะเรื่องนี้มันนานมาแล้ว
จำได้ว่าลุกขึ้นเลย เดี่ยวนั้นเลย ไม่ยอมนั่งอีกเลย

วันต่อมาเล่าให้อ.จ.ฟัง ท่านบอกว่า ทีหลังอย่ากลัว ปล่อยให้หลุดออกมาเลย ไม่ตายหรอก
ตั้งแต่นั้นมา หลังจากปฏิบัติที่บ้านอ.จ.แล้ว เวลากลับมาขึ้นเวร เราไม่ยอมทำอีกเลย
ทำทีไรก็จะเป็นแบบเดิมทุกที เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร อ.จ.ก็ไม่อธิบายให้ฟัง ถามก็ตอบว่าไม่มีอะไร

จุดหักเหของชีวิต ………..

อยู่มาวันหนึ่ง เรานั่งแล้วมองเห็นภาพๆหนึ่ง เป็นภาพต้นมะพร้าว ใบมันร่วงลงในน้ำๆเน่าๆ
( ความรู้สึกเรามันบอกว่า น้ำนั้นมันเน่า ) เสร็จแล้ว มันงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ เหมือนต้นหญ้า
มันงอกขึ้นมาเต็มไปหมด เราก็ถามท่านว่ามันคืออะไร ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าไปพูดอะไรที่ไม่ถูกใจท่านเข้า

ท่านบอกว่า ต่อไปคุณก็เป็นเหมือนเป็ดน่ะแหละ ต้องกลับไปกินอาจม ของมันเคยกิน
อีกแปดปีคุณจะได้กลับมาปฏิบัติใหม่ เราน่ะตอนนั้นอายมากๆเลย เล่นมาว่าเราแบบนั้น
คนก็เยอะ ว่าเราได้แสบมากกก

เริ่มมีเค้าบอกเหตุว่าคำพูดท่านั้นเป็นจริง…….

เราไม่เคยเล่นหวย ความที่ว่านั่งสมาธิแล้วเห้นตัวเลข เลยไปลองซื้อ ถูกด้วยนะ บ้าหวยไปเลย

จำได้ละ ว่าทำไมอ.จ.ถึงโกรธ …….

ก็มาวันหนึ่งเราไปเดินห้าง เจอปกหนังสือเล่มหนึ่ง เหมือนในนิมิตที่เราเห็นเลย เป็นหนังสือ
เกี่ยวกับการทำสมาธิของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เราก็เลยบอกอ.จ.ไปว่า ที่เราเห็นนี่คือหนังสือพวกนี้ มีทั้งหมดสี่เล่ม เราอ่านแล้วมันดีมากๆเลย
ต่อมาสำนักอ.จ.จัดทัวร์บุญบ่อย เราไม่ค่อยได้ไป เพราะไม่ชอบ
ก็เลยไม่ค่อยได้ไปบ้านอ.จ. ต่อมาไม่นานอ.จ.ก็ปิดสำนัก
ช่วงนั้นปัญหาของอ.จ.กับผู้ปฏิบัติเกิดเยอะมาก

ต่อมาชีวิตได้เป็นดั่งที่อ.จ.กล่าวไว้จริงๆ

ชีวิตหักเหแบบสุดๆ เลิกปฏิบัติไปเลย มีแต่เพื่อน กินและเที่ยวๆๆๆๆ
ผ่านไปสิบกว่าปีได้ วันนั้นไปทำบุญวัดอโศการาม

ได้เจออ.จ. ได้กราบและกล่าวขออโหสิกรรมต่อท่าน
ทุกชีวิต ย่อมเป็นไปตามวิบากกรรมของแต่ละคน

19 กย. 21.30-22.30
เดินมีสติดี นั่ง กำหนดได้ดี พิจรณาได้

21 กย. 03.30-04.30 กำลังกำหนดปวดหนอๆอยู่ดีๆ ดับไปเฉยๆ
21.30- 22.30

22 กย. ปฏิบัติ 1 ชม.

23 กย. 15.30-17.30
อาการเบื่อแทบจะไม่มีแล้ว แต่ยังมีติดอยู่ในอารมณ์นิดๆ บางครั้ง
กำหนดได้ดี มีสติรู้ตัวต่อเนื่องได้ตลอด

21.50-22.50 เราเริ่มปรับเวลาเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามสะดวก ไม่เจาะจง
พิจรณาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มีสติ รู้ตัวได้ดีตลอด ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง
เวทนาเดี๋ยวนี้มาบ่อยมากๆจริง เลยพยายามปรับร่างกายเอา แบบว่าใช้เวลาในการนั่งไม่แน่นอน

24 กย.
หายเบื่อแล้ว

ตั้งแต่ปรับเวลาในการปฏิบัติ โดยหันมาเข้าออกสมาธิให้คล่อง
อาการที่ว่าเบื่อๆค่อยๆคลายลง จนเดี่ยวนี้ไม่มีแล้ว

เริ่มกลับมาปฏิบัติแบบเดิม แต่จะปรับเวลาสลับกัน จะไม่ทุ่มเทแบบเมื่อก่อน เดินสายกลางดีกว่า
กลางคืน ปฏิบัติแค่ 1 รอบ แล้วกำหนด นั่งหลับ

ตีสามปฏิบัติอีกรอบ เมื่อคืนนั่งหลับก็จริง แต่เป็นสมาธิทั้งคืน
กลางวันก็ทำอีกรอบ ถ้าอากาศร้อนมากก็ไม่ไหว

แต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะทำวันละกี่รอบ แล้วแต่สะดวก ขณะที่นั่งสมาธิ แล้วอะไรที่เกิดขึ้น ใช้วิธีโยนิโส
โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา แยกแล้วชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น เวทนาที่เคยรุนแรงมากๆ ก็เข้าใจมากขึ้น

26 กย. 12.55-14.00
20.30-21.40 วันนี้เอาหนังสือพุทธประวัติมาอ่าน หลังปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อพุธท่านเขียนไว้ว่า
หลังทำสมาธิ อ่านหนังสือ จะทำให้จำได้แม่น แล้วให้ปฏิบัติต่ออีกรอบ จะได้นำไปพิจรณาได้

สนทนากับหลวงพ่อพุธ แก้ปัญาเรื่องการเป็นสมาธิตลอดเวลา

หลังจากที่ได้เจอหนังสือ ที่ปกหนังสือเหมือนในนิมิตแล้ว ก็ไปโคราชทันที เพื่อจะไปหาหลวงพ่อพุธ
ไปวัดป่าสาละวันครั้งแรกลำบากมากๆ ถามเขาตลอดทาง จำได้ว่าจ้างสามล้อพาไป
รู้สึกว่าจะเสียตังค์ไป50บาท ไปที่วัดก็ไม่เจอหลวงพ่ออีก เขาบอกว่าหลวงพ่ออยุ่วัดที่แปดริ้ว

เราก็คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยมาใหม่ ขอเบอร์โทรจากทางวัดมา เราโทรไปหาหลวงพ่อ
คนที่รับสายเป็นผู้หญิง เขาก็ไม่ให้คุย อ้างว่าหลวงพ่อติดธุระอยู่ จำได้ว่า ไปโคราชถึง 4 ครั้ง
โทรฯอยู่หลายครั้ง ไม่เคยได้คุยเลย ไม่ไหวแล้วไปโคราช ค่ารถแพงมากๆ ไกลก็ไกล ค่ารถก็หลายต่อ

สุดท้ายจุดธูปอธิษฐานถึงหลวงพ่อ ว่าขอให้ได้คุยกับหลวงพ่อ ได้คุยจริงๆ
เราถามหลวงพ่อว่า ขณะที่เราไม่ได้ทำสมาธิ เช่นเวลาทนข้าว คุยกับเพื่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆอยู่

ทำไมเราถึงเป็นสมาธิตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเวลาเป็นสมาธิขึ้นมา
มันจะรู้เลย มันจะสงบจากกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที หากกำลังมองอยุ่ มันก็เห็นเหมือนภาพสามมิติ

หลวงพ่อได้เมตตาอธิบายให้ฟังว่า มันไม่มีอะไรหรอก เกิดเนื่องจากจิตเราเร็วเกินไป
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสำเร็จกสิณมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว พอมาปฏิบัติเพิ่มก็เลยไปได้เร็ว

ท่านบอกว่า ให้เราเริ่มใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่ คือจะต้องมี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตา
มันจะเห็นชัดเจนขณะที่เกิดแต่ละขั้น แล้วจะทำให้ชำนาญในการเข้าออกสมาธิ

เรามาคิดๆย้อนหลังดู มิน่า หลวงพ่อสมชายถึงโยนหนังสือให้เราฝึกกสิณเอง
ทีแท้หลวงพ่อท่านรู้หนอ รู้ว่าพอเราจับปั๊บ เราจะทำได้เอง เพราะของเคยทำมาแล้ว

และที่เราไปรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ บางทีก็ได้ยินเสียงเขาคิดทั้งที่เขาไม่ได้พูด
มันเกิดจากฤทธิ์ของฌานนี่เอง อีกอย่างนึงที่เราสงสัยมาตลอดว่าทำไมถึงไม่สนใจเรื่องฌาน
เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ทางที่พ้นทุกข์ เราจึงไม่สนใจ การปฏิบัตินี่ดีจริงๆ ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้

27 กย. 20.15-22.15
ยังกังวลอยู่เรื่องเวทนา พิจรณาแยกยังไม่ทัน ถึงแม้ว่าจะเคยทำได้ก็จริง แต่มันยังไม่ชำนาญ
ต้องทำให้ชำนาญก่อน
เดิน ประมาณ 1 ชม. 15 นาที นั่ง 45 นาที เดินระยะที่ 1-ระยะที่ 4 แล้วจึงนั่ง
เวทนามี แต่ไม่นาน เป็นๆหายๆ ยังคงไปติดนิ่ง กำหนดไม่ได้
รู้สึกเหมือนมียุง,มด มารุมกัดเยอะมากๆ กัดตามแขน หน้า ติ่งหู กำหนดไม่หาย
เลยเอามือไปลูบ ไม่มียุงหรือแม้แต่มด สักตัวเดียว ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
แต่เรารู้สึกเหมือนมีตัวอะไรมากัดจริงๆ เจ็บมากๆเลย


เพิ่งรู้นะว่า เคยเจอสภาวะเดียวกับที่หมูกำลังเจออยู่เลย

28 กย. 09.10-11.30 เดิน 09.10-10.30 นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรม รู้ตัวต่อเนื่องได้ดี กำหนดได้ดี กายและจิตทำงานร่วมกันเป็หนึ่งตลอด
ว่อกแวกน้อยมากๆ แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
นั่ง เวทนาเกิดเป็นพักๆ ยังพิจรณาได้ไม่คล่อง เรื่องแยกขันธ์ 5 ยังทำไม่ได้ แต่ก็ดีขึ้น
เวทนากำหนดได้ชัดขึ้น

16.15-17.15

สมาธิเกินสติ

เราเริ่มปรับเวลาไปเรื่อยๆ ไม่เจาะจง เมื่อคืน 2 ช.ม. สติตอนเดินชัดเจนดี กำหนดได้ทัน รู้พร้อมตลอด
การเดินจงกรมเดี๋ยวนี้ รู้พร้อมทั่วตัว จับได้หมด ทั้งลมหายใจ ทั้งอาการท้องพองยุบ ทั้ง ขณะที่เดิน
และสิ่งที่มากระทบละเอียดมากขึ้น แทบจะไม่ต้องกำหนดเดินเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งเดินถึงระยะ 4
ยิ่งละเอียดมากๆแต่ละก้าวที่เดิน

เมื่อคืน ขณะที่นั่งสมาธิ สมาธิมากเกินสติ กำหนดได้ไม่ทัน ไปติดอยู่ที่อัปปนา ไม่ได้ถอยออกมา
จากตรงนั้น เลยกลายเป็นนั่งเพลินไป รู้ตัวอีกที เสียงนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ ดังขึ้นพอดี
กำหนดเสียงนาฬิกาได้ทัน ไม่มีตกใจ

กำหนดรู้กับเสียงที่ได้ยิน หลังปฏิบัติเสร็จก็มานั่งทบทวน อืมมม แต่ละครั้งมีแต่ความเปลี่ยนแปลง
ไม่เหมือนเดิม

เดินมากไป เมื่อมานั่ง เวทนาย่อมเกิดน้อยลงหรือเกิดแต่จับไม่ทัน ( สติอ่อน )

เดินน้อยไป เมื่อมานั่งเวทนาเกิดมาก ก็ไปเก็บกดกับเวทนาอีก ช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย

เดินนั่งพอๆกัน ก็เกิดเวทนาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน สติทันบ้างไม่ทันบ้าง มันช่างหลากหลายเสียจริงๆ

ทำยังไงถึงจะมีสติเสมอกับสมาธิได้ นี่สิที่เราต้องทำความเพียรเพิ่ม อาจจะเป็นเพราะว่า …

การกำหนดอริยาบทย่อยของเรายังน้อยเกินไป ต้องกำหนดให้ได้ต่อเนื่อง กำหนดไปจนกว่า
ไม่ต้องกำหนด

เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนอีกแล้ว วันนี้ฝนตกปรอยๆตั้งแต่ตี4แล้ว อากาศกำลังเย็นสบาย น่าปฏิบัติมากที่สุด
อิอิ ว่าแล้วก็ไปสะสมหน่วยกิตสัก 2 ช.ม. ดีกว่า

สะสมหน่วยกิต

เมื่อใดก็แล้วแต่ที่เราได้ปฏิบัติ หรือกำหนดอริยาบทย่อยต่างๆ เราถือว่าเราได้สะสมหน่วยกิต
ไม่ต้องไปคิดว่า ทำแล้วจะเป็นยังไง รู้แต่ว่า ทำแล้วต้องไม่เครียด ทำแล้วจะเข้าใจมากขึ้น
ทำให้เราเข้าใจในรายละเอียดมากขึ้น บางครั้งอาจจะไม่แน่ใจในบางสิ่ง ( สิ่งที่คิด )
ก็ถามผู้ที่รู้มากกว่า ( อันนี้ยกความดีให้คุณนุหรือท่านอ.จ.งื่อ )

29 กย. 01.00-03.00,03.00-04.00
ช่วงแรก พอเดินเสร็จกำหนดนั่ง ยังไม่ทันได้จับพองยุบ ก็เข้าสมาธิไปเลย
ดิ่งและดับไปเลย มารู้ตัวอีกทีคือ ตอนหมดเวลา

ช่วงหลัง กำหนดนั่งแล้ว ก็เป็นอีก แต่กำหนดถอยออกมาได้ทัน สุดท้าย
สุดท้าย แปลกดีนะ มันมีความคิดผุดขึ้นมาก่อนหมดเวลา เรื่องเวทนาว่า กำลังปรับสมดุลย์
ทั้ง 2 ช่วงนี้ เวทนามีแต่เป็นๆหายๆ ไม่ทรมาณมากเหมือนอาทิตย์ที่แล้ว ที่ทรมาณสุดๆ

เมื่อวานปกฏิบัติไป 3 ช.ม. เมื่อคืนตั้งแต่ตี 1 ถึง ตี 4 ตั้งแต่นั้นมาเรายังไม่ได้นอนเลย ตามันสว่าง
ไม่ง่วงเลย เมื่อวานอ่านหนังสือ แล้วก็หลับไปช่วง 5 ทุ่ม ตื่นมาเที่ยงคืนครึ่ง ก็อาบน้ำสระผม
แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติเลย

เหมือนร่างกายเรากำลังปรับสภาพให้สมดุล ดูจากเวทนา ที่เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น ตั้งแต่เกิด
จนกระทั่งดับ จับได้ตลอด

เมื่อเช้าปฏิบัติทั้งสองรอบ เหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ พอนั่งปั๊บ เราปรับลมหายใจ แค่ 5 ครั้ง
ก็เข้าสู่อัปปนาเลย ทั้งที่ทุกๆครั้ง จะต้องกำหนดองค์ภาวนาอย่างน้อยสองถึงสามครั้ง
ถึงจะเข้าสู่สมาธิ เดี๋ยวนี้เข้าออกสมาธิได้คล่องแคล่วมากๆ คงเกิดจากการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง
หลังจากปฏิบัติแล้วก็ทบทวนตลอด ไปสะสมหน่วยกิตอีกสัก 2 ช.ม.ดีกว่า
บ่ายต้องไปเรียนนักธรรมอีก เวลามันช่างไวเสียจริงๆ

1 ตค. 50
7.00-9.00
เมื่อวานไม่ได้ปฏิบัติ เลยมีผลมาถึงวันนี้ ต้องทำทุกวัน ถึงจะต่อเนื่อง
วันนี้ไม่ไหว สติไม่มี นาฬิกาดัง สะดุ้งทั้งตัว
เมื่อวานได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา ไม่ได้ทำเต็มๆ เลยมีผลมาถึงวันนี้ ขาดสักวันไม่ได้เลย
เท่าที่สังเกตุมาตลอดวันนี้ไม่ไหว สติไม่มี นาฬิกาดังหมดเวลา สะดุ้งทั้งตัวเลย เราลองทำแบบไม่จับเวลา
ไม่กำหนดว่าเดินเท่าหร่ นั่งเท่าไหร่

เดินจงกรม 4 ระยะ แล้วนั่งต่อเลย แต่จะทำได้แค่ไหนก็จะดูเอาว่าได้แค่ไหน อารมณ์เป็นยังไง
นั่งทบทวนดู แต่จะตั้งเวลาจบไว้ที่ 2 ช.ม. ปรากฏว่า พอครบ 2 ช.ม. นาฬิกาดัง สะดุ้งเลย ขาดสติ

19.50-21.50
วันนี้ลองทำแบบไม่ตั้งเวลา เดินระยะที่ 1 แล้วนั่งต่อครบ 2 ชม. พอดี

2 ตค. 20.30-22.30
วันนี้ยืนหนอดีกว่าทุกวัน รู้สึกตัวทั่วพร้อม ละเอียดชัดเจนมากตั้งแต่กำหนดยืนหนอ
จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน มีสติดีมากๆ

นั่ง เวทนาเป็นๆหายๆ ปกติจะทนไม่ค่อยไหว โดยเฉพาะช่วงท้ายๆจะทนไม่ไหว
ช่วงใกล้จะหมดเวลาทุกครั้ง วันนี้แปลก พอมีเวทนา เราก็พิจรณาลงไปเรื่องขันธ์ 5 ทำทั้งๆที่ไม่ค่อยเป็น
แต่ลองทำตามที่ได้ข้อมูลจากการสนทนากับคุณนุ เรื่องขันธ์ 5 มา แยกออกไปทีละส่วน
ถึงแม้จะยังไม่คล่อง แต่เหมือนกับว่าเวทนาเปลี่ยนไป มันบอกไม่ถูก ปวดก็จริง แต่เหมือนว่า
เรารับรู้และทนความปวดนั้นได้ ไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกๆครั้ง มันปวดสุดๆแล้วก้จางหายไป เป็นช่วงๆ
จนกระทั่งหมดเวลา อันนี้หรือเปล่า ที่ว่าร่างกายกำลังปรับสภาพ หรือว่าปรับสภาพของจิตในการรับรู้

3 ตค. 22.30
ไม่ไหวเลย ขึ้นมาเลยเวลา ง่วงมากๆ นั่งหลับตลอด เดินสลับนั่งตอนหลัง ก็ง่วงตลอด จนถึงตี 1
ต้องขึ้นตั้งแต่ 2 ทุ่ม เลย 2 ทุ่มนี่ไม่ไหว ปฏิบัติ ไม่ได้อะไรเลย

เรื่องที่คุยนี่ตอนสายๆ มันมาฟุ้งเอาตอนจะปฏิบัติ สติมันไม่ทัน จิตก็ล่วงหน้าไปโลดเลย
คนมันน่าเบื่อ จริงๆนะเรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ คนปฏิบัติได้จริงเขาไม่มานั่งว่าร้ายหรือให้ร้าย
กับใครต่อใครหรอก คนเราน่ะมันก็มีทั้งดีและชั่วแหละ หายากมากที่จะสมบูรณ์ 100%
ปฏิบัติก็เหมือนกัน ใครจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา

โห … นี่เราไปฟุ้งเรื่องชาวบ้านเขาทำไมนี่ ….
ดีนะที่ยังมาหางๆสติโผล่มาคว้าไว้ได้ทัน ก็คิดหนอๆๆ ทันทีเลย ลุกขึ้นเลย เดินจงกรม
แล้วก็นั่งสมาธิต่อ จบที่เวลา ตี 1 กว่า

4 ตค. 07.15-09.15
เช้านี้ปฏิบัติรอบเช้าได้ทัน เลยเก็บหน่วยกิตสะสมได้สองช.ม. หลังปฏิบัติแล้วมานั่งทบทวน
แต่ละสภาวะที่เกิด มันละเอียดมากขึ้น สติชัดเจนมากขึ้นจนจับสภาวะต่างๆได้ทัน
เห็นชัดเจนมากทั่วกาย ทุกย่างก้าวเดิน ตลอดจนกระทั่งนั่งสมาธิ

เดินจงกรมระยะที่ 3 ถึงระยะที่ 4 จะเก็บรายละเอียดได้ดี

ระยะที่ 1 นี่ธรรมดา ก้าวย่างธรรมดา

ระยะที่ 2 ต้องมีสติมากขึ้น ไม่งั้นเวลายกหนอ จะเซ และทำให้ขาสั่น ยกเท้าอยู่นานไม่ได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆก็ตาม ถ้าสติไม่ทัน จะเหมือนยกเท้าแล้วก้าวพรวดๆไป

ระยะนี้ถ้ายังเดินระยะที่1 ไม่แน่นพอ แล้วจะมาเดินระยะนี้ จะเห็นได้เลยว่า ก้าวเร็วมากๆ
กำหนดแทบไม่ทัน แถมจะล้มอีกต่างหาก ขาสั่นไปหมด ถ้าสติยังไม่มากพอ ยก.. หนอ เหยียบ.. หนอ
มองดูเหมือนง่ายนะ ยกขาเป็นกระต่ายขาเดียว แล้วก้าวเดิน ระยะ2 นี่ใช้สติในการเดิน
มากขึ้นกว่าระยะ1 ไม่งั้นเวลายกหนอจะเซ และทำให้ขาสั่น ยกเท้าขึ้นอยุ่นานไม่ได้ เหมือนเรายกเท้าขึ้น
แล้วก้าวพรวดๆไป ยกเท้านิดเดียวนะ ไม่ได้ยกสูง เดินจงกรม ต้องเดินทีละระยะก่อน
เดินให้ได้แน่นๆก่อน แน่นๆ คือ สติดี ชัดเจนก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเอา

ระยะ 3 เก็บรายละเอียดได้มากขึ้นเกี่ยวกับลมหายใจตั้งแต่ยกเท้า ก่อนจะยกเท้าขึ้น เราจะยกส้นเท้า
เปิดรอก่อน ( โดยคิดในใจว่า ขวา พร้อมกับหายใจเข้าเต็มปอด ) พอยกเท้าลอย กำหนด ยกหนอ
จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออก วางหนอ พอเหยียบหนอ จะปล่อยลมหายใจออกหมด

ถึงเดินได้ก็เก็บรายละเอียดต่างๆไม่ได้ จับลมหายใจก็ไม่ได้
จะจับลมหายใจไม่ได้แบบนี้ ถ้าทำได้แบบนี้ จะต้องหายใจยาวๆ ซึ่งได้มาจากยืนหนอ
หากลมหายใจสั้น จะเดินระยะ 3 และ 4 ได้ยาก สติไม่พอ จะเซ

เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เกี่ยวกับลมหายใจ ตั้งแต่ยกส้นเท้าเปิดรอก่อน
พร้อมกับหายใจเข้าให้เต็มปอด พอยกเท้าลอย กำหนด ยก..หนอ.. จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ย่าง..หนอ.. พอเหยียบ..หนอ.. ลมหายใจจะปล่อยออกมาหมดพอดี จะทำได้ต้องหายใจยาวๆ
ซึ่งได้มาจากการยืนหนอ หากลมหายใจสั้น สติไม่พอ จะเดินระยะนี้ไม่ได้ ถึงบอกว่าเดินได้
ก็กำหนดได้ไม่ทัน อันนี้ฟังจากคนที่ลองเดินแล้วเดินไม่ได้

ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ หายใจให้เต็ม พอยกเท้าหนอ นี่หายใจออก ค่อยๆผ่อนลมหายใจ
ตามจังหวะเท้าที่ยก แล้วย่างหนอ พอเหยียบหนอ หายใจออกหมด มันจะเป็นจังหวะเหมือนระยะ 3
ทั้งระยะ3 และ 4 สติ สัมปชัญญะจะดีมากๆ เห็นได้ชัดเจนถึงขณะที่เกิดความรู้พร้อมทั้งตัว
สติเป็นตัวบอก สัมชัญญะเป็นตัวรู้

ลมหายใจกับกายจะเป็นหนึ่งเดียว จะไม่มีหายใจทิ้งไป ทุกลมหายใจก็คือทุกย่างก้าวที่กำหนด
อาการที่กำลังเดิน หากสติยังไม่มากพอ จะเดินระยะนี้ไม่ได้ บางคนจะอึดอัด แน่น หายใจไม่ทัน
กับการเดินหรือไม่ก็หายใจหอบไปเลย

20.20-22.30
วันนี้ ขณะที่นั่ง พิจรณาเรื่องการกำหนดว่า เวลาเกิดรูป,นาม กำหนดตรงไหน และสติ ตั้งไว้ที่ตรงไหน
เปิดเจอ เรื่องการกำหนดที่หลวงพ่อจรัญท่านเขียนไว้ ให้กำหนดตรงสิ่งที่เกิด เช่น รูป รส กลิ่น เสียง
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ตั้งสติไว้ที่อายตนะที่ถูกกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เมื่อเกิดผัสสะที่อายตนะ แต่ตั้งสติไม่ทัน จิตเกิดที่ตา ตั้งสติที่ตา เมื่อตั้งสติทัน ขันธ์ 5 ก็ดับ
ไม่มีการปรุงแต่ง เห็นก็สักแต่ว่าเห็น


ตอนนั้นคำศัพท์ต่างๆที่ใช้ ยังไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำไปตามแบบที่คิดว่าทำได้
ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งนับวัน ยิ่งละเอียด ยิ่งละเอียด ยิ่งเห็นขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น

วันนี้เดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดยืนหรือเดิน มีสติดีตลอด

นั่ง เวทนาเกิดตลอด เป็นๆหายๆ สติดี กำหนดได้ทันตลอด ถ้าปวดมากจนคิดว่าทนไม่ไหว
ก็กำหนดได้ทัน พอกำหนดทัน ความปวดค่อยๆจางหายไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่อีกจนหมดเวลา
วันนี้สติดี กำหนดได้ทันทุกขณะ

ช่วงเวลานั่งว่างๆ พิจรณาเรื่องการกำหนดว่า เวลาเกิดรูปนาม กำหนดตรงไหน และตั้งสติไว้ที่ตรงไหน
การกำหนดให้กำหนดสิ่งที่มากระทบภายนอก กำหนดตรงสิ่งที่เกิด เช่น รูป รส กลิ่น เสียง
ตั้งสติ ให้ตั้งสติไว้ที่อายตนะที่ถูกกระทบ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเกิดผัสสะที่อายตนะ

อย่าลืมว่า สิ่งที่มากระทบภายนอกเป็นรูป จิตรับรู้สิ่งที่มากระทบเป็นนาม เมื่อเราตั้งสติทันจิต
เช่น หูได้ยินเสียง กำหนดที่เสียง เสียงเป็นรูป จิตเกิดที่หู เราตั้งสติไว้ที่หู เมื่อสติทันจิตขันธ์ 5 ก็ดับ
การปรุงแต่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นเลยไม่มี ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งละเอียด

ยิ่งละเอียด ยิ่งแยกขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น เราเองก็หมั่นหาข้อมูลที่ครูบาอาจารย์ท่านได้เขียนไว้
พยายามคุยปรึกษากับผู้ที่รู้ปริยัติมากกว่า เราเองต้องยอมรับว่าด้อยในเรื่องนี้ จะมีปัญหาเรื่องการโยนิโส
เมื่อเวลาปฏิบัติเสร็จ หมั่นทบทวนสภาวะเสมอๆ ยังไม่นอนทันที หรือ ถ้าเป็นกลางวัน ก็ยังไม่ไปไหนทันที

วันนี้ เดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดยืนหรือเดิน มีสติดีตลอด มีความชัดเจนดีมาก

นั่ง ….. เวทนาเกิดตลอด เป็นๆหายๆ สติดีกำหนดได้ทันตลอด ถึงจะปวดมากจนคิดว่าทนไม่ไหว
ก็กำหนดได้ทัน พอกำหนดทัน ความปวดค่อยๆจางหายไป ใช้วิธีโยนิโส โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา
เวทนาเกิดมาก แต่กำหนดได้ทัน แต่วันนี้สติดี กำหนดได้ทันทุกขณะ

5 ตค. เช้า 1 ชม. กลางคืน 1 ชม.6 ตค.
เดี๋ยวนี้เวลาดูทีวี ดูหนัง แล้วต้องเอาไปเปรียบกับธรรมะทุกครั้งเลยก็ไม่รู้ มันหดหู่ เศร้าใจ
บอกไม่ถูกเลย ยิ่งดูเรื่อง จูมง ยิ่งเศร้าใจใหญ่
อำนาจ นี่มันช่างไม่ปราณีใครเลย ยิ่งโย่งเศร้า นี่แหละลูก ขนาดลูกของตัวเองแท้ๆยังห่าพ่อแม่ได้เลย
นับประสาอะไรกับจูมงที่เป้นลูกของคนอื่น ที่ฮ่องเต้นำมาเลี้ยงไว้แล้วก็รักคนเรานี่มันจริงๆเลย มีอำนาจก็หมดอำนาจ เส้นทางเดินนี้ ช่างยาวไกลยิ่งนัก
ดูละครก็ย้อนกลับมาดูตัวเองทุกครั้ง รู้สึกง่วงมากๆเลย

จากที่ว่าง่วงสุดๆ เราหยิบหนังสือหลวงพ่อพุธมาอ่าน อ่านตอนที่หลวงพ่อพุธป่วยหนัก
หลวงปู่ฝั้นไปเยี่ยม แล้วแนะนำหลวงพ่อพุธ ให้ตั้งใจเพ่งอาการ 32 ให้พิจรณาความตายให้มากที่สุด
ไม่ต้องไปพิจรณาอย่างอื่น ซึ่งอาการขณะนั้น พวกหมอพากันส่ายหน้าแล้ว

หลวงพ่อพุธทำตามคำแนะนำ แรกๆดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอพิจรณาหนักๆเข้า มีผล
ท่านเริ่มนั่งสมาธิตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนถึงตี 3 ของวันใหม่

ในขณะนั้น ความรู้สึกทางจิตผุดขึ้นว่า คนอื่นเขานอนตายกันทั้งนั้น ท่านจะมานั่งตายทำไม
คิดได้ดังนั้น ท่านล้มตัวลงนอน ตรงนี้แหละ ที่ท่านได้เห็นการแตกสลายของธาตุขันธ์
นับจากนั้น อาการป่วยของท่านก็ค่อยๆดีขึ้น

เดินจงกรม เราง่วงมากๆ กำหนดไม่หาย เลยใช้วิธีคลุกเข่าลง แล้วก้มหน้าลงกับพื้น
พอค่อยยังชั่วก็เดินต่อ เดินระยะที่ 1-4 งงมากๆ ใช้เวลาเยอะมาก ตั้งแต่ 21.18
ดูนาฬิกาทันทีที่เริ่มเดิน ดูนาฬิกาอีกที เที่ยงคืนครึ่ง จะไม่ให้งงได้ยังไง
เดินไปได้ยังไงไปกลับ 2 รอบของปกติแค่ ชม.เดียว นี่ปาเข้าไป 3 ชม. กว่า

นั่งเลย ไม่ได้จับเวลา กะว่าพอแค่ไหนก็แผ่เมตตา กรวดน้ำ
ก็แปลกดี ครบ 1 ชม. พอดีเลยที่นั่ง

7 ตค. 50
20.50-23.20
เดินจงกรม ง่วงมากๆ ก็เลยใช้วิธีนั่ง แล้วฟุ้บหน้าลงไป พอค่อยยังชั่ว สักพักก็เดินต่อ
ใจก้คิดนะ ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ เราต้องเริ่มปรับเวลาใหม่ จะมาฟุบแบบนี้ไม่ได้ มันเคยตัว
เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
นั่งครั้งนี้ไม่มีดิ่ง กำหนดได้ เสียงนาฬิกาดัง แต่ไม่ตกใจการเดินจงกรม ไม่ได้เขียนข้อปลีกย่อยไว้ เช่น เรื่องสิ่งที่มากระทบ ขณะที่เกิดการกระทบ
ให้หยุดเดินก่อน ตรงไหนชัดเจน ให้กำหนดตรงนั้น กำหนดบ่อยๆ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องเวลา
ว่าจะนานหรือไม่นาน พอกำหนดแล้วมันจางลงหรือมันหายไป ค่อยเดินต่อ ลมกระทบถูกตัวจนรู้สึก
ก็ต้องกำหนด เดินแล้วรู้สึกตัวหนักหรือตัวเบาก็ต้องสังเกตุด้วย ไม่ใช่เดินเฉยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น
ต้องทำเอาเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ต้องไปคิดมากมายหรือ

อ่านแล้วไปปรุงอะไรมากมาย มันก็แค่การปฏิบัติของคนๆหนึ่งแค่นั้นเอง อ่านแล้วก็รู้ รู้แล้วก็วาง
อย่าไปวุ่นวายกับตัวหนังสือ แต่จงไปวุ่นวายกับการปฏิบัติของตัวเองแทน ไม่ต้องไปคิดนอกตัว
ยิ่งปรุงก็ยิ่งฟุ้ง

8 ต.ค.

เรายังสะสมหน่วยกิตทุกวัน ส่วนมากเดี่ยวนี้จะ 2 ช.ม. อย่างต่ำ เราคิดว่า ช.ม.เดียวมันน้อยไป

9 ตค. 01.55
วันที่ 8 มีคนมาตามให้ไปดูคนป่วย อายุ 80กว่า copd นี่เราเพิ่งกลับมา เขาตามตอนตี 1
คนไข้ไอมีเสมหะ ญาติๆเห็นแล้วกลัวกันมากๆ เวลาที่เห็นคุณยายสำลัก ดูดเสมหะก็ไม่เป็น
น่าเห็นใจเขาๆไม่ได้เรียนมา ยังดีที่ยังรู้จกให้อาหารทางสายยางเป็น เขาให้เราคิดค่าเสียเวลา
แต่เราไม่ได้คิดตัง คือมองว่าทำบุญให้กับเขา เอาตังไม่ลง เงินบนความทุกข์คนอื่นนี่ เอาไม่ลงจริงๆ
กลับบ้านมาก็ตี 2 แล้ว เราก็เลยอาบน้ำ สระผม แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติต่อถึงตี 5 เลย

ขันธ์ 5 นี่จริงๆนะ เราต้องเร่งภาวนา เห็นสังขารแบบนี้แล้วไม่ไหว ใจมันคิดว่า ในอนาคตเราอยากเป็น
แบบนี้หรือเปล่า แต่ทุกๆอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยง ดูครูบาฯหลายๆท่านสิ กฏแห่งกรรมที่เคยกระทำกันมา

02.00-04.00
การปฏิบัติตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆ พิจรณาขันธ์ 5 ตลอด

11 ตค.. 01.30-02.30

12 ตค. 07.50-08.50

17 ตค. 00.30-01.50 วูบตลอดเลย

19 ตค.
ผ่านจริงๆ ……………….
เรามองว่าชีวิตเรามันผ่านไปเรื่อยๆ ……………

ปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ไม่ใช่เพราะเหตุอื่น เพราะตัวเราเอง ไปทำงานข้างนอกมาสองวัน
ไม่ได้นั่งสมาธิเลย มีงานทั้งวัน ได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา

วันนี้ต้องชาร์ทแบตใหม่ เริ่มจากน้อยไปก่อน แค่ 1 ช.ม.พอ เอาเข้าออกสมาธิให้คล่องก่อน
สะสมพลังใหม่ก่อน ทิ้งไปตั้ง 2 วัน

เริ่มใหม่ๆนี่ 1 ช.ม. พอไหว มากกว่านี้ มีแต่ความฟุ้งซ่าน นิวรณ์เต็มไปหมด
ต้องทำอย่างน้อยสองสามวันถึงจะแน่นเหมือนเดิม
ทำ 1 ช.ม. แต่หลายครั้งหน่อย กลับมาบ้านแล้วนี่ ต้องทำให้คุ้มกับที่ไม่ได้ทำหลักๆเลย

20 ตค. 01.00-01.30
ไปเรียนนักธรรมตรี ที่วัดมาสามเดือน คิดว่าจะได้สอบกับเขา ที่ไหนได้ พระจารย์ท่านไม่รู้ว่า
ฆาราวาส จะต้องแยกสอบกับพระ ชื่อเราเลยไม่มีส่งเข้าไปสอบ อดสอบเลย แต่ไม่เป็นไร
เอาไว้ปีหน้าค่อยเริ่มต้นใหม่ได้ ได้เรียนแค่นี้

ได้ความรู้มาก็ดีแล้ว ทำให้เราเริ่มพูดในแง่ของปริยัติได้ชัดเจนขึ้น เมื่อปฏิบัติอยู่แล้ว ปฏิเวธมีอยู่แล้ว
พอมาเรียนเพิ่ม ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

คิดดูก็แล้วกัน ถ้าเราได้เรียนปริยัติแค่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ผลปฏิเวธจะเกิดได้อย่างไร
เมื่อได้แต่สิกขา แต่ขาดการลงมือทำ

รู้แค่เปลือก แต่เข้าไม่ถึง แต่ยังไงๆ ถ้าเกี่ยวกับพระธรรม ถ้าได้สิกขาอย่างเดียว เราก็ว่าดี
ถ้าปฏิบัติอย่างเดียว เราก็ว่าดี

แต่จะให้ดีที่สุดก็ต้องทั้งสิกขา และปฏิบัติ นี่แหละ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

21 ตค. 07.30-08.30
23.00-00.00

23 ตค. 22.00-23.00

24 ตค. 20.40-21.20
วันนี้เริ่มปรับเวลา คือ เกินไว้ก่อนไม่ว่าจะกี่นาทีก็ช่าง เดิน 1 รอบ แล้วนั่ง 40 นาที เป็นสมาธิดี
เพียงแต่เราเองยังพิจรณาไม่ค่อยเป็น ยังยกธรรมมาพิจรณาแบบที่เขาแนะนำมายังไม่ได้
การปฏิบัติเราก็อาศัยการเข้าออกสาธิ ทบทวนสภาวะตลอด ไม่เคยทิ้งเลย

25 ตค.
ยิ่งอ่านหนังสือประวัติของหลวงปู่มั่น เรายิ่งมั่นใจมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น
เข้าใจได้ละเอียดมากกว่าเมื่อก่อนมากๆ

” ทุกข์คืออะไร? ในปฐมเทศนาแสดงว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์

และใครเล่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คืออัตภาพ ร่างกายของเรานี่เอง ฉะนั้นร่างกายนี้จึงถือ

ได้ว่าเป็น อริยสัจธรรม การพิจรณาให้รู้แจ้ง เห็นจริงในกายนี้ ก็เท่ากับรู้แจ้ง เห็นจริง

ในอริยสัจ นั่นเอง ดูแต่พระองค์ทรงสั่งสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ด้วยพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่2

คือ อนันตลักขณสูตร พระพุทธองค์ทรงยก รูป ขึ้นมาให้พิจรณา คือทรงแสดงว่า

รูป ภิกฺขเว อนตฺตา …… รูปไม่ใช่ตัวตน

ปริวัตน์ที่2 ว่า

ตํ กิ มญฺญถ ภิกฺขเว รูป นิจฺจํ วาติ อนิจฺจํ วาติ ……

ภิกษุทั้งหลาย ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

ปริวัตน์ที่3 ว่า

ตสฺมา ตีห ภิกฺเว รูป อตีตํ วา อนาคตํ วา ปจฺจุปนฺนํ วา …….

เพราะเหตุนั้นแลภิกษุทั้งหลาย รูปในอดีต อนาคต หรือ รูปปัจจุบัน

สพฺพํ รูป ……. รูปทั้งปวง

เนตํ มม เนโส หมสฺมิ น เม โส อตฺตา ติ ……

ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเรา

เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญา ยทตฺตพฺพํ

จงพิจรณาข้อความนี้ ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ

ได้พิจรณาว่า การพิจรณาตัวทุกข์นี้ก็คือรูปกายนี่เอง

พระปัญจวัคคีย์แม้จะได้บรรลุธรรมในเบื้องต้นแล้ว ยังไม่เพียงพอ พระพุทธองค์

จึงต้องทรงเน้นหลักลงไปที่กองกายนี่เอง โดยพระองค์ทรงแสดง อนันตลักขณสูตร

เพื่อจะให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุธรรมสูงสุด ”

การดำเนินให้เป้นไปตามความจริงนี้เรียกว่า ญาณ คือการหยั่งรู้ ได้ความรู้ว่า เป็นสิ่ง

ที่เกิดขึ้นจากความเพียงพอ ( อิ่มตัว ) ของญาณแต่ละครั้ง มิใช่เป็นสิ่งที่จะนึกคิดเดาเอา

หรือน้อมเพื่อให้เป็นไป แต่ต้องเกิดจากความจริงที่ว่า

” ต้องพอเพียงแห่งความต้องการ ( อิมตัว ) ”

การเป็นขึ้นจากการพิจรณาโดยความเป็นจริงแห่งกำลังของจิตที่ได้รับการอบรมมาพอแล้ว

เช่นผลไม้มันต้องพอควรแก่ความต้องการของมันจึงจะสุข แม้การพิจรณากาย

ที่เรียกว่าตัวทุกข์นี้ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะกลับกลายเป็นญาณขึ้นมาได้ ต้องอาศัย

การพิจรณาจนเพียงพอแก่ความต้องการ ( จุดอิ่มตัว ) แต่ละครั้ง ….

เช่นกำลังของการพิจรณานี้มันอาจจะอยู่ได้ชั่วขณะหรือเวลา สุดแต่กำลังของญาณ

เช่น นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ได้นานเท่าไรนั้น สุดแต่การพิจรณากายเห็นชัด

ด้วยความสามารถแห่งพลังจิต การพิจรณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้

ถ้าเกิดความเพียงพอกำลังเข้าเมื่อไร ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลสได้เมื่อนั้น

สาธุ สาธุ สาธุ

หนังสือของหลวงปู่มั่นนี่ดีจริงๆ ญาณแต่ละญาณ จะต้องถึงจุดอิ่มตัว เมื่อก่อนก็แปลกใจว่าทำไม
เหมือนมันวนๆกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ที่แท้เป็นการทบทวนตลอด จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัว

เคล็ดไม่ลับ ในการพิจรณา หรือโยนิโส ขณะที่เกิดเวทนา
รูป นาม ขันธ์ 5 แยกออกมาทีละส่วน จะเห็นชัดเจน ว่า ….
แท้จริงแล้ว เวทนาที่เกิดนั้น เกิดจากอะไร …..
มันจะเกิดปัญญานะ หากพิจรณาแยกออกมาได้จริงๆ

สุสฺสูสา สุตวฑฺฒนี

สุตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ

ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ

ญาโต อตฺโต สุขาวโห

ความใฝ่เรียนสดับ เป็นเครื่องพัฒนาความรู้

ความรู้จากการเรียนสดับนั้น เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา

บุคคลที่อยู่ด้วยปัญญา ก็จะรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์

ประโยชน์ที่รู้จักแล้ว ก็นำสุขมาให้

28 ตค.21.25-23.25
อ่านหนังสือหลวงปู่มั่นแล้วมีกำลังใจเยอะมาก ต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก กว่าจะผ่านด่าน
แต่ละด่านได้ ทบทวนแล้ว ทบทวนอีก จนอินทรีย์แก่กล้าพอ กว่าสติจะมากพอ กว่าจะแก่รอบ
หลวงปุ่ได้บอกไว้ว่า มีเวลาตอนไหนก็ทำ อย่าไปเกี่ยงเรื่องเวลา ทำทุกเวลา ทำทุกที่ ทำได้หมด

วันนี้เป็นวันแรกเราจะทำแบบที่หลวงปู่สอน ถ้ายังไม่ก้าวหน้าก็ให้รู้ไป
เดิน 5 ระยะ ไปกลับ คือ 10 รอบ ที่เหลือ นั่ง 1 ชม. แล้วกลับมาเดินใหม่

31 ตค. 03.50 ทำวัตรเช้า ต่อด้วยปฏิบัติ 1 ชม.
ง่วงจังเลย ยังไม่ชิน ทำบ่อยๆเดี๋ยวคงจะดีขึ้นเอง 3 วันแล้วที่ยังทำทั้งคืนไม่ได้ ง่วงตลอด

ดีนะที่เราเขียนบันทึกไว้ในสมุดทุกวัน บางอย่างเราก็จำไม่ได้ว่า เป็นวันที่เท่าไร
ที่เราปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร

4 มกราคม 2550

วันนี้เดิน1ช.ม. นั่ง1ช.ม. วันนี้เมื่อขณะที่เกิดเวทนา เรามีสติชัดเจนมากๆ กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วจู่ๆก็เห็นจิตมันแยกออกจากาย แยกออกมาเป็นคนละส่วนกัน เห็นความเกิดดับของจิต
( อันนี้ครูบาฯท่านใช้สมมุติบัญญัติว่า จิตเกิด-ดับ ในการสื่อ จริงๆแล้วสภาวะที่เกิดนั้น มันไม่มีคำเรียก
ท่านจะเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย ต้องเจอเองถึงจะเข้าใจ
ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ จะเกิดในสมาธิเท่านั้น จะเกิดเมื่อพละ 5 พร้อม ไม่ใช่นิมิต
มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีนิมิต ไม่มีปีติ ไม่มีสุข ) ขณะที่เกิดเร็วมากๆ เราไม่ได้นับ

เห็นและเข้าใจเลยว่า นี่คือรูปนาม และมันก็เป็นเรื่องแปลก ที่เราเข้าใจในสมมุติได้ทันที
ขณะที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดว่าเกิดตรงไหน ไปที่ตรงไหน ปวดอย่างไรบ้าง แต่เราไม่ไปรู้สึก
กับอาการปวด เพียงแต่เป็นฝ่ายเฝ้าดูอยู่อย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีการกำหนดใดๆทั้งสิ้น

ปฏิบัติเสร็จเรานั่งทบทวนถึงสิ่งที่เราปฏิบัติในเวลานี้ รูปนาม แบบที่เราท่องๆมานั้น
เราเองยังไม่เข้าใจเลย ยังแยกไม่ถูก

แต่พอปฏิบัติได้ มันเข้าใจชัดเจนเลย จากที่ไม่เข้าใจรูปนาม กลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน
และพูดเรื่องรูปนามได้

สมมุติก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็เข้าใจแบบปากท่องๆ แต่ก็ยังมีการค้างคาใจเมื่อใครมาพูดอะไรที่ไม่ถูก
( แบบเราคิดเอง )

แต่พอมาเข้าใจสมมุติ มันดับเลยความคิดนั้น เขารู้ก็รู้ของเขา เรารู้ก็รู้ของเรา
รู้แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา

คนบางคนศึกษามาเยอะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เขาก็คิดว่าเขารู้ เขาก็อยากพูด อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ

โฆษณา

วิธีรายงานอารมณ์โดยย่อ

พอดีไปลงบันทึกสภาวะเก่าในบอร์ด  ก็เจอตัวรายงานตัวนี้เข้า คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ เลยนำมาลงไว้
วิธีรายงานอารมณ์โดยย่อ

1. สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวอริยาบทย่อยทั้งวันที่ผ่านมา ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?
2.จับสภาวะอาการพองยุบ อาการเดิน ได้หรือไม่?3. รักษาทวารทางตา ได้หรือไม?

4. กำหนดสภาวะของจิตและความนึกคิด ได้หรือไม่?

5. กำหนดเวทนา ได้อย่างไร?

6. กำหนดอาการทวารทั้ง 6 ได้ทันหรือไม่? และได้ประสพอาการอะไร จากการกำหนด

7.ให้รายงานประสพการณ์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น
รายงานอารมณ์ เท่าที่จำได้ และปรากฏชัด

8. การส่งอารมณ์ ควรพูดเฉพาะ เนื้อหา สาระ ประเด็นสำคัญๆเท่านั้น
เพื่อจะได้มีเวลาชี้แนะข้อควรปฏิบัติต่อไป


เราพยายามหาวิธีการให้กับตัวเอง อันนี้จำไม่ได้ว่าไปนำมาจากไหน รู้แต่ว่า เป็นหลักการสอบอารมณ์
ของหลวงพ่อโชดก เราเลยนำมาเป้นหลักให้กับตัวเอง และสอบอารมณ์ตัวเอง ตามความเป็นจริง
การปฏิบัติของเราเริ่มจับหลักต่างๆได้มากขึ้น เริ่มจับสภาวะได้ชัดก็เนื่องจากทำตามการสอบอารมณ์
ก็แอบไปอ่านล่วงหน้าแล้ว ตอนหลังๆนี่ บันทึกรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น ไม่ใช่เขียนบันทึกแบบก่อน
ก็นับว่า กุศลของเรายังมีทางนี้อยู่ ถึงจะทำแบบโง่ๆงมๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือไปรู้อะไรเลย
ทำแบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ทำไม่ต่อเนื่อง ทำมั่งไม่ทำมั่ง แต่สิ่งที่ทำลงไปนั้นมีแต่กุศล
เมื่อเวลาถึงวาระที่ส่งผล ย่อมส่งผลตามวาระ เลยทำให้เรามาพบหลักการสอบอารมณ์ตรงนี้
เลยทำให้เราเริ่มปฏิบัติเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เริ่มรู้จักกิเลสมากขึ้น
เพียงแต่ยังไม่รู้จักคำว่า ” กิเลส ” โดยสภาวะ เพียงทำตาหลักการที่ให้ไว้อย่างเดียว

หลักการอันนี้ดีนะ อย่างน้อย ทำให้เราเอาจิตจดจ่ออยู่ในกายและจิตของเรามากขึ้น
สนใจเรื่องการปฏิบัติมากขึ้น เดี๋ยวจะนำเรื่อง หลักการสอบอารมณ์นี้ไปลงไว้ในบล็อก
เผื่อใครๆที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือ ห่างไกลครูบาฯ จะได้นำไปใช้กับตัวเองได้

จริงๆแล้ว เรื่องราวการปฏิบัติของเรามีเยอะนะ แต่ที่มีบันทึกไว้ ก็นำมาลงที่ตามบันทึก
ก่อนหน้านั้นไม่มีเลย เพราะเป็นคนไม่ชอบเขียนสมุดบันทึก คือ ชอบอ่าน ไม่ชอบเขียน
แต่พอมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเขียน ไม่งั้นจะไม่รู้เรื่องราวของสภาวะที่เกิดขึ้น

เวลามาอ่านสภาวะเก่าๆนี่ ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกัน ทำได้ไง อึดจริงๆ เหมือนจะเลิก แต่ไม่เลิก
สารพัดปัญหา อาจจะเพราะ อยากรู้หนอ เหมือนหลวงพ่อกระมัง ที่ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อ
ก็อย่างที่บอก นับว่ากุศล ที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ปริยัติ ไม่รู้คำศัพท์ต่างๆ เลยทำให้ผ่านอุปกิเลสไปได้
แบบสบายๆ ไม่มาติดเหมือนคนอื่นๆเขา นิมิตก็ไม่ติด เพราะของเหล่านั้น เราเห็นมาตั้งแต่จำความได้
เลยกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเรามากๆในการเห็นนิมิต หรือไปรู้อะไรๆต่างๆ ไปรู้เหตุการณ์
ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เลยทำให้ ไม่ไปหลงสภาวะ หลงว่าตัวเองได้อะไร หรือไปเป็นอะไร

ตรงนี้สำคัญมากๆนะ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่อ่านพบ แล้วนำมาเทียบเคียงกันเอาเอง
เลยทำให้เข้าใจสภาวะไปแบบผิดๆ แต่มองไม่เห็นกิเลสในใจของตนเองกัน ความอยาก อยากที่จะเป็น
เจ้าความอยากตัวนี้ รุนแรงนะ ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งละเอียดมากขึ้น เนียนมากขึ้น
จนดูไม่ออกว่า นี่ความความอยากที่จะเป็นในสิ่งที่เขาเรียกๆกัน ทำให้บดบังดวงตาให้มืดบอด
ปิดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้

 

เมษายน 2010
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: