สูตรสำเร็จของชีวิต

เมื่อก่อนจำได้ดี   มีคำพูดอยู่ว่า ชีวิตไม่ใช่มาม่าจะได้มีสูตรสำเร็จ
ตอนนี้เรากล้ายืนยันนะว่า ชีวิตสามารถทำให้เป็นสูตรสำเร็จได้

เราคงคุ้นเคยกันมานะ กับคำพูดที่ว่า ชีวิตไม่ใช่สูตรสำเร็จ จะได้สมใจนึกไปเสียทุกๆอย่าง
ณ วันนี้ ขอยืนยันว่า ชีวิตของเรา เราสามารถทำให้เป็นสูตรสำเร็จได้ ทำได้จริงๆ
เราสามารถมีชีวิตที่สมหวัง จัดออกมาเป็นสูตรของความสำเร็จคือ เจริญสติปัฏฐาน
แล้วเราจะสมหวังในชีวิตทุกๆอย่าง เราเองถ้าไม่เคยประสพพบเจอมาด้วยตัวเอง
จะไม่กล้ายืนยันแบบนี้อย่างเด็ดขาด
ถ้าคุณต้องการจะมีชีวิตที่ปลอดภัย มีชีวิตที่เป็นสูตรสำเร็จ รวย สวย ดี มีปัญญา ใครๆก็อยากได้
แต่หาได้น้อยมากๆที่อยากจะทำ เป็นเพราะจิตยังถูกอวิชชา ( กิเลส ) ครอบงำอยู่
จึงยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมไหลไปตามผัสสะที่เกิดขึ้น 
ทำให้เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
สภาวะเราก้าวหน้าขึ้นมากๆ ละเอียดมากขึ้น 
สภาวะเป็นยังไง เราปล่อยตามสภาวะ ไม่ได้ไปให้ค่า จนต้องหาคำตอบแบบเมื่อก่อน

 

เมื่อเกิดสภาวะใด แค่ดู แค่รู้ ง่วง ก็ให้รู้ว่าง่วง ขี้เกียจให้รู้ว่าขี้เกียจ ขยันให้รู้ว่าขยัน ฯลฯ
คือสภาวะอะไรเกิดขึ้น ดูตามความเป็นจริงอย่างเดียว  ไม่ไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ
เพราะรู้แล้วว่า มันไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้เลยแม้แต่สักอย่างเดียว แล้วจะไปหาเหตุผลทำไม
ทำให้เกิดความวุ่นวายไปโดยใช่เหตุ  ปล่อยให้สภาวะเขาจบด้วยตัวสภาวะเขาเอง
เราไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไรเลย มีหน้าที่คือ เจริญสติต่อไป ทำให้ต่อเนื่อง รู้อยู่กับรูปนาม เฝ้าดูแต่กิเลสของตัวเอง
ยามที่เกิดผัสสะ ดูลงไปว่าเป็นยังไง ผลกระทบมีมากน้อยแค่ไหน ดูตามความเป็นจริง ไม่โกหกตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง
จงมาเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะอยู่เถิด แล้วโลกทั้งใบจะเป็นของเรา ถ้าเราอยากจะให้เป็น
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อถึงวันที่คุณเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่งได้แล้ว
แม้แต่โลกทั้งใบ คุณจะไม่เหลี่ยวแลหรืออยากได้มันอีกแล้วน่ะสิ เพราะว่าคุณได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว
ซึ่งอยู่ในกายและจิตของคุณนี่เอง เหตุนี้คุณจะไม่ไปอยากได้สิ่งใดๆนอกตัวอีกต่อไป

 

โฆษณา

สภาวะยาขยัน ( สังขารุ )

ถ้าสภาวะนี้เกิดขึ้น จะไม่มีการหลับ แต่จิตจะเป็นสมาธิตลอด
เมื่อคืน เราเข้านอนตอนตีสี่เกือบครึ่งได้  ก็นอนหงายปกติ มือวางข้างตัวธรรมดา
พอหลับตาลง เกิดโอภาสทันที แล้วมีสภาวะสุขเกิดขึ้น
มันรู้สึกวาบขึ้นมาทันที เราแค่ดู เพราะเคยชินกับสภาวะนี้ คือ การมีโอภาสขณะที่นอนหลับ
เพียงแต่ครั้งนี้มีสภาวะสุขเกิดขึ้นร่วมด้วย

 

ก็ดูกายไปเรื่อยๆ พอรู้สึกตัวอีกที แขนของเราทั้งสองข้างไปประสานกันเหมือนขณะที่นั่งสมาธิ
แต่นี่ประสานมือทั้งสองอยู่เหนือศรีษะ มือเหนี่ยวกันแน่น
ก็รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ ตอนนี้ไม่มีสุขแล้ว แต่โอภาสยังคงมีอยู่ ก็รู้อยู่อย่างงั้น
จนกระทั่งเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ 6 โมงเช้าส่งเสียงดังขึ้น
ไม่มีอาการง่วงหาวนอนแบบคนอดนอน จิตสดชื่นดี

 

สภาวะนี้เป็นตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่วันนี้กินระยะเวลานานกว่า เป็นสมาธิได้นานกว่า
ก็ขำๆตัวเองนะ เพราะกำลังของสมาธิยังมีไม่มากพอ ได้แค่ดูไปเรื่อยๆ อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทรงสมาธิแบบนี้ไปตลอด ค่อยๆสะสมไปเหมือนกับการชาร์ตแบตให้เต็มเปี่ยม
เพื่อรอเวลาที่พละ ๕ เขาพร้อมเอง เราจะไปคิดจัดการอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะที่เกิดขึ้น

 

เราชอบเรียกสภาวะนี้ว่า ” ยาขยัน ” เพราะเหมือนคนกินยาขยันแบบที่เขาพูดๆกัน ที่มีแต่ความขยันไม่หลับไม่นอน
สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตเขาจะเข้าออกสมาธิตลอดเวลา ไม่มีการหลับนอน แต่ไปพักในสมาธิแทน
สภาวะนี้จะเกิดเฉพาะในสังขารุเปกขาญาณเท่านั้น
จะมาคู่กับสภาวะนกทิสากา เวลาที่จิตเป็นสมาธิ  สภาวะเขาจะเกิดคู่กัน
ก็เห็นตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่นั่งสมาธิ จิตมีงุบลงไป 3 ครั้ง วันนี้ก็มีอีก ก็ดูไป
วันใดถ้ากำลังของสมาธิเขาพร้อม เราคงได้ไปท่องเที่ยวในมิติอีกมิติหนึ่งอีกครั้ง

 

สภาวะ ถ้าเราไม่รู้เรื่องของสภาวะ เราเองคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดๆนี้ได้
 คงยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ยึดมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ ยึดติดในรูปแบบ
ยึดมั่นในทุกๆสรรพสิ่งที่เคยพบเคยได้เจอๆมา ทั้งหมดที่เคยยึดมั่นถือมั่นมานั้น
ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เกิดจากความไม่รู้ ล้วนเกิดจากความคิด ยึดติดในอุปทานที่เกิดขึ้น
ชีวิตนี้ช่างน้อยนัก เกิดมาแล้วกว่าจะได้พบโอกาสแบบนี้ มันช่างยากเสียเหลือเกิน
” วิบากรรม ” เกิดจากเหตุที่เคยกระทำ เป็นกรรมที่มาตัดรอนเส้นทางที่จะได้พบ ให้ยาวหรือสั้น
ก็ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยกระทำ และกำลังจะกระทำให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ

สภาวะความตาย

เส้นทางที่ผ่านๆในระหว่างการปฏิบัตินั้น คนไหนมีพื้นฐานสมถะแรง
จะพบเจอกับสภาวะแปลกๆอยู่เรื่อยๆ เหมือนอลิซในดินแดนมหัศจรรย์
เพราะจะพบแต่สภาวะแปลกๆ ประหลาดๆ แบบบางทีไม่น่าจะเป็นไปได้ 
 จิตนี้มีความมหัศจรรย์มากมายซุกซ่อนอยู่ มีความรู้ซ่อนอยู่มากมายในจิตนี้
เราเองเจอสภาวะประหลาดหลายครั้งต่อหลายครั้ง
เมื่อก่อนก็เคยมีความสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีความสงสัยแล้ว
กำลังของสมาธิเปรียบเสมือนมนต์วิเศษ
ที่สามารถพาเราท่องเที่ยวไปในดินแดนต่างๆอีกมิติหนึ่งได้
เราบอกลากับตัวเองทุกๆวัน บอกกับตัวเองทุกๆวันเรื่อง ความตาย
พิจรณาสภาวะความตายอยู่เนืองๆ
ใครที่ยังไม่เคยเจอสภาวะความตาย ไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน
ยามที่ขาดสติ ตะเกียกตะกาย ดิ้นรน พยายามหาทางเอาชีวิตรอด
ยามที่ลมหายใจกำลังจะหมดลง เหมือนคนจมน้ำ
ตะเกียกตะกาย ไขว่คว้า หาอากาศหายใจ
จากสภาวะนี้ ที่ได้พบเจอมา ใหม่ๆ ทำให้เรากลัวความตาย แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะกลัว
กลัวเวลาตอนที่อากาศกำลังจะหมดไป

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้ว ขอเพียงมี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับกาย
รู้อยู่กับความจริงที่เกิดขึ้น ปล่อยตัวตามสภาวะที่เกิดขึ้น
อย่าดิ้นรน อย่าขัดขืน แต่จงมี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่
แล้วเราจะหลุดจากร่างหรือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่นี้ ที่ให้จิตเราอาศัยอยู่หลุดออกไปได้แบบสบายๆ

 

ขอจงอย่ากลัว อย่าตกใจ แต่จงปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ถ้าไม่มาเจริญสติ เราเองก็คงไม่รู้วิธีเตรียมตัวก่อนที่จะตายจริงๆ
เพราะว่าสักวัน เราต้องตายอย่างแน่นอน
เราควรฝึกเตรียมตัวตายทุกๆวัน ด้วยการเจริญสติ
สภาวะความตายนี่ เราผ่านมาแล้วถึงสองครั้ง จึงจำสภาวะได้อย่างแม่นยำ
ทำให้รู้ว่า ควรจะเตรียมตัวอย่างไร  ก่อนที่จะต้องตกตายลงไปจริงๆ
ควรฝึกเตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่นๆ จะได้มีสติเวลาตาย

สภาวะแบบนี้ก็มีด้วย

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งพบเจอสภาวะแปลกๆ ตอนนี้เราเห็นอะไรบางอย่างในเรื่องของการกระทำ มีแบบนี้ด้วยนะ
เมื่อก่อนเห็นแค่ผ่านๆ มาตอนนี้เห็นชัดเจนมากขึ้น
จิตของคนเรามีหลายระดับ บางคนพยายามปกปิดส่วนที่ตนเองคิดว่าไม่ดีเอาไว้
จิตที่ก้าวร้าว จิตที่หยาบคาย จิตทั้งหลายที่มองว่ามันไม่ดี
บางคนใช้วิธีระบายลงไปในเว็บบอร์ดต่างๆ เพราะคิดไม่มีใครรู้จักใคร
ฉะนั้นจะปลดปล่อยอะไรออกมายังไงก็ได้
บางคนใช้วิธีระบายตามหัวเอม ตามสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกแบบนั้นอยู่ แต่ไม่สามารถแสดงตัวตนออกมาได้
อาจจะเนื่องจากสภาวพแวดล้อมที่เป้นอยู่ หรือเกิดจากการเลี้ยงดูหรือเกิดจากอะไรก็แล้วแต่
สิ่งๆนั้นล้วนเป็นความจริงที่มีหลายๆคนยังปกปิดมันเอาไว้ อาจจะกลัวว่าคนอื่นๆจะรับไม่ได้
บางคนเรียกว่า สันดานดิบ  คือ อารมณ์ดิบหรืออารมณ์เถื่อนๆที่เอาแอบไว้
เมื่อก่อน เวลาเรามองคน เราชอบนำตรงนั้นมาประเมินคนแต่ละคนตามสิ่งที่เขาแสดงออกมา
ที่เราคิดแบบนั้น เพราะเรายังไม่เคยรู้จักคำว่า สภาวะ และรู้โดยสภาวะ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะเรารู้จักทั้งสภาวะและตัวสภาวะที่แท้จริงที่แต่ละคนนั้นมี
แต่ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา

นตัวของคนๆหนึ่ง ในบุคคลิกของคนๆเดียวกัน ก็เพิ่งมาเจอในโลกของเน็ตนี่แหละ
ซึ่งในโลกของความเป็นจริง ก็อาจจะมีแบบนี้ เพียงแต่เราไม่เคยเจอ
ที่เราเห็นคือ คนๆหนึ่งเขาสามารถแบ่งแยกการกระทำเรียกว่า ทำทั้งกุศลและอกุศล
ความคิดหนึ่งมีไว้ แสดงด้านลบ ด้านไม่ดี
อีกความคิดหนึ่ง เรียกว่าตัวแสดงละกัน อีกตัวแสดงหนึ่ง
มีไว้แสดงถึงความมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา  เรียกว่า พระไตรปิฎกบทไหนนี่ ในกูเกิ้ล
สามารถหาและนำมาอ้างอิงได้
มีอีกนะ แม้แต่ บางตัวแสดง ที่ทำฌานไม่ได้เลย แต่คุยเป็นคุ้งเป็นแคว
โดยการนำพระไตรปิฎกมาแปะๆ แต่สภาวะอธิบายไม่ได้ มีนะ แบบไม่น่าเชื่อ
ใหม่ๆยอมรับว่า งง นะ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนแบบนี้ ที่สามารถแยกแยะบุคคลิกให้แตกต่างกันได้
แต่กิเลสก็คือกิเลส ยังไงตัวละครทั้งหลาย ก็สักแต่ว่าละคร เฉกเช่นเดียวกับโลกของความจริง
เพราะตราบใดที่ยังมีการแบ่งแยก ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ยังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้
เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ นับวันจะมีมากขึ้น แม้แต่ในโลกปัจจุบัน
เพียงแต่ว่า เรา อาจจะไม่เคยสร้างเหตุร่วมกับเขาเหล่านั้นมาก่อน เราจึงยังไม่เจอ
หรือเจอแล้วแต่อาจจะไม่รู้ เพราะสักแต่ว่าเห็น จึงไม่สะดุดใจ
เรามองเห็นแต่สภาวะที่ผ่านๆมา แล้วทำให้มองเรื่องชีวิต
จิตเขาจะพิจรณาเรื่องนี้บ่อยมากๆ เหมือนตอกย้ำลงไปตลอดเวลา

 

ไม่มีใครหรอกนะที่อยากจะมีความทุกข์ ใครๆก็อยากมีความสุข
แต่เพราะความไม่รู้ หรือกิเลสนี่แหละ บดบังดวงตา ปัญญาจึงไม่เกิด
จึงไม่สามารถแยกแยะถูก ผิดตามความเป็นจริงได้ มีแต่ถูก ผิดในความคิด
 แม้แต่อกุศล ยังมองว่าให้เป็นกุศลได้

 

เพราะความไม่รู้ ( กิเลส ) จึงได้ก่อเหตุที่เป็นผลให้ได้รับความทุกข์เนืองๆ
กระทำไปโดยไม่คิดว่า การกระทำนั้นๆ จะส่งผลคือ ความทุกข์ใจให้เกิดขึ้น
วิบากกรรมหนอ ใครเล่าเป็นคนหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเราเองได้ ไม่มีเลย
มีแต่เราเองนี่แหละ ที่ชอบไปเกาะเกี่ยวสิ่งที่อยู่นอกตัวเข้ามา จนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ให้กับตัวเอง
เราถึงพูดเสมอๆว่า ไม่มีใครหรอกที่อยากเป็นคนเลว
ไม่มีใครหรอกที่อยากมาทำร้ายกัน
ไม่มีใครหรอกที่อยากเอาความทุกข์เข้าหาตัวเอง
สิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ไม่มีใครอยากทำหรอก
เหตุทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้ เกิดมาก็มีความโง่มาก่อนเป็นอันดับแรก
กรรม วิบากกรรม มันถึงได้ก่อกันไม่รู้จักจบจักสิ้นเพราะเหตุนี้

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: