ใช้หนี้กรรม ” การโกหก “

นั่นสินะ ” ทำไมถึงโง่แบบนี้ ” ทุกอย่างมันมีเหตุมาก่อน เราจึงได้รับผลทำให้ชีวิตของเราต้องเป็นแบบนี้
เพิ่งตื่นมานะเนี่ย วันหยุดนี่เราจะนอนสบายแบบนี้แหละ หลับยาวเลย ข้าวปลาไม่ตื่นมากิน
เราเพิ่งนอนเมื่อ 6 โมงเช้า มัวแต่ดูคอนเสิร์ต เราจะเป็นแบบนั้นแหละก่อนคืนวันหยุด
คือ ไม่ก็หนัง ก็ทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ชอบนี่มาเยอะนะ การนอน คือสิ่งที่ชอบมากที่สุดสำหรับเรา
เช้านี้ .. ต้องเย็นนี้สินะ เราตื่นขึ้นมาด้วยความโล่งใจสุดๆ
อะไรๆที่เคยอยู่ในใจเรา มันเหี้ยนเตียนไม่มีเหลืออะไรอีกเลย
ไม่น่าเชื่อนะ แค่ช่วงเวลาไม่กี่ชม. กับบางสิ่งที่เราเป็น เก็บมันเอาไว้เป็นปีๆ โดยไม่พูดออกมา
เก็บเอาไว้แบบนั้น เพราะกลัวเรื่องสภาวะ เรากลัวความทุกข์ เข็ดมากๆกับสภาวะครั้งที่แล้ว
ที่เจอความทุกข์เล่นงานจนเราสะบักสะบอม
เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่กล้าที่จะทำอะไร ได้แต่เฝ้าดู ดูจิตตัวเอง ดูการกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น
มันต้องแบบนี้สินะ มันคือการชดใช้กับสิ่งที่เราเคยทำกับคนอื่นๆเอาไว้
คิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงน้าหิ่มยาน คิดถึงเพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานมาร่วมกัน
คิดถึงอจ.หมอปรีฯ  คิดถึงคนไข้ที่เราให้ยาผิด
ไม่น่าเชื่อนะ  มันไม่ใช่เรื่องบังอิญอย่างแน่นอน มันช่างไม่น่าเชื่อจริงๆ
เรื่องราวในอดีตหลั่งไหลขึ้นมาเป็นเรื่องๆ เรื่องไม่ดีที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีต ” โกหก “
ตอนเรายังเด็ก เราเคยขโมยเงินพ่อ 100 บาท จำนวนเงินนี้ จำได้อย่างแม่นยำ
พ่อแม่มีลูก 5 คน พ่อเป็นข้าราชการชั้นประทวน แม่รับซักผ้าอยู่บ้าน
พ่อเรามีเพื่อนเยอะ เมาทุกวัน ไม่เคยให้เงินแม่
( อันนี้แม่เล่าให้ฟังทีหลัง หลังจากที่เราได้กราบขออโหสิกรรมต่อแม่ )
เราขโมยตอนที่พ่อเมาแล้วหลับ ก็คิดไม่ถึงว่าพ่อนับเงินไว้ทั้งหมด
จำไม่ได้ว่าเราอายุเท่าไหร่ คือ ยังเด็กมากๆ
แม่เรียกทุกคนมาถามว่าใครขโมยเงินพ่อไป
ผลคือ ไม่มีใครยอมรับ ก็น้องๆไม่ได้ทำ จะยอมรับได้ยังไง
เราเองก็ไม่ยอมรับ เพราะรู้ว่า ถ้ายอมรับ จะต้องถูกตีอย่างแน่นอน
แม่จับทุกคนแขวนขึ้นขื่อบ้าน มัดมือกับขื่อ แม่จะตีจนกว่าจะยอมรับ
เราน่ะเป็นคนกลัวการเจ็บตัวมากที่สุด กลัวเป็นชีวิตจิตใจ ก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมเราถึงกลัวขนาดนั้น
เราร้องไห้เสียงดัง ทั้งๆที่แม่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องเรียกว่าแหกปากนะ ภาษาชาวบ้าน
ป้าข้างบ้าน วิ่งมาเลย ป้าจะรักเรามากกว่าน้องคนอื่นๆ เพราะเรามีอะไรที่แตกต่างจากพี่น้องเยอะมากๆ
ป้ามาถึงแกะเราออกจากขื่อ  ถามแม่ว่า จะตีลูกทำไม แม่เล่าให้ฟังพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
แม่บอกว่า ขโมยยังไม่พอ ยังโกหก แม่ไม่อยากให้ลูกๆมีนิสัยทั้งขี้ขโมยและโกหก
อื่มมม ….. นึกถึงเรื่องนี้ เสียใจนะเรา ภาพที่แม่ร้องไห้ ทำเอาเราน้ำตาหยดแหมะเลย
นี่ถ้าเราไม่ได้แม่สั่งสอนเรื่องนี้มา เราอาจจะเหมือนคนหลายๆคนที่ชอบโกหก โกหกแบบไม่รู้สึกผิด
จนเป็นเรื่องธรรมสำหรับคนเหล่านั้นไป
มาเข้าเรื่องต่อ
ทีนี้ป้าควักเงินให้แม่ บอกว่าใช้แทนเด็กๆซึ่งไม่รู้ว่าคนไหน
ป้าพาเราไปบ้าน หาของให้กินแล้วถามเราว่า เราขโมยตังพ่อเปล่า
เราเงียบ ไม่ตอบป้า
ป้าบอกว่า ป้าไม่ตี และไม่บอกพ่อกับแม่ แต่ป้าไม่อยากให้โตขึ้นเป็นคนขี้ขโมยและโกหก
เราร้องไห้ บอกว่าเราขโมย แต่ไม่ยอมรับเพราะกลัวแม่ตี เรากลัวเจ็บ เพราะไม่เคยโดนแม่ตี
ป้าถามว่า ขโมยไปทำไม แล้วเหลือตังเท่าไหร่
เราบอกว่า เราอยากกินปลาหมึก เห็นคนอื่นๆกินขนม อยากกินเหมือนๆเขา
พ่อไม่เคยให้ตังกินหนม เพราะตังพ่อไม่เคยเหลือ และตังไม่เหลือแล้ว
ป้าบอกว่า ต่อไปนี้ ห้ามขโมยอีกนะ และอย่าโกหกอีก มันไม่ดี ไปที่ไหน ไม่มีใครรัก
อยากกินอะไร บอกป้า เดี๋ยวป้าให้ตังไปกินหนม  เอางี้ไหม ตอนเย็นๆ
มาหาพวกพี่ๆ น้าๆเขา เขามีงานทำให้ทำ จะได้มีตังกินหนม
เราก็ตกลง เราเลยมีรายได้พิเศษ จากการถอนขนรักแร้ให้บรรดาน้าๆพี่ๆทั้งหลาย
นี่คือ ครั้งที่ 1 ที่เราโกหก
ครั้งที่ 2
ตอนนี้น้าเอาเราไปอยู่ด้วย ไปช่วยเขียงเนื้อที่ตลาด
บ้านป้าเป็นอิสลาม มีอาชีพขายเนื้อ
ช่วงนั้นกำลังวัยรุ่น มีคนมาชอบเยอะมากๆ
ก็ได้น้านี่แหละคอยสอน คอยบอก ว่า ได้กับคนเหล่านี้ อนาคตไม่ไกล
จริงๆแล้ว เราไม่ได้ชอบคนเหล่านั้นหรอก แต่น้ากลัวเราใจอ่อน เพราะมานั่งเฝ้ากันทุกวัน
ซื้อข้าวของมาให้กัน เอาของมาให้
ต่อมาเราสอบติด ได้ทำงาน เราไม่มีนาฬิกาข้อมือใช้
เราก็ขอกับน้า เขาก็ซื้อให้นะ แต่เป็นมือสอง
เรื่องตรงนี้จำไม่ได้นะ รู้แต่ว่าเหมอนเราไปหลอกหรือไปโกหกน้า
เพราะพอเราได้นาฬิกา เราก็กลับไปอยู่บ้าน ไม่อยู่กับน้าเขา
แต่ถือว่ามันเป็นเรื่องโกหก เพราะน้าเขาต่อว่าเราว่า อย่าทำแบบนี้อีก อยากได้อะไรบอกเขา อย่าโกหก
ครั้งที่ 3
นี่เป็นชีวิตการทำงาน
เรื่องนี้ จำได้ดี เราให้ยาคนไข้ผิด แล้วไม่ยอมรับ เพราะกลัวถูกร้องเรียน
เรื่องนี้จะรู้ในกลุ่มของหัวหน้าและอจ.หมอ
อจ.หมอ เรียกเราไปคุย ตอนแรกเราไม่ยอมรับ
อจ.บอกว่า ดีนะที่ยาฉีดตัวนี้ไม่ได้อันตรายใดๆ ถ้าเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตจะทำยังไง
บอกกับอจ.เถอะ อจ.จะเก็บเรื่องนี้ไว้เอง ไม่ลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด
เรายอมรับกับอจ.  เราต้องโกหกเพราะเรากลัว กลัวเรื่องความผิดทางวินัยที่ต้องได้รับ
อจ. มีเมตตามากๆ อจ. บอกว่า รู้มั๊ยชีวิตของคนไข้สำคัญมากแค่ไหน
เขามาฝากชีวิตไว้ในมือของเรา เท่ากับเขาไว้ใจเรา 
นี่คือ การโกหกที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา 3 ครั้ง แต่เรื่องทุกเรื่องทำให้เราเลิกโกหก
และไม่มีการพูดโกหกอีกต่อไป ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง
มาเข้าเรื่องการชดใช้
เรื่องของสภาวะนี่ซับซ้อนมากๆเลยนะ
การเจริญสติ จะทำให้เราเจอทั้งการชดใช้ที่เราเคยทำกับคนอื่นๆไว้
มาในรูปแบบของผัสสะหรือการกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมๆกับเป็นตัวของการวัดผลของการปฏิบัติด้วย
ว่าที่เราได้ทำๆมานั้น กำลังของสติ สัมปชัญญะ เรามีมากแค่ไหน ให้ดูเรื่องผลที่ได้รับจากการกระทบที่เกิดขึ้น
ที่ว่าการชดใช้คือ  เหตุที่เราเคยทำไว้กับเรื่องราวในอดีต ถึงแม้จะไม่ได้ชดใช้กับคนในอดีตก็ตาม
แต่จะมีเจ้าหนี้รายที่ถัดต่อไป เขามาให้เราชดใช้แทน แต่กรรมที่เราเคยทำกับคนอื่นๆในอดีตยังคงอยู่ ไม่หายไปแต่อย่างใด
เป็นกรรมตัวเดียวกัน แต่แตกต่างที่ตัวบุคคล
เหตุการณ์ที่เกิดกับเราครั้งนี้เช่นเดียวกัน เรากำลังชดใช้
เพียงแต่ตอนแรก เรื่องมันกระจายหลายเรื่อง สภาวะมันไม่ชัดเจน คือรู้ว่าเป็นการชดใช้
แต่ตอนแรกไปมุ่งอยู่กับอีกเรื่อง เลยทำให้เข้าใจสภาวะแบบผิดๆ
กลับกลายเป็นไปสนับสนุนให้คนโกหกซึ่งเขาโกหกอยู่แล้ว ให้เขาโกหกมากขึ้นกว่าเดิม
เพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริงในสิ่งที่เรารู้ออกไปนั้น จะเป็นการไปแก้ไขสภาวะ
เราก็เลยเงียบมาตลอด เก็บความจริงไว้ตลอด
ทุกอย่างนะ คงต้องถึงเวลาของตัวสภาวะเอง
คงหมดเหตุตรงนั้นต่อกัน จึงได้เกิดเหตุการณ์ตรงนี้ขึ้น
ทำให้เราได้พูดความจริงทั้งหมดที่เราเก็บเอาไว้
รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องมาฝืนความรู้สึกเอาไว้อีก
นี่แหละหนา สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เรื่องราวที่เราเคยโกหก ล้วนเป็นเรื่องในอดีต นานมาแล้ว นานมากๆเลย
คิดไม่ถึงว่า จะถูกให้ชดใช้ในรูปแบบเช่นนี้
เรื่องความรู้สึกของเราตอนนี้ปกติดี ไม่มีชอบหรือชังใดๆ อภัยให้ทุกๆอย่าง
เหตุมี ผลย่อมมี ทุกคนไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี ทุกคนไม่มีใครที่อยากทำให้ใครๆทุกข์
ทุกคนอยากมีความสุข ทุกคนอยากประสพความสำเร็จฯลฯ
เพราะความไม่รู้ เพราะอวิชชาหรือกิเลสนี่ต่างหาก ที่บดบังดวงตาให้ทุกคนมืดบอด
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้ ทำให้ไม่เข้าใจเรื่องของกฏแห่งกรรมหรือการกระทำ
ตลอดจนวิบากกรรม หรือผลที่จะต้องได้รับกัน จึงสร้างเหตุต่อกันที่เป็นการสร้างภพชาติ ไม่รู้จักจบ
ความโกรธ โมหะ โทสะ ราคะ กิเลสตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายในใจเรานี่แหละ
ที่ทำให้เราเป็นแบบนี้กัน  ไม่ใช่ใครที่ไหนทำกับเราเลย เราทำตัวเราเองทั้งนั้น
เมื่อมีการเกิดทุกๆครั้ง ย่อมมีความไม่รู้เกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่จะรู้
จึงเป็นเหตุให้เราทำหลายๆสิ่งหลายๆอย่างลงไปด้วยความไม่รู้
นับว่ากุศลของเรานี้ยังมีอยู่นะ ที่ได้มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔
ทำให้เราได้เห็นตามความเป็นจริง ได้สร้างแต่เหตุใหม่ที่เป็นการทอนภพชาติให้สั้นลงไปเรื่อยๆ
เมื่อเหตุไม่มีแล้ว ผลจะมีได้อย่างไร
สำหรับผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น นีี่เป็นเรื่องี่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีไหน มีสติในการอ่านด้วย
กรุณารับทราบไว้ด้วยว่า บล็อกนี้ เป็นการเขียนเรื่องราวออกมาเพื่อดูตัวเอง ดูเหตุที่ตัวเองมีอยู่
สิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็นออกมา นั่นคือ สิ่งที่คุณต้องพบเจอ
อย่ามาเสียเวลาเลย จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์กับตัวคุณเองเถอะ
โฆษณา

2 ความเห็น (+add yours?)

  1. Lek
    ส.ค. 30, 2011 @ 11:05:38

    ถ้าผมกำลังเจอวิบากกรรมที่คนอื่นโกหกเรา จนทำให้เราตกต่ำ ย่ำแย่จนไม่เป็นผู้เป็นคน โดยที่เราจำไม่ได้ว่าเคยทำกับใครไว้ ควรแก้ยังไงดีครับ

    ตอบกลับ

    • walailoo
      ส.ค. 31, 2011 @ 14:55:38

      ทุกอย่างล้วนเหตุ ผลจึงมีให้ได้รับ เราเคยทำเขา เขาเคยทำเรา ผลัดกันทำแบบนี้ไม่รู้มากี่ภพกี่ชาติแล้ว เหตุเกิดเนื่องจากความไม่รู้ในเรื่องของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์

      สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้คือ ปัจจุบัน มีวิธีเดียวเท่านั้นคือ การฝึกเจริญสติค่ะ

      ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: