ยานส่วนตัว

 
พยายามถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เดินผ่านมา เพื่อคนอื่นๆที่มีวาสนากับเราในเส้นทางนี้
ได้นำไปเป็นแนวทางสำหรับตัวของเขาเอง หากแม้นไม่มีวาสนาต่อกัน ย่อมไม่มาเชื่อกัน
 
พระธรรมนั้นเป็นอกาลิโก คือ อยู่เหนือกาลเวลา จะไปพบได้ ทุกคนต้องมียานส่วนตัว
ยานส่วนตัวนั้นคือ ประกอบไปด้วย ศิล  สมาธิ ปัญญา 
 
ศิล
 
เมื่อกล่าวถึงคำว่า ศิล ทุกคนจะให้ค่า ให้ความหมายไปต่างๆนาๆ ตามอุปทานของแต่ละคน
ศิลในที่นี้คือ ศิล ๕ เป็นปกติศิลนี่แหละ เอาแค่แบบหยาบๆ ไม่ต้องถึงขั้นละเอียด
 
๑. ไม่ฆ่าสัตว์
 
๒. ไม่ลักขโมย
 
๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
 
๔. ไม่พูดโกหก
 
๕. ไม่ดื่มของมึนเมา
 
นี่แหละศิลแบบหยาบๆ บางคนอาจจะมองว่าง่ายจัง มีแค่นี้เองหรือ
อาจจะมองดูว่าแค่นี้ ก็จริงอยู่ จริงๆแล้วมันไม่แค่นี้
 
โดยเฉพาะศิลข้อ ๔ คนจะรักษาได้ยากมากๆ " โกหก "
อย่างเช่นในโลกทางอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ มีคนผิดศิลข้อนี้เยอะมากๆ
 
การปลอมแปลงร่างหรือใช้หลายชื่อในการสนทนากัน ทั้งๆที่รู้จักกันแต่ทำเป็นไม่รู้จัก นั่นก็คือ การโกหก
การอวดอ้างคุณธรรมที่ไม่มีในตน เช่น ทำฌานไม่ได้ แต่พยายามอวดอ้างว่าทำฌานได้ นั่นคือ การโกหก
การพูดจาใส่ร้าย ให้ร้ายต่อผู้อื่น นั่นคือการโกหก ฯลฯ
 
มีนิยายเรื่องหนึ่ง มีคนเขานำมาให้อ่าน อ่านแล้วอึ้งนะ คิดว่าคนแต่ง แต่งลงไปเพราะความไม่รู้แท้ๆเลย
ในตัวนิยาย ตัวพระเอกของเรื่อง เขาอ้างว่าเป็นโสดาบัน โสดาบันดื่มเหล้าได้ไม่ผิดศิลแต่อย่างใด
เพราะทำเพื่อสังคม แต่จิตไม่ได้มีเจตนาแต่อย่างใด
 
มีคนนำมาถามว่า ทำแบบนั้นได้หรือ เราบอกว่าได้ เพราะมันคือนิยาย ที่คนเขาแต่งขึ้นมา
ตามความเชื่อหรืออุปทานที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเขาเอง  
 
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงนั้น   ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เพราะโสดาบัน  ศิล ๕ แบบหยาบๆนี่ เขาสะอาดแล้ว โดยไม่ต้องรักษาแต่อย่างใด
ฉะนั้นจิตเขาจะหวนไปเสพสิ่งที่ก่อให้เกิดกิเลสอีก ย่อมไม่มีวันเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
 
หากคนอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เกิดความเชื่อขึ้นมา เพราะมีความศรัทธาในตัวคนเขียนอยู่แล้ว
นี่เป็นวิบากกรรมมหาศาลที่คนเขียนเขาต้องรับไปเอง ส่วนคนที่เชื่อนั้น เนื่องจากเขาเคยสร้างเหตุร่วมกันมา
 
มีคนถามว่า ศาสนาถึงยุควิกฤตแล้วหรือ เห็นมีการสอนที่แบบแปลกๆผุดขึ้นมามากมาย
ขอบอกเลย ศาสนาก็เป็นเพียงสมุมติ เป็นเพียงบัญญัติที่ตั้งขึ้นมาเรียกว่า ศาสนา
ถ้าเราไปเกิดอุปทาน ไปยึดมั่นถือมั่น  ในคำเรียกนั้นๆ ตัวเราเองแหละที่จะทุกข์
 
เพราะธรรมะนั้นมีอยู่จริง ไม่มีวันเสื่อมหรือสูญสิ้นแต่อย่างใด
เพราะธรรมะนั้นอยู่เหนือกาลเวลา สุดแต่ว่าใครจะมีวาสนาบารมีได้พบธรรมนั้นๆด้วยตนเอง
 
สมาธิ
 
สมาธิมีทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ  อันนี้ก็แล้วแต่วาสนาบารมี แล้วแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา
และเหตุที่กำลังทำให้เกิดขึ้นในปัจจุบันอีก ทุกอย่างส่งผลทั้งนั้น
สมาธิที่ต้องการในที่นี้คือ สัมมาสมาธิเท่านั้น
 
ปัญญา
 
ตัวปัญญานี่ แล้วแต่จะให้ค่าให้ความหมายกัน
แต่สำหรับเรานั้น เรามุ่งไปที่สติปัฏฐาน ๔ เป็นหลัก  เน้นเรื่องการเจริญสติเป็นหลัก
เหตุจากการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคือ ศิล สมาธิ ( สัมมาสมาธิ ) ปัญญา
 
ผลของการเจริญสติ
เมื่อ สติ สัมปชัญญะดี ตัวหิริโอตัปปะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  จะแยกแยะได้อย่างชัดเจน
 
คำว่า ต่อหน้า หมายถึง ต่อหน้าคนอื่นๆ ที่ตัวเองได้กระทำลงไป
 
คำว่า ลับหลัง หมายถึง จิต ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต
 
แล้วศิลจะไม่สะอาดได้อย่างไร เมื่อมีสติ สัมปชัญญะรู้พร้อมในขณะที่กำลังกระทำสิ่งนั้นๆอยู่
 
ปัญญา
 
เหมือนดังคำกล่าวไว้ว่า สติมา ปัญญาเกิด สติเตลิด ปัญญาหาย
ปัญญาในที่นี้คือ ตัวสัมปชัญญะ
 
สติโดยทั่วๆไปในคนปกติ ตัวสัมปชัญญะ ไม่สามารถเกิดร่วมได้ตลอดเวลา
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้สติ สัมปชัญญะเกิดได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่ขาดๆหายๆ เหมือนสัญญาณที่ขาดการติดต่อ ถึงได้เป็นคนขี้หลงขี้ลืม
ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดตามความเป็นจริงได้ ทำให้ไม่สามารถรู้จักกิเลสโดยสภาวะได้
เหตุที่เรายังต้องลงไปคลุกเคล้ากับกิเลสไม่เลิกลา ก็เพราะเหตุนี้แหละ จึงทำให้ภพชาติยืดยาวออกไปเรื่อยๆ
 
นี่คือ ศิล สมาธิ ปัญญา แบบหยาบๆนะ
ทำเพียงแค่นี้ ถ้าทำได้ เท่ากับคุณกำลังมียานส่วนตัวแล้ว
โฆษณา

แค่ดู แค่รู้

682.jpg
 
                                                       http://audio.palungjit.com/f21/บทสวดสรรเสริญพระโพธิสัตว์กวนอิม-ชุด-หนาน-ชาน-กวน-ชือ-อิม-666.html


ชีวิตมนุษย์ ความลุ่มหลงในเบญจขันธ์
มีรูป เป็นต้นว่า อุปมาดั่งพยับแดด หาสาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้เลย

เหตุเกิด เพราะความไม่รู้ ผลที่ได้รับคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เพราะยังมีอุปทาน จึงเกิดการให้ค่าให้ความหมายตามกิเลสที่เกิดขึ้น

เราจะมีชีวิตอยู่กันได้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะรู้ กว่าจะเห็น กว่าจะเข้าใจ กว่าจะเบาบาง
กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะหลุดจากสภาวะอุปทานนั้นๆได้

" แค่รู้ " คำว่า " แค่รู้ " สั้นๆ แต่ กว่าจะรู้ได้ ไม่ใช่สั้นๆเลย
เปรียบเสมือนว่า ๑ ความไม่รู้ที่ได้กระทำลงไป นั่นคือ ๑ ภพชาติที่เราได้ทำให้เกิดขึ้นใหม่

แค่ดู แค่รู้ คืออะไร

แค่ดู คือ การดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ไม่ว่าจะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นรู้รส กายสัมผัส

คือ แค่ดู แต่ไม่ไปยึดติดจนเกิดอุปทานไปหลงให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

แค่รู้ คือ รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยามเมื่อเกิดผัสสะ รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต
ว่าจิตนั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้ลงไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เช่น ความชอบ ความชัง ความโลภ โทสะ โมหะ ความทะยานอยาก ฯลฯ
คือ อารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ให้แค่รู้ลงไปในอารมณ์นั้นๆว่า เรายังมีมันอยู่
แต่ไม่ให้ลงไปปรุงแต่งในอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆแต่อย่างใด ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายแต่อย่างใด
เช่น เรียกว่าอะไร ลักษณะแบบนี้ อาการแบบนี้ ให้แค่รู้ตามความเป็นจริงไปอย่างเดียว

เพราะตราบใดที่จิตยังมีกิเลส จิตย่อมย้อนยอกลวงหลอกเราได้ตลอดเวลา
หากยังมีกำลังของสติ สัมปชัญญะ ยังไม่มากพอ จึงยังไม่สามารถรู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิตได้

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: