ปีศาจกินเมือง

  header.jpg
19 พค.
เส้นทางที่ผ่านๆในระหว่างการปฏิบัติ คนไหนมีพื้นฐานสมถะแรงมาก่อน
จะมีความแปลกประหลาดเหมือน อลิซในดินแดนมหัศจรรย์
เพราะจะพบสภาวะแปลกๆ มีความมหัศจรรย์ต่างๆเกิดขึ้นในดวงจิต
เราเองได้พบเจอหลายๆสภาวะที่แปลกประหลาด หลายครั้งต่อหลายครั้ง
เมื่อก่อนเคยสงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นมาจากไหน มาได้ยังไง
ทำไมเราถึงต้องฝันถึง ทำไมถึงมีนิมิตจากจิตล่วงหน้าหลายครั้งต่อหลายครั้ง
เดี๋ยวนี้ไม่มีความสงสัยแล้ว กำลังของสมาธิ ( ในสมัยก่อน )
เหมือนมนต์วิเศษ ที่สามารถพาเราท่องเที่ยวไปในอีกมิติหนึ่งได้
เมื่อคืนฝันนะ ฝันอะไรขนาดนั้น ทั้งๆที่ก่อนนอนไม่ได้คิดอะไรเลย
จิตรู้อยู่กับลมหายใจ กับพองยุบ สักพักรู้สึกว่ามันวูบลงไป
เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น หลับๆตื่นๆบอกไม่ถูก
ฝันถึงสัตว์ประหลาดตัวสีเขียว ส่วนใบหน้าทั้งหมดมีแต่ดวงตา
ในฝันเรารู้ว่า มันเป็นปีศาจกินเมือง เห็นตัวเราเองกำลังต่อสู้กับมัน
คิดๆแล้วขำ  เราเหาะเหินเดินกลางอากาศได้ด้วยนะ เห็นบ้านเมืองถูกทำลาย
เห็นปีศาจมันไล่จับเรา ตัวเราเหาะไปมา แล้วนั่งในท่าสมาธิกลางอากาศ
เสียงเราสวดแผ่เมตตา เสียงงี้ดังก้องกังวาล  แปลกนะ แปลกมาก
เสียงเราที่ดังออกมา ไหงเป็นเสียงของผู้ชาย  เสียงมีพลังมากๆ
เห็นปีศาจมันก้มหัวลงแล้วยอมสยบ ยอมแพ้เรา แล้วปีศาจตนนั้นก็หายตัวไป
เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา  ก็ขำๆนะ  คิดว่าตัวเองฝันเลอะเทอะ
แต่โดยปกติ เราเป็นคนที่นอนหลับแล้วไม่ค่อยจะฝัน
ถ้าฝันเมื่อไหร่ คือ เรื่องจริงอย่างแน่นอน
เช้ามา ก็ไปทำงานนะ ระหว่างขับมอไซค์ มีละอองฝน ต้องเรียกว่าละอองนะ
เหมือนละอองของฝอยน้ำ  ละอองนี้ถูกตัวเรา
นี่ก็แปลกอีก ทั้งๆที่เราใส่เสื้อแขนยาว แต่ทำไมเราถึงรู้สึกเหมือนละอองฝนนั้นถูกตามตัวตามแขนเราได้ก็ไม่รู้
ถ้ามีละอองฝนจริงๆ แว่นเราต้องมีน้ำฝนติดมั่งแหละ นี่ไม่มีเลย
พอถึงที่ทำงาน เราก็ทำกิจวัตรประจำวันคือ ทานข้าวเช้าก่อน
เสียบกระติกน้ำร้อน  ชงกาแฟเย็น ชอบการแฟเย็นนะ
9.30-12.30
ต่อมาเดินจงกรม ช่วงนั้นโทรฯหาหมู แล้วเดินจงกรมไปด้วย
คือ เดินก่อนที่จะโทรฯ รู้เท้าได้ชัดี ปกติดี นี่แหละผลของการเจริญสติ
จิตมันจะแยกกันทำงาน ไม่มาปะปนรวมกัน
หลังจากคุยกับหมูเสร็จ ก็เดินจงกรมต่อ  แล้วนั่งต่ออีก 1 ชม. 
จิตเป็นสมาธิตั้งแต่กำหนดยืน ก่อนที่จะกำหนดนั่งลงไป
พอนั่งลง จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง ขณะที่นั่ง รู้อยู่กับรูปนามได้ดี
เสียงนาฬิกาดังหมดเวลาที่ตั้งไว้ มีสติรู้ตลอด เสียงสักแต่ว่าเสียง
12.30-15.30
กำหนดนั่งที่โซฟาต่อ วันนี้มีวูบ ดิ่งเข้าสมาธิไป ความรู้สึกตัวหายไปเป็นช่วงๆ
แล้วกลับมารู้สึกตัวได้ ก็รู้อยู่กับรูปนาม ความคิดแผ่วๆ จับใจความอะไรไม่ได้
แล้วกลับมารู้อยู่กับกายได้เป็นพักๆ สลับกับดิ่งไปในสมาธิ
ก็ยอมรับนะ ยังตัดตรงนี้ไม่ได้ มีแอบดีใจลึกๆ ที่เริ่มดับในสมาธิได้มากขึ้น
เมื่อก่อนจะดับแค่แว๊บเดียว เดี๋ยวนี้นานขึ้น
15.30-16.15
เดินจงกรมต่อ กะว่า จะเดินถึง 16.30 แล้วจะนั่งต่ออีก 1 ชม.
ปรากฏว่าพนักงานมาแจ้งข่าวว่าบริษัทปล่อยให้เลิกก่อนเวลา
เนื่องจากสถานการณ์ที่กทม.เริ่มไม่ดีรถเมล์หยุดวิ่ง
โทรฯมือถือ ถูกตัดการสื่อสาร ข่าวว่าช่อง 3 ถูกเผา
เราออกทีหลังเพื่อน คนอื่นๆกลับไปหมดแล้ว
ระหว่างที่เดินผ่านห้องโถงของบริษัท เราได้ยินเสียงสวดมนต์
ก็เดินหาว่าเสียงสวดมนต์มาจากไหน เป็นบทสวดพาหุง
ได้ยินชัดนะ  ก็เดินหา หาไม่เจอ เลยยืนฟัง สักพักเสียงนั้นหายไป
ระหว่างเดินทางกลับ รถติดมากๆ ใจคิดถึงพนักงานที่อยู่แถวกรุงเทพฯ
และผู้คนที่กำลังมีเหตุร่วมกันทั้งหมด แผ่เมตตาตลอดทาง
วิ่งผ่านอู่รถเมล์ เห็นอู่ปิดป้าย รถเมล์หยุดวิ่ง เห็นคนตกรถ กลับบ้านไม่ได้
ก็รู้สึกสะเทือนใจนะ  ได้แต่แผ่เมตตาให้กับเขา ขอให้เขาเหล่านั้น
ได้เดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
พอกลับถึงบ้าน ชาวบ้านคุยกัน เรื่องห้างต่างๆถูกเผา
บิ๊กซีปิดแต่วัน เพราะได้ข่าวมาว่า บิ๊กซีที่สำโรงถูกเผาไปแล้ว
มีคนถามว่า เราไม่คิดอะไรบ้างเหรอ เราบอกว่าไม่
เพราะเราเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อมั่นในพระสยามเทวาธิราช
ต่อให้มีเหตุการณ์ยังไงก็ตาม ไม่หวั่นไหวหรือตื่นตูมตามข่าว
เราเพิ่งมาครุ่นคิดถึงนิมิตหรือความฝันที่เราฝัน
ตอนแรกเราคิดว่าเรื่องไร้สาระ  ปีศาจกินเมืองมีด้วยหรือ
และเรื่องละอองฝนที่เราได้สัมผัสเมื่อเช้า ทั้งๆที่ไม่มีฝนเลยแม้แต่สักนิดเดียว
ตัวเราก็ใส่แขนยาว แล้วน้ำฝนจะถูกตัวเราได้ยังไง
เราเชื่อว่า ทุกอย่าง กำลังจะจบลงแล้ว
เหมือนปีศาจตนนั้น เราต้องแผ่เมตตา ช่วยกันตั้งจิตแผ่เมตตา
ไม่เลือกฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เขา เรา ล้วนไม่แตกต่างกัน
ต่างลงมือทำร้ายกันเพราะความไม่รู้  เราควรให้อภัยกัน
โฆษณา

ความรัก กิเลส

 
 
 
" ความรัก " ที่เราเรียกๆกันว่า " ความรัก "
จริงๆแล้วคือ " ความหลง " คือ ความไม่รู้ " หลง " อะไร " หลง " ในสังสารวัฏ
เป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จักจบสิ้น

เราทุกรูป ทุกนาม ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย
เกี่ยวกับเรื่องราวของความรักและในเรื่องต่างๆ

เรารักเขา เขารักเรา เราไม่รักเขาแต่เขารักเรา เรารักเขา แต่เขาไม่รักเรา
ล้วนมีความทุกข์แฝงอยู่ทั้งสิ้น เพียงแต่เพราะ ความรักหรือ กิเลสบดบังดวงตา
เลยขาดปัญญาที่จะมองเห็นได้ ว่าเรากำลังหาความทุกข์มาใส่ตัวเรา

ตั้งแต่แรกพบสบตา ตั้งแต่แรกเริ่มพึงพอใจซึ่งกันและกัน
นั่นแหละ ความทุกข์กำลังมาเยือนแล้ว แต่เรายังมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

เหตุมี ผลย่อมมี เราผลัดกันทำร้ายซึ่งกันและกันมาตลอดเวลา
เหตุเพราะ ไม่เข้าใจในความรักที่แท้จริง

เมื่อปราศจากการอภัยที่ออกมาจากใจจริงๆ จึงไม่มีการอโหสิกรรมต่อกัน
หนึ่งความโกรธ ย่อมมีความพยาบาทแฝงอยู่

เคยนับบ้างไหมว่าปล่อยความโกรธหรือตัวโทสะออกไปกี่ครั้ง
เลยกลายเป็นบ่วง กลายเป็นห่วงโซ่ของวิบากกรรมที่ต้องมาชดใช้กัน

ความรักที่แท้จริง ต่างต้องช่วยกันสละออกเสียซึ่งทางโลก
จะได้พบซึ่งความสุขที่แท้จริงๆ ไม่ใช่สุขจอมปลอมที่แฝงมาในรูปของความรัก
ซึ่งเราคิดว่า มันสุขหรือมันทุกข์ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งเอาเองว่ามันสุข หรือมันทุกข์
จริงๆแล้ว สุขที่แท้จริงในโลกใบนี้ไม่มีเลย

อะไรที่ผ่านไปแล้ว ปล่อยให้จบไป อย่าไปคุ้ยเขี่ย
ในเมื่อยังคิดที่จะรักอีกต่อไป

จงให้การอภัยแก่เขา เพราะต่างกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ทั้งสองฝ่าย
เริ่มต้นชีวิตใหม่ หมั่นสร้างแต่เหตุดี หมั่นให้ทาน ถือศิล ปฏิบัติภาวนา
แล้วผลดีย่อมตอบสนองอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องไปหวังผลแต่อย่างใด

 
 

ทางที่เลือกเดิน ชีวิตที่กำหนดเอง

 
 
 
บนทางเดิน
อาจไม่มีทางไหนมุ่งไปดวงดาว
ที่ส่องสกาวบนนภา
และคนที่เดินดินทุกทุกคนก็รู้ว่า
มันไกลเกินที่คนจะก้าวไป

ในความเป็นจริง
เส้นทางบนดินนั้นก็มีดวงดาว
ที่ส่องสกาวอยู่ไม่ไกล
และตัวฉันคนนึงที่ต้องการจะก้าวไป
ฉันมั่นใจว่าคงไม่ยากเกิน

เพราะฉันนั้นต้องการมีเสี้ยวนาทีที่ยิ่งใหญ่
ให้ใจจดไว้นานเท่านาน
อยากจะได้ภูมิใจ ที่มือฉันเคยได้เอื้อมผ่าน
ได้เก็บดาว ที่แสนไกล … ด้วยตัวฉันเอง

คนบางคนอาจจะมีใจท้อแค่ตรงกลางทาง
หมดความหวังในหัวใจ
แต่มีฉันคนนึงที่ยังคงจะก้าวไป
ฉันมั่นใจกับทางที่เลือกเดิน


ฉันนั้นต้องการเขียนตำนานให้หัวใจ
เพื่อจำจดไว้นานเท่านาน
สิ่งที่ฉันทำไปจะเป็นเส้นทางให้ข้ามผ่าน

สู่จุดหมายที่ตั้งใจ
ด้วยตัวฉันเอง

 
 
ทุกวันนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า "   นี่แหละคือ เส้นทางที่ฉันเลือกเดิน "
และนี่คือ " ชีวิตที่เรากำหนดมันขึ้นเอง "   ด้วยกายและใจเรานี่แหละ
 
ใครที่ยังท้อ ใครที่ยังทุกข์  หมั่นทบทวนทุกๆครั้งที่เกิดความทุกข์
เห็นทุกข์ไหม ทุกข์เพราะอะไรทั้งๆที่รู้ว่าทุกข์ แต่ทำไมจึงยังวิ่งหาทุกข์กันอยู่อีก
 
ตัวเราถือว่าได้ประสพความสำเร็จในระดับหนึ่ง
คำว่า ประสพความสำเร็จของเรา หมายถึง " ชีวิต " นะ
ไม่ใช่ไปประสพความสำเร็จทางโลกๆ เรื่องทางโลกๆ เราไม่ปรารถนาอันใดแล้ว
เพราะรู้แล้วว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ ส่งผลให้ได้รับทั้งทางโลกและทางธรรม
 
ไม่ต้องไปดิ้นรนหาหนทางใดๆ
ไม่ต้องไปไขว่คว้าหาดาวแบบที่เขาพูดๆกัน
ไม่ต้องไปเหลียวซ้ายแลขวาหาคนช่วยเหลือ
ไม่ต้องไปหาที่พึ่งพิงนอกตัว
ไม่ต้องไปวิ่งหาสิ่งที่สนองทำให้เกิดความสุข
มันจะมีแต่คำว่า " ไม่ต้อง "
 
เรามีหน้าที่เพียง ดู รู้ลงไป กับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ
ไม่ว่าจะชอบหรือชัง แค่รู้ แล้วชอบหรือชังจะหายไปเอง
 
ไม่ต้องไปหาวิธีการ มีแค่เฝ้าดู รู้ลงไป แล้วอยู่กับสิ่งนั้นๆ
ยิ่งหาวิธีการ ยิ่งวุ่นวาย มีแต่ส่งจิตออกนอก
 
เพราะมันคือกิเลสตัวหนึ่งที่เนียนมากๆ
ความอยาก  ความอยากสำเร็จ แต่ไม่รู้ไม่อยาก
จึงพยายามหาวิธีการ ที่คิดว่าเป็นหนทางพาไปสู่ความสำเร็จได้
ยิ่งดิ้น ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งมองไม่ออก เพราะความอยากบดบังดวงตา
บดบังปัญญาไม่ให้เห็นตามความเป็นจริง ในสิ่งที่กำลังเป็นอยู่
ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง
 
ทุกๆการกระทบ คือ สภาวะของคนๆนั้น
ทุกๆสภาวะคือบททดสอบสติ สัมปชัญญะ 
และ การชดใช้หนี้กรรมที่เคยได้สร้างเหตุเอาไว้ด้วยความไม่รู้
 
คิด สักแต่ว่า คิด
อย่าไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เพียงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แล้วแค่รู้ อย่าไปยึดติดจนทำให้เกิดอุปทานขึ้นมา

 

คำว่า " คนดี " เป็นเพียงการให้ค่าเท่านั้นเอง
เป็นการให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ ที่เรามองเห็นแค่เปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ ที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เมื่อเกิดความชอบใจหรือพอใจในสิ่งๆนั้น ตรงกับความรู้สึกของเรา เราก็ให้ค่าแก่สิ่งนั้นว่า " ดี "
เช่นเดียวกับเมื่อเกิดความไม่ชอบใจหรือไม่พอใจในสิ่งๆนั้น ที่ตรงข้ามหรือมีความเห็นต่าง
กับความรู้สึกของเรา เราก็ให้ค่าแก่สิ่งนั้นว่า " ไม่ดี "

ทุกอย่างล้วนเกิดจากอุปทาน แล้วเราไปเกาะเกี่ยวเข้ามา ปรุงแต่งมันเองค่ะ
คำว่า " ดี " หรือ " ไม่ดี " ล้วนเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเองค่ะ
หน้าที่ของเราคือ เจริญสติต่อไป ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แค่ดู แค่รู้ อย่าไปให้ค่า ให้ความหมายใดๆ

อย่าคาดหวัง ถ้าคาดหวัง ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี ทุกอย่างมันไม่เที่ยง

อย่าคาดเดา เมื่อคาดเดา สภาวะย่อมเปลี่ยนไป ทุกอย่างมันไม่เที่ยง

อย่าอยาก เพราะ ความอยากเป็นตัวปิดกั้นปัญญาไม่ให้เกิด
ยิ่งมีความอยากมากเท่าไหร่อุปทานยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งกลายเป็นว่า ส่งจิตออกนอกมากขึ้นเท่านั้น

ใครจะทำอะไรหรืออย่างไร นั่นคือเขาไม่ใช่เรา
เรา เขา ล้วนไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าใครก็ตาม สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลตามนั้น
ตอนนี้เรากำลังสร้างเหตุดีนะคะ นี่คือชีวิตใหม่ของเราค่ะ

 
เมื่อเจอผัสสะที่คิดว่า  " ดี "  อย่าไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่คิดว่า " ดี "
เมื่อเจอผัสสะที่คิดว่า " ร้าย " อย่าไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่คิดว่า " ร้าย "
 
สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่า จะดีหรือร้าย ล้วนเป็นหลุมพรางของกิเลส
จงอย่าพยายามแก้ไข ให้ดู แล้วรู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น
อย่าตอบโต้ การตอบโต้ คือ การแก้ไข คือ การสร้างภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้น ยืดยาวออกไป
 
คุณล่ะ ตัดสินใจกำหนดชีวิตของคุณเอง ด้วยตัวคุณเองแล้วหรือยัง
หรือว่ายังปล่อยให้เป็นไปตามเหตุที่กระทำมา แล้วยังคิดกระทำต่อไปอีก

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: