อยากล่าวคำว่า ” ขอบคุณ “

อยากบอกนะ ว่าขอบคุณมากมาย  จริงๆนะ
โดยเฉพาะ ” หมู ”  ที่เป็นเหมือนกลัยาณมิตรที่ดีต่อกันมาตลอดเวลา
คือมีความซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ทั้งๆที่สภาวะของเราบางครั้งแปรปรวน แต่เขายอมรับเราได้ทุกสภาวะ
ยิ่งช่วงที่สมาธิเราหายไปหมด  เรางี้แปรปรวนสุดๆเลย
จริงๆแล้ว เขาทิ้งเราไปหาคนอื่นๆให้แนะนำกับเขาได้นะ แต่เขากลับอยู่กับเราต่อ
ไม่ไปไหนทั้งสิ้น ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง
นี่คือ สิ่งที่เราทึ่งกับเขามากๆ ขนาดบางคนยังยอมรับเราไม่ได้เลย
แถมจะมาบังคับให้เราทำแบบที่เขาบอกเสียอีก นี่มันสภาวะของเรานะ
เราต้องผ่านด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่คนอื่นๆมาทำให้กับเราได้เสียเมื่อไหร่
หมูจะพูดตามความเป็นจริงในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี และยอมอายในช่วงแรกๆที่ต้องเปิดเผยในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
สิ่งเหล่นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้มาเป็นหมูในวันนี้  มาอ่านความรู้สึกของหมูในวันนี้กัน
หลังจากที่เขาทำความเพียรมาอย่างต่อเนื่อง เป็นวันที วันที่ 270  ของเขาที่เราได้ลงบันทึกมาตลอด
นี่คือ สิ่งที่เขาได้สรุป ผลที่เขาได้รับจากการทำความเพียรมาอย่างต่อเนื่อง
May 17 

เจริญสติ ปฎิบัติให้ต่อเนื่องไป แล้วสภาวะเขาจะนำทางเอง
แล้วหมูจะได้คำตอบทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคำพูดใคร
” เจริญสติ ปฎิบัติให้ต่อเนื่องไป แล้วสภาวะเขาจะนำทางเอง
แล้วหมูจะได้คำตอบทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเชื่อคำพูดใคร”

ประโยคนี้ คือประโยคที่พี่น้ำพูดย้ำกับเราบ่อยๆ จนขึ้นใจ
ช่วงที่เราเริ่มปฎิบัติกับพี่น้ำใหม่ๆ ตอนนั้นไม่เข้าใจอะไรเลย
อะไรคือจะได้คำตอบทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ได้ยังไงถ้าไม่มีใครบอก
สภาวะนำทางคืออะไร อะไรคือสภาวะ มีแต่ เรื่องไม่เข้าใจทั้งนั้น

แต่เราก็ปฎิบัติเรื่อยมา ทำน้อยบ้าง มากบ้างตามแต่สถาณการณ์จะอำนวย
แต่ไม่เคยทอดทิ้งสักวันเดียว
ถึงจะรู้สึกว่าล้มเหลว ทำไม่ได้ ไม่ได้ผล ถอยหลัง หรือไม่ก้าวหน้า เราก็ยังทำ….
แล้วเราก็เริ่มรู้สึกเข้าใจมากขึ้น โดยไม่มีคำอธิบาย จากการเจริญสติ

ถามว่าเข้าใจอะไร จะอธิบายก้อยาก เอาเป็นว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น

1. ถ้าเป็นสมัยก่อน ต้องสบายใจถึงจะปฎิบัติได้ ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อม ไม่มีคนกวน เงียบ
มีเวลาไม่ติดงาน ไม่มีเรื่องเครียด แต่ก่อนถ้าหงุดหงิดแล้วจะปฎิบัติไม่ได้เลย

บางทีไม่หงุดหงิด ปฎิบัติแล้วก็หงุดหงิดจนเลิกไปเอง แต่ตอนนี้เมื่อเรามีปัญหา
ความเครียด หรือความทุกข์ ทันทีที่เราปฎิบัติ เหมือนธรรมมะจะช่วยบำบัดสภาพจิตใจของเรา
ให้เข้าที่และปลอดโปร่ง ช่วยเราแก้ไขปัญหาที่ว่าเครียดๆนั้นได้
คือให้ปล่อยวางไปเลย อย่างน้อยก็ช่วงนั้นๆ

เพราะฉะนั้นยิ่งมีปัญหายิ่งต้องรีบปฎิบัติ แล้วจะแก้ไขปัญหาได้เอง
ไม่ได้หมายความว่า ได้ไอเดียบรรเจิดอะไร แต่สำหรับเราคือเบาใจ
สบายใจขึ้น ไม่เก็บมาเครียดมากๆต่อเนื่อง

แต่ก่อนคือต้องหาอะไรทำเพื่อลืม หรือว่าปล้ำกับความคิดที่จะไม่คิดถึงเรื่องนั้น
แต่ยิ่งห้ามก็กลายเป็นยิ่งคิดจนบางที อยากหลับแบบไม่ตื่น

2. ไม่เหงา ไม่ต้องการใครมาเติมเต็มจิตใจ เหมือนแต่ก่อน

3. สิ่งที่เคยทำให้เราทุกข์ แต่เราไม่รู้จักมัน เริ่มวนกลับมาให้เราเห็น อย่างตอนนี้ 4 วันแล้ว
ที่เราทุกข์เรื่องเพื่อน อ่านแล้วอาจจะขัดแย้งกับข้อสอง แต่จริงๆแล้ว มันเป็นสภาวะ

หมายถึงก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนะ กับเพื่อน ยังคงเหมือนเดิมคือการติดต่อ
ก็ไม่ได้ติดต่อกันบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่มีรักษาระยะ ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้ลืมกัน
แล้วอยู่ๆ ก็กลับมารู้สึกว่าคิดถึงเพื่อน อยากคุยกับเพื่อน กลัวเพื่อนหาย

ซึ่งเป็นความทุกข์อย่างมากของเราตอนสมัยก่อนก่อนที่จะรู้จักพี่น้ำ แต่เราลืมไปแล้ว
ตั้งแต่เริ่มมาปฎิบัติมันไม่ได้รู้สึกแบบนี้อีก ยกเว้นนานๆครั้ง

แล้วอยู่ๆ ครั้งนี้มันก็เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกเหมือนสมัยก่อน คิดแต่วางไวกว่า ตัดไวกว่า
คือทุกข์น่ะแหละ แต่ไม่หนักเท่าแต่ก่อน สมัยก่อนรุนแรงมาก จะกลัว กังวล เที่ยวโทรหาเพื่อน
และคิดเรื่องนี้ตลอดทั้งวันเลย (ออกแนวโรคจิตนะนี่ )

คือสรุปแล้วอะไรที่เป็นปัญหาของเรา ที่เป็นกิเลสหลักๆแล้วทำให้เราทุกข์ เราจะได้เจอมัน จะได้เรียนรู้มัน เพื่อที่จะได้ปล่อยวางมัน
นี่คือความหมายของสภาวะ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพราะมี ปัญหา คือความยึดติดที่แตกต่างกันตามการสะสมของกิเลส ….
นี่คือความเข้าใจที่เกิดขึ้นเอง ถึงแม้พี่น้ำจะพุดให้ฟังบ่อยๆ แต่เราไม่เข้าใจแบบนี้ ไม่ได้รู้สึกได้แบบนี้

4. สภาวะความอยาก ความอยากนี่บางครั้งง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
คือเห็นแสงสว่างแล้วปล่อยวางได้เลย แต่วินาทีถัดไปก็พลิกกลับมาโจมตีได้ใหม่

ตอนเดินวันนี้มีความอยาก แล้วเรารู้แล้วไม่ขัดขืนมัน ไม่อะไรกับมันทั้งนั้น
รู้เท้าต่อไปหน้าที่คือรู้เท้า รู้กาย มันก็เบาสบาย

แต่อีกแค่ไม่กี่นาทีมันกลับมาแผลงฤทธิ์อีกแล้ว แล้วก็พยายามคิดว่าให้รู้เท้ารุ้กาย
ไม่ต้องอะไรกับมัน แล้วใจก็แน่นขึ้น ก็รู้เลยว่าเสร็จมัน ต้องหายใจยาวๆกำหนดรู้เพราะสติไม่พอ
ไปแก้ไขมัน การไปแก้ไขใดๆ กับความอยาก มันคืออยากนั่นแหละ

ถ้าถามตอนนี้ว่างั้นต้องทำไง

คำตอบก้อคือไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องทำจริงๆ
ไม่ต้องคิดว่าจะทำไงกับมัน ไม่ต้องคิดว่าต้อง รู้เท้ารู้กาย ไม่ต้องคิดว่าห้ามคิดทำอะไรกับมัน

ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องหา และไม่มีอะไรผิด ก็แค่รู้เท้าต่อไปรู้แค่ไหนนั่นก็คือรู้
แต่ที่รู้สึกว่าไม่รู้ รู้ไม่ถูก
นั่นเพราะหลงอยาก
5. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่คงที่ ทั้ง 4 ข้อ ที่พูดมาข้างต้น คือความรู้สึกช่วงนี้ จะจริงหรือไม่จริง
ถูกหรือไม่ถูก ถ้ายึดถือก็คือกับดักของความทุกข์
จะเป็นการสร้างกรอบของความถูกต้องมากักขังตัวเอง ผลคือความทุกข์

เขียนอะไรไปตั้งเยอะ  ตั้งใจจะไปกดแบบจะเลื่อนแค่ระยะห่าง
ที่ไหนได้ กลายเป็นลบข้อความที่โพสไว้หมดเลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะหงุดหงิดนะ  ตอนนี้ไม่แล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว
9.30-12.00 
จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ตอนเดิน พอมากำหนดยืนก่อนจะนั่ง รู้สึกถึงกำลังของสมาธิที่แนบแน่น
กำหนดนั่งลง สมาธิเกิดอย่างต่อเนื่อง รู้อยู่กับรูปนามได้ดี สภาวะรู้สึกตัวได้ตลอดเวลา จนหมดเวลา
12.00-14.30
กำหนดนั่งที่โซฟาต่อ พอหลับตาลง โอภาสสว่างทันที เนื่องจากกำลังสมาธิยังค้างอยู่
จากการกำหนดนั่งเมื่อกี้ รู้สึกเบาๆสบายๆ ถือว่าเป็นการให้จิตได้พัก รู้อยู่กับรูปนาม
14.30-16.30
สภาวะจะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอด
16.30-17.20
กำหนดนั่งที่โซฟาต่อ จิตเป็นสมาธิได้ทันที
การปฏิบัติ ควรดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าคิดแก้ไข อย่าหนี อย่าสู้ แค่รู้ลงไป
รู้ลงไปในสิ่งที่จิตนั้นเป็นอยู่ ไม่ใช่หลบลี้หนีหน้าสภาวะ แล้วคิดว่าจะผ่านไปได้
นั่นคือการแก้ไขสภาวะ จะทำให้คนๆนั้น อยู่แค่นั้น ไปไหนไม่ได้
โฆษณา

ให้อภัยและเมตตา

 
กฏแห่งกรรมหรือกฏแห่งการกระทำนี่ซื่อสัตย์ยิ่งกว่าอะไร เป็นเหมือนเงาตามตัว
คอยจ้องตะครุบเหยื่อ เผลอไม่ไหร่ โดนทันที 
 
ฝ่ายที่ถูกตะครุบ เมื่อยังไม่รู้ตัว แทนที่จะดูตามความเป็นจริง กลับตอบโต้
ภพชาติยืดยาวต่อไปอีก ทำไปด้วยความไม่รู้ด้วยกันทั้งนั้น
 
ตอนนี้เราได้แต่มองผู้คนที่เคยสร้างเหตุไว้กับเราทั้งหมด 
ที่เขาเหล่านั้นได้เคยกระทำกับเราไว้ในอดีต  เราให้อภัยกับเขาเหล่านั้นทุกคน
ให้อภัยมาตลอดเวลา เพราะเชื่อในเรื่องของกรรม เหตุมี ผลย่อมมี
เราเคยทำร้ายเขา เขาจึงมาทำร้ายเรา  เราได้แต่มองเขาด้วยจิตที่เมตตาต่อเขาเหล่านั้น
เพราะเรารู้ดีว่า สภาวะของเขาเหล่านั้น จะต้องเป็นยังไง 
 
กรรมเริ่มส่งผลไปทีละน้อย โดยเขาเหล่านั้นไม่รู้เลยว่า กำลังเสวยวิบากที่เขาได้เคยกระทำกันไว้
บางชีวิตกลับเป็นคนขี้เมาหยำเป  บางชีวิตถูกหลอกให้เจ็บช้ำน้ำใจ หลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
บางชีวิตถูกหลอกให้หลงทางเดิน เพราะตัวเองเคยหลอกคนอื่นๆให้หลงทางเดินไว้ หลอกเพราะไม่รู้ว่าหลอก
คิดว่า สิ่งที่ตัวเองนั้น รู้  ว่า รู้นั้นๆ ถูกแล้ว ใช่แล้ว เลยต้องหลงทางห่างออกไปเรื่อยๆ
 
รู้แค่ไหน ย่อมตีความได้แค่นั้น จะรู้สูงกว่าสิ่งที่รู้ของตัวเองนั้นมีไม่ได้อย่างเด็ดขาด
หลอกซ้ำ หลอกซ้อน ต่างฝ่ายต่างหลอกกันเอง ทำไปเพราะความไม่รู้
ทำไปเพราะยังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้
 
อีกคนก็กำลังทุกข์  เคยย้อนกลับมามองบ้างไหม ที่ตัวเองกำลังทุกข์อยู่นั้น ทุกข์เพราะอะไร เพราะใครทำ
ทำตัวเองทั้งนั้นเลย เคยคึกคะนอง หลอกเขาไปทั่ว หลอกให้หลง พออีกฝ่ายหลง ก็ปฏิเสธแบบนุ่มนวล
กี่คนมาแล้ว ที่ทำกับเขาเหล่านั้น  ทุกวันนี้คิดว่าจะหยุดหรือก็เปล่า ก็ยังหลอกอยู่
หลอกไปให้ความหวังลมๆแล้งๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้  ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ
 
ทีนี้ชีวิตจริงๆ เจอกับตัวเองเข้าแล้วไง  สิ่งที่กำลังเจอ เทียบเท่ากับสิ่งที่ทำไว้กับคนอื่นๆได้ไหม
ถ้ายังไม่คิดจะเลิกหลอกคนอื่นๆต่อไปอีก  ก็จะต้องเจอแบบที่ทำกับคนอื่นๆไว้นั่นแหละ
 
เราเองก็พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่มอง มองด้วยความเมตตาและเข้าใจ  เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อยังไม่หยุดสร้างเหตุ เมื่อยังไม่หยุดที่จะหลอกลวงคนอื่นๆ  เหตุย่อมก่อให้ยืดยาวไปเรื่อยๆ
 
ไม่ว่าจะโลกความจริง หรือ โลกทางเน็ต  กรรมนั้นส่งผลหมด อย่าคิดว่าไมได้ทำให้ใครๆเดือดร้อน
ไม่ได้ไปหลอกเอาเงินเอาทองเขา  แต่การหลอกให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ นั่นก็คือเหตุเหมือนกัน
 
เมื่อไหร่หนอ จะยอมรับความจริงในสิ่งที่ตัวเองเป็นกัน สนุกนักหรือกับการเล่นกับกิเลส
เล่นละครไปวันๆ  สนุกไปวันๆที่คิดว่าไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร
 
สารพัดจะแปลงร่าง แปลงเพศลงไปเล่นกับกิเลส  หลอกเขา เขาก็หลอกเรา
พอโดนเขาหลอกเอามั่งก็โวยวาย มานั่งเสียใจ ทำไมต้องมาหลอกกัน
แต่ไม่ย้อนกลับไปมองที่เหตุกัน เหตุมาจากไหนล่ะ ถึงโดนเขาหลอก
 
เวลาตัวเองหลอกคนอื่นๆ สนุกสนาน ไม่คิดถึงผลที่จะต้องได้รับ
พอผลที่แท้จริงแสดง กลับยอมรับไม่ได้เลย  ยอมไม่ได้เลยจริงๆ
สุดท้าย จมอยู่กับกองกิเลสเหมือนเดิม เพราะเสพจนเคย
 
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของตนนั้นเอง

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: