ปลงตก

สมาธิแปลว่ามั่นคง ฝังอยู่ในจิตใจ สมาธิมีมากแล้ว มันจะขับเอาเชื้อกิเลสออกไปเสียจากจิตใจ
อนุสัยที่มันเคยนอนเนื่องในสันดานก็หายไปด้วย คือ ทิฐิ ทิฐิจะไม่มีกับคนนั้น
และการปฏิบัตินั้น ทิฐิไม่มีแล้ว รับรองปัญญาเกิด
คนที่ยังมีทิฐิมานะในเรื่องเลวร้าย ไม่ยอมใคร ไม่ยอมคนแล้วนั้น นั่นแหละตัวทิฐิ
แต่ทิฐิที่ผิดมีอยู่มากมาย จะพูดเฉพาะเชิงปฏิบัติการที่มันใกล้ๆตัว นี่เปรียบเทียบให้ฟัง ก็มีทิฐิอยู่
ท่านผู้ใดมีมาก ความสงสัยก็มีมาก สงสัยว่าคนโน้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี สงสัยไปเรื่อย
แต่ที่น่าสงสัยว่าตัวเองไม่ดี ไม่สงสัยเลย ไประแวงคนอื่นเขา
นี่แหละ ตัวทิฐิตัวนี้สำหรับปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ อันแจ้งชัดมาก อย่าเอาวิชาการมากนัก
ทิฐิเกิดขึ้นก็ทำให้ไม่อยากมองหน้าใคร ไม่อยากเชื่อฟังใครเลย เลยเอาทิฐิขึ้นเหนือลมคนเดียว
เลยตัวดีคนเดียว ดีไม่ได้หรอกคนมีทิฐิ มีมานะในทางที่ไม่ดี   คนที่มีปัญญาจะมานะในทางที่ดีเสมอไป
จะขยันหมั่นเพียรตลอดรายการ นี่ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ
การกำหนดก็ไม่เคยกำหนดกันนะ เท่าที่อาตมาทบทวนและเห็นพวกนักปฏิบัติไม่เคยตั้งสติไว้ที่เห็น
ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แล้วจิตใจจะมั่นคงได้หรือ
เห็นผู้หญิง เห็นผู้ชาย เห็นสวย เห็นงาม เห็นไม่สวย เห็นไม่งาม เห็นเท่านี้ยังใช้ไม่ได้
ต้องตัวกำหนดว่า เขาสวยอย่างไร เขาดีอย่างไร
ปัญญาที่มันเกิดขึ้นจากการภาวนานั้น มันจะบอกว่าคนนี้จะสวยหรือน่าเกลียดน่าชม
ก็อย่าไปสนใจเขา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รูปนามก็แยกจากันได้
รูปก็เป็นรูปไป ตัวนามก็เป็นตัวนามไป ก็แยกกัน ไม่ไปผสมกัน
ตรงนี้เป็นตัวขาด  ปลงตก ไม่สนใจ รูป เสียง กลิ่น รส อีกต่อไป
จะสนใจแต่ความดีมีอยู่ในตัวเอง เรียกว่า ตัวกำหนดชะตากรรม
ทำให้เรารู้ชะตากรรมตัวเอง เรามีเวรกรรมประการใด มันจะบอกตอนนั้นต่อไป
ถ้าเรายังทิฐิผิด มันมืดมิดอยู่ตลอดเวลากาล แสงสว่างไม่เกิดขึ้นในจิตใจ
ในเมื่อแสงสว่างไม่เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว รับรองท่านต้องผิดต่อไป เอาแต่อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง
ไม่ได้เอาใจคนอื่นยึดถือมาเป็นหลักปฏิบัติแต่ประการใด
การปฏิบัติกรรมฐานจึงเสียผล ไม่ได้ผลนะ กำหนดรู้ก็ไม่เคยกำหนด
เห็นหนอก็ไม่เคยกำหนด แล้วไม่เคยเก็บอารมณ์
กำหนดทุกอริยาบท เรียกว่า ” เก็บอารมณ์ “ จำไว้ให้ได้
ไม่ได้เก็บอารมณ์แล้วไปนั่งอยู่ในห้องมืด ไม่ต้องไปดูคน ไม่ใช่เก็บอารมณ์แบบนั้น
เก็บอารมณ์ก็คือว่า เสียงหนอ … เขาจะเยินยอ สรรเสริญ เขาจะนินทา เขาจะแช่ง เก็บอารมณ์ไว้
คำว่า ” เก็บอารมณ์ ” คืออะไร คือไม่ไปรับอารมณ์ เรียกว่า เก็บอารมณ์ เข้าใจตัวนี้หน่อย ไม่เข้าใจกันเลยนะ
เก็บอารมณ์เขาเรียกเก็บอะไร ไม่ดูโลก โลกสว่าง มืด ข้าไม่รู้ ไปเก็บตัว ไม่ใช่เก็บอารมณ์
เก็บตัวไม่ใช่ไม่อยากจะเจอกับใครและจะไม่พูดจากับใคร
เก็บอารมณ์ที่ถูกต้องก็คือ กำหนดจิตให้ได้อารมณ์ในปัจจุบัน นักปฏิบัติต้องจำข้อนี้ไว้ให้ได้
เราเจอคนมาก เราฝึกไปแล้ว เจอคนมามาก มันทั้งด่าบ้าง นินทาบ้าง หมุบหมิบบ้าง
เก็บอารมณ์ไม่รับได้ไหม  พาเอาออกไปรับแล้ว
โฆษณา

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหล กินน้ำแกง

 
คนเราส่วนมากชอบความสุข รังเกียจความทุกข์
ทั้งๆที่เกลียดความทุกข์ แต่ก็ขยันเสพความทุกข์เข้าหาตนเองเนืองๆ
เหมือนกับสำนวนไทยที่มีไว้ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง
 
ของเหม็นๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเหม็น แต่ชอบลงมาคลุกเคล้ากันเอง
เปรียบเสมือนกิเลส ทั้งๆที่รู้ว่ามันคือกิเลส ทั้งๆที่ไม่ใช่กิเลสของตัวเอง แต่เป็นกิเลสของชาวบ้าน
แต่คนเราก็ยังชอบลุกไปคลุกเคล้า เอากิเลสที่ตัวเองมีอยู่แล้วยังไม่พอ
กลับลงไปเล่นกับกิเลสของชาวบ้านเขาอีก
 
เหตุเพราะ ความมืดบอด เพราะตัณหาอุทานบดบังดวงตาเอาไว้นั่นเอง
จึงไม่สามารถทำให้เกิดปัญญาได้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะกิเลสได้
ก็เลยหลง แต่ไม่รู้ว่าหลง ลงไปคลุกเคล้าอยู่ตลอดเวลา
 
 
 เพราะ อุปทาน อุปทานที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง
พอเกิดอุปทาน การปรุงแต่งก็ตามมา ไม่ไหลย้อนกลับไปอดีต ก็ไหลไปหาอนาคต
จะรู้อยู่กับปัจจุบันให้ทันได้นี่ ยากยิ่งนัก  เราจึงต้องมาฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันให้ทัน
โดยการเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้ทันต่อการอุปทานที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว
ไม่ให้ไหลไปตามความคิดที่กำลังปรุงแต่งยืดยาว
ที่ก่อให้เป็นต้นเหตุของการสร้างภพชาติกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น
 
 กิเลส กิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่รอบๆตัวเรา   ที่มันมีอยู่แล้ว มันเป็นของมันแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่เพราะความไม่รู้ เราไปเกาะเกี่ยวกิเลสเหล่านั้นเข้ามาเอง
 
ทุกๆวินาทีที่เคลื่อนตัวไห หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันกำลังกลายเป็นอดีต
สิ่งที่กำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่ นี่คืออนาคต
สิ่งที่กำลังทำและมีความรู้สึกตัวได้ตลอด นี่เป็นปัจจุบัน

ได้ทั้งกุศลและความอิ่มใจ

 
วันนี้ไปแจกทานที่วัดตาลเอน มีน้ำเก๊กฮวย 300 ขวด น้ำดื่มแบบขวดละ 10 บาท 1200 ขวด
และผ้าเย็น ไม่แน่ใจว่ากี่ผืน ไม่ได้ถามคนที่ไปซื้อของ คือมีเท่าไหร่หมดเลย
 
ร่วมทำบุญกันหลายหลังคาเรื่อน  เขาพาลูกๆหลานๆไปกันด้วย
มีร้านมาทำบุญร่วม 45 ร้าน เด็กๆวิ่งแจกน้ำ แจกผ้าเย็นกันอย่างสนุกสนาน
อาหารอร่อยมากๆ อร่อยทุกๆร้าน ของที่ร้านนั้นหมดก่อนเพื่อน
 
เจอคนที่เคยปฏิบัติร่วมกันมาออกร้านหลายร้าน ขากลับตักน้ำใส่ถุงให้เรา
มีชาเขียวนมสด ชาเย็น น้ำเก๋กฮวย ชาดำเย็น เราก็จำไม่ได้นะว่าน้ำอะไรมั่ง
ก็รับๆมา แล้วนำไปแจกคนอื่นๆ เขาก็หิ้วมาฝากคนที่หมูบ้านต่อ คนที่ไม่ได้ไปด้วย
ได้บุญกันถ้วนๆทุกๆคน หน้าตางี้ร่าเริงมีความสุขกัน เราเองก็อิ่มใจมากๆ
 
วิลัย คนที่อยู่ด้วยกัน อยู่ซุ้มรับทำบุญ เขาไปปฏิบัติตั้งแต่วันพฤหัสบดี
หน้าตางี้สดใสเป็นใบบัว  เราร่วมอนุโมทนากับทุกๆร้าน และกับผู้ปฏิบัติธรรม
 
ได้หนังสือจากทางวัดมา 1 ห่อใหญ่ ตอนแรกเราคิดว่าคงพอนะ
ที่ไหนได้ พอมาถึงบ้าน ใครๆก็อยากได้ สรุปคือ  เหลือ 2 เล่มที่เรา
ซึ่งเราต้องนำไปให้กับคนที่ช่วยทำบุญมา พระท่านก็ถามแล้วว่าพอไหม
เราคิดว่าพอนะ เลยนำมาแค่ห่อเดียว
 
 เพียงแค่พริบตาเดียว จิตเราจะว่องไวมากๆ
ระหว่างกิเลส กับ สติ สัมปชัญญธ ใครจะไวมากกว่ากัน
จิตที่ถูกฝึกมาตลอด จิตเขาจะบันทึกไว้ตลอด เมื่อจิตเสพแต่กุศลจิต
เขาจะสัมผัสกุศลจิตได้ง่ายมากขึ้น อกุศลเขาจะไม่ไปแตะมัน
 
เพียงการนั่งหน้าคอมฯ ขณะที่สอบอรมณ์ผู้ปฏิบัติ หรือสนทนาเรื่องการปฏิบัติกับคนอื่นๆ
โซฟาตัวใหม่ของเราที่นำมาใช้ คือตัวเก่าพีงไปแล้ว แต่ไม่ได้ทิ้ง นำไปตั้งฝั่งตรงข้ามหน้าบ้าน
เอาไว้นั่งเล่นตอนเย็นๆ เพราะลมหน้าบ้านจะเย็นมากๆ
 
ตัวโซฟาตัวใหม่ เป็นโซฟาในชุดเดียวกัน ไม่ได้ซื้อใหม่
เรานั่งขัดสมาธิได้แบบสบายๆ เดี๋ยวนี้ ระหว่างรอคนอื่นๆ เราสามารถเจริญสติได้มากขึ้น
คือ จะเดินจงกรมก่อน ทำโน่นทำนี่บ้างให้รู้สึกตัวเอาไว้
แล้วพอมานั่ง จิตจะเป็นสมาธิได้ไวมากขึ้น เนการสะสมไปเรื่อยๆ
 
โซฟาตัวเก่า นั่งได้ แต่ไม่ถนัด ตัวนี้นั่งได้แบบสบายๆ
อิอิ  …. มีความสุขใจ
 
 
 

พฤษภาคม 2010
พฤ อา
« เม.ย.   มิ.ย. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: