สมมุติ บัญญัติ ดูทันไหม?

 
ตัวสมมุติ ตัวบัญญัติ เดินไปตรงไหนก็จะพบอยู่ในทุกๆที่ ในทุกๆอณู
เหตุเกิดจากการเกาะเกี่ยวเอาสมมุตินั้นๆเข้ามาในจิตตัวเอง ซึ่งทำให้อุปทานเกิด
 
ครูบาฯท่านจึงให้ทำตัวเป็นแมงมุมเพราะเหตุนี้ เอาสติดักจับให้หมด เจ้าตัวสมมุติทั้งหลาย
เมื่อดับตัวสมมุติได้ ตัวกิเลสที่จะเข้าไปปรุงแต่ง ยอมเกิดขึ้นไม่ได้
 
ตัวบัญญัติ ตัวหนังสือทั้งหลาย  นำมาใช้ถูกทาง ย่อมก่อให้เกิดกุศล
นำมาใช้ผิดทาง ย่อมก่อให้เกิดอกุศลจิต ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่าใช้เพราะอะไร
ขึ้นอยู่กับจิตของผู้นั้น มีจิตคิดเบียดเบียนผู้อื่นไหม หรือเพราะศรัทธาจึงนำมาเผยแผ่
หากนำมาใช้เพราะยังมีจิตที่คิดประชดประชันผู้อื่น หรือคิดจะสั่งสอนผู้อื่น
นี่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว เพราะหากผู้ที่เราตั้งใจให้เขาอ่าน สภาวะเขามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด
เท่ากับเราไปคิดแทนเขา นั่นคือ เราไปเบียดเบียนเขา
 
จิตนี้ไวมากๆ  สติทันไหม หากสติทัน เหตุใหม่ย่อมไม่เกิด
ละเอียดยิบๆเลยสภาวะ  ต้องตั้งสติจริงๆ ถึงจะดูทัน ไม่งั้นพลาดท่าเสียทีกิเลสทุกที
เราเองก็พลาดนะ หลายครั้งหลายครา แต่ก็พยามเริ่มต้นเอาตรงนั้นมาเป็นบทเรียน
ความผิดพลาดเริ่มน้อยลง ปล่อยวางมากขึ้น  สภาวะก้าวหน้ามากขึ้น
 
วันนี้เราเห็นมีสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นในจิตของเรา เรื่องการสนทนาการปฏิบัติ
บางทีอะไรที่มันมากเกินไป มันชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายมากๆเลย
 
มีคนมาสนทนาด้วย แรกๆเราก็สนทนากับเขา แต่พอสนทนาไป มันไม่ใช่แล้ว
มันนอกลู่นอกรอย  มันมีแต่มาค้นหาความแปลกใหม่จากประสพการณ์ของคนอื่นๆ
คุยแล้วได้อะไร ไปเพิ่มความรู้แปลกๆให้กับตัวเองอย่างนั้นหรือ ทำไมไม่มุ่งทำให้ต่อเนื่องกัน
 
โฆษณา

การชี้สภาวะ

คำว่า การชี้สภาวะ คืออะไร?การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้

เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยัง

สภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์

2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง

มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด

ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามรถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

อรุณสวัสดิ์

สวัสดียามเช้าค่ะ cool

อิอิ …. เพิ่งตื่นนอนค่ะ หลับยาวเป็น 10 กว่าชม.เลย
วันอาทิตย์นี่เป็นวันที่ชอบมากๆ เพราะได้หลับยาว เหมือนคนอดหลับอดอดนอนมาจากไหน
แต่เพราะเป็นพฤติกรรมปกติมากกว่า เคยหลับตั้งแต่ 2 ทุ่มอีกวัน แล้วมาตื่น 2 ทุ่มอีกวัน
ไม่เคยเข้าห้องน้ำ ไม่กินข้าวกินปลา หลับแบบหลับลึก
น้องที่บ้านถามว่า หลับได้ไง เขาเองยังต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำเป็นพักๆ

การนอนหลับแบบนี้เป็นปกติมากๆ เพราะเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แม่บอกว่า ถ้าไม่ปลุก ไม่มีตื่น
มีผู้รู้ท่านหนึ่งบอกไว้ว่า คุณน้ำนี่สงสัยเป็นฤาษีมาแล้วหลายๆชาติ ถึงได้มีพฤติกรรมการหลับแบบนี้
หลับแบบเข้าฌาน คือ ดับสนิท ไม่มีการรับรู้ใดๆทั้งสิ้น เสียงดังแค่ไหนก็ไม่ตื่น

ฟังเขาพูดแล้วก็เฉยๆนะ ไม่มีตื่นเต้น ไม่มีดีใจ เพราะนี่เป็นพฤติกรรมส่วนตัว
เป็นมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็น ถ้าวันหยุด น้องจะรู้กัน จะไม่มีการปลุก เขาจะปล่อยให้นอน

ฉะนั้นอย่าแปลกใจนะคะเวลาเขียนบันทึก เรื่องการเล่นสมาธิ
เพราะทำแบบนั้นจนชิน เมื่อเวลาที่เกิดความเบื่อ

เมษายน 2010
พฤ อา
« มี.ค.   พ.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: