สัมมาสติกับมิจฉาสติ

สัมมาสติ ไม่ได้เกิดเพราะสัมมาสมาธิ แต่สัมมาสมาธิต่างหากที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสัมมาสติ
สัมมาสติเกิดจากการเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุอื่นๆเลย
ปกติคนเรามีสติกันทุกๆคน แต่ตัวสัมปชัญญะต่างหาก ที่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
จึงเป็นเหตุให้กลายเป็นมิจฉาสติไป จึงเป็นเหตุให้ กลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืม
นี่แหละ ทำให้เราหวนไปคิดถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้ ธรรมนี้ยากยิ่งนัก
แล้วนับประสาอะไรกับสภาวะที่ละเอียดยิ่งๆขึ้นไป  ยากยิ่งนัก ช่วงนี้เราเลยทำการบ้านอย่างหนัก
พยายามหาข้อมูลที่สามารถนำสภาวะออกมาสื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทุกอย่างมีเหตุทั้งนั้น ใครเชื่อใคร เขาเหล่านั้นล้วนเคยสร้างเหตุร่วมกันมา

เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้ก่อภพก่อชาติกันไม่รู้จักจบจักสิ้นเพราะเหตุนี้นี่เอง

 

สภาวะของสัมมาสติและมิจฉาสติ ตามความเป็นจริง

http://cid-3bbff7e5594790ce.spaces.live.com/blog/cns!3BBFF7E5594790CE!2524.entry

สภาวะโดยรวมทั้งหมดของ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ

http://cid-3bbff7e5594790ce.spaces.live.com/guestbook/

โฆษณา

เกิดปีติ จนน้ำตาร่วง

วันนี้ช่วงระหว่างมอไซค์กลับบ้าน จิตเขาพิจรณาธรรม ทบทวนสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา
เป็นเหตุให้ถึงกลับน้ำตาร่วง จากปีติที่เกิดขึ้น   เพราะนึกถึงคำของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้ว่า ธรรมนี้ละเอียดยิ่งนาก
ยากที่จะถ่ายทอดอกไปได้  มันยากจริงๆเลยนะ
นึกถึงครูบาฯทุกๆท่าน ที่ท่านถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ
ทิ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ให้เราได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น
แม้แต่หนังสือเกี่ยวกับญาณ 16 วิปัสสนาทีปนีฎีกา ที่หลวงพ่อภัททันตระท่านถ่ายทอดทิ้งเอาไว้
เปรียบเสมือนเป็นลายแทงขุมทรัพย์ ที่เราจะต้องค้นหาจากตัวอักษร ให้ตีออกมาเป็นสภาวะเอาเอง
จะต้องเข้าใจ เข้าถึง เห็นแจ้งแจ่มชัดในสภาวะนั้นๆแล้ว จึงจะเข้าใจในตัวอักษรที่ท่านถ่ายทอดเอาไว้
ญาณแต่ละญาณท่านซ่อนกิเลสเอาไว้ได้แบบเนียนมากๆ
เข้าใจแล้วนะ กับคำว่า ” ธรรมนี้ยากยิ่งนัก ” ด้วยสภาวะแต่ละสภาวะ
สามารถจะถ่ายทอดรายละเอียดทั้งหมดออกมาให้เป็นรูปธรรมนั้นได้ยากยิ่งนัก
เราเองนั้นก็อาศัยนำสภาวะไปอิงกับตำราของครูบาฯที่เขียนบันทึกไว้
ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดออกมายังไงถึงจะเป็นภาพที่ชัดเจนได้ เพราะเหตุที่กระทำมากันนั้น
จึงทำให้มีคนหลงสภาวะมากมาย กันเพราะเหตุนี้
กิเลส ความทะยานอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น
แต่ไม่ยอมรับกิเลสตัวจริงที่มีกันอยู่ กลับไปมองแต่กิเลสจอมปลอม
คือกิเลสนอกตัว กิเลสของคนอื่นๆ ซึ่งใช้การคาดเดาเอาเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้
แต่กิเลสของตัวเองกลับอ่านไม่ออก บอกไม่ได้ ปัญญาที่จะเห็นแจ้งจากจิต จึงยากยิ่งนักที่จะเห็นกันได้

 

กลับกลายเป็นโดนจิตของตัวเองหลอกลวงกลับกลอกตลอดเวลา แต่มองไม่เห็นกัน
มีแต่ผลัดกันกล่าวโทษกันเอง ให้ร้ายกันเองตลอดเวลา กิเลสในใจนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
หากยังไม่สามารถรู้จักกิเลสที่เป็นสภาวะของกิเลสที่แท้จริงได้
ย่อมหลงมัวเมา ลงไปคลุกเคล้าเล่นกับมันอยู่ตลอดเวลา
แล้วหลงคิดไปว่า นี่คือ การกำลังทำความดี แต่หารู้ไม่ว่า
เป็นการหลงไปให้ค่าต่อความคิดที่เกิดขึ้นว่า นี่ดี โน่นเลว จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ความคิด ที่เกิดจากอุปทาน
ที่ไปหลงให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกันเอง
พอไม่สมหวัง คิดว่าทำดีแล้วทำไมถึงไม่ได้ดี ทำไมมีแต่ความทุกข์
แต่เคยย้อนกลับไปมองกันบ้างไหม ที่คิดว่าดีนั้น ดีจริงหรือ
แล้วเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่านั่นคือดี ที่ดีจริงๆ ดีที่ปราศจากกิเลสที่มอมเมา
เปล่าเลย ถูกกิเลสมันหลอกเอายังไม่รู้ตัว หลอกให้ยึดติด ทั้งดีและไม่ดี
อุปทานที่เกิดขึ้น หลงไปให้ค่าต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบ
ทั้งๆที่สิ่งที่มากระทบเหล่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่นอกตัว แต่หลงไปยึดติดกันเอง
หลงไปให้ค่ากันเอง แล้วสุดท้าย เมื่อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็มานั่งทุกข์
เมื่อสมหวังก็คิดว่านั่นคือสุข
แต่แท้จริงแล้ว ถูกกิเลสมันหลอกเอา หลอกให้ยึดติด
หลอกให้หลงกับการให้ค่าทั้งสุขและทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าโดนหลอก

 

สิ่งใดที่ไม่ได้แจ้งออกมาจากจิต ยังมีการให้ค่าอยู่ว่า นั่นคืออะไร นี่คืออะไร
มีคำเรียกตลอดเวลา ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงกิเลสที่เกิดขึ้นในในเท่านั้นเอง
หาใช่ตัวรู้ ที่รู้จริงๆที่แจ้งออกมาจากจิตไม่
ตัวรู้ที่แจ้งออกมาจากจิตจริงๆ มันไม่มีคำเรียก มันจะมีแต่ความเข้าใจ
มันจะมีแต่กลับมาให้ทบทวนตัวเอง ทบทวนกิเลสที่เกิดขึ้น
สภาวะที่เกิดขึ้นขณะที่เกิดการกระทบ ยังมีการให้ค่าอยู่อีกไหม มีการไปให้ค่าว่าดีหรือไม่ดีอีกไหม
มีให้ค่าต่างๆสารพัดคำบัญญัติอีกไหม ตราบใดที่ยังมี นั่นคือ กิเลส

 

เรามีหน้าที่คือ เจริญสติให้ต่อเนื่อง เวลาเกิดการกระทบ ให้ดูตามความเป็นที่เกิดขึ้น
ไม่ไปให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบทั้งสิ้น ไม่งั้นจะกลายเป็นการก่อเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นไปเนืองๆเพราะความไม่รู้
เหมือนที่เราเองได้เจอตลอดเวลา และคนอื่นๆที่เจอกัน แต่ยังไม่รู้ว่าเจอกับอะไรกัน
เมื่อรู้แล้วจึงหยุดได้ทัน ถึงแม้บางครั้งอาจจะช้าไปบ้าง ไม่ทันบ้าง แต่ก็เริ่มที่จะทันมากขึ้น
เหตุที่จะก่อให้เกิดขึ้นใหม่ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วจะโทษใครได้เล่า
ตัวเองทั้งนั้นที่สร้างเหตุต่างๆขึ้นมา เหตุเกิดที่ไหน ดับที่นั่น เพราะอุปทานตัวเดียวแท้ๆ
ตัวเราเองทุกวันนี้ เมื่อกลับไปย้อนดูสภาวะในอดีตที่ผ่านๆมา
เรานี่มันโง่จริงๆ โง่แท้ๆ เรียกว่าโง่ตัวแม่เลย
แต่ขอบคุณกิเลส ขอบคุณความโง่ของตัวเอง ที่ทำให้มีมาถึงวันนี้ได้
เพราะความโง่ของเรา จึงทำให้เกิดบทเรียนซ้ำๆซากๆ จนจำสภาวะได้แม่นยำ
เป็นการตอกย้ำว่า เราเกิดมาเพื่อสิ่งๆนี้จริงๆ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
ยอมรับนะ น้ำตาอาบหน้าเลยวันนี้ เกิดปีติมากๆ ไม่เคยเกิดขนาดนี้เลย
เกิดสุขมากๆตั้งแต่ตอนปฏิบัติแล้ว ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมสภาวะเขาเป็นแบบนี้
รู้สึกเย็นไปทั้งตัว สุขแบบบอกไม่ถูก แต่ก็แค่รู้ ไม่ไปยึดติดใดๆ ทุกอย่างมีเหตุนะ
ขณะขับรถกลับบ้าน จิตทบทวนสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา
ระลึกถึงพระพุทธเจ้าตลอดจนครูบาฯ ระลึกถึงมาตลอดทาง
ทำให้เราถึงกลับสะอื้นออกมาด้วยความปีติที่เกิดขึ้น จนเราเองยังคิดไม่ถึงว่า
ปีติก็สามารถทำให้หลั่งน้ำตาได้ เราเองเพิ่งได้สัมผัสวันนี้แหละ
มันไประลึกถึงสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ไล่เรียงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
”  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล-
นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ.
ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง
เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้
เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน
แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น
ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย
เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม
เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม
แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.”
อ่านแล้วเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงปริวิตก
เพราะยากที่จะถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนได้
แล้วลองคิดดูเรื่องของฌาน สภาวะของฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิกับสัมมาสมาธิ
ความแตกต่างของฌานทั้งสอง
สัมมาสติและมิจฉาสติอีก ควาแตกต่างของสภาวะทั้งสอง
ทุกๆสิ่งล้วนมีสภาวะซ้อนๆอยู่  สภาวะที่เกิดขึ้นแล้วนำมาเทียบเคียงกับบัญญํติ
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เราถึงต้องทบทวนสภาวะซ้ำๆอยู่ตลอดเวลาเพราะเหตุนี้
เพื่อจำสภาวะได้แม่นยำ แล้วแยกสภาวะออกมาให้เห็นชัดเจนได้
สภาวะของฌาน
สภาวะของฌานสมาบัติที่เป็นโลกียะ
สภาวะสมาบัติที่เป็นโลกุตระ
สภาวะนิโรธสมาบัติ
ทุกๆสภาวะที่กล่าวมานั้น จะมีเรื่องของสติ สัมปชัญญะเป็นตัวหลัก
ในการเกิดขึ้นของแต่ละสภาวะ มีหลายๆเรื่องที่เราอยากให้ได้รู้กัน
จะได้ไม่ไปหลงให้ค่าในเรื่องของญาณ ๑๖ กัน จนหลงสภาวะกันเป็นแถบๆ
เพราะนำไปเทียบเคียงกันด้วยความไม่รู้
ญาณ ๑๖ นั้นมีจริง แต่สภาวะญาณที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ มีแค่ญาณเดียวเท่านั้น
ญาณอื่นๆเป็นเพียงองค์ประกอบ เหมือนเนื้อหาของหนังสือ
โดยเฉพาะเรื่องนามรูปปริจเฉจญาณ ที่มีคนหลงสภาวะกันมากที่สุด
จนคิดว่าตัวเองได้อะไรและเป็นอะไรกัน ทั้งๆที่เกิดจากความคิด
ไปให้ค่าให้ความหมายกันเอง เป็นเพียง จินตามยปัญญา
หาใช่แจ้งออกมาจากจิตไม่
ญาณ ๑๖ นั้น เป็นตัววัดสติสัมปชัญญะ และกำลังของสมาธิ
หาใช่เป็นตัววัดผลว่าเป็นอะไรหรือได้อะไร

 

เรียนรู้เรื่องคน

 
เราทำงานอยู่กับคน  คนแต่ละคนนั้นมีนิสัยหรือกิเลสแตกต่างกันไป อย่างวันนี้เราเจอบททดสอบอีกครั้ง
เราเลิกงาน 5 โมงเย็น ซึ่งเราจะยังไม่กลับ ยังคงทำกรรมฐานต่อประมาณเกือบๆ 6 โมงเย็น เราถึงจะกลับ 
ปัญหาแบบนี้เคยเจอมาหลายครั้งแล้ว และคิดว่าคงจะไม่มีเกิดขึ้นอีก  ปัญหาหรือเรื่องที่เกิดขึ้นทุกๆเรื่อง มันคือ สภาวะ
สภาวะเขามาสอนเราตลอดเวลา
 
วันนี้ก็โดนสอนอีกครั้ง ถึงคนที่ไม่รู้จักเวลา และไม่มีความเกรงใจคน คนๆนี้เขาก็เป็นพวกหัวหน้า
ทำงานเป็นหัวหน้าคน แต่ความประพฤตินั้นไม่ผ่าน
เลิกงานแล้ว เราล็อคห้อง ยกโทรฯออกหมด เพราะเคยเจอนะ โทรฯมาขอยาตอนใกล้ๆ 5 โมงครึ่ง
ถือวิสาสะ รู้ว่าเรายังอยู่ในห้อง ซึ่งเรากำลังนั่งสมาธิอยู่   ก็คิดว่า ทำไว้เรียบร้อยแล้วนะ โดนอีกจนได้
ทั้งๆที่ล็อกห้องแล้ว และก็ 5 โมงเย็นแล้วด้วย  พนักงานกลับหมดแล้ว เขาคงเห็นไฟห้องทำงานเราเปิดอยู่
ถือวิสาสะมากๆ ทั้งๆที่ประตูก็ล็อค ยังอุตส่าห์พยายามเปิดประตู  จนเราต้องลุกไปเปิดประตู 
 เขามาเพียงเพื่อขอยาพาราเองนะ คิดดูละกัน 

 
ถ้าเป็นเวลาที่เราอยู่ในเวลางานจะไม่ว่าอะไรเลย นั่นคือเวลางาน แต่นี่งานเลิกแล้ว หมดเวลาแล้ว โดนจนได้เลยเรา

เราดูจิตเราตอนนั้นน่ะ แว่บแรกคือความไม่พอใจที่เกิดขึ้น แต่ก็ดับลงไปได้ไวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
เราคงเคยรบกวนผู้ปฏิบัติแบบไม่ได้เจตนา เราถึงโดนรบกวนหลายๆครั้งในขณะที่กำลังปฏิบัติ
นี่แหละหนาความไม่รู้ เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ ที่ก่อให้เกิดเหตุไปด้วยความไม่รู้ตลอดเวลา

ไวรัส ร้ายจริงหรือ?

 
นี่นะ ความไม่รู้จริงๆเลยเรา มันมีแต่คำว่า เห็นไหมความไม่รู้ แต่เราไม่ค่อยสนใจที่จะเรียนรู้
เครื่องเราโดนไวรัส ส่วนมากมาจากเอ็ม ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปกดเปิดอะไรดูเลย แต่เห็นมีเข้ามาเรื่อยๆ
วันนี้เลยได้เรียนรู้เรื่องการสแกนไวรัส ปกติแล้ว ไม่เคยทำ ใช้อย่างเดียว
 
เวลาสแกนเสร็จแล้ว ให้กดชัทดาวน์ได้เลย อย่าไปปิดที่ตัวสแกนไวรัส เพราะมันจะขึ้นคำว่าเซฟพล็อกไว้ที่ดิสทันที
พอเราไปกดปิดแบบนั้น  แล้วเวลาเครื่องเปิดขึ้นมาใหม่ การสแกนมันจะล็อกเอาไว้ ทำให้เราใช้งานทางเน็ตไม่ได้เลย
เราต้องสแกนเครื่องใหม่อีกครั้ง นี่โดนไปหลายรอบนะ กว่าปัญญาจะเกิดว่าเราทำผิดพลาดตรงไหนไป
จริงๆแล้ว เครื่องสแกนเสร็จตั้งแต่ 3 ทุ่มแล้ว แต่เพราะความไม่รู้ของเราเองน่ะ ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
โดยลืมนึกถึงคำพูดที่น้องเขาบอกไว้ว่า เมื่อสแกนสิ้นสุดลง ให้กดชัทดาวท์ได้ทันที
แต่เราดันผ่าไปปิดที่ตัวสแกน มันเลยล็อกเครื่องไว้โดยอัตโนมัติ พอเปิดเครื่องมา ต้องสแกนเครื่องใหม่
แหม่ๆๆๆๆ  ตั้งกี่ชม.ล่ะเนี่ย กว่าจะนึกถึงคำพูดที่น้องเขาบอกไว้ ก็ใครจะไปคิดละนะ
นี่คืออีกหนึ่งบทเรียน ของคนที่ไม่ชอบเรียนคอมฯ ไม่ชอบจริงๆนะ

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: