ชีวิตที่เป็นอิสระ

มันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆเลยนะ กับความเหนื่อยยากที่ได้ผ่านมาทั้งหมด
ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่
วันนี้อยากเขียนนะ ความรู้สึกที่เป็นอิสระจากทุกๆสิ่ง ใครจะเป็นอะไร ยังไงนั่นเหตุของเขาทำ
ตอนนี้เราเพียงเดินทางต่อไป ให้ถึงที่สุด เท่าที่กำลังของเราจะทำได้ ไปเรื่อยๆ ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อย
วางได้ไวขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ อิสระมากๆ เรียกว่าไม่มีความกังวลใดๆอีกแล้ว
ชีวิตทางโลกก็งั้นๆสำหรับเรา เรียกว่าใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ่มค่าเสียมากกว่า
นี่ดูหนังนะ ดูให้สมอยาก  หลังจากที่ไม่เคยคิดจะแตะต้องเลย เพราะมันมีผลต่อการปฏิบัติคือ ฟุ้ง
แต่ตอนนี้ดูยังไงๆก็ไม่มีผลเสียต่อการปฏิบัติ เพราะความคาดหวังใดๆสำหรับเราไม่มีอีกแล้ว
ถึงบอกไงว่า เราอยู่ในจุดที่ปลอดภัยมากๆ ใครจะทำอะไรยังไงกับเรานะ เรายินดี ชดใช้ให้หมดเลย
เพราะไอ้เจ้าความไม่รู้นี่แหละ ถึงได้ก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จักจบจักสิ้นกันไปสักที
เจ้าตัวโทสะ โมหะ โลภะ ตัณหา กิเลสความทะยานอยากทั้งหลาย นี่แหละที่ทำลายชีวิตของผู้คน
ทำให้เหมือนตกนรกกันทั้งเป็นในทุกวันนี้ แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้กันเลย หลงคิดว่านี่ดีที่สุดแล้ว
ใครที่เดินผิดแนวทาง ยังก่อวิบากไม่รู้จักจบจักสิ้น อันนั้นช่วยไม่ได้จริงๆ เหตุเพราะเขาทำมาแบบนั้น
ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนั้น จะไปโทษใครเขาได้ล่ะ ทำตัวเองกันทั้งนั้นเลย
ก็เคยสร้างเหตุกันมายังไง ย่อมรับผลตามนั้น แถมมาปัจจุบันยังไม่รู้อีก
หลงสร้างเหตุใหม่ที่ก่อภพชาติให้เกิดขึ้นไปด้วยความไม่รู้อีก อันนี้กรรมใครก็กรรมมัน
ในเมื่อยังไม่รู้จักสภาวะของกิเลสที่แท้จริงก็ช่วยไม่ได้จริงๆ แล้วแต่เหตุที่ทำกันมา
ดูตามความเป็นจริงอย่างเดียวตอนนี้ ไม่ไปตอบโต้ใดๆ เหตุเกิด เพราะเราเคยสร้างเอาไว้ ก็ชดใช้เขาไป
สภาวะเขาจะได้จบไวขึ้นด้วยตัวของสภาวะเอง นี่นะบทเรียน ถ้าไม่เจอทุกข์ซ้ำๆซากๆ ย่อมไม่มีวันรู้จักเบื่อหน่ายในทุกข์นั้นๆหรอก
ยังคงหลงเล่นจมอยู่ในกองกิเลสต่อไป นี่เราหลุดมาแล้ว ค่อยหายใจเต็มปอด
มีนะบางครั้ง จิ๊ดๆ มีผลกระทบ แต่ขออภัย ดับได้ไวมากขึ้น คือ แค่รู้ว่ายังมี แต่ไม่ส่งผลกระทบมากๆเหมือนเมื่อก่อนๆ
ทำตลอดนะ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็ช่างหัวสภาวะ ง่วงบ้าง หลับบ้าง ก็ช่างหัวสภาวะ บางวันดีสุดๆก็ช่างหัวสภาวะ
ไม่ติดทั้งฝ่ายดีและไม่ดี เพราะอะไรรึ เพราะมันไม่เที่ยง แล้วเราจะไปทุกข์กับสภาวะมันทำไมให้เสียเวลา
เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าที่จะมานั่งหาเหตุผลแบบก่อนๆ
พอง่วงก็หาเหตุละว่าทำไม พอเบื่อก็หาเหตุละว่าทำไม พอทุกขเวทนาเกิดก็หาเหตุละว่าทำไม
แหมมม แต่ถ้าวันไหนดี ไม่เห้นจะหาเหตุเลยว่าทำไม ทำไมถึงดี เออ หนอออ ไปหลงให้ค่ามานานมากๆ
กว่าจะเข้าใจ กว่าจะปล่อยวางจากการยึดติดในสภาวะได้ โอ๊ยยยย  ไม่อยากจะเซย์ เซด เซดเลย
แค่อยากเขียน เพิ่งดูหนังจบ วูบทะลุมิติเวลา
ไปนอนดีกว่า สัญญากับวิลัยไว้ว่า พรุ่งนี้เช้าจะทอดปลาให้เขากินกับน้ำพริก ไม่อยากเสียคำพูด
โฆษณา

ให้ค่าเมื่อใด เหตุเกิดเมื่อนั้น

เมื่อใดก้ตามที่มีผัสสะ ( การกระทบ ) เกิดขึ้น แล้วมีผลต่อจิต ทำให้จิตกระเพื่อมไปในทางชอบหรือชัง
นั่นคือ เรากำลังไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ
ความชอบ คือ ความถูกใจในความคิดของเรา
ความชังคือ ความไม่ถูกใจในความคิดของเรา
เรียกได้เลยว่า กิเลสดีๆนี่เอง  เพียงแต่ศัพท์บัญญัติจะแตกต่างไปตามตัวสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต
แม้แต่คำว่า ถูกหรือผิด ก้ล้วนแต่เป้นสภาวะของกิเลสที่เกิดจากการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
หลักๆของสภาวะ ถ้ากล่าวในแง่ของการปฏิบัติ จะยืนพื้นที่อริยาบทเดินกับนั่งเป็นรูปแบบที่เป็นหลัก
ส่วนอริยาบทย่อยอื่นๆ แล้วแต่ใครจะทำได้มากน้อยตามกำลังกันไป
การเจริญสติในอริยาบทเดิน หรือที่นิยมเรียกกันว่า เดินจงกรม มีหลักๆคือ
เดินให้รู้เท้า รู้อยู่กับกายที่เคลื่อนไหว เวลาเดินสุดทางเดิน ให้หยุดเดินก่อน เพื่อสำรวม ตั้งสติก่อนจะกลับตัว
เพราะแต่ละคนสุขภาพมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน บางคนกลับตัวเร็ว อาจจะทำให้ล้มลงไปได้
ก่อนกำหนดนั่ง ให้กำหนดยืนก่อน เพื่อสำรวมสติ สัมปชัญญะ ให้รู้อยู่กับกายและจิต ก่อนที่จะนั่งลงไปทุกๆครั้ง
ขณะที่นั่งจะมีสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา แต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจจะมีความแตกต่างมากน้อยกันไป
ให้รู้ลมหายใจ รู้กายเคลื่อนไหว รู้กายที่นั่ง สลับไปมา รู้ลงไปทีละสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อให้จิตมีงานทำตลอดเวลา
จิตจะได้ไม่ไปติดนิ่ง ไม่หลงและไปยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น เช่นอาการที่จะยกให้ฟังเป้นตัวอย่างบ่อยๆ
ยามเมื่อจิตเป็นสมาธิ ลมหายใจจะละเอียดจนจับไม่ได้ ที่ทำให้หลายๆคนหลงสภาวะนี้
เพราะไปให้ค่าให้ความหมาย  ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น   โดยไม่รู้สภาวะที่แท้จริง
การที่จะทำได้ผลมากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่จิตตัวเราเอง ดูกิเลส ดูอุปทานที่ยังยึดติดกับสิ่งนอกกาย
ดูการให้ค่ากับสิ่งต่างๆที่มากระทบ  ดูการยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของตัวเอง
เมื่อสองวันก่อนที่ผ่านมา ทำได้แค่สองรอบเอง เราว่ามันห่วยนะ นอกนั้นสมาธิและกิเลสเอาไปกินหมด
ก็ขำๆตัวเอง มันไม่เที่ยงจริงๆ เราก็เลยว่ามันห่วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องหาเหตุผลแล้ว ว่าทำไมเป็นแบบนี้
สารพัดหาเหตุผล แล้วทีนี้ก็หาวิการละว่าจะต้องทำแบบไหน ต้องทำยังไงถึงจะออกมาดี จิตมันไวนะ ไวต่อกิเลส
แต่ตอนนี้สภาวะสติ สัมปชัญญะเราเริ่มทันมากขึ้น แค่ดู แค่รู้อยู่กับสภาวะมากขึ้น รู้สึกอย่างไรแค่รู้ ไม่คิดหาเหตุ ไม่คิดแก้ไข
พอมาวันนี้ ดีสุดๆ รู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดทั้งวัน สมาธิลากเราไปไม่ได้เลย ก็แค่รู้นะ ไม่ไปดีใจแต่อย่างไร
เพียงบอกให้รู้ไว้ว่า อย่าไปยึดติดสภาวะกัน ทำให้ทุกข์ไปเปล่าๆ มีหน้าที่คือทำต่อเนื่องไป
ที่ว่าดีมั่ง ไม่ดีมั่ง เพราะเราไปให้ค่ากันเอง จริงๆแล้วสภาวะเขามาสอนให้เห็นความไม่เที่ยง
ไม่ให้ไปคาดหวัง ไม่ให้ไปยึดติด พอไม่ได้ดี่งใจก้ทุกข์อีกแล้ว ค้นหาเหตุผลอีกแล้ว
รู้แค่นี้เอง จะได้ไม่ไปยึดติดทั้งสภาวะสุขและสภาวะทุกข์ที่เกิดขึ้น ทำเท่านี้เอง แล้วจะสบาย
เมื่อเวลาโดนเจ้าหนี้มาทวง จะได้มีกำลังไปรับมือเขา
ขืนมามัวปล้ำกับกิเลสตัวเอง เพื่อหาเหตุผล พอเจอเจ้าหนี้มาทวง สติแตกหมดเลย
ตอนนี้ก็โดนชดใช้กันเป็นแถบๆ บททดสอบมาแล้ว สอบผ่านกันมั่งไหม
สำหรับเราวันนี้สอบผ่าน
จากวันนี้ ที่เขามาแจ้งว่า กำลังหาห้องทำงานให้เราใหม่ ให้เราไปอยู่ในส่วนของใกล้ๆพนักงาน
เรายิ้มรับนะ ใจคิดนะ เอาเถอะ อยู่ตรงไหนเราก็ปฏิบัติได้ เหตุมี ผลย่อมมี

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: