สภาวะรู้อยู่กับรูปนาม ( สังขารุเปกขาญาณ )

สภาวะรู้อยู่กับรูปนามนี้ ขอนำมาเล่าสู่ในรูปแบบของสภาวะที่จะนำไปสำรวจตัวเองได้
สภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มีสติ สัมปชัญญะดี มีกำลังของสมาธิแนบแน่นดี
จิตสามารถเข้าออกสมาธิได้ตลอดเวลา เรียกว่า จิตถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยสมาธิ
เป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้ง่ายมากยิ่งๆขึ้นไป
 
ขณะที่เกิดจงกรม จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม เท้าจะกระทบพื้นแบบชัดเจนมากๆ
บางคนถ้าตัวสัมปชัญญะทีกำลังมาก จะมีอาการเสียวๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทใดๆก็ตาม แม้ขณะที่เดินจงกรม จิตจะเป็นสมาธิได้ง่าย
 
ในอริยาบทนั่ง จะรู้อยู่กับกายได้ดี สมาธิแนบแน่นดี สติ สัมปชัญญะดี
รู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดเวลาขณะที่นั่งอยู่
 
หากกำลังของสมาธิยังไม่แรงมาก จะรู้ลมหายใจได้ดี รู้ได้ชัด
เมื่อกำลังสมาธิเริ่มมีมากขึ้น ลมหายใจจะละเอียดมากขึ้น จะไม่สามารถจับได้เลย
หลังจากนั้น จะเห็นท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออกได้แบบชัดเจนมากๆ
 
เมื่อสมาธิมีกำลังมากขึ้นไปอีก ทีนี้ท้องพองยุบจะหายไป จับไม่ได้เลย
จะมาเห็นกายที่เคลื่อนไหว คือ ช่วงหน้าอก บางทีก็รู้ทั้งตัว แต่ตรงท้องจะจับไม่ได้เลย
 
เมื่อจิตมีกำลังของสมาธิแรงขึ้นไปอีก ทีนี้จะรู้สึกว่า จับอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
ให้กลับมารู้ที่กายนั่งอยู่ อย่าไปติดอยู่ที่ความสงบ
 
เมื่อมีเวทนาเกิด  สภาวะที่มาอยู่ตรงนี้ได้ เวทนาจะสักแต่ว่าเวทนา
จะเห็นการทำงานของเวทนา จิตจะรับรู้อาการของกายเป็นส่วนๆ จะรู้ได้ละเอียดแบบนี้
 
เวทนาที่เกิดขึ้น จิตจะรู้ตั้งแต่เริ่มแรกเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งเวทนาค่อยๆแผ่วลงไปและหายไปในที่สุด
อาจจะเกิดวนๆอยู่แบบนี้หลายๆรอบ หรือไม่เกิดเลยก็มี
 
สภาวะนี้ถ้ามีความคิดเกิด จะเกิดไม่นาน จะหายไปเอง
แล้วจะมารู้อยู่กับกายได้ชัดเจนดี 
 
ปราศจากความยินดี ยินร้ายใดๆทั้งสิ้น
แล้วสภาวะเขาจะดำเนินไปของเขาเอง
 
มาถึงสภาวะนี้ จะนั่งกี่ชั่วโมงก็ได้ นั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้นั่ง
เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 
การจะดูสภาวะ ให้ดูในเวลาเพียง 1 ชม. พอ
ถ้าจะเห็นแจ้งเมื่อไหร่ จะเกิด เกิดเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม จะไปคาดเดาใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น
 
บางครั้ง เมื่อกำลังของสมาธิแรงมากๆ จะมีโอภาสเกิดร่วมด้วย
อาจจะสว่างมากๆ อย่าไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ เพราะเป็นเพียงแค่กำลังของสมาธิเท่านั้นเอง
 
บางคนที่มีกำลังของสมาธิมากๆ พวกนี้จะไม่หลับไม่นอน
แต่จิตเขาจะไปพักในสมาธิแทน เหมือนกับการเข้าฌาน คือ ดับไปเลย จะกี่ชม.ก็ได้
 
จะรู้ว่าใช่สภาวะสังขารุเปกขาญาณหรือไม่
ให้ดูสภาวะของนกทิสากากะเป็นหลัก
 
ถ้ามีสภาวะของนกทิสากากะเกิดร่วมด้วย
นั่นคือ สภาวะสังขารุเปกขาญาณที่แท้จริง
ประตูแห่งการรู้แจ้งจากจิต อยู่ตรงนี้
 
ถ้ามีสภาวะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี แต่ไม่มีสภาวะของนกทิสากากะร่วมด้วย
อันนั้นเป็นเพียง สัมมาสมาธิและสัมมาสติ ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง
 
แต่ที่ดีที่สุดคือ แค่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้อยู่กับกายและจิตเท่านั้นพอ
อย่าไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะดีที่สุด
 
เพราะเมื่อไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
กิเลสสามารถเข้าแทรกได้ทุกเมื่อ ทำให้มีผู้คนหลงสภาวะกันได้เพราะเหตุนี้นี่เอง
 
 
ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ

อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
 
 
กล่าวโดยสภาวะ
 
จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
 
นกทิสากาะ
 
สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ
พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา
สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้
 
เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค
เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
 เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง
เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕ 
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น
โฆษณา

1 ความเห็น (+add yours?)

  1. trp77
    พ.ย. 03, 2015 @ 00:18:58

    Reblogged this on Trp77's Weblog and commented:
    สภาวะรู้อยู่กับรูปนาม ( สังขารุเปกขาญาณ )

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: