หมุนวนมาอีกครั้ง ” นกทิสากากะ “

 สังขารุเปกขาญาณ  ญาณที่วางเฉย เมื่อผู้มีความเพียรเจริญวิปัสสนาตั้งสติกำหนดรูป,นามอยู่อย่างไม่ย่อท้อติดต่อกันไป
และได้เห็นรูป,นามแสดงอาการออกมาต่างๆนานา  เป็นไปตามอำนาจแห่งพระไตรลักษณ์  ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการร้ายๆไม่น่าพึงใจ  ไม่น่าปรารถนา  อันเป็นลักษณะของปฏิสังขาญาณที่กล่าวมาแล้ว  ต่อจากนั้นย่อมเกิดความรู้เห็นอย่างแจ้งชัดแก่ใจโดยการภาวนามยปัญญาว่ารูป,นามนี้ไม่มีอะไรที่จะยึดถือเอาเป็นที่พึ่งได้  ไม่เป็นแก่นสาร  มีแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา  ไม่น่าชอบใจ   คือมีแต่ภัยและทุกข์โทษทั้งสิ้น  เมื่อเห็นแจ้งชัดโดยปัญญาดังนี้แล้ว  ย่อมละความยินดีความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดี ความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดีพอใจในรูป,นามนั้น  ก็คือความวางเฉยในรูป,นามนั่นเอง
         ในกรณีนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า  ชายผู้หนึ่งมีภรรยารูปสวยและมีความรักใคร่ในนางมาก  อุตสาหะพยายามทะนุถนอมนางให้ได้รับความสุขยิ่งกว่าตนเอง  ด้วยความหลงใหลเป็นหนักหนา  ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากนางแม้แต่ครู่เดียว  ขณะใดได้เห็นภรรยาที่รักแห่งตนยืนก็ดี,นั่งก็ดี,พูดก็ดี,หัวเราะก็ดีกับชายอื่นแล้ว  ย่อมร้อนรุ่มกลุ้มใจแทบเป็นบ้าไปด้วยความหึงหวง  เต็มไปด้วยความหงุดหงิดขมขื่น  เสวยความโทมนัสมีประมาณยิ่ง แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้าเกิดตาสว่าง  เห็นความชั่วของนางผู้เป็นภรรยานั้นมีประการต่างๆและต้องการสละละทิ้งไป  จึงทำการหย่าขาดจากนาง  และไม่ถือว่าเป็นภรรยาของตนอีกต่อไป  จำเดิมแต่นั้นมา  แม้จะเห็นภรรยาเก่าผู้นั้นคบหากับชายใดก็ตาม  ย่อมไม่โกรธ  ไม่หึงหวง  ไม่เกิดความโทมนัส  เป็นผู้วางเฉยเสียได้  อุปมานี้ฉันใดผู้ประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา ก็ฉันนั้น  เมื่อกาลก่อนตนมีความยินดีพอใจรักใคร่ในรูป,นามสังขารแห่งตนเป็นยิ่งนัก  เอาอกเอาใจประการต่างๆ บัดนี้เกิดมีปัญญา จักขุสว่าง มองเห็นทุกข์ในรูป,นามต้องการจะสละละทิ้งเสีย  จึงกำหนดรูป,นามโดยได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือเอาว่าเป็นเรา,ของเราดังนี้แล้ว  จึงละความยินดียินร้าย  กลายเป็นผู้วางเฉยต่อรูป,นาม  เหมือนอย่างสามารถวางเฉยต่อภรรยาที่ได้หย่าขาดจากกัน ดังอุปมาที่ยกมาแล้ว
          สภาวะอย่างนี้แลเรียกว่าก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งสังขารุเปกขาญาณ  เมื่อผู้บำเพ็ญความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนาได้บรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณนี้แล้ว  ก็จะเกิดอัศจรรย์ขึ้นในทันทีทันใดนั้น  คือจะเกิดความรู้สึกสงบสบายทันที  การกำหนดรูป,นามก้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งนัก  กำหนดได้นานๆ  จิตใจก็สงบเงียบ  สรุปความว่า สภาวะญาณก้าวไปสู่เหตุการณ์ที่ดีกว่าญาณที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด  จนเจ้าตัวตั้งสติกำหนดอยู่ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง  ในเมื่อพยายามบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไป  ความจริงนั้นในระยะนี้ถึงจะไม่มีผู้แนะนำให้ตั้งใจพยายามก็ไม่ท้อถอย  เพราะผู้เจริญวิปัสสนาเกิดความสงบใจและพร้อมที่จะเจริญความเพียรอย่างไม่ลดละอยู่แล้ว  เนื่องจากมีใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและมีสมาธิญาณอันสูงยิ่งนัก  เมื่ออินทรีย์เสมอกันเป้นอันดีแล้ว  สังขารุเปกขาญาณนี้ก็จะค่อยแก่กล้าขึ้นทุกๆที จนในที่สุดสภาวะแห่งญาณนี้จะแสดงออกมาซึ่งความบริบูรณ์ทุกประการคือ –
๑. ภยญฺจ นฺนที วิปฺปหาย ( วิสุทธิมรรค ) ไม่มีความกลัว  ไม่ยินดียินร้าย กำหนดรูป,นามได้ง่ายที่สุด
กำหนดได้สม่ำเสมอเรียบร้อยและด้วยความสบาย ปราศจากข้อขัดข้องคืออุปสรรคทั้งปวง
๒. เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ( วิภังคบาลี ) ดีใจก็ไม่มี เสียใจก็ไม่มี มีแต่ตั้งสติกำหนดรู้เฉย
๓. สพฺเพสงฺขาเรสุ อุทาสิโน ( วิสุทธิมรรค ) วางเฉยอยู่ได้ในสังขารรูป,นามทั้งปวง  คือเป็นความเฉยหรือเป็นอุเปกขา 
ซึ่งผู้ไม่ได้บรรลุจะทราบไม่ได้ หรือจะอนุมานเอาเองไม่ได้
๔. สนฺติฏฐนา ปญฺญา ( ปฏิสัมภิทามัค ) สมาธิตั้งอยู่นาน หมายความว่า กำหนดอยู่ได้นานๆ ไม่อยากลุกขึ้นเพราะใจสงบ 
ในระยะนี้มีความรู้สึกไม่อยากไปไหน  ไม่อยากพบใคร ไม่คิดไม่นึกอะไรทั้งสิ้น เพราะความฟุ้งซ่านไม่มี นิวรณ์ธรรมทั้งหลายก็สงบไม่มากวน
๕. สุปฺปคฺเค ปิฏฐํ วฏุฏิยมานํ วิย ( วิสุทธิมัคค ) กำหนดอาการรูป,นาม สังขารสุขุมละเอียดละออ   
ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งละเอียดมาก เห็นไม่ค่อยชัดเจน  แต่ก็กำหนดได้อย่างสบาย  ในด้านจิตใจรู้สึกสงบที่สุด 
ลักษณะของสังขารุเปกขาญาณนี้ เมื่อโยคีกำหนดไปๆ ก็ยิ่งละเอียดสุขุม  ฉันนั้น
๖. ปฏิลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ ( วิสุทธิมัคค )  ถึงภาวะที่เรียกว่า มีธรรมเป็นอำนาจเต็มที่ 
คือมีจิตใจแคบเข้ามาความฟุ้งซ่านน้อยสุด กล่าวว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้ คือ คิดฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกน้อยสุด จนแทบจะไม่มี 
ในขณะที่กำหนดอยู่นั้นแม้อารมณ์ภายในก็ถอยลงมา เพียงแต่กำหนดอาการรูป,นามเท่านั้น
จิตใจก็สงบเสียแล้ว  ไม่ต้องกำหนดรูปนามอื่นๆให้เกินต้องการ ระยะบทนี้กัมมัฏฐานที่แท้จะสั้นเข้า
เหมือนยางที่ยืดออกไปแล้วกลับหดสั้นเข้ามา  ฉะนั้น
        วิปัสสนาจารย์ได้สอบสวนพิจรณา  เห็นว่า โยคีบุคคลผู้ปฏิบัติมีสภาวะบังเกิดองคคุณทั้ง ๖ ก็พึงจงทราบเถิดว่า
บัดนี้โยคีผู้นั้นบรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณแน่นอน
 ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ
อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
เป็นเดือนได้กระมังที่เราย่ำอยู่กับรูป,นาม  เราจำสภาวะทั้งหมดได้แม่นยำ
 แต่สภาวะที่จะเห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณนี้ทุกคน
เพราะสภาวะหลักๆจริงๆเลยนี่  มีไม่กี่สภาวะที่เป็นหลักๆ  นอกนั้นสภาวะอื่นๆไม่มีอะไร
มีแต่สภาวะหลอกๆที่ครูบาฯท่านเขียนใส่ตบตาเอาไว้
มีไว้เพื่อตรวจสอบคนที่ตกหลุมพรางกิเลส
 
สภาวะนกทิสากากะ ถ้าเราไม่เขียนก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าสภาวะนี้เป็นอย่างไร
เพราะเราไม่เคยเขียนเอาไว้ว่า ถ้าอากรแบบนี้คือ ทิสากากะ
กลัวคนเอาไปตีความผิดๆ และทำให้หลงหนักกว่าเดิม
 
การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด
 
 
ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก
 
มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ  สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่านรอบแรก ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จอุปกิเลสทันที
 
 
9.00-11.00
 
เดินจงกรม จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ตอนเดิน
นั่ง สมาธิแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูป,นามได้ตลอด
 
11.00-13.30
 
เดินจงกรมเสร็จ ไปนั่งกำหนดที่โซฟา สมาธิแรงมากๆ 
การกำหนดนั่งที่โซฟานี่ ถือว่าเป็นการสะสมทั้งกำลังของสมาธิและสติ สัมปชัญญะ
ทำแบบนี้ดีมากๆเลยสำหรับเรา
 
โอภาสยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ นั่นคือ กำลังของสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้น
เราสะสมตรงนี้เอาไว้ เมื่อเวลาต้องนั่งกำหนดที่พื้น จิตจะมีกำลังของสมาธิมากขึ้น
ส่วนเรื่องสติ สัมปชัญญะนั้นไม่ห่วง เพราะมีกำลังของสติ ล้ำหน้าอยู่มาก
 
13.30-17.00
 
มีสมาธิแรงมาก จิตงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
บางคนย่ำอยู่ที่สังขารุเปกขานานมากๆ เป็นปีก็มี
สำหรับเราน่ะ เฉยๆนะ แค่รู้ เพราะจำสภาวะได้ดี
ตอนนี้แค่รอเวลา รอกำลังของสมาธิ เมื่อถึงเวลาเขาเกิดเอง
โฆษณา

เศร้าใจมากๆ

 
รู้สึกเศร้าใจและรู้สึกผิดมากๆเลย
วันก่อนเราเห็นหนูมันไต่เข้ามาทางมุ้งลวดที่เป็นรูโหว่อยู่ เห็นมันวิ่งๆไปที่พื้น
เราก็เลยเอาผ้าเช็ดมือที่ไม่ได้ใช้ไปอุดตรงช่องโหว่
 
บนตู้เรามีสเตอฯวางอยู่ ด้านหลังลำโพงจะมีช่องอยู่
เราไม่แน่ใจว่าหนูมันจะเข้าไปอยู่หรือไม่ คือ เราไม่เห็นมันเลยน่ะ
เราเปิดช่องโหว่ทิ้งเอาไว้ เพราะคิดว่า หนูคงจะออกไปเอง
 
กลับมาจากที่ทำงาน เราก็เอาผ้าขนหนูผืนเล็กที่ไม่ได้ใช้ นำไปอุดตรงช่องของลำโพง
ก็ยืนฟังเสียงนะ ถ้ามีหนู มันต้องวิ่ง นี่ไม่มีเสียงอะไร เสียงร้องก็ไม่มี
เราก็วางใจ คิดว่าหนูคงออกไปแล้ว กี่วันก็ไม่แน่ใจนะ คือไม่ได้สนใจอีกเลย
 
มาวันนี้ได้กลิ่นเน่าๆ แปลกๆ เราว่ากลิ่นเหมือนหนูตาย
ตกใจนะ คิดว่า ตายแล้วเรา ก็ไปดึงผ้าขนหนูที่อุดช่องเอาไว้
 
รู้สึกเศร้าใจมากๆ เราได้ฆ่าหนูตายโดยไม่ได้เจตนา
สภาพผ้าขนหนูที่เขากัดจนหลุดลุ่ย เขาคงอดอาหารถึงได้ตาย
เพราะลำโพงมีอากาศถ่ายเทได้
 
เราได้ยกมือไหว้ แล้วกล่าวขออโหสิกรรมต่อเจ้าหนู
เราไม่ได้เจตนาจะทำร้ายหรือคิดเอาชีวิตเขาเลย
เพราะเราคิดว่า เขาคงไม่ได้เข้าไปในลำโพง
วิบากกรรมหนอเจ้าหนูเอ๊ยย  อโหสิกรรมให้ด้วยนะ
 
 

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: