เมื่อรู้จักสภาวะทุกข์ที่แท้จริง

 
บทสรุปของการปฏิบัติทั้งหมดคือ ต้องรู้จักสภาวะของทุกข์ที่แท้จริง
เมื่อรู้จักสภาวะทุกข์ที่แท้จริงได้ จะได้ทำให้เรามีความสุขยิ่งๆขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยไม่ต้องไปอาศัยปัจจัยภายนอกมาบำรุงบำเรอสนองกิเลสเพื่อให้เกิดสุขแต่อย่างใด
สุขแบบนั้นคือสุขเทียมๆ ยังไม่ใช่สภาวะสุขที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
 
สภาวะทุกข์ที่แท้จริงคืออะไร  อุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา ของเรานี่แหละ
เมื่อเกิดอุปทานนี้เมื่อไหร่ การปรุงแต่งของจิตขะเกิดขึ้นทันที ไปแล้วภพชาติใหม่เกิดขึ้นแล้ว
เพราะสภาวะตัวผู้รู้ หรือตัวกรู  ของกรู กำลังทำงานแล้ว  นี่นะสติยังไม่ทัน
ถ้าสติ สัมปชัญญะทัน จะเกิดความระลึกและรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่คิดจะสร้างเหตุไม่ดีอีกเลยนะ
ไม่คิดจะโต้ตอบใดๆต่อทุกๆการกระทบเลยนะ ทุกข์ก็รู้ สุขก็รู้ ไม่ยึดติด
เพียงรู้ว่า เออ สภาวะนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่นะ ก็ดู และรู้ลงไป  ทำเท่านี้
ไม่เอาเราที่มีอยู่ลงไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
 
ไม่หนีหน้าความจริง ไม่ปฏิเสธต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแบบสงบเงียบ
ไม่ว่าสภาวะนั้นจะดีหรือร้ายก็ตาม มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ เพราะทั้งหมดนั่น
ล้วนเกิดจากเหตุที่เราเคยทำมาทั้งสิ้น ผลจึงมาแสดงให้ได้รับเช่นนั้น
 
ไม่ใช่คนอื่นๆมาทำให้เกิดกับเรานะ เราทำไว้เองทั้งนั้น ชดใช้เขาไป
หนี้กรรมหรือวิบากกรรมนี้จะได้จบสิ้นลงโดยตัวสภาวะของเขาเอง
โดยไม่ต้องไปคิดแก้ไขใดๆทั้งสิ้น ยิ่งแก้ ยิ่งแย่ เจอมาหมดแล้ว
โฆษณา

สภาวะปัจจุบัน

ไม่ได้ลงบันทึกเรื่องการปฏิบัติที่ทำๆอยู่ทุกๆวัน ยังคงเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ทำวันละไม่แน่นอน อย่างมากสุด  12 ชม. ต่ำสุด 6 ชม. จะอยู่ประมาณนี้
เดินจงกรม รู้เท้าได้ชัดเจนดี บางทีก้มีความรู้เกิดขึ้นก็จะจดๆเอาไว้
การนั่ง รู้อยู่กับรูปนามได้ดี ยังมีสภาวะแมลงเข้าหูอยู่ แต่เริ่มอยู่กับสภาวะนั้นๆได้
โดยไม่เอานิ้วไปแยงหูอีกแล้ว  บางทีเข้าทั้งสองหู และเข้าที่จมูกด้วย มาพร้อมๆกัน
แต่เราแค่ดู รู้ว่ามันมี แล้วกลับมารู้กายต่อ สภาวะที่เกิดขึ้น จะเกิดสักพักแล้วหายไปเอง
ก็มีบางครั้ง สติไม่ทัน ไปเผลอจ้อง ตรงนี้เสร็จกิเลสเลย ต้องเอานิ้วแยงหู แยงจมูกจนได้
นี่แหละผลของการเจริญสติละ ไม่งั้นคงอยู่กับสภาวะเหล่านี้ไม่ได้
ตอนนี้รู้สึกว่า กำลังของสมาธิเริ่มมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ บางวันสามารถนั่งได้ 5ชม.
โดยที่รู้อยู่กับกายได้ดี ไม่มีดิ่ง ไม่มีวูบ แต่มีจิตสัปปะหงกหลายๆครั้ง
นี่คือการสะสมกำลังของสมาธิที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าหากกำลังของสมาธิไม่มากพอ
จะเกิดสภาวะจิตสัปปะหงกไม่ได้อย่างเด็ดขาด 
เวลากำหนดยืนก่อนที่จะนั่ง เดี๋ยวนี้จิตเป็นสมาธิตลอด พอลงนั่งจิตเข้าสู่สมาธิได้ทันที
เพียงแต่สภาวะของสมาธิยังมีสุขอยู่ในบางครั้ง บางครั้งก็ไม่มี แค่รู้อยู่กับรูปนาม
ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ทำตามกำลังของเรา ไม่ไปบังคับตัวเองแบบสมัยก่อนๆโน้น
นั่นเป็นเพราะตอนนั้นเรายังจับแนวทางไม่ถูกว่าควรทำอย่างไร เลยงมโข่งอยู่นาน
ตอนนี้สภาวะไหลรื่นดี ไปได้เรื่อยๆ ไม่มีทุกข์แบบก่อนๆ มีแต่ความสุขเจือๆอยู่ตลอดเวลา
เราเฝ้าดูตัวความสุขใจตัวนี้นะ เป็นมานานแล้ว ครั้งนี้นานมากๆเลย
บางครั้งนั่งสมาธินี่ สุขมากๆ สุขแบบบอกไม่ถูก  กิเลสมันจ้องจะเล่นนะ อยากนั่งสมาธินานๆ
อยากทำมากขึ้น แต่เราไม่ยอมทำตามใจกิเลส เราแค่ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น
แล้วความอยากตรงนั้นจะหายไปเองในที่สุด เพียงแต่กำลังของสมาธินั้น อยู่ได้นานมากขึ้น
แต่ยังคงเบาๆหนักๆ ยังไม่สม่ำเสมอ  ได้แค่ดู ไม่ตื่นเต้นหรือไปคาดหวังใดๆ
กลางคืน ยังคงเป็นอยู่ คือ สภาวะนอนไม่หลับ เป็นไปตามสภาวะเอง
จริงๆแล้วเวลาสภาวะนี้เกิดขึ้น ถ้าสมาธิมีกำลังมากๆแบบเมื่อก่อน เราสามารถเข้าไปพักในสมาธิได้
แต่ตอนนี้ กำลังสมาธิที่มีอยู่ มีไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เลยไม่มีที่พักจิตแบบก่อนๆ
แรกๆทุรนทุรายนะ นอนไม่หลับ วิตกกังวล
แต่พอหลายๆวันเข้า ความรู้สึกตรงนั้นเบาบางวลงไปเรื่อยๆ เริ่มอยู่กับสภาวะได้มากขึ้น
น่าจะหนึ่งเดือนได้แล้ว ที่ไม่ได้นอนกลางคืนเลย กลางวันก็ไม่ได้นอน
แต่อาศัยขณะที่ทำสมาธิ จิตยังได้พักบ้าง
อย่างวันก่อน ได้อ่านหนังสือกฏแห่งกรรมของหลวงพ่อจรัญ
คุณครูมาแตร์ ได้เขียนถึงคำสอนของหลวงพ่อ เรื่องการนอนกำหนด
เราลืมไปเลยนะตรงนี้ ไม่ได้กำหนดเลย มัวไปวุ่นวายกับสภาวะ
เมื่อวาน เลยนอนกำหนด ก็หลับๆตื่นๆ เป็นพักๆนะ  เช้ามาค่อยรู้สึกสดชื่น
วันนี้ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งวันที่ไม่หลับ แต่สบายๆ ไม่ไปเครียด เพราะพรุ่งนี้หยุด

ทำไมหนอ

 
เราชอบตั้งคำถามกับตัวเองเสมอๆว่า " ทำไมหนอ? " 
ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่เรารู้อยู่แก่ใจแล้วว่า คืออะไร
 
บางคนเป็นผู้มีปัญญามาก สามารถให้แง่คิดหรือแนะนำบทความดีๆให้กับคนอื่นๆได้
คำแนะนำต่างๆทำให้ดูเหมือนเป็นผู้มีความรู้มาก เชี่ยวชาญมาก
แต่พอปัญหานั้นๆเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
เหมือนปัญญาที่เขามีอยู่นั้น มีไว้เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็น แต่ไม่สามารถนำมาช่วยตัวเขาเองได้
 
เหตุมี ผลย่อมมี เราเองก็รู้คำตอบดีว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
โลกียปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเป็นผู้ศึกษามาก ท่องจำมามาก นำมาใช้ทางธรรมได้น้อยมากๆ
เพราะเป็นเพียงสัญญา ได้แต่ท่องจำ ฟังเขาเล่ามา แต่ไม่เคยเจอสภาวะที่แท้จริง
ได้แต่คาดเดาเอาเองจากตัวหนังสือว่าจะต้องเป็นแบบนี้ๆ แต่ไม่ได้ปฏิบัติจนรู้ด้วยตนเอง
 
จึงมีผลทำให้มีจำนวนผู้คนที่ปฏิบัติหลงสภาวะมากมายมากขึ้น นับวันมีมากขึ้นเรื่อยๆ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของคนๆนั้นเอง ทำเอง ต้องรับผลเอง
 
เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพื่อให้มีตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้น ความรู้ตัวทั่วพร้อม
การเจริญสติ คือ การระลึกรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ในตัวเอง ไม่ใช่นอกตัว
 
เมื่อเราปฏิบัติไปถึงจุดๆหนึ่ง เราจะรู้จักกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมของตัวเราเองดี
รู้จักภายในของตัวเองได้ดีแล้ว ย่อมรู้ภายนอก คือรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ของคนอื่นๆได้
เพราะเขาและเรา ล้วนไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย
 
ส่วนที่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนดูแตกต่างกันไป นั่นเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำกันมา
จึงมีผลที่ได้รับ ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงการมีชีวิตที่แต่ละคนแตกต่างกันไป
ตามเหตุที่กระทำกันมาเอง ทางจึงมีหลายทาง แตกแยกออกไปตามเหตุนั้นๆ

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: