การเกิดคือความไม่รู้

 
 
155-30.jpg
 
 

ในการประกอบกุศลของแต่ละคน ล้วนแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
การได้มาปฏิบัติธรรมก็เฉกเช่นเดียวกัน แล้วแต่เหตุของแต่ละคนกระทำมา
เส้นทางหรือสภาวะนั้นๆของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป
 
การเกิดแต่ละครั้ง คือ การเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ และต้องนับหนึ่งใหม่ทุกๆครั้ง
เหตุที่มีการแบ่งแยกแนวทางการปฏิบัตินั้น ล้วนเกิดจากกิเลสของแต่ละคนที่มีมากน้อย แตกต่างกันไป

ฉะนั้นถ้าใครสามารถจับจุดได้ถูก เข้าใจถึงสภาวะที่แท้จริง คนนั้นย่อมได้เปรียบ
แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ หากแม้นคนที่จับจุดได้ก่อน มีวิบากที่ส่งผลรุนแรง
ก็สามารถทำให้หลุดไปจากเส้นทางนี้ได้ เหตุมี ผลย่อมมี

เราจึงต้องมาฝึกเจริญสติกันเพราะเหตุนี้
ฝึกเพื่อที่จะรู้เท่าทันกิเลส ที่จิตกำลังเสพแล้วจะกลับกลายเป็นการสร้างเหตุ
หรือสร้างภพชาติไม่รู้จักจบจักสิ้น หากยังไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
 

โฆษณา

สภาวะกับการปฏิบัติและคำบัญญัติ

คำบัญญัติ สักแต่ว่า คำบัญญัติ
เมื่อเกิดผัสสะ แล้วเราไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น จริงๆแล้วเป็นเพียง ” สภาวะ ” เลยต้องกลับกลายเป็นบัญญัติไปเพราะเหตุนี้
เหมือนกับคำว่า ” สภาวะ ” ก็นำมาใช้อนุมานในการเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆขณะจิต
แต่มื่อยังไม่เข้าใจในสภาวะนั้นๆ ย่อมคาดเดา และนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปเทียบเคียงกับบัญญัติ
เลยกลับกลายเป็นบัญญัติไป แทนที่จะเห็นด้วยปัญญา

เหมือนกับคำว่า ” ปฏิบัติ ” การปฏิบัติก็เหมือนกับการกระทำ ก็คือ กรรม
หรือการสร้างเหตุอย่างหนึ่งเหมือนๆกัน

สรุป ทุกๆอริยาบทล้วนเป็นการปฏิบัติ หรือกรรม หรือเหตุ

ปลงตก

สมาธิแปลว่ามั่นคง ฝังอยู่ในจิตใจ สมาธิมีมากแล้ว มันจะขับเอาเชื้อกิเลสออกไปเสียจากจิตใจ
อนุสัยที่มันเคยนอนเนื่องในสันดานก็หายไปด้วย คือ ทิฐิ ทิฐิจะไม่มีกับคนนั้น
และการปฏิบัตินั้น ทิฐิไม่มีแล้ว รับรองปัญญาเกิด
คนที่ยังมีทิฐิมานะในเรื่องเลวร้าย ไม่ยอมใคร ไม่ยอมคนแล้วนั้น นั่นแหละตัวทิฐิ
แต่ทิฐิที่ผิดมีอยู่มากมาย จะพูดเฉพาะเชิงปฏิบัติการที่มันใกล้ๆตัว นี่เปรียบเทียบให้ฟัง ก็มีทิฐิอยู่
ท่านผู้ใดมีมาก ความสงสัยก็มีมาก สงสัยว่าคนโน้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี สงสัยไปเรื่อย
แต่ที่น่าสงสัยว่าตัวเองไม่ดี ไม่สงสัยเลย ไประแวงคนอื่นเขา
นี่แหละ ตัวทิฐิตัวนี้สำหรับปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันแจ้งชัดมาก อย่าเอาวิชาการมากนัก
ทิฐิเกิดขึ้นก็ทำให้ไม่อยากมองหน้าใคร ไม่อยากเชื่อฟังใครเลย เลยเอาทิฐิขึ้นเหนือลมคนเดียว
เลยตัวดีคนเดียว ดีไม่ได้หรอกคนมีทิฐิ มีมานะในทางที่ไม่ดี   คนที่มีปัญญาจะมานะในทางที่ดีเสมอไป
จะขยันหมั่นเพียรตลอดรายการ นี่ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ
การกำหนดก็ไม่เคยกำหนดกันนะ เท่าที่อาตมาทบทวนและเห็นพวกนักปฏิบัติไม่เคยตั้งสติไว้ที่เห็น
ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แล้วจิตใจจะมั่นคงได้หรือ
เห็นผู้หญิง เห็นผู้ชาย เห็นสวย เห็นงาม เห็นไม่สวย เห็นไม่งาม เห็นเท่านี้ยังใช้ไม่ได้
ต้องตัวกำหนดว่า เขาสวยอย่างไร เขาดีอย่างไร
ปัญญาที่มันเกิดขึ้นจากการภาวนานั้น มันจะบอกว่าคนนี้จะสวยหรือน่าเกลียดน่าชม
ก็อย่าไปสนใจเขา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รูปนามก็แยกจากันได้
รูปก็เป็นรูปไป ตัวนามก็เป็นตัวนามไป ก็แยกกัน ไม่ไปผสมกัน
ตรงนี้เป็นตัวขาด  ปลงตก ไม่สนใจ รูป เสียง กลิ่น รส อีกต่อไป
จะสนใจแต่ความดีมีอยู่ในตัวเอง เรียกว่า ตัวกำหนดชะตากรรม
ทำให้เรารู้ชะตากรรมตัวเอง เรามีเวรกรรมประการใด มันจะบอกตอนนั้นต่อไป
ถ้าเรายังทิฐิผิด มันมืดมิดอยู่ตลอดเวลากาล แสงสว่างไม่เกิดขึ้นในจิตใจ
ในเมื่อแสงสว่างไม่เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว รับรองท่านต้องผิดต่อไป เอาแต่อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง
ไม่ได้เอาใจคนอื่นยึดถือมาเป็นหลักปฏิบัติแต่ประการใด
การปฏิบัติกรรมฐานจึงเสียผล ไม่ได้ผลนะ กำหนดรู้ก็ไม่เคยกำหนด
เห็นหนอก็ไม่เคยกำหนด แล้วไม่เคยเก็บอารมณ์
กำหนดทุกอริยาบท เรียกว่า ” เก็บอารมณ์ “ จำไว้ให้ได้
ไม่ได้เก็บอารมณ์แล้วไปนั่งอยู่ในห้องมืด ไม่ต้องไปดูคน ไม่ใช่เก็บอารมณ์แบบนั้น
เก็บอารมณ์ก็คือว่า เสียงหนอ … เขาจะเยินยอ สรรเสริญ เขาจะนินทา เขาจะแช่ง เก็บอารมณ์ไว้
คำว่า ” เก็บอารมณ์ ” คืออะไร คือไม่ไปรับอารมณ์ เรียกว่า เก็บอารมณ์ เข้าใจตัวนี้หน่อย ไม่เข้าใจกันเลยนะ
เก็บอารมณ์เขาเรียกเก็บอะไร ไม่ดูโลก โลกสว่าง มืด ข้าไม่รู้ ไปเก็บตัว ไม่ใช่เก็บอารมณ์
เก็บตัวไม่ใช่ไม่อยากจะเจอกับใครและจะไม่พูดจากับใคร
เก็บอารมณ์ที่ถูกต้องก็คือ กำหนดจิตให้ได้อารมณ์ในปัจจุบัน นักปฏิบัติต้องจำข้อนี้ไว้ให้ได้
เราเจอคนมาก เราฝึกไปแล้ว เจอคนมามาก มันทั้งด่าบ้าง นินทาบ้าง หมุบหมิบบ้าง
เก็บอารมณ์ไม่รับได้ไหม  พาเอาออกไปรับแล้ว

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหล กินน้ำแกง

 
คนเราส่วนมากชอบความสุข รังเกียจความทุกข์
ทั้งๆที่เกลียดความทุกข์ แต่ก็ขยันเสพความทุกข์เข้าหาตนเองเนืองๆ
เหมือนกับสำนวนไทยที่มีไว้ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
 
ของเหม็นๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเหม็น แต่ชอบลงมาคลุกเคล้ากันเอง
เปรียบเสมือนกิเลส ทั้งๆที่รู้ว่ามันคือกิเลส ทั้งๆที่ไม่ใช่กิเลสของตัวเอง แต่เป็นกิเลสของชาวบ้าน
แต่คนเราก็ยังชอบลุกไปคลุกเคล้า เอากิเลสที่ตัวเองมีอยู่แล้วยังไม่พอ
กลับลงไปเล่นกับกิเลสของชาวบ้านเขาอีก
 
เหตุเพราะ ความมืดบอด เพราะตัณหาอุทานบดบังดวงตาเอาไว้นั่นเอง
จึงไม่สามารถทำให้เกิดปัญญาได้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะกิเลสได้
ก็เลยหลง แต่ไม่รู้ว่าหลง ลงไปคลุกเคล้าอยู่ตลอดเวลา
 
 
 เพราะ อุปทาน อุปทานที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง
พอเกิดอุปทาน การปรุงแต่งก็ตามมา ไม่ไหลย้อนกลับไปอดีต ก็ไหลไปหาอนาคต
จะรู้อยู่กับปัจจุบันให้ทันได้นี่ ยากยิ่งนัก  เราจึงต้องมาฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันให้ทัน
โดยการเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้ทันต่อการอุปทานที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว
ไม่ให้ไหลไปตามความคิดที่กำลังปรุงแต่งยืดยาว
ที่ก่อให้เป็นต้นเหตุของการสร้างภพชาติกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น
 
 กิเลส กิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่รอบๆตัวเรา   ที่มันมีอยู่แล้ว มันเป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่เพราะความไม่รู้ เราไปเกาะเกี่ยวกิเลสเหล่านั้นเข้ามาเอง
 
ทุกๆวินาทีที่เคลื่อนตัวไห หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันกำลังกลายเป็นอดีต
สิ่งที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่ นี่คืออนาคต
สิ่งที่กำลังทำและมีความรู้สึกตัวได้ตลอด นี่เป็นปัจจุบัน

ได้ทั้งกุศลและความอิ่มใจ

 
วันนี้ไปแจกทานที่วัดตาลเอน มีน้ำเก๊กฮวย 300 ขวด น้ำดื่มแบบขวดละ 10 บาท 1200 ขวด
และผ้าเย็น ไม่แน่ใจว่ากี่ผืน ไม่ได้ถามคนที่ไปซื้อของ คือมีเท่าไหร่หมดเลย
 
ร่วมทำบุญกันหลายหลังคาเรื่อน  เขาพาลูกๆหลานๆไปกันด้วย
มีร้านมาทำบุญร่วม 45 ร้าน เด็กๆวิ่งแจกน้ำ แจกผ้าเย็นกันอย่างสนุกสนาน
อาหารอร่อยมากๆ อร่อยทุกๆร้าน ของที่ร้านนั้นหมดก่อนเพื่อน
 
เจอคนที่เคยปฏิบัติร่วมกันมาออกร้านหลายร้าน ขากลับตักน้ำใส่ถุงให้เรา
มีชาเขียวนมสด ชาเย็น น้ำเก๋กฮวย ชาดำเย็น เราก็จำไม่ได้นะว่าน้ำอะไรมั่ง
ก็รับๆมา แล้วนำไปแจกคนอื่นๆ เขาก็หิ้วมาฝากคนที่หมูบ้านต่อ คนที่ไม่ได้ไปด้วย
ได้บุญกันถ้วนๆทุกๆคน หน้าตางี้ร่าเริงมีความสุขกัน เราเองก็อิ่มใจมากๆ
 
วิลัย คนที่อยู่ด้วยกัน อยู่ซุ้มรับทำบุญ เขาไปปฏิบัติตั้งแต่วันพฤหัสบดี
หน้าตางี้สดใสเป็นใบบัว  เราร่วมอนุโมทนากับทุกๆร้าน และกับผู้ปฏิบัติธรรม
 
ได้หนังสือจากทางวัดมา 1 ห่อใหญ่ ตอนแรกเราคิดว่าคงพอนะ
ที่ไหนได้ พอมาถึงบ้าน ใครๆก็อยากได้ สรุปคือ  เหลือ 2 เล่มที่เรา
ซึ่งเราต้องนำไปให้กับคนที่ช่วยทำบุญมา พระท่านก็ถามแล้วว่าพอไหม
เราคิดว่าพอนะ เลยนำมาแค่ห่อเดียว
 
 เพียงแค่พริบตาเดียว จิตเราจะว่องไวมากๆ
ระหว่างกิเลส กับ สติ สัมปชัญญธ ใครจะไวมากกว่ากัน
จิตที่ถูกฝึกมาตลอด จิตเขาจะบันทึกไว้ตลอด เมื่อจิตเสพแต่กุศลจิต
เขาจะสัมผัสกุศลจิตได้ง่ายมากขึ้น อกุศลเขาจะไม่ไปแตะมัน
 
เพียงการนั่งหน้าคอมฯ ขณะที่สอบอรมณ์ผู้ปฏิบัติ หรือสนทนาเรื่องการปฏิบัติกับคนอื่นๆ
โซฟาตัวใหม่ของเราที่นำมาใช้ คือตัวเก่าพีงไปแล้ว แต่ไม่ได้ทิ้ง นำไปตั้งฝั่งตรงข้ามหน้าบ้าน
เอาไว้นั่งเล่นตอนเย็นๆ เพราะลมหน้าบ้านจะเย็นมากๆ
 
ตัวโซฟาตัวใหม่ เป็นโซฟาในชุดเดียวกัน ไม่ได้ซื้อใหม่
เรานั่งขัดสมาธิได้แบบสบายๆ เดี๋ยวนี้ ระหว่างรอคนอื่นๆ เราสามารถเจริญสติได้มากขึ้น
คือ จะเดินจงกรมก่อน ทำโน่นทำนี่บ้างให้รู้สึกตัวเอาไว้
แล้วพอมานั่ง จิตจะเป็นสมาธิได้ไวมากขึ้น เนการสะสมไปเรื่อยๆ
 
โซฟาตัวเก่า นั่งได้ แต่ไม่ถนัด ตัวนี้นั่งได้แบบสบายๆ
อิอิ  …. มีความสุขใจ
 
 
 

ใช้หนี้กรรม ” การโกหก “

นั่นสินะ ” ทำไมถึงโง่แบบนี้ ” ทุกอย่างมันมีเหตุมาก่อน เราจึงได้รับผลทำให้ชีวิตของเราต้องเป็นแบบนี้
เพิ่งตื่นมานะเนี่ย วันหยุดนี่เราจะนอนสบายแบบนี้แหละ หลับยาวเลย ข้าวปลาไม่ตื่นมากิน
เราเพิ่งนอนเมื่อ 6 โมงเช้า มัวแต่ดูคอนเสิร์ต เราจะเป็นแบบนั้นแหละก่อนคืนวันหยุด
คือ ไม่ก็หนัง ก็ทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ชอบนี่มาเยอะนะ การนอน คือสิ่งที่ชอบมากที่สุดสำหรับเรา
เช้านี้ .. ต้องเย็นนี้สินะ เราตื่นขึ้นมาด้วยความโล่งใจสุดๆ
อะไรๆที่เคยอยู่ในใจเรา มันเหี้ยนเตียนไม่มีเหลืออะไรอีกเลย
ไม่น่าเชื่อนะ แค่ช่วงเวลาไม่กี่ชม. กับบางสิ่งที่เราเป็น เก็บมันเอาไว้เป็นปีๆ โดยไม่พูดออกมา
เก็บเอาไว้แบบนั้น เพราะกลัวเรื่องสภาวะ เรากลัวความทุกข์ เข็ดมากๆกับสภาวะครั้งที่แล้ว
ที่เจอความทุกข์เล่นงานจนเราสะบักสะบอม
เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่กล้าที่จะทำอะไร ได้แต่เฝ้าดู ดูจิตตัวเอง ดูการกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น
มันต้องแบบนี้สินะ มันคือการชดใช้กับสิ่งที่เราเคยทำกับคนอื่นๆเอาไว้
คิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงน้าหิ่มยาน คิดถึงเพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานมาร่วมกัน
คิดถึงอจ.หมอปรีฯ  คิดถึงคนไข้ที่เราให้ยาผิด
ไม่น่าเชื่อนะ  มันไม่ใช่เรื่องบังอิญอย่างแน่นอน มันช่างไม่น่าเชื่อจริงๆ
เรื่องราวในอดีตหลั่งไหลขึ้นมาเป็นเรื่องๆ เรื่องไม่ดีที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีต ” โกหก “
ตอนเรายังเด็ก เราเคยขโมยเงินพ่อ 100 บาท จำนวนเงินนี้ จำได้อย่างแม่นยำ
พ่อแม่มีลูก 5 คน พ่อเป็นข้าราชการชั้นประทวน แม่รับซักผ้าอยู่บ้าน
พ่อเรามีเพื่อนเยอะ เมาทุกวัน ไม่เคยให้เงินแม่
( อันนี้แม่เล่าให้ฟังทีหลัง หลังจากที่เราได้กราบขออโหสิกรรมต่อแม่ )
เราขโมยตอนที่พ่อเมาแล้วหลับ ก็คิดไม่ถึงว่าพ่อนับเงินไว้ทั้งหมด
จำไม่ได้ว่าเราอายุเท่าไหร่ คือ ยังเด็กมากๆ
แม่เรียกทุกคนมาถามว่าใครขโมยเงินพ่อไป
ผลคือ ไม่มีใครยอมรับ ก็น้องๆไม่ได้ทำ จะยอมรับได้ยังไง
เราเองก็ไม่ยอมรับ เพราะรู้ว่า ถ้ายอมรับ จะต้องถูกตีอย่างแน่นอน
แม่จับทุกคนแขวนขึ้นขื่อบ้าน มัดมือกับขื่อ แม่จะตีจนกว่าจะยอมรับ
เราน่ะเป็นคนกลัวการเจ็บตัวมากที่สุด กลัวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมเราถึงกลัวขนาดนั้น
เราร้องไห้เสียงดัง ทั้งๆที่แม่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องเรียกว่าแหกปากนะ ภาษาชาวบ้าน
ป้าข้างบ้าน วิ่งมาเลย ป้าจะรักเรามากกว่าน้องคนอื่นๆ เพราะเรามีอะไรที่แตกต่างจากพี่น้องเยอะมากๆ
ป้ามาถึงแกะเราออกจากขื่อ  ถามแม่ว่า จะตีลูกทำไม แม่เล่าให้ฟังพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
แม่บอกว่า ขโมยยังไม่พอ ยังโกหก แม่ไม่อยากให้ลูกๆมีนิสัยทั้งขี้ขโมยและโกหก
อื่มมม ….. นึกถึงเรื่องนี้ เสียใจนะเรา ภาพที่แม่ร้องไห้ ทำเอาเราน้ำตาหยดแหมะเลย
นี่ถ้าเราไม่ได้แม่สั่งสอนเรื่องนี้มา เราอาจจะเหมือนคนหลายๆคนที่ชอบโกหก โกหกแบบไม่รู้สึกผิด
จนเป็นเรื่องธรรมสำหรับคนเหล่านั้นไป
มาเข้าเรื่องต่อ
ทีนี้ป้าควักเงินให้แม่ บอกว่าใช้แทนเด็กๆซึ่งไม่รู้ว่าคนไหน
ป้าพาเราไปบ้าน หาของให้กินแล้วถามเราว่า เราขโมยตังพ่อเปล่า
เราเงียบ ไม่ตอบป้า
ป้าบอกว่า ป้าไม่ตี และไม่บอกพ่อกับแม่ แต่ป้าไม่อยากให้โตขึ้นเป็นคนขี้ขโมยและโกหก
เราร้องไห้ บอกว่าเราขโมย แต่ไม่ยอมรับเพราะกลัวแม่ตี เรากลัวเจ็บ เพราะไม่เคยโดนแม่ตี
ป้าถามว่า ขโมยไปทำไม แล้วเหลือตังเท่าไหร่
เราบอกว่า เราอยากกินปลาหมึก เห็นคนอื่นๆกินขนม อยากกินเหมือนๆเขา
พ่อไม่เคยให้ตังกินหนม เพราะตังพ่อไม่เคยเหลือ และตังไม่เหลือแล้ว
ป้าบอกว่า ต่อไปนี้ ห้ามขโมยอีกนะ และอย่าโกหกอีก มันไม่ดี ไปที่ไหน ไม่มีใครรัก
อยากกินอะไร บอกป้า เดี๋ยวป้าให้ตังไปกินหนม  เอางี้ไหม ตอนเย็นๆ
มาหาพวกพี่ๆ น้าๆเขา เขามีงานทำให้ทำ จะได้มีตังกินหนม
เราก็ตกลง เราเลยมีรายได้พิเศษ จากการถอนขนรักแร้ให้บรรดาน้าๆพี่ๆทั้งหลาย
นี่คือ ครั้งที่ 1 ที่เราโกหก
ครั้งที่ 2
ตอนนี้น้าเอาเราไปอยู่ด้วย ไปช่วยเขียงเนื้อที่ตลาด
บ้านป้าเป็นอิสลาม มีอาชีพขายเนื้อ
ช่วงนั้นกำลังวัยรุ่น มีคนมาชอบเยอะมากๆ
ก็ได้น้านี่แหละคอยสอน คอยบอก ว่า ได้กับคนเหล่านี้ อนาคตไม่ไกล
จริงๆแล้ว เราไม่ได้ชอบคนเหล่านั้นหรอก แต่น้ากลัวเราใจอ่อน เพราะมานั่งเฝ้ากันทุกวัน
ซื้อข้าวของมาให้กัน เอาของมาให้
ต่อมาเราสอบติด ได้ทำงาน เราไม่มีนาฬิกาข้อมือใช้
เราก็ขอกับน้า เขาก็ซื้อให้นะ แต่เป็นมือสอง
เรื่องตรงนี้จำไม่ได้นะ รู้แต่ว่าเหมอนเราไปหลอกหรือไปโกหกน้า
เพราะพอเราได้นาฬิกา เราก็กลับไปอยู่บ้าน ไม่อยู่กับน้าเขา
แต่ถือว่ามันเป็นเรื่องโกหก เพราะน้าเขาต่อว่าเราว่า อย่าทำแบบนี้อีก อยากได้อะไรบอกเขา อย่าโกหก
ครั้งที่ 3
นี่เป็นชีวิตการทำงาน
เรื่องนี้ จำได้ดี เราให้ยาคนไข้ผิด แล้วไม่ยอมรับ เพราะกลัวถูกร้องเรียน
เรื่องนี้จะรู้ในกลุ่มของหัวหน้าและอจ.หมอ
อจ.หมอ เรียกเราไปคุย ตอนแรกเราไม่ยอมรับ
อจ.บอกว่า ดีนะที่ยาฉีดตัวนี้ไม่ได้อันตรายใดๆ ถ้าเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตจะทำยังไง
บอกกับอจ.เถอะ อจ.จะเก็บเรื่องนี้ไว้เอง ไม่ลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด
เรายอมรับกับอจ.  เราต้องโกหกเพราะเรากลัว กลัวเรื่องความผิดทางวินัยที่ต้องได้รับ
อจ. มีเมตตามากๆ อจ. บอกว่า รู้มั๊ยชีวิตของคนไข้สำคัญมากแค่ไหน
เขามาฝากชีวิตไว้ในมือของเรา เท่ากับเขาไว้ใจเรา 
นี่คือ การโกหกที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา 3 ครั้ง แต่เรื่องทุกเรื่องทำให้เราเลิกโกหก
และไม่มีการพูดโกหกอีกต่อไป ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง
มาเข้าเรื่องการชดใช้
เรื่องของสภาวะนี่ซับซ้อนมากๆเลยนะ
การเจริญสติ จะทำให้เราเจอทั้งการชดใช้ที่เราเคยทำกับคนอื่นๆไว้
มาในรูปแบบของผัสสะหรือการกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมๆกับเป็นตัวของการวัดผลของการปฏิบัติด้วย
ว่าที่เราได้ทำๆมานั้น กำลังของสติ สัมปชัญญะ เรามีมากแค่ไหน ให้ดูเรื่องผลที่ได้รับจากการกระทบที่เกิดขึ้น
ที่ว่าการชดใช้คือ  เหตุที่เราเคยทำไว้กับเรื่องราวในอดีต ถึงแม้จะไม่ได้ชดใช้กับคนในอดีตก็ตาม
แต่จะมีเจ้าหนี้รายที่ถัดต่อไป เขามาให้เราชดใช้แทน แต่กรรมที่เราเคยทำกับคนอื่นๆในอดีตยังคงอยู่ ไม่หายไปแต่อย่างใด
เป็นกรรมตัวเดียวกัน แต่แตกต่างที่ตัวบุคคล
เหตุการณ์ที่เกิดกับเราครั้งนี้เช่นเดียวกัน เรากำลังชดใช้
เพียงแต่ตอนแรก เรื่องมันกระจายหลายเรื่อง สภาวะมันไม่ชัดเจน คือรู้ว่าเป็นการชดใช้
แต่ตอนแรกไปมุ่งอยู่กับอีกเรื่อง เลยทำให้เข้าใจสภาวะแบบผิดๆ
กลับกลายเป็นไปสนับสนุนให้คนโกหกซึ่งเขาโกหกอยู่แล้ว ให้เขาโกหกมากขึ้นกว่าเดิม
เพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริงในสิ่งที่เรารู้ออกไปนั้น จะเป็นการไปแก้ไขสภาวะ
เราก็เลยเงียบมาตลอด เก็บความจริงไว้ตลอด
ทุกอย่างนะ คงต้องถึงเวลาของตัวสภาวะเอง
คงหมดเหตุตรงนั้นต่อกัน จึงได้เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น
ทำให้เราได้พูดความจริงทั้งหมดที่เราเก็บเอาไว้
รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องมาฝืนความรู้สึกเอาไว้อีก
นี่แหละหนา สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เรื่องราวที่เราเคยโกหก ล้วนเป็นเรื่องในอดีต นานมาแล้ว นานมากๆเลย
คิดไม่ถึงว่า จะถูกให้ชดใช้ในรูปแบบเช่นนี้
เรื่องความรู้สึกของเราตอนนี้ปกติดี ไม่มีชอบหรือชังใดๆ อภัยให้ทุกๆอย่าง
เหตุมี ผลย่อมมี ทุกคนไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี ทุกคนไม่มีใครที่อยากทำให้ใครๆทุกข์
ทุกคนอยากมีความสุข ทุกคนอยากประสพความสำเร็จฯลฯ
เพราะความไม่รู้ เพราะอวิชชาหรือกิเลสนี่ต่างหาก ที่บดบังดวงตาให้ทุกคนมืดบอด
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้ ทำให้ไม่เข้าใจเรื่องของกฏแห่งกรรมหรือการกระทำ
ตลอดจนวิบากกรรม หรือผลที่จะต้องได้รับกัน จึงสร้างเหตุต่อกันที่เป็นการสร้างภพชาติ ไม่รู้จักจบ
ความโกรธ โมหะ โทสะ ราคะ กิเลสตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายในใจเรานี่แหละ
ที่ทำให้เราเป็นแบบนี้กัน  ไม่ใช่ใครที่ไหนทำกับเราเลย เราทำตัวเราเองทั้งนั้น
เมื่อมีการเกิดทุกๆครั้ง ย่อมมีความไม่รู้เกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่จะรู้
จึงเป็นเหตุให้เราทำหลายๆสิ่งหลายๆอย่างลงไปด้วยความไม่รู้
นับว่ากุศลของเรานี้ยังมีอยู่นะ ที่ได้มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔
ทำให้เราได้เห็นตามความเป็นจริง ได้สร้างแต่เหตุใหม่ที่เป็นการทอนภพชาติให้สั้นลงไปเรื่อยๆ
เมื่อเหตุไม่มีแล้ว ผลจะมีได้อย่างไร
สำหรับผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น นีี่เป็นเรื่องี่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีไหน มีสติในการอ่านด้วย
กรุณารับทราบไว้ด้วยว่า บล็อกนี้ เป็นการเขียนเรื่องราวออกมาเพื่อดูตัวเอง ดูเหตุที่ตัวเองมีอยู่
สิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็นออกมา นั่นคือ สิ่งที่คุณต้องพบเจอ
อย่ามาเสียเวลาเลย จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์กับตัวคุณเองเถอะ

กรรมของเขา เราไม่เกี่ยว

 
ต่อไปนี้ปล่อยหมด  ให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น  จะไม่ห้าม ไม่ยุ่งใดๆอีกทั้งสิ้น
กรรมใคร กรรมเขา เราไม่เกี่ยว ระยะเวลาที่ผ่านมานี่เหนื่อยมามากพอแล้ว
เราไม่ควรไปข้องเกี่ยวด้วยตั้งแต่แรกแล้ว ควรปล่อยไปตั้งแต่แรก
เพราะความเป็นห่วง รู้ถึงผลที่จะต้องได้รับ เลยคอยห้ามไว้
แต่ผลเสียดันมาตกที่เราหมด
 
ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายของการทำข้อสอบครั้งนี้
สอบตกจริง แต่ได้เรียนรู้จากสภาวะว่า จงปล่อยทุกอย่างให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ใครจะอะไร อย่างไร เรื่องของเขา อย่าไปข้องเกี่ยวใดๆด้วย
เพราะเป็นเหตุของแต่ละคน ไม่ใช่หน้าที่อะไรที่เราต้องไปสนใจอีกต่อไป
 
ยังไงๆก็เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ก้าวย่างอย่างมั่นคง
ทางที่ถูกต้องมีให้เดิน เดินต่อไป บะบายยย
 
 
บ๊ายบายท้องฟ้า บ๊ายบายสายลม
จิตใจดวงกลมกลม วันนี้ถึงคราวเกเร
แต่งตัวเดินทางไกล ขอไปเที่ยวเตร่
บินเดี่ยวแบบวันเวย์ ไปหาใจเธอ
เมื่อก่อนไม่ไปไหน
แต่ก่อนไม่อยากจะไปไหน
ใครชวนก็หวั่นไหว ไปไหนไม่ค่อยเป็น
ตั้งแต่เมื่อวันนั้น
ที่เธอเดินมาให้เราเห็น
ใจเราก็เคี่ยวเข็ญ มันเน้นให้ไปหา
นา นานาน้าหน่า
อยากติดใบพัดลัดท้องฟ้ารีบไปหาเธอ
นา นานาน้าหน่า
อยากเหาะไปหาข้ามขอบฟ้ารีบไปหาเธอ

บ๊ายบายท้องฟ้า บ๊ายบายสายลม
จิตใจดวงกลมกลม วันนี้ถึงคราวเกเร
แต่งตัวเดินทางไกล ขอไปเที่ยวเตร่
บินเดี่ยวแบบวันเวย์ ไปหาใจเธอ
เสียงของเธอยังแอบมากวนจิตใจ
มามามามา-นะ มามามามา-นะ
เสียงของเธอคอยบอกให้มันรีบไป
มามามามา-นะ มามามามา-นะ
นา นานาน้าหน่า
อยากติดใบพัดลัดท้องฟ้ารีบไปหาเธอ
นา นานาน้าหน่า
อยากเหาะไปหาข้ามขอบฟ้ารีบไปหาเธอ

นา นานาน้าหน่า
อยากติดใบพัดลัดท้องฟ้ารีบไปหาเธอ
นา นานาน้าหน่า
อยากเหาะไปหาข้ามขอบฟ้ารีบไปหาเธอ

บ๊ายบายท้องฟ้า บ๊ายบายสายลม
จิตใจดวงกลมกลม วันนี้ถึงคราวเกเร
แต่งตัวเดินทางไกล ขอไปเที่ยวเตร่
บินเดี่ยวแบบวันเวย์ ไปหาใจเธอ
บ๊ายบายท้องฟ้า บ๊ายบายสายลม
จิตใจดวงกลมกลม วันนี้ถึงคราวเกเร
แต่งตัวเดินทางไกล ขอไปเที่ยวเตร่
บินเดี่ยวแบบวันเวย์ ไปหาใจเธอ
บ๊ายบายท้องฟ้า บ๊ายบายสายลม
จิตใจดวงกลมกลม วันนี้ถึงคราวเกเร
แต่งตัวเดินทางไกล ขอไปเที่ยวเตร่
บินเดี่ยวแบบวันเวย์ ไปหาใจเธอ…

 
 

ขอบคุณค่ะพี่เบริดดดด

 
ทุกข์มักจะอยู่กับเราไม่นาน ถ้าเรารู้วิธีรักษาจิตตัวเอง
 
Bird Oh la Nor My Love concert
 
 
 
 
วันนี้และคืนนี้ขอกริ๊ดกับพี่เบริดและ 5 สาวพิธีกรช่อง 3
ชอบมากๆค่ะคอนเสริตนี้ ดูไม่เคยเบื่อ
 
ดูไล่มาทีละชุดเลย แต่ โอ้ละหนอชอบมากที่สุด
ดูไล่มาตั้งแต่ชุดที่ 1 ดูแล้วมีความสุขมากๆ
 
พี่เบริดเป็นคนที่มีสเน่ห์ในการใช้คำพูด เรียกว่ามีแต่บวก
เป็นคนที่คิดบวกตลอดเวลา แล้วคอนเสริตแต่ละครั้งนั้นดูแล้วประทับใจทุกๆครั้ง
ไม่ได้ไปตีตั๋วดูหรอกค่ะ ดูทางเน็ตนี่แหละ
 
ขอโทษนะคะพี่เบริด รักพี่มากๆนะคะ แต่ก็เสียดายตังค์พอๆกันค่ะ
ขอเป็นแฟนพันธ์แท้ทางเน็ตละกันนะคะ :b32:
 
บางครั้ง สิ่งที่เรามองว่ามันคือปัญหา จริงๆแล้วมันไม่ใช่ปัญหา
เมื่อเราเจอการกระทบบางสภาวะ ถ้าสติเราไม่ทัน เราไปเกาะเกี่ยวเข้ามาเอง
ทำให้เราทุกข์ไปเอง สติเราไม่ทัน ทุกข์จะมากหรือน้อยอยู่ที่สติ
 
เรื่องราวของเราตรงนี้ เป็นสภาวะที่เรียกว่า เจอบททดสอบแต่ละครั้งแบบไม่รู้ตัว
จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรเลยนะ เพียงแต่สภาวะมันซับซ้อนอธิบายได้ยาก
 
ตอนนี้สภาวะกลับมาเป็นปกติ
บางทีนะ เรามาทบทวน การที่เก็บอะไรเอาไว้แบบนิ่งเฉย
มันเหมือนคลื่นใต้น้ำนะ  พอปะทุขึ้นมาแล้ว มันบึ้มออกมาทีเดียวหมดเลย
พอได้พูดๆในสิ่งที่ต้องการพูดออกไปหมดแล้ว เหมือนไม่มีอะไรที่ค้างคาใจอีก
ไม่มีมากะง๊องกะแง๊ง มาเล็กๆน้อยๆอีกนั้น ไม่มีเลย แบบพูดจนหมดแม๊ก
เรียกว่า เคลียร์ความรู้สึกของตัวเองหมด ไม่อยากเก็บอะไรเอาไว้อีก
เหมือนเราโกหกนะ  ทั้งๆที่ไม่ได้โกหก  พูดไปแล้ว หมดแล้ว ทนเก็บเอาไว้มาตั้งนาน
เพราะกลัวเรื่องสภาวะ กลัวว่าจะเป็นการไปแก้ไขสภาวะอีก แต่มันทนไม่ไหวแล้ว ปล่อยหมดเลย
 
สภาวะที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีผลใดๆเวลาที่ปฏิบัติ ไม่มีฟุ้งหรือเกาะเกี่ยวเข้าไปคิดแต่อย่างใด
สภาวะยังคงรู้อยู่กับรูปนามได้ดีเหมือนเดิม
 
นับว่ากุศลยังมี ที่ได้มาเจริญสติ ยังได้ทะยอยชดใช้หนี้เขาไปเรื่อยๆ
จะมากหรือน้อย จะจบได้ไวหรือช้าก็อยู่ที่กำลังของสติ สัมปชัญญะ
แล้วไม่ต้องมาติดหนี้ติดสินหรือต้องมาชดใช้กันอีกต่อไป
 
อิอิ  .. ปิดท้ายด้วคอนเสิร์ต 3 หนุ่ม 3 มุม อย่างฮาเลย ตุ๊ยตุ่ย
 
 
 

สภาวะรู้อยู่กับรูปนาม ( สังขารุเปกขาญาณ )

สภาวะรู้อยู่กับรูปนามนี้ ขอนำมาเล่าสู่ในรูปแบบของสภาวะที่จะนำไปสำรวจตัวเองได้
สภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มีสติ สัมปชัญญะดี มีกำลังของสมาธิแนบแน่นดี
จิตสามารถเข้าออกสมาธิได้ตลอดเวลา เรียกว่า จิตถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยสมาธิ
เป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้ง่ายมากยิ่งๆขึ้นไป
 
ขณะที่เกิดจงกรม จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม เท้าจะกระทบพื้นแบบชัดเจนมากๆ
บางคนถ้าตัวสัมปชัญญะทีกำลังมาก จะมีอาการเสียวๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทใดๆก็ตาม แม้ขณะที่เดินจงกรม จิตจะเป็นสมาธิได้ง่าย
 
ในอริยาบทนั่ง จะรู้อยู่กับกายได้ดี สมาธิแนบแน่นดี สติ สัมปชัญญะดี
รู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดเวลาขณะที่นั่งอยู่
 
หากกำลังของสมาธิยังไม่แรงมาก จะรู้ลมหายใจได้ดี รู้ได้ชัด
เมื่อกำลังสมาธิเริ่มมีมากขึ้น ลมหายใจจะละเอียดมากขึ้น จะไม่สามารถจับได้เลย
หลังจากนั้น จะเห็นท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออกได้แบบชัดเจนมากๆ
 
เมื่อสมาธิมีกำลังมากขึ้นไปอีก ทีนี้ท้องพองยุบจะหายไป จับไม่ได้เลย
จะมาเห็นกายที่เคลื่อนไหว คือ ช่วงหน้าอก บางทีก็รู้ทั้งตัว แต่ตรงท้องจะจับไม่ได้เลย
 
เมื่อจิตมีกำลังของสมาธิแรงขึ้นไปอีก ทีนี้จะรู้สึกว่า จับอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
ให้กลับมารู้ที่กายนั่งอยู่ อย่าไปติดอยู่ที่ความสงบ
 
เมื่อมีเวทนาเกิด  สภาวะที่มาอยู่ตรงนี้ได้ เวทนาจะสักแต่ว่าเวทนา
จะเห็นการทำงานของเวทนา จิตจะรับรู้อาการของกายเป็นส่วนๆ จะรู้ได้ละเอียดแบบนี้
 
เวทนาที่เกิดขึ้น จิตจะรู้ตั้งแต่เริ่มแรกเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งเวทนาค่อยๆแผ่วลงไปและหายไปในที่สุด
อาจจะเกิดวนๆอยู่แบบนี้หลายๆรอบ หรือไม่เกิดเลยก็มี
 
สภาวะนี้ถ้ามีความคิดเกิด จะเกิดไม่นาน จะหายไปเอง
แล้วจะมารู้อยู่กับกายได้ชัดเจนดี 
 
ปราศจากความยินดี ยินร้ายใดๆทั้งสิ้น
แล้วสภาวะเขาจะดำเนินไปของเขาเอง
 
มาถึงสภาวะนี้ จะนั่งกี่ชั่วโมงก็ได้ นั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้นั่ง
เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 
การจะดูสภาวะ ให้ดูในเวลาเพียง 1 ชม. พอ
ถ้าจะเห็นแจ้งเมื่อไหร่ จะเกิด เกิดเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม จะไปคาดเดาใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น
 
บางครั้ง เมื่อกำลังของสมาธิแรงมากๆ จะมีโอภาสเกิดร่วมด้วย
อาจจะสว่างมากๆ อย่าไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ เพราะเป็นเพียงแค่กำลังของสมาธิเท่านั้นเอง
 
บางคนที่มีกำลังของสมาธิมากๆ พวกนี้จะไม่หลับไม่นอน
แต่จิตเขาจะไปพักในสมาธิแทน เหมือนกับการเข้าฌาน คือ ดับไปเลย จะกี่ชม.ก็ได้
 
จะรู้ว่าใช่สภาวะสังขารุเปกขาญาณหรือไม่
ให้ดูสภาวะของนกทิสากากะเป็นหลัก
 
ถ้ามีสภาวะของนกทิสากากะเกิดร่วมด้วย
นั่นคือ สภาวะสังขารุเปกขาญาณที่แท้จริง
ประตูแห่งการรู้แจ้งจากจิต อยู่ตรงนี้
 
ถ้ามีสภาวะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี แต่ไม่มีสภาวะของนกทิสากากะร่วมด้วย
อันนั้นเป็นเพียง สัมมาสมาธิและสัมมาสติ ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง
 
แต่ที่ดีที่สุดคือ แค่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้อยู่กับกายและจิตเท่านั้นพอ
อย่าไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะดีที่สุด
 
เพราะเมื่อไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
กิเลสสามารถเข้าแทรกได้ทุกเมื่อ ทำให้มีผู้คนหลงสภาวะกันได้เพราะเหตุนี้นี่เอง
 
 
ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ

อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
 
 
กล่าวโดยสภาวะ
 
จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
 
นกทิสากาะ
 
สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ
พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา
สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้
 
เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค
เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
 เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง
เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕ 
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

สัมมาสติ กับ มิจฉาสติ

สัมมาสติเป็นไฉน?มิจฉาสติเป็นไฉน?

ความแตกต่างของมิจฉาสติและสัมมาสติในเมื่อกรรมฐานมีตั้ง 40 กอง เท่าที่อ่านๆมา แล้วที่นอกเหนือกว่านั้นอีกก็มี
ถ้าได้อ่านเรื่องราวในสมัยพุทธกาล

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นนักหนา เรื่อง สติปัฏฐาน ๔

สติ แปลว่า แปลว่า ความระลึกได้
ซึ่งแบ่งออกเป็น

สติเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมกับจิต รับอารมณ์เดียวกับจิต โดยองค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก

สติ ตามแนวปฏิบัติ มีอยู่ ๓ ประเภท

๑. สติขั้นต่ำ ได้แก่ สติของบุคคลธรรมดาสามัญ ซึ่งมีอยู่กันทุกคน เช่น จะขับรถก็ต้องมีสติ
จะเขียนหนังสือก็ต้องมีสติ จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสติ จะลุก จะยืน ฯลฯ ก็ต้องมีสติด้วยกันทั้งนั้น
ต่างกันตรงที่ว่าใครจะมีมากมีน้อยกว่ากันเท่านั้น
ถ้าใครขาดสติจะทำอะไรผิดๆพลาดๆ ลืมโน่น ลืมนี่บ่อยๆ

๒. สติขั้นกลาง ได้แก่ สติของผู้บำเพ็ญมหากุศล เช่น ทำทานรักษาศิล เรียนธรรม
ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญสมถกรรมฐานเป็นต้น

๓. สติขั้นสูง ได้แก่ สติของนักปฏิบัติธรรม ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน
ตามแนวแห่งมหาสติปัฏฐาน ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้

ในการใช้ชีวิตโดยทั่วๆไป ปกติเราท่านทุกรูปทุกนามล้วนมีสติเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว อันนี้เป็นอันว่า เข้าใจตรงกันนะคะ

แต่ทุกคนลืมตรงนี้กันไป ” สัมปชัญญะ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว หรือ ความรู้สึกตัว
รู้ตัวหรือรู้สึกตัวอะไร รู้ตัวหรือรู้สึกตัว ในขณะที่กำลังกระทำการอยู่

เช่น เราหยิบแก้วน้ำ เรามีสติระลึกว่า กำลังจะหยิบแก้วน้ำ แล้วถ้ามีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วย
เราย่อมมีความรู้สึกตัวหรือรู้ตัวขณะที่หยิบแก้ว

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วยนั้น บางทีเราระลึกว่า จะหยิบแก้วน้ำนะ
แต่บังเอิญว่า มีสิ่งอื่นมากระทบที่หักเหความสนใจในการหยิบแก้วน้ำ
คุณอาจจะหยิบแกวได้ แต่อาจจะหล่น หรืออาจจะลืมหยิบ เพราะมัวไปสนใจสิ่งที่มากระทบ
บางทีต้องมายืนคิดว่า เอ … เมื่อกี้เราคิดจะทำอะไร?

เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเน้นนักหนาเรื่อง สติปัฏฐาน ๔ นั้น ก็เนื่องจากเหตุของสติ ที่ขาดสัมปชัญญะ

เหตุของสติ ที่ขาดสัมปชัญญะ คือ มีความระลึกได้ ( สติ ) ว่ากำลังจะทำอะไร
แต่ขาดความรู้สึกตัว ขณะที่ลงมือกระทำ ( สัมปชัญญะ )
ในการเจริญสติปัฏฐานนั้น ไม่ว่าจะ กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนก่อให้เกิดทั้งสติ และ สัมปชัญญะ
เช่น การเดินจงกรม ทำไมบางจึงต้องมีรูปแบบ ทำไมบางที่ไม่ต้องมีรูปแบบ
เหตุที่บางที่ มีรูปแบบเนื่องจาก ผู้แนะนำในการสอน ท่านปฏิบัติได้เช่นนั้น ท่านจึงแนะนำแบบนั้น
เหตุที่ไม่มีรูปแบบ ก็เนื่องจากเหตุเช่นเดียวกัน

บางที่อาจจะใช้คำพูดว่า เดินยังไงก็ได้ ให้รู้สึกตัว หรือ รู้ตัว นี่คือ สัมปชัญญะ
เพียงแต่อาจไม่คุ้นหูของผู้ที่ไม่ได้ศึกษาปริยัติ ว่า ความรู้ตัวหรือรู้สึกตัวนี่คืออะไร
รู้แต่ว่าเขาให้เดิน ก็เดิน เพียงแต่อาจจะเป็นพวกที่ไม่ขี้สงสัย ก็เลยไม่ถามกัน

 

เหตุที่ต้องมาฝึกเจริญสติกัน เพื่อให้มีสัมปชัญญะเกิด
ปกติ สติในคนทั่วๆไป ย่อมมีสติเป็นปกติอยู่แล้ว

แต่สัมปชัญญะ ไม่อาจจะมีได้ตลอดเวลา จึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้

สติที่เป็นมิจฉาสติ เพราะไม่มีสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ
สติที่เป็นสัมมาสติ เพราะมี สัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีแต่สติ แต่ขาด สัมปชัญญะ
หรือมีสัมปชัญญะ แต่ขาดสติ ถือว่าเป็น มิจฉาสติทั้งสิ้นค่ะ

ทั้งสติและสัมปชัญญะ จะรู้ได้โดยสภาวะ ไม่ใช่รู้เพียงแค่บัญญํติ
ต้องเข้าใจด้วยว่า สติโดยสภาวะที่เกิดนั้นมีอาการอย่างไร
สัมปชัญญะโดยสภาวะที่เกิดนั้นมีอาการอย่างไร

 

สรุป

สัมมาสติคิอ การเป็นผู้ที่มีสติ ( ระลึก ) สัมปชัญญะ ( รู้สึกตัว )
อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม ( ปัจจุบัน ) ซึ่งเป็นหนทางของการหลุดพ้นจากกิเลส
หรือ หนทางสิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลาย

มิจฉาสติคือ การเป็นเพียงผู้มีสติ ( ระลึก ) ขาด สัมปชัญญะ ( รู้สึกตัว )
ไม่อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ( ไหลตามความคิด ไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง )
มีแต่ส่งจิตออกนอกกาย ไม่รู้อยู่ในกาย ( ปัจจุบัน )

นี่คือ คำตอบของคำถามที่ถามว่า
ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเน้นนักหนาเรื่อง สติปัฏฐาน

เพราะในการเจริญสติปัฏฐานนั้น จะได้ทั้ง สติ และ สัมปชัญญะ
ไม่ใช่มีแค่ สติ แต่ขาดสัมปชัญญะ หรือ มี สัมปชัญญะแต่ขาดสติ

ขึ้นชื่อว่า สติ ถ้าขาดสัมปชัญญะเป็นองค์ประกอบ นั่นคือ มิจฉาสติ

หาอ่านได้ใน สัมปชัญญะบรรพ 

ที่พึ่งที่แท้จริงของคนเรานั้น คือ สติ สัมปชัญญะเท่านั้นนะ ไม่ใช่ไปพึ่งนอกตัวดั่งคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ” อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ”

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: