ให้ค่าเมื่อใด เหตุเกิดเมื่อนั้น

เมื่อใดก้ตามที่มีผัสสะ ( การกระทบ ) เกิดขึ้น แล้วมีผลต่อจิต ทำให้จิตกระเพื่อมไปในทางชอบหรือชัง
นั่นคือ เรากำลังไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ
ความชอบ คือ ความถูกใจในความคิดของเรา
ความชังคือ ความไม่ถูกใจในความคิดของเรา
เรียกได้เลยว่า กิเลสดีๆนี่เอง  เพียงแต่ศัพท์บัญญัติจะแตกต่างไปตามตัวสภาวะของกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต
แม้แต่คำว่า ถูกหรือผิด ก้ล้วนแต่เป้นสภาวะของกิเลสที่เกิดจากการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
หลักๆของสภาวะ ถ้ากล่าวในแง่ของการปฏิบัติ จะยืนพื้นที่อริยาบทเดินกับนั่งเป็นรูปแบบที่เป็นหลัก
ส่วนอริยาบทย่อยอื่นๆ แล้วแต่ใครจะทำได้มากน้อยตามกำลังกันไป
การเจริญสติในอริยาบทเดิน หรือที่นิยมเรียกกันว่า เดินจงกรม มีหลักๆคือ
เดินให้รู้เท้า รู้อยู่กับกายที่เคลื่อนไหว เวลาเดินสุดทางเดิน ให้หยุดเดินก่อน เพื่อสำรวม ตั้งสติก่อนจะกลับตัว
เพราะแต่ละคนสุขภาพมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน บางคนกลับตัวเร็ว อาจจะทำให้ล้มลงไปได้
ก่อนกำหนดนั่ง ให้กำหนดยืนก่อน เพื่อสำรวมสติ สัมปชัญญะ ให้รู้อยู่กับกายและจิต ก่อนที่จะนั่งลงไปทุกๆครั้ง
ขณะที่นั่งจะมีสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา แต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจจะมีความแตกต่างมากน้อยกันไป
ให้รู้ลมหายใจ รู้กายเคลื่อนไหว รู้กายที่นั่ง สลับไปมา รู้ลงไปทีละสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อให้จิตมีงานทำตลอดเวลา
จิตจะได้ไม่ไปติดนิ่ง ไม่หลงและไปยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น เช่นอาการที่จะยกให้ฟังเป้นตัวอย่างบ่อยๆ
ยามเมื่อจิตเป็นสมาธิ ลมหายใจจะละเอียดจนจับไม่ได้ ที่ทำให้หลายๆคนหลงสภาวะนี้
เพราะไปให้ค่าให้ความหมาย  ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น   โดยไม่รู้สภาวะที่แท้จริง
การที่จะทำได้ผลมากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่จิตตัวเราเอง ดูกิเลส ดูอุปทานที่ยังยึดติดกับสิ่งนอกกาย
ดูการให้ค่ากับสิ่งต่างๆที่มากระทบ  ดูการยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของตัวเอง
เมื่อสองวันก่อนที่ผ่านมา ทำได้แค่สองรอบเอง เราว่ามันห่วยนะ นอกนั้นสมาธิและกิเลสเอาไปกินหมด
ก็ขำๆตัวเอง มันไม่เที่ยงจริงๆ เราก็เลยว่ามันห่วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องหาเหตุผลแล้ว ว่าทำไมเป็นแบบนี้
สารพัดหาเหตุผล แล้วทีนี้ก็หาวิการละว่าจะต้องทำแบบไหน ต้องทำยังไงถึงจะออกมาดี จิตมันไวนะ ไวต่อกิเลส
แต่ตอนนี้สภาวะสติ สัมปชัญญะเราเริ่มทันมากขึ้น แค่ดู แค่รู้อยู่กับสภาวะมากขึ้น รู้สึกอย่างไรแค่รู้ ไม่คิดหาเหตุ ไม่คิดแก้ไข
พอมาวันนี้ ดีสุดๆ รู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดทั้งวัน สมาธิลากเราไปไม่ได้เลย ก็แค่รู้นะ ไม่ไปดีใจแต่อย่างไร
เพียงบอกให้รู้ไว้ว่า อย่าไปยึดติดสภาวะกัน ทำให้ทุกข์ไปเปล่าๆ มีหน้าที่คือทำต่อเนื่องไป
ที่ว่าดีมั่ง ไม่ดีมั่ง เพราะเราไปให้ค่ากันเอง จริงๆแล้วสภาวะเขามาสอนให้เห็นความไม่เที่ยง
ไม่ให้ไปคาดหวัง ไม่ให้ไปยึดติด พอไม่ได้ดี่งใจก้ทุกข์อีกแล้ว ค้นหาเหตุผลอีกแล้ว
รู้แค่นี้เอง จะได้ไม่ไปยึดติดทั้งสภาวะสุขและสภาวะทุกข์ที่เกิดขึ้น ทำเท่านี้เอง แล้วจะสบาย
เมื่อเวลาโดนเจ้าหนี้มาทวง จะได้มีกำลังไปรับมือเขา
ขืนมามัวปล้ำกับกิเลสตัวเอง เพื่อหาเหตุผล พอเจอเจ้าหนี้มาทวง สติแตกหมดเลย
ตอนนี้ก็โดนชดใช้กันเป็นแถบๆ บททดสอบมาแล้ว สอบผ่านกันมั่งไหม
สำหรับเราวันนี้สอบผ่าน
จากวันนี้ ที่เขามาแจ้งว่า กำลังหาห้องทำงานให้เราใหม่ ให้เราไปอยู่ในส่วนของใกล้ๆพนักงาน
เรายิ้มรับนะ ใจคิดนะ เอาเถอะ อยู่ตรงไหนเราก็ปฏิบัติได้ เหตุมี ผลย่อมมี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: