” อาจารย์ “

อาจารย์ก็เป็นลูกศิษย์ได้ ลูกศิษย์ก็เป็นอาจารย์ได้
คำว่า ” อาจารย์ ” เราจะใช้เรียกผู้ที่ให้ความรู้กับเรา ในสิ่งที่เราทำไม่ถนัด หรือสงสัยในรู้นั้นๆ
เราไม่เคยมายึดติดกับสิ่งต่างๆว่า คนที่เราให้คำแนะนำกรรมฐานนั้น
เราจะต้องเป็นอาจารย์หรือพี่เลี้ยงเขาตลอดเวลา
การเจริญสตินี่ดีมากๆ ทำให้ไม่มายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้
รู้แล้วยึดติดในรู้นั้นๆ นั่นยังไม่ใช่รู้ที่ออกมาจากจิตจริงๆ
ช่วงนี้คอมฯเราโดนไวรัส แบบใช้งานแทบจะไม่ได้เลย
เราก็เลยได้เจออาจารย์คนใหม่ ที่มาสอนคอมฯเราทางเน็ต
ซึ่งอาจารย์คนนี้ก็เหมือนลูกศิษย์ของเรา เพราะเราแนะนำกรรมฐานให้กับเขาอยู่
เขาเรียกเราว่า อาจารย์ เราเองก็เรียกเขาว่าอาจารย์
ทุกคนที่มาฝึกกรรมฐานหรือการเจริญสติกับเรานั้น สามารถแสดงความเห็นของตัวเองได้แบบเต็มที่
เราเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกๆคน ไม่มายึดติดว่า เราเป็นคนแนะนำเขา เขาต้องฟังเรา นั่นไม่ใช่เรา
 
ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะอาจจะใช่ เพราะเรายังมีนิสัยดื้อรั้นอยู่ ประมาณว่าต้องฟังฉันนะ
ถ้าไม่ฟัง ก็ไม่ต้องมาให้ฉันแนะนำเลย เป็นแบบนั้นจริงๆนะ
ผลของการเจริญสติ ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเยอะมากๆ มีแต่คำว่า รับฟังและยินยอม
วันนี้ก็ได้ฟังสิ่งที่คุณเก๊ะพูดมา เรื่อง ข้อเขียน  ก็ไม่แน่ใจนะว่าเขาต้องการสื่อถึงอะไร เพราะคุยกันในหลายๆเรื่อง
แต่หัวข้อที่เขานำมาสนทนาคือ เรื่อง สภาวะของสัมมาสติและมิจฉาสติ ที่เรานำมาเปรียบเทียบไว้ให้ดู
คือ สิ่งที่เราพูด บอกตามตรง เราไม่ได้มองไปที่ตัวคนพูดว่าคนพูดนั้นเป็นใคร
แต่เรามองแค่คำพูดว่า เขาแสดงสภาวะแบบผิดๆ   แต่ไม่ได้มีจิตคิดไปเพ่งโทษที่ตัวบุคคลที่นำมาพูด
กลับมาย้อนอ่านที่เราเขียนไว้อีกครั้ง  ตัวหนังสือนะ บางทีก็สามารถสื่อไปแบบที่ทำให้เข้าใจผิดได้
เราก็เลยกลับมาแก้ไขข้อความใหม่ เพื่อให้รู้ว่า เราไม่ได้คิดเพ่งโทษผู้พูด เพียงแต่พูดตามตัวสภาวะที่แสดง
ส่วนใครจะเช่อใครหรืออะไรนั้น เราไม่ได้สนใจ เพียงแต่เรานำเสนอไปในแง่ของสภาวะ
บอกตามตรง เราพยายามระวังทุกๆเรื่อง เพราะรู้ดีว่า สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เหมือนข้อเขียนที่เราได้เขียนลงไป เราจะบอกเสมอๆว่า เราไม่ได้ให้เชื่อเรานะ เพียงแต่เราพูดตามสภาวะ
เพราะการที่ใครเชื่อใครนั้น นั่นเพราะเหตุเคยกระทำมาร่วมกัน
วันนี้ก็รบกวนอาจารย์จนดึกไปอีกหนึ่งวัน
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่กรุณาช่วยสอนคอมฯกับคนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก :b8:
ตรงนี้เป็นข้อยืนยันได้ว่า หมั่นสร้างแต่เหตุดี ผลย่อมดีอย่างแน่นอน
จะไม่อยู่ร้อน นอนทุกข์ ทำอะไรก็จะประสพแต่ความสำเร็จ  สะดวก สบาย
อยากกินอะไรก็ได้กิน จนความอยากกินแบบก่อนๆ มันเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
กลายเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้
ทำให้เป็นคนที่มีจิตแจ่มใส มีแต่ความสุข ปล่อยวางได้ไวมากขึ้น
สภาวะไปได้ดี ไปแบบตัวของสภาวะเอง เราไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไร
การที่เราไปให้ค่าต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวเรานั้น นั่นคือ เรากำลังไปคิดแก้ไข
นั่นคือ เหตุที่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่
๖ กค.๕๕
อาจารย์ คนที่พูดถึงนี้ ปัจจุบัน คือ เจ้านาย หรือคุณสามี นั่นเอง
เวลาผ่านไปเร็วมาก ถ้าไม่มาอ่านเจอในบันทึก ก็คงนึกไม่ออก ว่าได้พบเจอกันเมื่อไหร่

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: