บันทึกการเดินทาง 4 ปี 51

มค. 51ช่วงนี้ มีเด็กมาทำกรรมฐานทุกวัน มี 6 คนพระธรรมเทศนา ท่านพ่อลี

มนสฺสโลเก ” มนุษย์ทั้งหลาย ที่มีวิญญาณครองอยู่ในโลก คนจำพวกใด ที่เราเห็นว่า
ควรสงเคราะห์เขาได้โดยธรรม ก็ไม่ควรนิ่งดูดาย ช่วยทางกายไม่ได้ก็สละทรัพย์แทนตัว ตั้งจิตเมตตา
ปรารถนาดีแก่คนทั้งหลายทั่วไป คนต่ำอย่าเหยียบย่ำให้จมดิน ได้แก่การดูถูกกัน คนสูงอย่าฉุดลงมา
ในเบื้องต่ำ คืออิจฉาริษยา กลัวเขาดีกว่าตัว ควรทำใจของตนให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร เราควรเมตตา
คนเบื้องสูง มีบิดา มารดา พระราชาเป็นต้น ที่เรียกว่า “ เมตฺตาปารมี

เราควรสงสารปรารถนาดีแก่เพื่อนมิตรสหาย ควรช่วยเหลือทางกาย วาจา ใจ เป็นต้น ที่เรียกว่า
เมตฺตาอุปปารมี

เราควรแผ่ไมตรีจิต ทำความสนิทเสมอเสมือนบุตรที่รักในอก ในคนและสัตว์เบื้องต่ำ ที่เป็นศัตรูให้เรามี
จิตเมตตาภาวนาอุทิศกุศลแผ่ให้ตามสมควร เมื่อทำจิตได้เช่นนั้น ท่านเรียกว่า ” เมตฺตาปรมตฺถปารมี

9 มค.
รู้ไว้แค่ตัวเอง รู้นั้นย่อมดับสิ้นไปพร้อมกับเวลาที่ตัวเองตาย หลายๆท่านที่เราได้สนทนามา
ทั้งญาติธรรมที่ได้เคยร่วมปฏิบัติกรรมฐานมาด้วยกัน และอีกหลายๆท่านที่ได้สนทนากันทาง
อินเตอร์เน็ต บางคนเฝ้าค้นหาคำตอบว่านี่คืออะไร นั่นคืออะไร มันเป็นคำถามที่ได้คำตอบไม่รู้จบ
เพราะต่างคนต่างรู้ ต่างก็ตอบแบบที่ตัวเองเข้าใจ แบบที่ตัวเองรู้ แบบที่ตัวเองทำแล้วทำได้ถนัด

ถาม 100 คนก็ได้ 100 คำตอบ อาจจะคล้ายคลึงกันบ้าง แตกต่างกันไปบ้าง แต่จะให้เหมือนกันที่สุดนั้น
ไม่มี เมื่อสมัยที่เราได้เริ่มปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่ตอนแรก เราทำตามครูบาอาจารย์ท่านสอนมาตลอด
ท่านบอกว่า ” ไม่ต้องไปสงสัย เห็นอะไรก็กำหนดรู้ ตามรู้ ตามดูมันไป จนกว่ามันจะดับหายไปเอง
สักวันหนึ่งก็จะเข้าใจเอง ในสิ่งที่เห็น ไม่ต้องเที่ยวไปถามใคร มันจะเสียเวลาในการปฏิบัติไปเปล่าๆ
เพราะมัวแต่สงสัย ”

อย่างที่เราเคยได้บันทึกไว้ว่าเมื่อก่อนเราน่ะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราได้ผ่านจากการทำกรรมฐาน
แต่ละขั้นตอนนั้นมีคำเรียก ในสมัยก่อนอาจจะมีตำราเกี่ยวกับการทำกรรมฐาน แต่เท่าที่เราเคยอ่านเจอ
จริงๆก็คือ หนังสือการฝึกกสิณที่หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม ท่านโยนให้มาฝึกเอง ตอนนั้นก้ยังไม่รู้ว่า
นี่ก็คือการฝึกกรรมฐานอย่างหนึ่งเหมือนกัน จะพูดถึงเรื่องสมาธิ อ่านพระพุทธเจ้าตรัสไว้
จากพระสุตันตปิฎก

[๑๐๐] เธอครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง
ทำปัญญาให้ถ้อยกำลังนี้ได้แล้ว จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้า
ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความ
ผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและวิจาร
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ
มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌานที่พระอริยะเรียกเธอ
ได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่เป็นสุขอยู่ เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาอยู่ ดูกรพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุ พระอรหัตมรรค ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อยู่นั้น เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้ ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุ
ประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบ
นั้น ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบาย ในปัจจุบันและเพื่อสติ
สัมปชัญญะ ฯ

การที่จะผ่านสมาธิแต่ละขั้นได้ต้องมีสติมากพอ จะเกิดสมาธิก็รู้ จะคลายออกจากสมาธิก็รู้
ส่วนฌาน 5 6 7 8 จะเกิดได้ง่าย ถ้าผ่านฌาน 4 แล้ว นี่คือเรื่องสมาธิแต่ละขั้น

วิธีสร้างสติให้เกิด ก็คือ การกำหนดรู้ ตามรู้ ตามดู ลงไปในสิ่งที่เกิดการกระทบ ตรงไหนเกิดชัดเจนที่สุด
ให้กำหนดตรงนั้น ตามรู้ ตามดูตรงนั้นไป แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน อย่าปล่อยให้ผ่านไปโดย
การดูเฉยๆ แต่ไม่ไปรับรู้ในการเกิดกระทบนั้น กำหนดบ่อยๆ เมื่อกำหนดได้ชัดเจนดี สติย่อมมีมากขึ้น

เมื่อสติมากขึ้น ขันธ์ 5 ย่อมดับ เพราะวิญญาณไม่เกิด เมื่อวิญญาณไม่เกิด ย่อมรู้เห็นตามความ
เป็นจริง โดยไม่มีการเข้าไปปรุงแต่ง


นี่คือ ความเข้าใจในสมัยก่อน

โดยเฉพาะขณะที่เกิดสมาธิ และมีสติ สัมปชัญญะรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง มันจะรู้แล้วก็รู้ๆๆๆๆๆๆ เช่น
เวทนาเกิด เรากำหนดรู้ดูลงไป จะเห็นการเกิดเวทนาและอาการที่หายไปอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ถ้าคนรู้จักโยนิโสมนสิการเป็น มันจะเกิดปัญญา จะเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
มันเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา จะไปบังคับให้เกิดหรือไม่เกิดก็ไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันเกิดจากอุปทาน
ที่เรายึดมั่นถือมั่นนั่นเอง

เราเองคนนึงละโยนิโสไม่เป็น ก็อาศัยกำหนดรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดตั้งแต่หยาบจนมันละเอียดขึ้น
สุดท้ายพอมันเต็มที่ มันก็เกิดเป็นวิปัสสนาญาณทันที จะเห็นการเกิดดับของรูปนาม อย่างต่อเนื่อง
โดยปราศจากการกำหนด หรือความคิด มันไม่มีเลย มีแต่ตัวรู้เกิดขึ้นมาล้วนๆ สติอยู่คู่กับจิตตลอดเวลา
สุดท้ายจะมีรู้ผุดขึ้นมาว่า มันไม่มีอะไรเลย มีแต่รูป นาม สมมุติแค่นั้นเอง

( ช่วงที่ปฏิบัติในช่วงนี้ จะใช้เวลาในการปฏิบัติประมาณ 10 ช.ม. ต่อวัน ถ้าวันไหนติดธุระก็ 4 ช.ม. )
แต่ละคนไม่ว่าจะปฏิบัตแบบไหน เมื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณ ขั้นที่ 1 อุทยัพพยญาณ ( อย่างแก่ ) ทุกคน
จะรู้เหมือนกันหมด

13 มค.

แป๊บๆก็ผ่านไปอีกแล้ว วันเวลาช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน ดูสิ อีกไม่กี่ช.ม.ก็จะเข้าวันใหม่อีกแล้ว
เวลาที่ผ่านไปทุกๆวินาที เราจะถามตัวเองอยู่เสมอๆว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ยังแก้โจทย์การบ้าน
ที่อาจารย์ท่านให้มายังไม่ได้

อ่านโสฬสธรรมก็หลายรอบแล้ว นำโจทย์มาใช้กับจิตตัวเอง ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่มันยังเล็กน้อย
ทุกอย่างมันมีความอยากเข้าไปแทรกอยู่ทุกครั้ง ถึงจะไม่มาก แต่ก็ถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร
มันไม่เหมือนในอดีตที่เราเคยปฏิบัติ อันนั้นปราศจากความอยาก ไม่เคยอยากรู้ อยากเห็น
หรือสนใจในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

พอจะก้าวขึ้นบันได จิตมันก็บอกว่าอยากสวดมนต์จัง อยากทำกรรมฐานจัง
( แล้วทำไมมันต้องอยากด้วยล่ะ นั่นน่ะสิ เราก็หาคำตอบไม่ได้ )

ใครๆมักจะพูดว่า คนที่กำลังมีความสุขจะคิดว่าเวลามันผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน แต่เราไม่ใช่แบบนั้น
ไม่ได้รู้สึกสุขกับอะไรเลย ไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษเลย รู้สึกธรรมดาๆแค่นั้นเอง
อะไรที่มากระทบมันก็ระงับได้เร็วขึ้น ชัดเจนในสิ่งที่เกิดมากขึ้น

22 ม.ค. ’51

วันนี้เดินจงกรม มันแปลกมากๆ ปกติแล้ว เราเคยเดินแค่ระยะที่ 5 ระยะที่ 6 ไม่เคยเดิน
เพราะฐานสติยังไม่แน่นพอ มันจะเซ วันนี้ที่ว่าแปลกมากๆก็คือ มันเดินได้เอง

คือเราเก็บรายละเอียดทุกย่างก้าวที่เดิน ตั้งแต่ ยก ย่าง วาง ถูก เหยียบ กด เรากำหนดดูตาม
ทุกอริยาบทที่เท้าก้าวไป เราเห็นว่าอาการมันเกิดคล้ายๆกับในสมาธิ เห็นการเกิดดับขาดออกเป็นตอนๆ
ของทุกย่างก้าวที่เดิน มันชัดเจนมากๆ

แม้แต่เวลายืน ปกติจะต้องกำหนดยืนหนอ คราวนี้ไม่ต้องกำหนดเลย มันรู้ขึ้นมาเองขณะที่ยืน
ตั้งแต่กระหม่อมถึงปลายเท้า ปลายเท้าถึงกระหม่อม มันรู้ตัวต่อเนื่องไม่ขาดสาย เห็นตั้งแต่เริ่มต้น
จนกระทั่งจบ เราโทรฯหาคุณนุเลย ต้องถามผู้ที่มีความรู้ เราไม่รู้เรื่องปริยัติเลย คุณนุ บอกว่า
สันตติบัญญัติขาด และก็สนทนาธรรมกันอีกยาว เราเลยมาค้นต่อในหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา
จะมีรายละเอียดของสภาวะซึ่งหลวงพ่อภัททันตระ ท่านได้เมตตาถ่ายทอดไว้

January 24
อนิจจานุปัสสนาแท้และเทียม

28 มค.
การปฏิบัติ ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ไปคาดหวังผลเหมือนเมื่อก่อน แต่เวลานั่งยังคงเกิดสภาวะดิ่งตลอดจนหมดเวลา
12 กพ. 51
ความศรัทธาและความเชื่อหลายวันมานี้ เราก็รู้สึกว่ามันจะย่ำๆๆๆๆ อยู่กับที่ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมาย รู้สึกเบื่อๆ
ก็ไม่ต้องปฏิบัติอะไรมากมาย เอาแค่ว่ารู้ว่าทำแค่นั้นเอง ทำเพราะรู้ว่ามันเป็นการสร้างกุศล
ที่ได้กุศลมากกว่าใช้เงินทำ รู้แค่นั้นเองดูหนังช่อง 7 มาหลายวัน ชอบมากเลย เรื่อง ” เสียงกระซิบจากมิติลี้ลับ ” นี่หนังก็จบลงแล้ว
ไม่รู้ว่าจะมีตอนที่ 2 อีกเมื่อไร ดูแล้วทำให้เราคิดถึงวิญาณต่างๆที่เราไม่สามารถติดต่อกับเขาได้
พูดกับวิญญาณ สอนวิญญาณ เราคิดว่าง่ายกว่าพูดคุยกับคน นี่เป็นความคิดที่เกิดขึ้นนะ
เพราะวิญาณเขาไม่มีทางเลือก ใครก็ได้ที่ช่วยเขาได้ เขาจะไปตามนั้น

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้คิดถึงความศรัทธาและความเชื่อ เราย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง
ว่าที่เราปฏิบัติทุกวันนี้เพราะอะไร เรารู้แค่ว่าปฏิบัติแล้วดีเท่านั้นเอง คำอธิษฐาน บอกตามตรง
ว่าแค่สักว่าอธิษฐานไปแค่นั้นเอง เพราะถูกสอนมาว่าให้อธิษฐานหลังปฏิบัติ หรือหลังสวดมนต์ทุกครั้ง
ให้อธิษฐานว่า ” ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ขออำนาจผลบุญกุศลที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนานี้ ขอผลบุญกุศลหนุนนำให้ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ ได้เกิดปัญญญาณ ได้บรรลุมรรคผล ล่วงพ้นบ่วงมาร
เห็นแจ้งในพระนิพพานด้วยเทอญ ” นี่คือคำอธิษฐานที่เราใช้มาตลอด

ถามว่าขณะที่อธิษฐานรู้สึกอย่างไร เรารู้สึกเฉยๆ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยให้ค่าความหมายในการอธิษฐาน
รู้แต่เพียงว่าต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ควรทำแค่นั้นเอง ใครอย่าได้มาคุยกับเรื่องพระนิพพานเลย
ไม่มีประโยชน์ เพราะเราไม่เคยสนใจหรือให้ความหมายที่มีความรู้สึกพิเศษกับคำว่า ” พระนิพพาน ”

ปัจจุบันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่คุยกัน ไปคุยกับสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัสหรือรับรู้เลยได้อย่างไร
มันจะกลายเป็นฟุ้งไปเสียเปล่าๆ เอาตำรามาตะแบง มางัดกันเสียส่วนมาก เราเองก็เคยคุยด้วย
กับคนที่มาถาม เราบอกเลยว่า นี่นำมาจากคิริมานนทสูตรนะ ส่วนจะใช่หรือไม่ใช่นี่ไม่รู้
ก็ว่ากันไปตามตำรา

กลับมาย้อนไปที่เรื่องคำว่า ” ศรัทธา ” และ ” ความเชื่อ ” ใครจะว่าเราดูหนังแล้วบ้าก็ช่าง
เมื่อวานเราดูตอนจบ แหมมันโดนใจ เราต้องมีความศรัทธาและเชื่อมั่น เราจึงจะพบสิ่งที่เป็นจริงได้
คือ แสงสว่าง ( อันนี้คำพูดในหนังนะ ตอนที่นางเอกพูดกับเหล่าดววิญญาณที่เครื่องบินตก )

เราเองก็ปฏิบัติไปโดยไม่ได้มีความศรัทธาหรือความเชื่ออะไรมากมายอย่างที่บอก เราปฏิบัติ
เพราะเห็นว่าดีและเห็นว่าเป็นการสร้างกุศลที่ได้กุศลแรง พูดง่ายๆก็คือว่า ไม่ต้องเสียเงิน แต่ได้บุญเยอะ
มากกว่าบุญที่ต้องเสียเงิน แค่นั้นเองที่เราคิด

การปฏิบัติของเราจึงไม่มีความสงสัยแบบที่เขามาสงสัยกัน ถ้าจะบอกว่าไม่มีสงสัยทั้งหมดเลยก้คงไม่ใช่
เสียทีเดียว มีเหมือนกัน แต่มีน้อย เป็นบางครั้ง เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะได้อะไร ยิ่งได้มาได้ยิน
หลวงพ่อจรัญท่านสอนบ่อยๆเรื่อง ” การกำหนด ” ทำไมต้องกำหนด ยิ่งไปได้ไว

” อย่าส่งจิตออกนอก ” ให้กลับมารู้ที่ตัวทุกครั้งว่ากำลังทำอะไรอยู่ นี่ทำให้สติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น
ได้เร็วมากๆ เมื่อก่อนอ่านคำสอนหลวงพ่อจรัญ อ่านแล้วก้ยังมองไม่ค่อยออก รู้แค่พื้นๆตัวหนังสือ
ที่เขียนไว้ จริงๆแล้ว หลวงพ่อท่านสอดแทรกเรื่องการปฏิบัติ และการกำหนดไว้ในทุกคำพูด เพียงแต่ว่า
ตอนนั้นเรายังไม่รู้ เราเลยอ่านแล้วตีความได้แค่ที่เรารู้ มันได้เท่านั้นเองจริงๆ

หลังจากที่ดูหนังจนจบแล้ว เราเกิดความคิด เรื่องความคิดนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เรื่องการติดต่อ
กับวิญญาณ เราอยากช่วยเขานะ ใจมันคิดอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคิดอย่างนั้นก้ทำให้นึกไปถึงช่วง
การปฏิบัติก่อนที่ผ่านอุทยัพพยญาณ ใช้เวลาปฏิบัติ 10 ช.ม. ต่อวัน

เมื่อคืนเราก็เริ่มใหม่เรา เราขึ้นห้องพระตั้งแต่ 2 ทุ่มครึ่ง สวดมนต์เสร็จก็นั่งอ่านธรรมะให้ผีบ้านผีเรือน
ฟังก่อน เป็นเวลาครึ่งช.ม. แล้วก็มาเดินจงกรม นั่งสมาธิ สลับกันไป ช่วงไหนง่วงมากๆจนมันทนไม่ไหว
ก็นั่งเอาหลังพิงตู้เสื้อผ้าเอา ไม่ยอมนอนลงกับพื้นเด็ดขาด เพราะถ้านอนแล้วยาวแน่ นั่งหลับแบบนี้ดี
อย่างมากครึ่งช.ม. ก็ตื่นแล้ว ตื่นแล้วอาจจะง่วงนิดหน่อยก็เดินจงกรมเอา สักพักอาการง่วงจะคลายลง

วันนี้คือวันแรกที่เราเริ่มปฏิบัติ เมื่อคืนอยู่ได้ถึงตี4 แล้วก็มานั้งหลับต่อแป๊บนึง มันเกิดจากแรงบันดาลใจ
นะ ทำให้หันกลับมาปฏิบัติแบบนี้ใหม่ อยากช่วยเขา เท่าที่เราจะสามารถช่วยเขาเหล่านั้นได้
ไม่ได้หวังที่จะได้อะไรกับเขาหรอก

บทเรียนเพิ่ม ดูตามความเป็นจริง
15 ก.พ.’51

วันนี้เดินจงกรม มีอาการแปลกๆอีกแล้ว เราไม่ได้กำหนดอะไร เดินแล้วก็รู้ตัวลงไปทุกย่างก้าวที่เดิน
ที่ว่าแปลกก็คือ ยิ่งเดิน ยิ่งละเอียด ยิ่งแยกข้อปลีย่อยออกมาให้เห็นเด่นชัด กายส่วนกาย ลมหายใจ
ส่วนลมหายใจ มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนเมื่อก่อนที่เราเดิน

เมื่อก่อนมันจะรู้พร้อมไปทั้งตัว เราถึงว่ามันแปลกๆ มันรู้สึกวาบๆขึ้นมาเหมือนเป็นภาพที่มองเห็นทุกขณะ
ที่ก้าวเดิน มันผุดขึ้นมาในใจ อธิบายไม่ถูก

เราก็เลยโทรฯหาหลวงพ่อพระครูภาวนา ถามท่านว่า ทำไมมันเป็นแบบนี้ มันรู้สึกเสียววาบๆทุกขณะ
ที่ย่างก้าว ขนหัวลุก ขนลุกไปทั้งตัว ภาพมันจะผุดขึ้นมาในใจ เห็นภาพชัดเลย

หลวงพ่อถามว่า ที่เห็นน่ะ เห็นที่ตาหรือเห็นที่ข้างใน เราบอกว่า เห็นข้างใน ตาไม่ได้มองที่ปลายเท้า
แต่มองไปข้างหน้า ขณะที่เดิน ถามท่านว่า ควรทำอย่างไร ในเมื่อรู้สึกก็เลยหยุดเดิน แล้วกำหนด
รู้หนอๆๆๆ ก้ยังไม่หาย อาการเสียวแบบนั้น มันเสียวๆอยู่อย่างนั้น อธิบายไม่ถูก โดยเฉพาะที่ฝ่าเท้านี่
ชัดเจนมาก มันเสียวๆวาบๆบอกไม่ถูก

หลวงพ่อบอกว่า ไม่มีอะไร มันมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น ( เกือบจะถามหลวพ่อแล้วว่า คราวก่อน
ที่รู้ตัวทั่วพร้อมกับอาการเดิน ท่านก็บอกว่า นั่นแหละเรียกว่า สติ สัมปชัญญะ แต่พอนึกขึ้นได้ว่า
หลวงพ่อปรีชา ท่านบอกไว้ว่า มันจะมี 3 ระยะ ก็เลยไม่ถามหลวงพ่อปรีชา ว่าทำไมมันถึงแตกต่าง
จากคราวแรก )

หลวงพ่อบอกว่า ภาษา พระปฏิบัติ การดูลงไปในอาการที่เกิดก็คือการกำหนด แต่เป็นการกำหนด
โดยกริยา ไม่ใช้บัญญัติ ท่านบอกว่า ให้ดูไปตามความเป็นจริงที่เกิด ไม่ให้ใช้รู้หนอที่เป็นสมมุติบัญญัติ
ดูลงไปจนอาการนั้นหายไปในที่สุด แล้วค่อยเดินต่อ

19 ก.พ.’51เดินจงกรม ตั้งแต่เริ่มเดินมันจะเสียวๆที่ฝ่าเท้ายังไม่หาย แล้วเดี๋ยวนี้มันแปลกๆ
เหมือนฝ่าเท้าเรามีชีวิต เรารู้สึกไปกับมันทุกระบบที่กระทบ มันเสียวๆอยู่อย่างนั้นเราก็ทำแบบที่หลวงพ่อบอก เดินมันไป เอาสติ จิตจดจ่ออยู่กับการเดิน
พอเดินถึงช่วงยืน อยู่ๆมันก็เกิดเป็นสมาธิขึ้นมา
แต่เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นักเรื่องสมาธิ
เพราะเดี๋ยวนี้สมาธิเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราบ่อยมากๆ

20 ก.พ.’51

วันนี้เป็นสมาธิเกือบทั้งวัน ทั้งๆที่บางทีแค่นั่งคิดอะไรบางอย่าง
จู่ๆมันก็สว่างพรึ่บขึ้นมา เป็นเกือบทั้งวันเลยวันนี้
สว่างมากๆ ทั้งๆที่โอภาสแบบนี้ เราแทบจะไม่ค่อยเกิดให้เห็นด้วยซ้ำ

21 ก.พ.’51

เดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นระยะๆ เบื่อมากๆเลย ไม่รู้ว่าเบื่ออะไร นั่งก็เบื่อ เดินก็เบื่อ

22 ก.พ.’51

เดินบ้าง นั่งบ้าง กำหนดดูอริยาบทย่อย ก็เกิดสมาธิอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่สนใจละ
มันออกจะรำคาญไปด้วยซ้ำ แต่พยายามทำจิตไม่ให้ชอบ ไม่ให้ชัง
เพราะหลวงพ่อพระครูภาวนานุกูลสอนไว้ว่า อย่าไปเบื่อ อย่าไปเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ
มันเป็นสภาวะของมัน ให้พิจรณาดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างเดียว
ไม่ต้องไปใส่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ทำไป เดี๋ยวมันจะแจ้งขึ้นมาเอง

25 ก.พ.’51

ความรู้สึกที่ฝ่าเท้า นับวันมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดใส่รองเท้าเดินแท้ ไม่ใช่เท้าเปล่าเลยนะ
มันก็ยังรู้สึกกระทบทุกย่างก้าวที่เดิน เหมือนมันรู้สึกเข้าไปถึงในจิตของเรา มันชัดมากๆ
แม้แต่นั่งบนเก้าอี้ เท้าวางอยู่บนพื้นเฉยๆ มันจะชัดมากๆตรงที่เท้ากระทบถูกพื้น

โทรฯหาหลวงพ่อ ถามท่านตั้งแต่ เรื่องฝ่าเท้าที่เป็นอยู่ ท่านบอกว่า ให้ดูลงไปอย่างเดียว
ไม่ต้องไปทำอะไร และเรื่องที่เป็นสมาธิบ่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็เกิดสมาธิตลอดเวลา
ท่านบอกว่า ให้เดินจงกรมเพิ่ม อย่างน้อย 2 ช.ม. เพื่อเจริญสติให้มากขึ้น อย่านั่งมาก
ถึงไม่ใช่นั่งขณะที่ทำสมาธิก็ตาม ไม่ให้นั่งมาก ให้เน้นเดิน

26 ก.พ.’51

ฟังพระท่านเทศน์ เรื่อง ศิล และเรื่องการเจริญภาวนา
สาเหตุที่ทำให้ไม่ก้าวหน้าเพราะศิลยังพร่องอยู่
ถ้าศิลบริสุทธิ์ การเจริญภาวนาจะก้าวหน้ามากๆ

04 มีนาคม 51
เพิ่มเวลาตั้งแต่เพิ่มเวลาเดินจงกรม บางวันเดิน 2 ช.ม. บางวันเดิน 3 ช.ม.แต่ละรอบจะเดินอย่างนี้ตลอด
ทำไปเรื่อยๆแล้วแต่สะดวก สมาธิที่เกิดถี่ๆเริ่มลดน้อยลง ไปเกิดขณะที่ยืนเป็นพักๆไม่มากเท่าเมื่อก่อน
แต่การเข้าออกสมาธิยังคล่องเหมือนเดิม คือแค่ดูท้องพองยุบ 2หรือ 3 ครั้งก็เข้าสู่สมาธิได้เลย
อาการเสียวๆที่ฝ่าเท้ายังมีอยู่แต่น้อยลง แต่ความรู้สึกในการที่ฝ่าเท้าหรืออาการที่เคลื่อนย้ายอริยาบท
ที่เท้านี้ชัดมากๆ มันจะรู้ขึ้นมาในจิตแบบอธิบายไม่ถูก แต่ก็ไม่ถามหลวงพ่อ
เพราะเชื่อว่า ปฏิบัติไป เดี๋ยวก็จะรู้เอง8 มีค.
ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งเห็นทุกข์ มองไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์ ทำไมทุกข์มันช่างมากมายอย่างนี้หนอ
เมื่อก่อนเข้าใจว่า เมื่อเห็นทุกข์ ย่อมเข้าใจในทุข์ ย่อมอยู่ในทุกข์ได้โดยไม่ต้องไปทุกข์กับทุกข์นั้นๆ

แต่ทุกข์ครั้งนี้เราเห็นมันคนละอย่างกับทุกข์ที่เราเคยเห็น เคยเข้าใจ ทุกข์ครั้งก่อนคือทุกข์ทั่วๆไป
ที่เกิดขึ้นในครองชีวิต ในการมีชีวิตอยู่ แต่ทุกข์ครั้งนี้เป็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด
ไม่อยากเกิดมาทุกข์แบบนี้อีกแล้ว เกิดมานี่มันช่างวุ่นวาย วุ่นวายทั้งข้างนอกและข้างใน
มันดูวุ่นวายไปหมด

เมื่อคืนปฏิบัติ เจอเวทนา ตัดใจเลยสู้กับเวทนา พิจรณาลงไปว่าเวลาตายเราจักต้องทรมาณมากกว่านี้
เวทนาที่เคยเจอมีทั้งหนักและเบา ครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัส ปวดจนหลังมากๆร้าวมาที่ก้นกบ
เหมือนมันจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ บังคับตัวเองเลย ตั้งหลังให้ตรง แล้วสู้กับเวทนาที่เกิด
ใจก็คิดพิจรณาไปด้วย เพราะเรายังมีอุปทานยึดมั่นถือมั่นในกายของเรา มันจึงยังมีเวทนา
เกิดอยู่ตลอด มันเกิดแล้วก็หายอยู่อย่างนั้น หนักเบาไม่เท่ากัน มันไม่เที่ยง เราไปบังคับว่า
ให้เกิดหรือไม่ให้เกิดไม่ได้

พิจรณาหนักๆ พิจรณาว่ามันไม่เที่ยง แล้วจากที่ปวดสุดๆมันก็รู้สึกซ่าๆไปทั้งขา ซ่าๆไปตามส่วนที่ปวด
แล้วมันก็ค่อยๆหายปวดไป แล้วนั่งต่อไปจนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้

เวทนานี่เจอมาหลายรอบละหนักๆทั้งนั้น แต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้งเหมือนร่างกายเรามันจะแตก
ออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ตั้งใจไว้แล้ว ต่อไปนี้จะปฏิบัติ เพื่อเตรียมตัวตาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายจริงๆ
จะได้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

13 มีค.
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุกข์ มันน่าเบื่อเสียจริงๆ

14 มีค.
วันนี้เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
คนทำไมช่างวุ่นวายเสียจริงๆ แต่ละคนก็รักห่วงตัวเอง จนไม่มองผลเสียที่ผู้อื่นได้รับ
วันนี้อดทนจนผ่านเวทนา ครบตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ รู้ลงไปในอาการที่ปวด
ปวดมากๆเลย แล้วมันก็ซ่าๆหายไป แล้วก็ปวดอีก

15 มีค.
เดิน 11/2 ชม. นั่ง 11/2 ชม.
คิดว่า การปฏิบัติเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เพราะครั้งที่แล้วเคยเจอสภาวะแบบนี้ แต่ไม่หนักเท่าครั้งนี้
ครั้งนี้หนักกว่า ปวดบริเวณก้นกบและแผ่นหลังทั้งหมด ปวดมากๆ พยายามนั่งให้หลังตรงที่สุด
แล้วพิจรณาดูอาการที่ปวด

คิดถึงแต่ความตาย ว่าสักวันเราต้องตาย ตายแบบนี้เพื่อเตรียมตัวตายในวันหน้า
เราจะได้ไม่ตายแบบขาดสติ จะได้รู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

เราเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่ถือว่าคือ พาสปอร์ตแห่งความตาย ด่านแรกที่เราได้ผ่านทางเที่ยวแรก
นับ 1 มาตลอด ที่ผ่านๆมาแล้วช่างมัน นี่คือชีวิตใหม่ที่เราเกิดใหม่

18 มีค.
เราห่างไกลครูบาฯเสียเหลือเกิน แล้วที่เราเข้าใจอยู่ตอนนี้มันถูกต้องไหม
หรือว่าเราควรเดินหน้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ เราไม่รู้อะไรเลย ทั้งเรื่องเรียนนักธรรม
ว่าเราคิดแบบที่เราคิดถูกต้องหรือไม่ คือ เราคิดว่า การที่เราท่องจำ มันก็ได้แต่ท่องจำ
แต่มันไม่สามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ตลอดไป แต่การที่เรารู้แจ้งออกมาจากจิต
มันทำให้เราระงับกิเลสไปได้หลายอย่าง เนื่องจากกเรามองเห็นเหตุและผล

เฮ้อ .. นี่ขนาดแค่คิดนะ ยังเหนื่อยเลย เพราะมัวหาคำตอบ

20 มีค.
นั่งฟังพระธรรมเทศนาจากสถานีหลวงตา มันนิ่งและสงบมากๆ
จะลองไปวัดกระโจมทอง หลวงพ่อสุทัศน์ ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คงไม่ก้าวหน้าแน่เรา

เดิน 45 นั่ง 1/20 ชม.
นั่งมีเวทนาตลอด ทนเวทนาไม่ไหว มันเบื่อที่จะต้องนั่งดูเวทนาอยู่อย่างนั้น
เบื่อแบบบอกไม่ถูก สมาธิเรายังมีกำลังไม่มากพอ ออกก่อนเวลา 6 นาที สติในการกำหนดยังไม่ทัน

อุปสรรคในการฝึกสมาธินิวรณ์ เป็นอุปสรรคโดยตรงของการฝึกสมาธิ เพราะจิตที่ถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถตั้งมั่น
เป็นสมาธิได้ ในอกุสลราสีสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ได้กล่าวถึงนิวรณ์ว่าเป็นกองอกุศล
ดังพุทธพจน์ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าวให้ถูกต้อง กล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เพราะว่ากองอกุศล
ทั้งสิ้นนี้ได้แก่ นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน? คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑ พยาบาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิกิจฉานิวรณ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศล จะกล่าว
ให้ถูก ต้องกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ เพราะกองอกุศลทั้งสิ้นนี้ ได้แก่ นิวรณ์ ๕
( พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ ๒๕๒๕:๑๑๖ )

กามฉันทะ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ จัดเป็นโลภะ

พยาบาท ความคิดร้าย จัดเป็นโทสะ

ถีนมิธทะ ความหดหู่ ความเซื่องซึม

อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และความร้อนใจ

วิกิจฉา ความลังเล สังสัย

(อันนี้ขอเสริม จากประสพการณ์โดยตรง คือ ให้เราระลึกไว้อยุ่เสมอว่า หน้าที่เราคือทำอะไร
ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยุ่ ให้เอาจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำ อย่าไปส่งจิตออกนอก นอกอะไร
นอกกายนั่นเอง เพราะการทำสมาธิ เป็นเรื่องของกายและจิต ซึ่งมีสติ สัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วย
ตลดเวลา หากบางครั้ง ขณะที่ปฏิบัติอยู่ อาจจะมีจิตฟุ้งซ่าน ไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง
ก็ให้เอาสติจับกลับมารู้ที่กาย ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือกลับมาจับที่องค์บริกรรมภาวนา
หรือหายใจให้ยาวๆ เพื่อจะได้สติรู้ตัว ว่ากำลังฟุ้งแล้วนะ มันออกไปนอกตัวแล้วนะ
ทำบ่อยๆจิตมันจะค่อยๆสงบลงไป )

นิมิต

ขณะที่ทำสมาธิ อาจจะเห็นภาพ หรือมีภาพต่างๆเกิดขึ้น ไม่ต้องไปสนใจหรือให้ค่าให้ความหมาย
ในสิ่งที่เห็น เพราะเมื่อเราไปให้ค่า ให้ความหมายในสิ่งที่เห็น ต่อมเอ๊ะ จะถูกทำงานทันที ต่อมเอ๊ะก็คือ
ความสงสัย เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว มันจะเกิดขึ้นไม่รู้จบ จะต้องคอยเทียวไปถามหาคำตอบ
ถาม 100 คนก็ได้ 100 คำตอบ เพราะคำตอบแต่ละคำตอบก็อยู่ที่คนจะให้ค่าให้ความหมายในสิ่งที่เห็น
นั้นๆ การปฏิบัติแทนที่จะก้าวหน้าต่อไปก็เลยสะดุด หยุดไปชั่วคราว บางคนก็หยุดยาวไปเลย
เพราะมัวค้นหาคำตอบ บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า
ติดอยู่แค่นิมิต

วิธีแก้ เมื่อเกิดนิมิต คือ ไม่ต้องไปสงสัยในสิ่งที่เห็น อาจจะกำหนดตามสิ่งที่เกิดหรือที่เห็น คือ
เห็นหนอๆๆ หายใจยาวๆ รู้หนอๆๆๆ หายใจยาวๆ โดยใช้จิตกำหนด ไม่ใช้ปากกำหนด หรือ เอาจิตปัก
ที่ลิ้นปี่ หายใจยาวๆ กำหนดรู้หนอๆๆๆ คือสักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ให้ค่าหรือความหมายในสิ่งที่รู้หรือเห็น
หรือ กลับมารู้ที่กาย โดยการดูอาการของท้องพอง ยุบ หรือหายใจยาวๆเพื่อจะได้มีสติรู้ตัว
นิมิตนั้นก็จะดับไป บางคนก็ไปสวรรค์นรกทางนิมิต สุดท้ายการปฏิบัติเลยไม่ก้าวหน้า ติดอยู่แค่นิมิต

โอภาส บางคนเห็นแสงสีต่างๆ หรือความสว่างเจิดจ้ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงสี หรือแม้แต่จะความสว่าง
มากหรือน้อย ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้กลับมารู้ที่กาย โดยเอาสติเข้าจับความรู้สึกว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไร
อยู่ เรากำลังส่งจิตออกนอก ไปสนใจสิ่งนอกตัว ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับการเกิดนิมิต

ปีติ สุข ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดสมาธิ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น อย่าไปดื่มด่ำหรือซึมซับอารมณ์ตรงนั้น
ให้กลับมารู้ที่กาย วิธีแก้ ก็ทำแบบเดียวกับเวลาเกิด นิมิต เกิดโอภาส เพราะสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการ
เจริญสมาธิในขั้นต่อไป หากยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ สมาธิจะก้าวหน้าถึงจตุตถฌาน ไม่ได้
เพราะแต่ละขั้น มีแต่จะละไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีแต่สภาวะปรมัติล้วนๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้
จะไม่มีเหลือในจตุตถฌาน

สิ่งเหล่านี้ ถ้าสามารถผ่านไปได้ อย่างน้อยเมื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณบังเกิด จะได้ไม่ไปติดอยู่ที่อุปกิเลส

25 มีค.
เริ่มกลับมาทำแบบเดิม เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทำแบบนี้เราไม่เครียด

27 มีค.
ไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุมา 2 วัน

31 มีค.
ยังคงเดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทุกวัน
เวทนาครั้งนี้หนักมากๆ หนักกว่าครั้งที่แล้ว จิตเห็นจิต ย่อมปล่อยวาง เมื่อรู้แล้วว่ามันไม่มีอะไร
มันย่อมปล่อยวางทุกสิ่งลงไป

มันเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเอง เลิกฟุ้งได้แล้ว

วันนี้เจอเวทนาที่หลัง สุดๆเลย เหมือนจะเป็นตะคริวที่หลัง แต่ยังไม่ทันจะเป็น ปวดมากๆ
กำหนดรู้ตลอด หายใจยาวๆ ( กลัวเป็นบ้าเลยเราตอนนั้นน่ะ กลัวเป็นอัมพาต )
ค่อยๆเอามือลงไว้ข้างๆตัว จะยกมือไปข้างหน้าก็ยกไม่ได้ ปวดหลังมากๆ ยกมือไม่ขึ้นเลย
หายใจยาวๆรู้ลงไปในเวทนาตลอด ยืนนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ยกมือขึ้นกุมไว้ข้างหน้า พอจะยกได้บ้าง
ก็ค่อยๆเอามือลง และยกไปไว้ข้างหลังเหมือนเดิม มันมีเสียงดังเปรี๊ยะ
แล้วเหมือนกายเราแยกระเบิดออกจากกัน

ในตอนนั้นเหมือนกายแตก แยกออกเป็นเสี่ยงๆ ความรู้สึกเป็นแบบนั้น แต่มีสติรู้ตัวตลอดเวลา
สักพัก รู้สึกหัวโล่งไปหมด เหมือนสมองไม่มีอะไรเลย ทั้งตัวนี่เบาไปหมด

แล้วพอมานั่งสมาธิต่อ แค่หย่อนตัวนั่งลง ยังไม่ทันจะหายใจเข้าเลย มันเข้าสู่สมาธิทันที
ไม่ได้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร เพียงแต่มองว่า เวทนาแต่ละครั้งนี่ มันช่างสุดๆจริงๆ

ครั้งที่ 1 ที่จำได้คือ เวทนาที่เกิดตอนนั่งสมาธิ อันนี้เกิดที่ขา แต่ที่เหมือนกันคือมันหฤโหดสุดๆ
เหมือนๆกัน เหมือนกายมันระเบิดแยกออกจากกันเหมือนกัน แต่ตรงนี้พอมันแตกออกมา
มันกลับมีตัวรู้เกิดขึ้น

ผลที่ตามมาจากการเดินจงกรมแล้วเกิดเกิดเวทนาเวทนาครั้งนี้ โห … จากที่เราเคยเดินหลังค่อมๆ
คือจะเป็นคนไหล่งุ้ม เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า เดินได้หลังตรงแหนวเลย อาการที่ชอบปวดหลังบ่อยๆ
มันหายไปเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โรคปวดหลังนี่ เป็นมาตั้งแต่สมัยทำงาน
ส่วนมากจะเป็นกัน ยกคนไข้ประจำ มันก็เลยเป็นเรื้อรังมาตลอด ( หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท )

ความที่ว่าเจอเวทนาบ่อยๆ แบบโหดๆ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า สามารถมีสติพิจรณาเวทนาที่เกิดได้ดี
ขึ้นกว่าเมื่อก่อน วันนั้นเจอเวทนาสองชั่วโมงเต็มๆ ( วันไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ ) พระอาจารย์ท่าน
บอกว่า ขณะที่เดินจงกรม สมาธิเราเกิดมากเกินไป ให้เรารู้ไปในอริยบทย่อยให้บ่อยๆ เพื่อจะได้มีสติ
ให้มากขึ้นกว่านี้ มิน่า … สังเกตุเห็นหลายครั้งละ ว่าหลังจากเดินจงกรม พอมานั่งสมาธิต่อ
ทำไมเราถึงเข้าสู่สมาธิได้เร็ว เพราะอย่างนี้นี่เอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต้องถามพระอาจารย์ละ เดี๋ยวนี้เลิกถาม เพราะท่านบอกไว้แล้วว่า
ไม่ต้องไปให้ค่าความหมายในสิ่งที่เกิดหรือเห็น ให้ตัดความสงสัยออกไป

05 เมษายน
ความอยาก

เพราะความอยากรู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงเที่ยวหาหนทางด้วยความอยากรู้ จริงๆแล้ว ปรมัตถสภาวะล้วนๆนี่
เราเกิดมาตั้งนานแล้ว เราได้แต่รู้หนอๆมาตลอด ขนาดมีหนังสือเรื่องสภาวะต่างๆอยู่ในมือแท้ๆ
ก็เคยเปิดอ่านอยู่ แต่ทำไมตอนนั้นถึงอ่านแล้วยังไม่รู้เรื่อง หรือไม่ได้สนใจที่จะอ่าน จนคุณนุ บอกว่า
ที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้น หลวงพ่อภัททันตระ ท่านเขียนไว้ในหนังสือ ให้ไปอ่านดีๆ

ที่แท้การปฏิบัติเราก้าวหน้า แต่เราไม่รู้ว่าก้าวหน้า มันผ่านแต่ละสภาวะผ่านไปไวมากๆ
เคยท้อเหมือนกัน มันน่าเบื่อ แต่ถึงจะเบื่อยังไงให้เราเลิกปฏิบัติ เราก็เลิกไม่ได้ มีเวลาเมื่อไหร่
ต้องเก็บเล็กผสมน้อยตลอดเวลา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

เพิ่งมาถึงบางอ้อ ว่าที่แท้ อาการที่เกิดนั้นมันเป็นเพียงสภาวะเมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่จะต้องเจอ
เรื่องเกี่ยวกับสภาวะญาณต่างๆที่เกิด เมื่อก่อนเคยรู้สึกนะ รู้สึกปลื้มปีติกับผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ
แต่เดี่ยวนี้ มันแปลกๆ เราเองยังแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไม เดี๋ยวนี้ถึงไม่ใส่ใจในคำเรียก
หรือสมมุติบัญญัติที่มีไว้ให้รู้ เพียรหาวิธีแก้สิ่งที่ติดอยู่ตั้งนาน

ที่แท้ติดอยู่ที่คิดแค่นั้นเอง แต่ดีอย่างที่เรายังมีวาสนามีครูบาอาจารย์ที่เมตตาต่อเรามากๆ
เดี๋ยวนี้อยู่ต่อหน้าท่าน คิดอะไรไม่ได้เลย ( ใช้คิดหนอๆ อย่างเดียว เวลาอยุ่ต่อหน้าท่าน ) กลัวผิดศิล

เดี๋ยวนี้ก็แปลกอีกอย่างเรื่องศิลนี่ ทั้งๆที่เราไม่ได้สมาทานอะไร แต่ทำไมต้องระวังไม่ให้ตัวเองผิดศิล
ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าศิลเราพร่องการปฏิบัติเราจะไม่ก้าวหน้า

เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว ตั้งแต่ผ่านเวทนาหนที่สองนี่ เรามองเห็นความกลัวที่เรามีอยู่
ไม่เคยกลัวเท่าครั้งไหนๆเลย ครั้งนี้กลัวมากๆ เหมือนความกลัวอันนี้ที่แท้มันมีอยู่แล้ว
เพียงแต่มันถูกซ่อนเอาไว้ แล้วถ้าเกิดต้องตายจริงๆมิขาดสติไปหรือนี่ รู้แต่ว่า ประมาทไม่ได้แล้ว
ความสงสัยต่างๆที่เคยมีมากมาย เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลย มันสงบมากๆจนตัวเราเองก็ยังแปลกใจเลย

กราบเท้าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์

ถ้าวันนี้เราไม่มีพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิด ไม่มีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน แนะนำทาง ไม่มีกัลยาณมิตรที่ดี
( อันนี้ยกความดีให้คุณสายันต์ อ่ำสุวรรณ เป็นพิเศษ ) กับพ่อแม่ ครูบาฯ นี่ยกไว้เหนือเกล้า
รู้สึกตื้นตันใจมากๆ จนกล่าวไม่ถูก

ขอกราบนมัสการ และกราบขอบพระคุณผู้มีพระคุณที่เมตตามาตลอดเวลา
สิ้นสงสัยแล้วเรื่องการปฏิบัติ เหลือแค่ปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่องเท่านั้นเอง
ไม่ต้องไปสนใจอะไรอีกแล้ว ถ้าปัญญายังไม่เกิดขึ้นจริง หรือสภาวะยังไม่เกิดขึ้นจริง

หนังสือหลวงพ่อภัททันตะนี่จะอ่านไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร เพราะอ่านแล้ว
อาจจะทำให้เข้าข้างความคิดตัวเอง จนกว่าจะเต็มที่ เข้าที่เข้าทาง เพราะมันจะทบทวนสภาวะ
อยู่อย่างนั้น วันใดเต็มที่แล้ว จึงจะอ่านรู้เรื่อง เพราะสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นจะตรงกับที่หลวงพ่อภัททันตะ
ได้รจนาไว้ทั้งหมด เราเองก็ไม่ค่อยจะเปิดอ่าน จนคุณนุ บอกว่าให้อ่าน ถึงได้อ่าน

สาธุ สาธุ สาธุ

โฆษณา

บันทึกการเดินทาง 3 ปี 49/1

ปีนี้ เป็นปี้พบของดี ได้พบในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบ
แถมยังไม่รู้อีกว่า สิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไร ไม่ได้มีความปลื้มปีติแบบที่เขาพูดๆมากันเลย
เพิ่งจะมาซาบซึ้งใจในปีหลังๆนี่เอง เพราะตัวสภาวะชัดเจนมากๆ
การเจริญสติ แรกๆเหมือจะยาก แต่เมื่อได้ทำต่อเนื่อง ..
จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อถึงเวลาออกดอกออกผล เก็บเกี่ยวได้แบบไม่หวาดไม่ไหว
แถมสามารถแบ่งปันให้กับคนอื่นๆได้อีกมากมาย
เรียกว่ามีเหลือกินเหลือใช้ค่ะ

2 มค. 49
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
5 มค.
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

10 มค.
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

11 มค.
06.35 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
21.30 เดิน 25 นาที นั่ง 25 นาที

12 มค.
06.30 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
22.20 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
วันนี้ สติดี สมาธิดีขึ้น ไม่ตกใจเวลาเสียงนาฬิกาดังครบเวลา

13 มค.
06.30 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
20.30 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
วันนี้ สติดีมากขึ้น สมาธิดีขึ้น เกิดปีติตลอด

14 มค.
04.30 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
20.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
ดีขึ้น ฟุ้งซ่านกำหนดได้ทัน มาปวดขาก่อนหมดเวลาน่าจะประมาณ 5 นาที

15 มค.
06.20 เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที
21.45 เดิน 50 นาที นั่ง 50 นาที มีฟุ้ง แต่กำหนดได้

16 มค.
04.00 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
10.00 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที กำหนดได้ดี
19.15 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
ฟุ้งตลอด จิตส่งออกแต่นอก แทบจะไม่รู้อยู่ที่กาย

17 มค.
04.30 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
20.45 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
เริ่มมีอาการเบื่อหน่ายอีกแล้ว ทำไมถึงเป้นแบบนี้นะ แล้วจะแก้ไขยังไงดี ไม่อยากปฏิบัติเลย
เบื่อบอกไม่ถูก แต่ต้องพยายามทำ ไม่อยากไปทุกข์ใจอีกแล้ว เบื่อข้างบ้าน ชอบมาวุ่นวายกับเราจริงๆ
ตั้งใจแผ่เมตตาให้กับเขา อาจจะทำให้ดีขึ้น

18 มค.
04.00 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที เบื่อมั่กๆ
11.37 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่อยากปฏิบัติเลย แต่เมื่อเช้าก้ทำได้ดีนะ
20.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

ดีเหมือนกันที่เจอแต่ปัญหา ทำให้หันหน้ามาหาธรรมะ แทนที่จะออกไปที่อื่น
ผลของการปฏิบัติ ถึงแม้จะทำไม่ต่อเนื่องก็จริง
แต่สิ่งที่เราได้รับ เราเริ่มมีสติการรับรู้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก
คงต้องพยายามทำให้ต่อเนื่อง เรียนรู้อย่างอื่นยังทำได้เลย แล้วนี่เพื่อชีวิตของเรานะ ต้องอดทน
 


นี่คือความมุ่งมั่นที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วรู้จักพิจรณาทบทวนสภาวะของตัวเอง
ทั้งๆที่ตอนนั้นทำแบบไม่รู้อะไรเลย ตำรับตำราก็ไม่เคยอ่าน เพราะครูบาฯทุกๆท่านสั่งเหมือนกันหมด
อย่าอ่านตำรา อย่าสงสัย ไม่ต้องไปถามใครๆ ทำต่อไป แล้วที่สงสัยจะรู้เอง
19 มค.
05.30 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที ปวดเร็วขึ้น ฟุ้งตลอดเลยเวลาปวด
22.25 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
ลองนำวิธีของหลวงพ่อชามาใช้ เข้าปลายจมูก ณหทัย สะดือ ออก สะดือ ณหทัย ปลายจมูก
จนกว่าจิตจะสงบแล้วค่อยพองหนอ ยุบหนอ ผลคือ สงบช่วงแรก ปวดขาเป็นพักๆ

20 มค.
05.30 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
21.00 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
วันนี้กำหนดได้ มาวูบไปช่วงท้าย ไม่รู้ตัว มารู้ตัวตอนเสียงนาฬิกาดัง

21 มค.
20.30 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
นั่งเพลิน สติไม่ทัน วูบไป ตกใจเลยลืมกำหนด วันนี้ครูมาสอน ปวดพอทน

23 มค.
19.30 เดิน 35 นาที นั่ง 35 นาที
ฟุ้งตลอด แต่พอกำหนดได้ ครูมาสอน พอกำหนดได้ รู้ตัวทัน วันนี้ไม่มีวูบ

24 มค.
03.35 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที ง่วงนอนมากๆ นั่งหลับ
23.50 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที

25 มค.
20.00 ไปสวดมนต์ที่วัดอโศ ได้ฟังเทศน์เรื่อง ความยึดมั่นถือมั่น เรื่องจิต เรื่องความโกรธ
การด่าว่ากัน ให้ยึดหลักว่า ปล่อยวางซะให้หมด เดี๋ยวก็ตายกันแล้ว จะไปว่าให้เกลียดชังกันทำไม
นั่ง 1 /1/2 ชม.
22.09 กลับมาทำต่อที่บ้าน เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที

27 มค.
10.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
20.00 สวดมนต์ ปฏิบัติที่วัดอโศ นั่ง 1/1/2 ชม. เลิก 4 ทุ่ม
22.30 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที

28 มค.
08.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
20.00 สวดมนต์ ปฏิบัติที่วัดอโศ นั่ง 1/1/2 ชม.เลิก 4 ทุ่ม
22.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

29 มค.
10.15 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
20.00 สวดมนต์ ปฏิบัติที่วัดอโศ เลิก 4 ทุ่ม

30 มค.
10.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
21.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

31 มค.
20.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

………………………………………………………………

1 กพ. 49
20.30 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที วันนี้ปวดหัว รู้สึกเครียดกับเรื่องส่วนตัว

2 กพ.
10.00 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
23.30 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

3 กพ.
10.56 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
20.00 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

4 กพ.
เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

5 กพ.
21.45 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที

6 กพ.
10.20เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
20.00 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที เหวยๆๆๆๆๆๆ ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งโดนด่าทุกวัน ด่าเรามากๆเลย
ไม่รู้ไปทำอะไรกับเขาไว้ ขนาดพยายามไม่สุงสิงด้วยแล้วนะ สามีชาวบ้านน่ะไม่สนใจหรอก
แค่สามีเขามาทักเรา เราก็คุยตอบธรรมดาๆ ขนาดหนุ่มๆยังไม่สน แก่ๆแบบนั้น จะเอาไปทำอะไรหว่า


ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งชดใช้ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่อง

7 กพ.
เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
19.50 เดิน 20 นาที นั่ง 50 นาที

8 กพ.
10.30 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
20.00 เดิน 20 นาที นั่ง 50 นาที

9กพ.
03.30 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที ฝืนใจมากๆเลย ทั้งที่ง่วงแสนง่วง แต่จะลองทำดู เบื่อชีวิตเหลือเกิน
10.20 เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที
21.30 เดิน 20 นาที นั่ง 50 นาที

10 กพ.
21.00 เดิน 50 นาที นั่ง 50 นาที

11 กพ.
22.56 เดิน 20 นาที นั่ง 50 นาที
การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราไม่ได้หยุดเลย รู้สึกว่า ก้าวหน้าขึ้น กำหนดรู้ได้ทันมากขึ้น
ปวดขา กำหนดได้ทันมากขึ้น มีอะไรแปลกๆอยู่อย่าง ดูมาหลายวันแล้ว รู้สึกช่วงเวลาหายไป
ไม่ได้หลับ ไม่ได้งูบ แต่เหมือนเวลาหายไปเฉยๆ พอรู้ตัวอีกที เห็นท้องพองยุบเอง เราไม่ต้องกำหนด


เป็นเรื่องของสมาธิที่เข้าอัปนาสมาธิ มันเลยดับแบบเราไม่รู้ตัว เหตุเนื่องจากสมาธิล้ำหน้าสติ
วิธีปรับอินทรียคือ ให้เดินเพิ่มขึ้น ลดนั่งลง ปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าสติจะนำหน้าสมาธิ หรือเสมอๆกัน

12 กพ.
20.10 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 50 นาที

13 กพ.
21.03 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/1/2 ชม. วันนี้ปวดมากๆ กำหนดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

14 กพ.
20.30 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 55 นาที

15 กพ.
22.30 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

16 กพ.
21.02 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 55 นาที
วันนี้รู้ตัวตลอด การเกิดสมาธิรู้ตลอดว่าเกิดตอนไหน แต่ไม่มีแสงสว่าง มันจะรู้สึกว่า ว่างแล้วก็โล่ง
ตัวหายไปหมด ลมหายใจหายไป เหมือนมันหายไปหมดเลย
และกลับมารู้สึกตัวใหม่ เป็นแบบนี้ถึง 3 ครั้ง
เวทนาน้อยมาก แทบจะไม่มี ความฟุ้งวันนี้ลืมกำหนด แต่ปล่อยไปเรื่อยๆ มากำหนดตอนหลัง พอนึกได้
เดิน รู้สึกตัวดี


พอมาย้อนอ่าน นับว่าเป็นกุศลของเรา คงสร้างเหตุดีด้านนี้มาเยอะ เลยทำให้ไม่หลงสภาวะ
ไปคิดว่า ตัวเองได้อะไรและเป็นอะไร เราปฏิบัติช่วงนั้นเพราะมีทุกข์ และอยากรวย
ศัพท์ต่างๆที่เขาเรียกๆกัน ไม่รู้จักเลย ฉะนั้นเรื่องโสดาหรืออริยะนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้จัก
เลยทำให้ไม่หลงสภาวะ แบบที่มีคนส่วนมากหลงกัน เพราะความอยากเป็น
เลยทำให้หลง น้อมเอา คิดเอาเองว่าตัวเองเป็นอะไรและได้อะไร แต่กิเลสความอยาก
ที่อยากเป็นนั้น มองไม่เห็น เหตุมี ผลย่อมมี

18 กพ.
21.00 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 55 นาที
เมื่อวานไม่ได้ทำ เพราะปวดท้องเมนส์มากๆ มาวันแรกที่ไร แย่แบบนี้ทุกที
วันนี้ปฏิบัติ ไม่มีสติ ลืมกำหนดพองยุบ เกิดสมาธิตอนเดินจงกรมหลายครั้ง
ตอนนั่งเกิดสมาธิเข้าออกเอง เหมือนหลับ แต่ไม่หลับ มันแปลกๆ เพราะรู้ตัวตลอด แต่ทำไมเหมือนหลับ

19 กพ.
21.25 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้ปวดเป้นระยะๆพอทนได้ มาปวดมากตอนท้ายๆ แต่ก็ผ่านไปได้

20 กพ.
09.30 เดิน 15 นาที นั่ง 30 นาที
21.45 เดิน 20 นาที นั่ง 60 นาที

21 กพ.
09.20 เดิน 10 นาที นั่ง 35 นาที
22.05 เดิน 20 นาที นั่ง 1 ชม.

22 กพ.
10.10 เดิน 10 นาที นั่ง 40 นาที
20.50 เดิน 20 นาที นั่ง 1ชม. 10 นาที
วันนี้ลองเพิ่มเวลา ปวดมากๆเลย กำหนดแล้วก็ยังปวด ทรมาณมากๆ

23 กพ.
22.25 เดิน 10 นาที นั่ง 30 นาที ฟุ้งตลอดเลย

24 กพ.
09.35 เดิน 10 นาที นั่ง 30 นาที
20.00 เดิน 15 นาที นั่ง 40 นาที กลับมาเริ่มต้นใหมีอีกครั้ง นั่งมีแต่เวทนา ปวดตั้งแต่เริ่มนั่ง

26 กพ.
เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที

27 กพ.
20.30 เดิน 10 นาที นั่ง 30 นาที เดิน 15 นาที นั่ง 40 นาที
ทำสองรอบ ฟุ้งตลอด แต่กำหนดได้ รอบหลังนี่ปวดขา ขาชาไปหมด แต่พอกำหนดได้บ้าง

28 กพ.
19.35 เดิน 5 นาที นั่ง 35 นาที ฟุ้งตลอด ปวดพอกำหนดได้


ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องการปรับอินทรีย์ เรียกว่า ทำแบบไม่รู้อะไรเลย ทำอย่างเดียว

 

1 มีค. 49
04.20 เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที แรกๆง่วง แต่สักพักดีขึ้น
11.05 เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที
20.00 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 45 นาที ฟุ้งตลอด กำหนดได้เป็นระยะๆ ปวดช่วงท้ายๆ กำหนดพอได้

2 มีค.
04.15 เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที
10.21 เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที
20.00 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที ฟุ้งน้อยลง ปวดพอทนได้ ปวดเป็นพักๆ
ใกล้หมดเวลา ปวดมากๆ แต่ก็ผ่านไปได้

3 มีค.
04.25 เดิน 5 นาที นั่ง 20 นาที
10.30 เดิน 15 นาที นั่ง 20 นาที
20.55 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที เดินกำหนดได้ดี ฟุ้งเป็นระยะ แต่กำหนดได้ทัน

4 มีค.
04.20 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที
10.30 เดิน 15 นาที นั่ง 20 นาที
20.55 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
เดินกำหนดได้ดีมากขึ้น ฟุ้งเป็นระยะ พอกำหนดได้ นั่ง ยังเหมือนเดิม

5 มีค.
05.45 เดิน 5 นาที นั่ง 10 นาที
วันนี้วันอาทิตย์ เราตื่นสาย เมื่อคืนนอนดึก เรายังไม่พยายาม ความพยายามมีน้อยเกินไป
ต้องฝืนใจให้ตื่น ยังชอบตามใจตัวเองอยู่ เกี่ยวกับเรื่องเวลา ต้องบังคับตัวเองให้ได้มากกว่านี้
21.50 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

6 มีค.
21.00 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
อยากรู้หนอเหมือนหลวงพ่อหรือแบบลูกศิษย์หลวงพ่อ ตอนนี้ได้แต่ยึดหลวงพ่อเป็นหลัก

ตรงนี้อ่านแล้วก็ขำๆตัวเอง ความอยากเยอะจริงๆ อยากรู้หนอ

7 มีค.
20.00 เดิน 50 นาที นั่ง 50 นาที
เดินกำหนดได้ดี เดินรอบละ 1/2 ชม. ทำแบบหลวงพ่อสอน คือ เดินให้ช้าที่สุด
นั่ง วันนี้สมาธิดีกว่าทุกวันที่ปฏิบัติ ปวดพอทนได้ มาฟุ้งตอนเกือบหมดเวลา
ยังคงมีอาการเหมือนเดิมคือ ช่วงเวลาหายไป พอรู้ตัวอีกทีคือใกล้จะหมดเวลาแล้ว
ระว่างเวลาที่หายไป ไม่มีอะไรเลย เวทนาไม่มี คือไม่มีอะไรเลยจริงๆ เหมือนเราไม่ได้นั่งอยู่
ที่ว่าหลวงพ่อสอนนั้น เป็นสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือ ไม่ใช่หลวงพ่อสอนให้
สมาธิคงเข้าสู่ระดับลึกเหมือนเดิม

8 มีค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดิน รู้เวทนาตลอด ฟุ้งกำหนดได้ พยายามเดินช้าๆ
นั่ง วันนี้แปลกจัง เราจับได้ช่วงแรกๆ เรากำหนดได้ คือ ปลายจมูก ณหทัย สะดือ แล้วเข้าพองยุบ
พอกำหนดได้สักพัก เรารู้สึกตัวตลอดนะ แต่แปลกจริงๆ เราว่าเราเพิ่งนั่งได้แป๊บเดียว
แต่ทำไมจึงปวดมากๆแบบนั้น เหมือนใกล้จะหมดเวลา เราก็เลยลืมตาดูนาฬิกา ปรากฏว่า
เหลืออีก 5 นาที หมดเวลา แล้วเวลาที่เรานั่งอยู่ก่อนนี้ล่ะ มันหายไปไหน ทำไมไม่รู้สึกตัว
ไม่ได้หลับเลยนะ ไม่มีงูบหรือโงกด้วย

9 มีค.
20.55 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดิน มีอยู่ช่วงหนึ่งเกิดสมาธิในขณะที่กำหนดยืนอยู่ เดินกำหนดได้ทันตลอด
นั่ง มีอยู่ช่วงหนึ่ง พอเรารู้ตัวว่าเหมือนๆกับเราจะเกิดสมาธิ เราไม่แน่ใจ แต่คิดว่าใช่
เรากำหนดสติตามรู้ตลอดวันนี้ ความรู้สึกตัวหายไป ลมหายใจหายไปมีแว๊บเดียว นอกนั้นรู้ตัวตลอด
ปวดพอทนได้ ก็ยังขยับหัวเข่าอยู่

10 มีค.
04.05 กำหนดยืนแล้วนั่งเลย 30 นาที
22.15 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

11 มีค.
04.15 ยืนแล้วกำหนดนั่ง 30 นาที

13 มีค.
19.15 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.เดินกำหนดได้ตลอด นั่งมีปวดตอนท้ายๆ
ตั้งแต่วันเสาร์ มีเรื่องเครียดมากๆ ตอนแรกคิดจะไปวัด แต่สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะคิดว่า ทำไมเวลาดีๆ
ถึงไม่ไปวัด พอมีปัญหาทีไรจะไปวัดทุกที ทำไมไม่พยายามทำที่บ้านให้ต่เนื่อง แล้วแก้ปัญหาเอง

14 มีค.
03.40 กำหนดยืนแล้วนั่ง 30 นาที
23.55 ไม่ได้เดินจงกรม แค่สวดมนต์ นั่งสักพัก แล้วแผ่เมตตา เบื่อ

16 มีค.
00.30 สวดมนือย่างเดียว

17 มีค.
20.30 เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
เดินมีสมาธิดี กำหนดได้ตลอด มีฟุ้งแต่กำหนดได้ทัน
นั่ง วันนี้อาจจะเป็นวันแรกที่ปฏิบัติในวันนี้ กำหนดได้ดี มีอยู่ช่วงหนึ่งลืมตัว พอปวดแล้วไปขยับขา

ไปวัดอัมพวัน 21-24 มีค.

26 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

27 มีค.
22.20 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

28 มีค.
เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที เบื่อชีวิต

29 มีค.
21.50 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

30 มีค.
23.10 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

31 มีค.
00.00 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.


เวลามาลงสภาวะเก่านี้ รู้สึกดีใจลึกๆที่ไม่หลงสภาวะว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร
เพราะความที่ไม่รู้จักอะไรเลย คำเรียกต่างๆก็ไม่รู้จัก คิดว่าตัวเอง บรรลุ
ตอนที่ว่า ตัวหาย ลมหายใจหาย แบบนั้นล่ะยุ่งเลย คงไม่มีเราในวันนี้อย่างแน่นอน
ถึงจะทำแบบโง่ๆเซ่อๆนี่ มาว่ากันไม่ได้เลยนา รู้มากจะยากนานนะ บางทีน่ะ
พอรอ่านมาก รู้มาก เลยยึดติด และผสมกับความอยาก เลยทำให้หลงสภาวะ

 

3-21 เมย.
ปฏิบัติทุกวัน เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
24-26 ไปปฏิบัติที่วัดอโศ งานท่านพ่อลี
เบื่อชีวิตมากๆเลย

27 เมย.
จู่ๆไม่สบายเอง ไม่มีสาเหตุ ปวดหัวมากๆ และเป็นไข้หวัด เลยไม่ได้ทำ

30 เมย.
ไม่สบายมาหลายวัน ไม่ได้ทำเลย นี่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หัวยังตื้อๆ กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

……………………………………………………………………….

1-5 พค.
23.52 กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

6- 21 พค.
สวดมนต์อย่างเดียว

22-25 พค.
กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

26 พค.
22.08 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

27 พค.
เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

………………………………………………………………..

3 มิย.
ไม่ได้ปฏิบัติมาหลายวัน เราก็รู้ว่า ทำความดีต้องมีวิบากกรรมที่เราต้องชดใช้เร็วขึ้น
แต่ตรงนี้เราต้องการใช้หนี้เขาไปให้หมด เราต้องอดทน

6 มิย. 09.16 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

7 มิย.
เช้า เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
20.50 เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

8 มิย. เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

9 มิย. เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

10 มิย. เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

12 มิย. เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

13 มิย. เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที

14 มิย.
09.25 เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
22.50 เดิน 35 นาที นั่ง 35 นาที

15-18 มิย. สวดมนต์อย่างเดียว

19 มิย. กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

20 มิย. กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

21 -26 มิย. สวดมนต์อย่างเดียว

27 มิย. เดิน 30 นั่ง 30

28 มิย. เดิน 30 นั่ง 30
เรากำลังติดคอมฯ เพราะเราชอบอ่านหนังสอ พอเข้าไปในเว็บ เราอยากอ่านอย่างต่อเนื่อง
เรารู้สึกเสียเวลาไปเยอะ แทนที่จะทำอย่างอื่นดีกว่า เราต้องเลิกที่จะแตะคอมฯ
มันเป็นเรื่องกรรมของแต่ละคน อย่าไปสนใจเลย สนใจแก้ปัญหาของตัวเองให้ได้ก่อน
แล้วค่อยไปช่วยคนอื่นๆเขา ว่ายน้ำยังไม่เป็น แล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร
เอาเวลามาปฏิบัติดีกว่า เศร้าใจกับพฤติกรรมของตัวเองจริงๆ ทำอะไรที่ไม่มีสติอีกแล้ว

……………………………………………………………………………..

2 กค. กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

3 กค.
04.00 กำหนดยืนแล้วนั่ง 35 นาที
23.00 กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

4 กค. กำหนดยืนแล้วนั่ง 15 นาที

6 กค. เดิน 30 นั่ง 30

8 กค. เดิน 30 นั่ง 30

วันที่ไม่ได้ลงเลย คือ สวดมนต์อย่างเดียว ไม่ได้ปฏิบัติ

26 กค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

28 กค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

29 กค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

30 กค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1ชม.

31 กค. 21.47 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. วันนี้ง่วงมากๆ กำหนดไม่ได้เลย

………………………………………………………………………………

8-15 สค. ไปวัดอัมพวัน

15 สค. เพิ่งกลับมา 20.50 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

16 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1ชม.

17 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เหลือ 15 นาที ปวดมากๆ ลืมตาดูเวลา

18 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 45
เวลาเดินแล้วสังเกตุเอา ค่อยเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ

22 สค. สวดอิติปิโส 407 จบ

23 สค. เดิน 45 นั่ง 30
วันนี้พอกำหนดได้บ้าง รู้ตัวตลอดไม่หลับ ทำดีไม่ได้ผล เพราะทำตนลุ่มๆดอนๆ

24 สค. เดิน 30 นั่ง 30
วันนี้เดินกับนั่งเท่ากัน ดูสิว่าจะเป็นยังไง ถ้าไม่ไหว ค่อยๆปรับ

27 สค. เดิน 30 นั่ง 30
…………………………………………………………………….

1-6 สวดมนต์แล้วนั่ง ไม่ได้กำหนดเวลา

7 กย. สวดอิติปิโส มากกว่าอายุ 1 จบ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

9 กย. สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ เดิน 30 นั่ง 30

10 กย. สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ เดิน 40 นั่ง 40

11 กย.สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 45 นั่ง 45

21 กย. สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 30 นั่ง 30

22 กย. สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 30 นั่ง 30 ทำ2 รอบ เช้ากับค่ำ

23 กย.สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 35 นั่ง 35 นั่งนับประคำ หลับทุกที

26 กย. สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 30 นั่ง 30 กำหนดได้นะ
…………………………………………………………………………….

14 ตค.สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 35 นั่ง 35

15 ตค.สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 45 นั่ง 45
เครียดมากๆ โดนกระหนาบด้วยบ้านสองหลังที่มีแต่คนขี้เหล้า ทั้งกินเหล้าส่งเสียงดังยังไม่พอ
ร้องคาราโอเกะอีก กรรมล้วนเกิดจากการกระทำ เราเองก็ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง สุดจะทนจริงๆ
พยายามทำใจ สวดมนต์แผ่เมตตา ภาวนาขอให้มีอะไรดลจิตดลใจให้คนเหล่านี้ย้ายบ้านไป


เป็นการชดใช้หนี้นะ เราสมัยก่อน ก่อนที่จะหันมาปฏิบัติ คบเพื่อนเยอะ แล้วก็มีแต่ประเภทนี้
นี่เรากำลังถูกชดใช้ แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ คือรู้ แต่ใจมันยังไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ในอดีต
19 ตค.สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 เดิน 30 นั่ง 30

26 ตค. ติดเกมส์อย่างหนัก เวลาเล่นเกมส์ เล่นสว่างคาตาทุกคืน ทำยังไงดี ถึงจะเลิกเล่นเกมส์ได้
…………………………………………………………………………………………..

27 ธค. เช้า เดิน 25 นั่ง 25 เย็น เดิน 30 นั่ง 30
…………………………………………………………………….

4 มค.50
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้สามารถแยกจิตออกจากกายได้ โดยไม่ไปรู้ในเวทนา แต่รู้ในอาการเวทนาที่เกิดขึ้น
ได้แค่ดูอย่างเดียว แต่ไม่ได้เอาใจเข้าไปข้องกับเวทนาแต่อย่างใด

8 มค. เดิน 30 นั่ง 30

17 มค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

18 มค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
……………………………………………………………..

วิธีรายงานอารมณ์โดยย่อ

1. สามารถกำหนดการเคลื่อนไหวอริยาบทย่อยทั้งวันที่ผ่านมา ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?

2.จับสภาวะอาการพองยุบ อาการเดิน ได้หรือไม่?

3. รักษาทวารทางตา ได้หรือไม?

4. กำหนดสภาวะของจิตและความนึกคิด ได้หรือไม่?

5. กำหนดเวทนา ได้อย่างไร?

6. กำหนดอาการทวารทั้ง 6 ได้ทันหรือไม่? และได้ประสพอาการอะไร จากการกำหนด

7.ให้รายงานประสพการณ์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น
รายงานอารมณ์ เท่าที่จำได้ และปรากฏชัด

8. การส่งอารมณ์ ควรพูดเฉพาะ เนื้อหา สาระ ประเด็นสำคัญๆเท่านั้น
เพื่อจะได้มีเวลาชี้แนะข้อควรปฏิบัติต่อไป


เราพยายามหาวิธีการให้กับตัวเอง อันนี้จำไม่ได้ว่าไปนำมาจากไหน รู้แต่ว่า เป็นหลักการสอบอารมณ์
ของหลวงพ่อโชดก เราเลยนำมาเป้นหลักให้กับตัวเอง และสอบอารมณ์ตัวเอง ตามความเป็นจริง
การปฏิบัติของเราเริ่มจับหลักต่างๆได้มากขึ้น เริ่มจับสภาวะได้ชัดก็เนื่องจากทำตามการสอบอารมณ์
ก็แอบไปอ่านล่วงหน้าแล้ว ตอนหลังๆนี่ บันทึกรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น ไม่ใช่เขียนบันทึกแบบก่อน

ก็นับว่า กุศลของเรายังมีทางนี้อยู่ ถึงจะทำแบบโง่ๆงมๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือไปรู้อะไรเลย
ทำแบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ทำไม่ต่อเนื่อง ทำมั่งไม่ทำมั่ง แต่สิ่งที่ทำลงไปนั้นมีแต่กุศล
เมื่อเวลาถึงวาระที่ส่งผล ย่อมส่งผลตามวาระ เลยทำให้เรามาพบหลักการสอบอารมณ์ตรงนี้
เลยทำให้เราเริ่มปฏิบัติเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เริ่มรู้จักกิเลสมากขึ้น
เพียงแต่ยังไม่รู้จักคำว่า ” กิเลส ” โดยสภาวะ เพียงทำตาหลักการที่ให้ไว้อย่างเดียว

หลักการอันนี้ดีนะ อย่างน้อย ทำให้เราเอาจิตจดจ่ออยู่ในกายและจิตของเรามากขึ้น
สนใจเรื่องการปฏิบัติมากขึ้น เดี๋ยวจะนำเรื่อง หลักการสอบอารมณ์นี้ไปลงไว้ในบล็อก
เผื่อใครๆที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือ ห่างไกลครูบาฯ จะได้นำไปใช้กับตัวเองได้

จริงๆแล้ว เรื่องราวการปฏิบัติของเรามีเยอะนะ แต่ที่มีบันทึกไว้ ก็นำมาลงที่ตามบันทึก
ก่อนหน้านั้นไม่มีเลย เพราะเป็นคนไม่ชอบเขียนสมุดบันทึก คือ ชอบอ่าน ไม่ชอบเขียน
แต่พอมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเขียน ไม่งั้นจะไม่รู้เรื่องราวของสภาวะที่เกิดขึ้น

เวลามาอ่านสภาวะเก่าๆนี่ ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกัน ทำได้ไง อึดจริงๆ เหมือนจะเลิก แต่ไม่เลิก
สารพัดปัญหา อาจจะเพราะ อยากรู้หนอ เหมือนหลวงพ่อกระมัง ที่ทำให้มีกำลังใจที่จะทำต่อ
ก็อย่างที่บอก นับว่ากุศล ที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ปริยัติ ไม่รู้คำศัพท์ต่างๆ เลยทำให้ผ่านอุปกิเลสไปได้
แบบสบายๆ ไม่มาติดเหมือนคนอื่นๆเขา นิมิตก็ไม่ติด เพราะของเหล่านั้น เราเห็นมาตั้งแต่จำความได้
เลยกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเรามากๆในการเห็นนิมิต หรือไปรู้อะไรๆต่างๆ ไปรู้เหตุการณ์
ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า เลยทำให้ ไม่ไปหลงสภาวะ หลงว่าตัวเองได้อะไร หรือไปเป็นอะไร

ตรงนี้สำคัญมากๆนะ ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่อ่านพบ แล้วนำมาเทียบเคียงกันเอาเอง
เลยทำให้เข้าใจสภาวะไปแบบผิดๆ แต่มองไม่เห็นกิเลสในใจของตนเองกัน ความอยาก อยากที่จะเป็น
เจ้าความอยากตัวนี้ รุนแรงนะ ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งละเอียดมากขึ้น เนียนมากขึ้น
จนดูไม่ออกว่า นี่ความความอยากที่จะเป็นในสิ่งที่เขาเรียกๆกัน ทำให้บดบังดวงตาให้มืดบอด
ปิดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้

ได้นำวิธีการสอบอารมณ์แบบย่อมาใช้กับตัวเอง
18 มค. 50
1. ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ ความปวดจะบรรเทาลง
แต่วันนี้ ปวดปัสสาวะมากๆ เหลือ 3 นาทีสุดท้าย / 6. ได้ ขณะปฏิบัติ ได้ยินเสียงเด็กนักเรียน
7. เสียงดังมาก กำหนดเสียงหนอ 2 ครั้ง
21 มค.
1. ยังไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. วันนี้เวทนาเกิดตลอด รู้ตัวตลอด พยายามกำหนดรู้
ในเวทนานั้นๆ เวทนาลดลงกว่าเมื่อก่อน ทรมาณไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จิตยึดน้อยลง
6. ทัน / 7. ไม่มีนิมิต / 8. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

22 มค.
1.ไม่ละเอียด / 2. ได้ แต่วันนี้ยืนหนอ แปลกมาไหลลื่นไปได้เลย แค่ตามดูเฉยๆ / 3. ได้ / 4. ได้
5. เวทนามาเป็นระยะ แต่ความฟุ้ง วันนี้มากจัง แต่ก็พอกำหนดได้ นิมิตมาอีก เรื่องปฏิบัติที่ได้สมัยก่อนๆ
ไหลมาให้เห็น รับรู้เป็นระยะ / 6. ได้ / 7. เหมือนข้อ 5. / 8. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ต่อด้วย
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที

23 มค. ทำสองรอบ
1. ไม่ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้ / 5. กำหนดตามอาการที่เกิด ปวดหนอ รู้หนอ / 6. วันนี้ไม่ทัน
7. วันนี้ปฏิบัติไม่ดี จิตไม่นิ่ง ฟุ้งตลอด อาจเป็นเพราะว่า ร่างกายไม่ชิน เช้าเกินไป
8. เดิน 30 นาที นั่ง 30 นาที นอนไม่ค่อยหลับเลยกลางคืน เป้นมา 3 วันแล้ว

24 มค.
1. ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4.วันนี้ไม่ค่อยดี กำหนดไม่ทัน / 5. เพียงพิจรณาว่า เป็นเพียง
รูป,นาม เท่านั้น ไม่ไปเกี่ยวข้องกับอาการนั้นๆ รู้เฉยๆ / 6. ได้ / 7. วันนี้ปฏิบัติ สติตามไม่ค่อยทัน
เหมือนตกภวังค์ แต่ก็พยายามใช้สติดึงกลับมาได้ อาการพองยุบรู้ได้ตลอด แต่องค์ภาวนา กำหนดไม่ขึ้น
8. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 2 รอบ

1.ไม่ได้ / 2. ได้ / 3. ได้ / 4. ได้เป้นระยะ บางครั้งเหมือนกับวูบไป แต่ใช้สติดึงกลับมาได้
5. เวทนาเกิด ดับ กำหนดได้เป็นพักๆ ยังไม่สม่ำเสมอ ยังไม่ต่อเนื่อง ปวดๆหายๆ ตลอดเวลา
6. ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง / 7. ช่วงนี้ยืนหนอมีสติดี รู้ตัวได้ดีตลอด กำหนดเดินได้ดี นั่งได้ดี
แต่อาการกำหนดภาวนาพองยุบ หายไป บางทีตามไม่ทัน ไม่รู้ตัว

25 มค. ไปวัดอัมพวัน

31 มค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
………………………………………………………………………………

3 กพ. ตั้งแต่กลับมาจากวัด ไม่ได้ปฏิบัติเลย ทำไม้ป็นอย่างนี้น๊า

6 กพ. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

7 กพ. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
……………………………………………………………

16 มิย. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
……………………………………………………….

9 กค. กลุ้มใจมากๆ ติดเกมส์ ไม่ได้ปฏิบัติเลย อยากเลิกเล่น ไม่รู้จะทำยังไงดี
กฏแห่งกรรมทั้งนั้นจะมีอะไร ว่าเขาไว้เยอะ เห็นใครเล่นเกมก็ว่าเขา
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำดี แต่ผลตอบแทนกลับมาไม่ดี เพราะยังทำดีได้ไม่มากพอ
อกุศลกรรมเก่าที่ทำไว้ ก้ต้องใช้ไป ทยอยใช้เขาไป กรมฐานเท่านั้น ที่จะแก้กรรมได้
ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องอยู่ร้อน นอนทุกข์แบบนี้อีกเลย
เราต้องมุ่งปฏิบัติ ในเม่อเอาดีทางชีวิตปัจจุบันไม่ได้ ขอเอาดีในด้านปฏิบัติกรรมฐานแทน
ต้องขอบคุณปัญหาทั้งหลาย ที่ทำให้เราเข้มแข็ง

19 กค. เดิน 40 นาที นั่ง 1 ชม. บางวันปฏิบัติ แต่ไม่ได้บันทึกไว้เลย

20 กค. วันนี้ทำความสะอาดห้องพระ ( ข้ออ้างอีกแล้ว )

21 กค. การปฏิบัติยังเหมือนเดิม ไม่ก้าวหน้า

23 กค. ปฏิบัติมีแต่ความง่วง

24 กค. ปฏิบัติ

27 กค. เดิน+นั่ง 21.08-22.45

30 กค. เดิน+นั่ง 1ชม 1/2

31 กค. เดิน+นั่ง 1ชม 1/2
…………………………………………………………………………

1 สค. 50 เดิน+นั่ง 02.45-04.00

4 สค. ปฏิบัติ 00.16

6 สค. ทำ 1/2 ชม. 4 รอบ

7 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

8 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. วันนี้แปลกๆ เหมือนคุยกับตัวเอง เวลาออกจากสมาธิ
สมาธิแรงเกินไป สติไม่ทัน หัวเลยงุบลงไป แต่ไม่ง่วง ก็กำหนดรู้หนอ ก็หาย หลังตรงแบบเดิม
วันนี้พลาดไป หลังจากคุยกับตัวเอง ถึงได้รู้ว่าพลาดไปติดนิ่ง แล้วไม่ย้ายอารมณ์ ไปเสวยอารมณ์ตรงนั้น

9 สค. เดิน 20 นั่ง 45

10 สค. เดิน 1ชม.15 นาที นั่ง 40 นาที

13 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. เดิน 3 ระยะ มีสติมากๆ เดินช้าๆ แต่กำหนดตลอด ตัวไม่เบา
ไม่หนัก มีสติต่อเนื่อง ต้องกำหนดต้นจิตกับหยุดหนอด้วย
นั่ง เวทนามากๆ กำหนดไม่ได้

14 สค. ปฏิบัติ2ช.ม.เหมือนเดิม
วันนี้ได้อ่านหนังสือของอ.จ.สุทัสสา เรื่องของแม่ยุพินศิษญ์หลวงพ่อจรัญ
ที่เป็นมะเร็งจะต้องตาย ( หมดทางรักษาแล้ว )

หลวงพ่อได้ให้ไปปฏิบัติที่วัด อยู่ที่วัดเลย มีความเพียรมากๆ ไม่มีการนอนเลย
ปฏิบัติอยู่ 3เดือน มะเร็งหาย

อ่านแล้วเกิดกำลังใจในการปฏิบัติมากๆ

15 สค. 03.17-05.00 เดิน 3 ระยะ นั่งมีเวทนาบ้าง

16 สค. 03.09-05.00 เดิน 3 ระยะ และ 16.15-18.20

18 สค. 9.00-11.00 เดิน 3 ระยะ
เดินไปวัดมาสองวันแล้ว วัดชัยมงคล ใช้เวลา 45 นาที เมื่อยมากๆเลยแฮะ กลับมาก็หลับเป็นตา
เพิ่งตืนก็อาบน้ำแล้วขึ้นปฏิบัติ ดีนะแบบนี้ หลับก็ฟุ้งตอนใกล้ตื่น มีแต่เรื่องปริยัติ แปลกดี
21.20-23.20 สติดี เห็นชัดเจนดี มีแต่พิจรณา เหมือนจะฟุ้ง มีแต่เรื่องการปฏิบัติ เข้ามาเป็นระยะ
เวทนาเกิด สติดีตลอด เหมือนพิจรณา และเห็นเวทนาเกิด-ดับ อย่างต่อเนื่อง จะคลายก็รู้ จะปวดก็รู้
คิดว่า คือ ไม่แน่ใจ เหมือนเราพิจรณาดู แต่ไม่ใช่แบบในสมาธิ คิดว่า ไม่ได้เป็นสมาธินะ แต่ก็พิจรณา
ความไม่เที่ยงในเวทนา

ไปเรียนนักธรรมตรีที่วัดนอก กว่าเราจะตัดสินใจเรียนนี่คิดอยู่นาน คุณนุได้พูดถึง
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธให้ฟัง และเรื่องอนุนิสัยในชาติต่อๆไป แล้วเราก็รำลึกถึงคำพูด
ของหลวงพ่อพุธที่ท่านบอกว่าเราปฏิบัติไปได้เร็วเพราะเราสำเร็จกสิณมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
นี่เป็นตัวอย่างในเรื่องอนุนิสัยในชาติก่อนๆ เราเลยตัดสินใจเรียนนักธรรม ทั้งๆที่ไม่ชอบภาบาษาลีเลย
ใจก็คิดกังวลว่าจะรอดไหมเนี่ย ภาษาบาลีไม่กระดิกเลย มันคงยากมากๆ คนมันชอบคิดล่วงหน้า

ช่วงนี้เดินไปเรียนนักธรรมตรีที่วัดเกือบทุกวัน

19 สค.8.26-10.30 เวลาเกิดสมาธิ บางครั้งจะชอบกระตุก ตัวกระตุก แต่เป็นบางครั้ง
เหมือนอาการคนเวลาสะอึก แต่เปลี่ยนจากอาการสะอึกเป็นแบบกระตุกแทน
นั่งบอกไม่ถูก แต่กำหนดได้ตลอด สติดี ชอบมีเวทนมากๆเวลานั่งแผ่เมตตา

20 สค. 19.20-22.00 ทำ 3 ระยะ วันนี้สติดีมาก เห็นเวทนาได้ตลอด โดยไม่ได้ไปปวดอะไรด้วย
สติเหนือจิต นำจิต เราลองขยับขา ขยับกาย เพราะอยากรู้ว่าเมื่อขยับแล้วจะปวดแค่ไหน
ไม่มีอาการปวดใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ารู้ รู้ว่าเกิดเวทนาตั้งแต่เกิดจนหายไป
ออกไปคุยกับคุณนุ
23.06-00.00 ปฏิบัติอีกรอบหนึ่ง

วันนี้สติดีมาก เห็นเวทนาได้ตลอด โดยไม่ไปรู้สึกกับอาการปวด เราลองขยับขา ขยับกาย
เพราะอยากรู้ว่าเมื่อขยับจะปวดไหม ไม่มีอาการตอบสนองใดๆทั้งสิ้น

22 สค. 21.40-23.40 แปลกๆ นั่งมากๆก็เบื่อ เป้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถึงจะเห็นเวทนา
แต่เหมือนมันเบื่อ ในการนั่ง วันนี้ก็เป็น เวทนาก็ยังคงมีเป็นปกติ วันนี้ปวดจนน่ารำคาญ
กำหนดได้ยากมาก เดินยังไม่เท่าไหร่ ไม่เบื่อ แต่นั่งนี่รู้สึกว่ามันเบื่อ กำหนดไม่ขาด

23 สค. 08.30-10.30 เห็นเวทนาเกิด-ดับต่อเนื่อง เป็นสมาธิสลับกัน
สติดี เดินก็กำหนดได้ดี ยืนกำหนดได้ดี ฟุ้งมีบ้าง กำหนดได้ทัน สงสัยจะถูกกับอากศช่วงเช้า ปฏิบัติได้ดี

20.35-22.00 ฟุ้งกำหนดได้ ไม่ต่อเนื่อง แต่รู้ตัวดี นั่งกำหนดได้ทัน แต่เวทนามาอีกแล้ว
คราวนี้ไม่ใช่ปวด แต่เป้นความเมื่อย แบบว่าเมื่อยมากๆ เมื่อยไปทั้งตัว ยังคงมีความเบื่ออยู่

เห็นเวทนา เกิด-ดับ อย่างต่อเนื่อง เป็นสมาธิตลอด สติดี เดินกำหนดได้ดี ยืนกำหนดได้ดี
ฟุ้งซ่านมีบ้าง กำหนดทัน

สงสัยเราจะถูกกับอากาศช่วงเช้า ปฏิบัติต่อเนื่อง มานั่งทบทวนหลังปฏิบัติ มันไม่มีอะไรแน่นอน ต้องอาศัยความต่อเนื่องเท่านั้น

24 สค. กลับมานับหนึ่งใหม่ เริ่มเดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 4 รอบ เพราะว่ามันเบื่อ
เวทนาชม.แรกพอกำหนดได้ เวทนาชม.ที่ 2 ปวดกระเบนเหน็บมากๆ แต่ก็พอดีกับเวลา
เกือบจะทนไม่ไหว

25 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. วันนี้ต้องไปเรียน เลยทำแค่ชม.เดียว
กำหนดเริ่มดีขึ้น ฟุ้งน้อยลง เวทนาเริ่มกำหนดได้ดีขึ้น เห็นชัดดี ความเบื่อเริ่มลดน้อยลง

28 สค. เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. 2 วันแล้วไม่ได้ทำ มันเบื่อๆยังไงบอกไม่ถูก สงสัยจะขี้เกียจ
เลยหาข้อ้างที่จะไม่ทำกระมัง เดาเอานะ

31 สค. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ไม่ได้ทำหลายวันเลย บอกไม่ถูก เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
วันนี้สติดีตั้งแต่เดินจงกรม เห็นความละเอียดทุกอย่าง อย่างต่อเนื่องของการเดิน เป็นสมาธิตลอด
นั่ง เป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง เริ่มเข้าที่เอง เวทนาเกิดๆหายๆ ไม่ทรมาณมากเหมือนเมื่อก่อน


1 กย. 50 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
มีสติดีตั้งแต่เดิน สังเกตุนะ เมื่อมานั่งต่อ สมาธิจะดีขึ้นมาก สติจะดีตลอด ทำให้ไม่เกิดความเบื่อ
ในการปฏิบัติ จะรู้สึกเบื่อก็ช่วงใกล้ๆจะหมดเวลา สังเกตุหลายทีละ เวทนาเกิดๆดับๆตลอดเวลา
2 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ยังมีอาการเดิมคือ เบื่อ

3 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
สติดีตลอด รู้ตัวตลอด เดินจงกรมมีสติดี อาจมีแว่บไปนอกตัว แต่กำหนดทัน
นั่ง มีสติรู้ตัวตลอด เห็นเวทนา นั่งพิจรณากำหนดได้ดี สติชัดเจนแจ่มใส เห็นเวทนาตั้งแต่เกิดขึ้น
จนกระทั่งดับไป จับรายละเอียดได้หมด รู้ว่าปวด สักแต่ว่าปวด แต่จิตส่วนจิต
ไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือไปปวดด้วย เป็นๆหายๆ เกิดๆดับๆ ให้เห็นเวทนาว่าเกิดอย่างไร แต่ละตัวไม่เหมือนกัน

พอช่วงท้ายๆ เริ่มมีอาการเหมือนเดิมคือ เบื่อหน่าย พยายามกำหนด เบื่อหนอๆๆ รู้หนอๆๆลงไป
กำหนดดับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ยังไม่ดับได้อย่างชัดเจน ยังคงมีความเบื่ออยู่
แต่เวทนาจะเกิดก็เกิดไป รู้ตลอด มีสมาธิตลอด สลับกันไปมา ไม่เป็นสมาธิก็มี แต่ยังมีสติรู้ชัดดี

การเดินจงกรม ละเอียดชัดเจนมากขึ้นขณะที่เดิน มีอะไรมากระทบอายตนะ กำหนดได้ตลอด
ไม่ฟุ้งซ่าน จับลมหายใจพร้อมกับอาการท้องพองยุบ ขณะที่เดินได้อย่างชัดเจน เมื่อเดิน
สังเกตุได้ ลมหายใจจะรวมเป็นหนึ่งขณะที่เดิน มันจะไปพร้อมกันหมดทั้งตัว รู้พร้อมหมด
สติดีตลอด เมื่อมานั่งต่อ สมาธิเกิดอย่างต่อเนื่อง สมาธิตั้งอยู่ได้นานขึ้น
เป็นสมาธิเร็วขึ้น พอกำหนดนั่ง ปรับลมหายใจแค่ 5 ครั้ง เข้าสู่สมาธิได้เลย

เพิ่มเวลาในการปฏิบัติ เป็นวันละ 4ชม.บ้าง 5 ช.ม.บ้าง 6 ช.ม.บ้าง บางวัน 1ช.ม.ก็มีไม่แน่นอน
แล้วแต่สะดวก สูงสุด 8 ช.ม.เดินจงกรม เดินระยะ 1- 4 ละเอียดมากขึ้น ชัดเจนขณะที่ก้าวเดิน

อ่านหนังสือ อ่านพระธรรมวินัย แล้วปฏิบัติต่อถึง ตี 3 รอบนี้ หลับตลอด

5 กย. เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรมมีสติดี ต่อเนื่องได้ตลอด ตามระยะ 1-2
นั่ง มีเวทนามากๆ ปวดสุดๆ จะลืมตาดูนาฬิกาตั้งหลายครั้ง ทำไมมันปวดขนาดนี้
คอยเฝ้าแต่ฟังเสียงนาฬิกา เมื่อไหร่จะดังสักทีนะ ดีนะที่ไม่ได้ลืมตาดูนาฬิกา

พักก่อน 1 ชม. ไปเขียนพระธรรมวินัยก่อน
23.00-01.00 ระยะ1-2
เดินจงกรมระยะ 3 ยังไม่ค่อยแนบแน่น มีเซแรกๆ
นั่ง เวทนาสุดๆ ลืมตาดูเวลา เหลืออีก 1 นาทีหมดเวลา

6 กย. เดิน 1/1/2 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้ไปเรียนนั่งหลับตลอดเลย
เดิน มีสติรู้ตัวตลอด กำหนดรายละเอียดได้ดี เดินระยะที่ 1-3
นั่ง เวทนาเยอะมากๆ ปวดมากๆ มีบางช่วงดิ่งหายไป ดับสนิท ไม่รู้ตัวเลย หายไปเฉยๆ
กำหนดทันบ้าง ไม่ทันบ้าง

กสิณ

หลังจากที่ได้ฝึกเตโชกสิณจากหนังสือที่หลวงพ่อสมชาย โยนมาให้ฝึกเอง
ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าจะมีผลอะไรตามมา แล้วฝึกไปเพื่ออะไร

หลังจากที่พ่อห้าม ก็ลืมไปเลย ไม่เคยสนใจจะหยิบขึ้นมาดูอีก
แต่เราเป็นคนที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ไปที่ไหนจะเจอแต่วิญญาณ ( ชาวบ้านเรียก ” ผี ” )

ตอนเรียนม.ปลาย ได้เขาชมรม ” หมอดู ” งานนี้
อ.จ.ให้เราเป็นหมอดู เพราะเวลาจับมือใคร หรือได้เจอใครใหม่ๆ
เราจะรู้เรื่องของเขาได้โดยเขาไม่ต้องบอก เราเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

แล้วถ้าใครมาถามเรื่องที่คุยกันในวันต่อมา เราจะจำอะไรไม่ได้เลย
( สงสัยจะเป็นร่างทรงแต่เด็ก )แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าไปรู้เรื่องเขาได้ยังไง

จะมีเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เรารู้ล่วงหน้าได้ก่อนจะเกิด
แต่อย่างว่าแหละ ตอนนั้นเราเองก็ไม่ได้สงสัยว่าเพราะอะไรและทำไม

แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เคยเล่นเกมสะกดจิตกับเพื่อน
( แบบที่ออกรายการในไอทีวี ) เพื่อนสะกดจิตเราไม่ได้
แต่เราสะกดจิตเพื่อนได้ เพื่อนบอกว่าเราจิตแข็ง
มารู้ตอนได้ปฏิบัตินี่เอง ว่าเป็นผลของการทำกสิณ ทำให้เรารู้เรื่องราวต่างๆได้

7 กย. 20.00-21.00
ลองเดินระยะที่ 1 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เดิน ยังคงมีสติดีอยู่
นั่งมีเวทนาเล็กน้อย ก็ครึ่งชม.เอง แปลกดี มันดับไปเฉยๆ ถอยออกมาไม่ได้ ไม่ทัน
ตอนวิลัยกลับมาบ้าน ปกติแล้วจะได้ยินเสียงรถ วันนี้นั่งแล้วดิ่งไปเลย ไม่ได้ยินเสียงรถ

8 กย. 07.00-11.00 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. 2 รอบ ติดต่อกัน

วันนี้เพิ่งรู้ว่า เดินแล้วมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เดินแล้ว ลมหายใจกับกาย รวมกันเป็นหนึ่ง
จับได้ทั้งอาการหายใจ และการย่างเท้าก้าวเดินได้ อย่างต่อเนื่อง
มันเหมือนเป็นสมาธิแบบในขณะที่กำลังนั่ง
สมาธิในเดินจงกรมนี่ ไม่มีฟุ้ง ไม่มีความง่วง
ไม่มีความคิดแล่นออกไปนอกกาย สติในการเดิน ชัดเจนมากๆ

ทำอีกรอบคือ 20.00-21.20

10 กย. 08.00-12.00
เดินจงกรมมีสติรู้ตัวได้ต่อเนื่อง
นั่ง กำหนดเวทนาได้ชัด แอบตุกติก คือ ใช้วิธีท้าวแขนไปข้างหลัง แล้วแอ่นหลังขึ้นมา
ยังไม่ได้ใช้แบบอดทน มันเบื่อ เคยลองแบบนั้นแล้ว

20.40-23.58
ไม่รู้เป็นอะไร มีแต่เวทนมากๆ ทนไม่ได้เลย ปวดทรมาณมากๆที่ก้นกบและหลัง

พุทโธ

รู้จักพุทโธ ตอนแม่พาไปวัดพุทโธภาวนา อยู่ที่สามพราน
จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งแม่ป่วยมีเลือดออก กินยาอะไรก็ไม่หยุด
ขูดมดลูกก็ไม่หาย แม่เลยไปรักษาที่ร.พ.จุฬาต่อ หมอผ่าตัดมดลูกทิ้ง
แม่เป็นเนื้องอกที่มดลูก ผลการส่งชิ้นเนื้อไปตรวจ แม่เป็นมะเร็ง ระยะที่ 1

เราได้แนะนำให้แม่ไปหาวัดที่มีการปฏิบัติกรรมฐาน
แม่ไปหาป้าที่อ่อนนุช ป้าพาแม่ไปนครปฐม ไปวัดพุทโธภาวนา

ช่วงนั้นแม่หายหน้าไป ตัวเราเองก็ยุ่งกับงานจนไม่ได้สนใจสอบถาม
เจอแม่อีกครั้ง แม่มาหาที่ทำงาน ( คิดย้อนหลังทีไรรู้สึกละอายใจทุกที )

แม่หายจากมะเร็ง อาการที่เลือดไหลไม่หยุด ก็หายสนิท
ทั้งที่ตอนนั้นผ่าตัดแล้ว เลือดก็ยังไหลอยู่ แม่มาชวนไปปฏิบัติที่วัดพุทโธ
ไปกับแม่เพราะเกรงใจแม่ อีกอย่างอยากไปเที่ยวด้วย
ไม่ได้คิดว่าจะปฏิบัติอะไร แค่งานที่ทำก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

คนที่มาวัดนี้เยอะมากๆ ห้องน้ำต้องแย่งกันเข้า ต้องตื่นตั้งแต่ตี1
ตี2 เพื่อรออาบน้ำแล้วค่อยไปนอนต่อ เพราะตี4 จะไม่มีห้องน้ำว่าง

มีพระมาเทศน์ให้ฟัง เราชอบฟังพระเทศน์อยู่แล้ว
ฟังมาตั้งแต่เด็ก เลยติดเสียงเทศน์ มันทำให้รู้สึกสงบ

พระท่านสอนเรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออก
โดยใช้ หายใจเข้า – พุท หายใจออก – โธ

เรารู้สึกว่ามันง่ายมาก แม่บอกว่าเราหัวดี บางคนยังทำไม่ได้เลย
เพราะหายใจไม่ทันกับการกำหนด แต่เราไม่เป็น ทำได้สบายๆๆ

กลับมาบ้านก็ทำมั่งไม่ทำมั่ง ไม่ได้สนใจอะไร
มาชวนเพื่อนที่ทำงานไป ไม่มีใครไปสักคน เขาบอกว่ามันไกลไปอยู่ตั้งนครปฐม
ครั้งแรกกสิณ นี่ก็มาพุทโธ ก็ยังไม่ได้สนใจ

11 กย. 07.45-09.00
หลับไปเฉยเลย แบบเครียดมาก มีความรู้สึกว่า ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งแย่ลง เจอแต่ปัญหา วุ่นวายตลอด

19.40-20.40 เดินระยะ 4 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 50 นาที
ทำระยะสั้นๆก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เบื่อ ถึงเบื่อก็แป๊บเดียว

20.45-21.45 เดินระยะ 1 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้ามีเวทนาก็พอทนได้ หูแว่วว่าหมดเวลา แต่ไม่ได้เลิกตามเสียงที่ได้ยิน
เวทนาก็เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทน สุดท้าย เสียงนาฬิกาดัง

ปรับแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เข้าออกสมาธิได้ดี พอหายเบื่อไปได้บ้าง ก็ค่อยๆเพิ่มเวลาใหม่

12 กย.
เบื่อๆๆๆๆ เคยบ้างไหมปฏิบัติแล้วเบื่อ เบื่อๆๆๆๆ เบื่อจังเลย
อาการเบื่อนี้เกิดกับเราอยู่หลายวัน เราไม่รู้จะแก้ยังไง

กำหนดก็แล้ว เปลี่ยนอริยาบทก็แล้ว ก็ยังเบื่อ เวลาเกิดเวทนา เมื่อเข้าใจเวทนาก็นั่งดูอย่างเดียว
แรกๆก็ดีหรอก มันเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ให้เห็นว่าที่แท้เวทนาก็ …. มีแค่นี้เอง เขาจะเกิดก็เกิดเอง
จะไปบังคับเจาะจงว่าต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้

เอ้า … พอเบื่อที่จะดู ก็กลับกลายเป็นว่า ปวดสุดๆไปเลย ทรมาณสุดๆไปเลย เราก็เลยเซ็งสุดๆไปเลย
เฮอะๆๆๆๆ จะมีอะไรแน่นอนกับอารมณ์ของตัวเอง แม้แต่การปฏิบัติแต่ละครั้งยิ่งนับวัน
ยิ่งมีอะไรแปลกๆมาอยู่เรื่อย เหมือนให้เราทำเดิมๆซ้ำๆจนกว่าจะเข้าใจชัดเจน

เหมือนเรียนหนังสือเลยแฮะ บางวันก็อยากเรียน เพราะเรียนแล้วเข้าใจ บางวันก็ไม่อยากเรียน
เพราะยิ่งเรียนมันรู้สึกว่ายิ่งแย่ ( ในความคิดตัวเอง )

จริงๆแล้วคืออะไรล่ะ อิอิ มันไม่มีอะไรจริงหรือไม่จริง
ปล้ำกับจิตของตัวเองนี่สนุกนะ ดีกว่าไปเต้นแร้งเต้นกากับคนอื่นๆ

สุดท้ายเราก็รู้วิธีแก้ความเบื่อให้กับตัวเอง
แรกๆเราก็เพิ่มเวลาปฏิบัติ จากเดิน 1 ช.ม. นั่ง 1 ช.ม.
ทำแค่ 2 ช.ม. เช้าเย็น เราก็เพิ่มเป็นครั้งละ 4 ช.ม.

สุดท้ายก็เบื่ออีก แหม … พักหลังนี่เวทนามันเยอะจัง พอเวทนาเกิด ความฟุ้งซ่านมันก็ตามมา
เดินจงกรม ใช่ว่าจะมีสติต่อเนื่องได้ตลอด ถึงตอนนี้สติจะชัดเจนกว่าเมื่อก่อนก็จริง
แต่ปฏิบัตินี่อีกเรื่องนึงเลย สติทันบ้างไม่ทันบ้าง

เมื่อวานก็เบื่ออีก มันเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ พักนี้มันเกิดอาการเบื่อบ่อยจัง กำหนดเท่าไรก็ไม่หาย
สุดท้ายเมื่อคืน เลยลดเวลาลง ถ้าเวลาเท่าเดิม คอยคิดละ ( บางครั้งนะ ) เมื่อไหร่จะครบเวลาเสียที

เมื่อคืนเลยปรับเวลาลง จะคิดทำแค่ 1 ช.ม. ไม่ได้จับเวลาว่าเดินกี่นาที นั่งกี่นาที ตั้งเวลาไว้ 1 ช.ม.
ใจก็คิดนะตอนนั้น แหม… แค่ 1 ช.ม. สบายมาก

เอออ … แล้วมันก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง กำหนดได้คล่อง สมาธิเข้าออกได้คล่อง
กลับกลายเป็นว่า จะทำแค่ 1 ช.ม. เลยเป็น 2 ช.ม.แทน หลังจากนั้นก็กำหนดนั่งหลับเอาเหมือนเดิม

ตี 4 อีกรอบนึง รู้สึกไม่ง่วงเลยมันก็แปลกดี ทุกทีตื่นมาก็ยังง่วง ไม่อยากจะทำตอนเช้า
ถ้าทำแล้วมันท้อ มันเบื่อ มันต้องมีอะไรสักอย่างนึง
สุดท้ายเราก็หาวิธีแก้อาการท้อและเบื่อให้กับตัวเองได้

13 กย. 20.22
ความเบื่อไม่ได้ช่วยอะไรเราให้ดีขึ้นเลย เท่าที่เราเคยอ่านประวัติของครูบาฯแล้ว
เห็นแต่ความเพียรเท่านั้นเอง

เรามันก็แค่คนธรรมดา ได้แค่นี้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว เอาเถอะ เวทนา เราตั้งใจทำจะไม่ถอยเวทนาอีกแล้ว
ปวดให้มันปวด ตายเป็นตาย เหมือนที่หลวงพ่อพูด ในเมื่อถอยมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
อาจจะดีขึ้นมาแป๊บๆ สุดท้ายเหมือนเดิม อาการเบื่อ ยังไม่ยอมหายไปสักที

ตั้งเวลาไว้ที่ 2 ชม. ไม่ว่าจะเดินกี่ชม.ก็ตาม หากยังมีเวทนาเกิด ต่อให้เวทนามากแค่ไหน
จะพยายามกำหนด ไม่ยอมถอยอีกแล้ว

20.28-22.28 เวทนาตลอด

เราอ่านพุทธประวัติ ก็สงสัยในเรื่องฌานต่างๆ เขียนภาษาบาลีอ่ะนิ ใครจะแปลออก
เราภาษาบาลีไม่กระดิกเลย ถึงรู้ก็น้อยมาก พอหาข้อมูล แหมๆๆๆๆ มันก็ร้อง อ๋อๆๆๆๆ
คิดว่าอะไร เราเองน่ะไม่เคยให้ความสนใจในฌานมานานแล้ว

ไม่ได้สนใจในความพิเศษที่ได้รับ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผู้ใดที่ปฏิบัติสมาธิ จะต้องเจอทุกคน
เพียงแต่จะรู้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

สมถะคู่กับวิปัสสนาอยู่แล้ว ฉะนั้นต้องเจอกับฌานอยู่แล้ว
ปฐมฌานไง ยังไงๆก็ต้องเจอ เมื่อเวลาเป็นสมาธิ เพียงแต่เราไม่รู้คำเรียกเท่านั้นเองว่าเรียกแบบนี้ แบบนี้
นี่แหละ ผลเสียการไม่ได้เรียนปริยติ รู้ดีกว่าไม่รู้ รู้แล้วก็วาง จะได้ไม่ไปติดที่รู้นั้นๆ

ฌาน 4 รูปฌาน ก็เหมือนกัน ยังไงๆก็ต้องเจอ มันเป็นของมันเอง มันเกิดขึ้นเอง
ไม่ต้องไปเจาะจงกำหนดแต่อย่างใด เมื่อจิตมันคล่องในการทำสมาธิได้ดี
เข้าออกสมาธิได้ดี มันจะไปที่ฌานที่ 4 เลย ( อุเบกขา เอกัคคัคตา ) หรือที่ว่าจิตรวมเป็นหนึ่ง
ของแบบนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำปุ๊บได้ปั๊บ

มีคำกล่าวไว้ว่า ” การเพียรพยายามบำเพ็ญสามาธิโดยใช้กลวิธีใดๆก็ตาม เพื่อให้เกิดผลสำเร็จเช่นนี้
ท่านเรียกว่า สมถะ มนุษย์ปถุชนเพียรพยายามบำเพ็ญสมาธิเพียงใดก็ตาม …..
ย่อมได้ผลสำเร็จสูงสุดเพียงเท่านี้ ( คือสมาบัติ 8 ) หมายความว่า …….
สมถะ ล้วนๆย่อมนำไปสู่สภาวะจิต ที่เป็นสมาธิได้สูงสุดเพียงเนวสัญญาสัญญายตนะเท่านั้น ”

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8C% … 2%E0%B8%99http://xchange.teenee.com/index.php?showtopic=53711

http://www.larnbuddhism.com/tripitaka/i … rt9.2.html

ขอส่งท้ายว่า …….. รู้อะไรไม่สู้ … เท่ารู้ๆในเวทนา
รู้เวทนาได้ เข้าถึงเวทนาได้ ทุกคำถามจะมีคำตอบ เอวังด้วยประการละฉะนี้แล

14 กย. 07.35-08.10
งูบและขาดสติ ไปติดนิ่ง ถอยออกมาไม่ได้

22.033-23.00 ยังคงมีเวทนาอยู่

15 กย. 04.00-04.50 เดิน+นั่ง
20.20-21.20 เดิน+นั่ง

เข้าออกสมาธิให้คล่อง

ตั้งแต่เราปรับเวลาปฏิบัติ อาการเบื่อแทบจะไม่มี
เราหันมาทบทวนการปฏิบัติ แบบที่ครูบาอาจารย์ท่านทำไว้

เข้าออกสมาธิให้คล่อง เท่ากับเรากำลังทบทวน แต่ละขั้นๆที่เราได้ปฏิบัติมา
ทำให้เห็นรูปนาม การเกิด ดับ ได้ชัดเจนขึ้น

อิอิ เริ่มโยนิโสเป็น จากที่เคยทำไม่ได้ มองเห็นอะไร เดี๋ยวนี้กลายเป็นธรรมะไปหมด
แต่ยังไม่ถึงขนาด 100% แต่ว่าดีกว่าเมื่อก่อนมากๆ

อืม ….. นี่เองที่ครูบาท่านถึงกล่าวไว้ว่า ……. ให้หมั่นทบทวนอารมณ์ การปฏิบัติ
เรามัวแต่ไปปล้ำกับเวทนา ทำไม่ถูกจุด แทนที่จะเป็นผลดี เลยกลายเป็นเบื่อหน่ายแทน

17 กย.

พองหนอ ยุบหนอ ใช้วิธีดูลมหายใจ

หลังจากที่ได้เหินห่างเรื่องการปฏิบัติไปนาน ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง เวลาผ่านไปหลายปี
มีอยู่วันหนึ่ง พี่ที่ทำงานชวนไปนั่งสมาธิ

คราวนี้คนที่สอนเราเป็นฆราวาส แขนขวาท่านขาดชื่อพระอาจารย์ สุวรรณ (เปิดสมุดดูเพราะลืมชื่อท่าน)
ท่านเป็นอาจารย์สอนกัมมัฏฐานที่นครพนม พระธาตุพนม

เราเป็นคนชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ก็ตกลงไปกับพี่เขา จำได้นิดนึงว่า ท่านแขนขาดเพราะโดนฟ้าผ่า
แต่จำไม่ได้ว่า ฟ้าผ่าท่านเพราะท่านกำลังทำอะไร

ท่านอ.จ.ให้กำหนดใช้พองหนอ ยุบหนอ แทนพุทโธ
คือหายใจเข้ากำหนดพองหนอ หายใจออก กำหนดยุบหนอ
แต่ไม่ได้ให้ดูอาการท้องที่พองยุบ ให้ตามลมหายใจอย่างเดียว

ที่นี่แปลกกว่าที่เราเคยเจอมา ………..
เวลาสวดมนต์เสร็จ พอนั่งสมาธิปั๊บ ท่านให้หายใจถี่ๆแรงๆ ยังไม่ต้องกำหนดองค์ภาวนาใดๆทั้งสิ้น

เราทำตามที่ท่านบอก เหมือนจะขาดใจ มันบอกไม่ถูก บางคนก็ลุกขึ้นรำ บางคนก็ทุบทำร้ายตัวเอง
บางคนก็อาเจียน ต้องเอากระโถนตั้งไว้ตรงหน้า

ท่านบอกว่า การทำเช่นนี้เพื่อปรับความสมดุลการหายใจ
และเป็นการแก้กรรมด้วย อะไรๆที่อยู่ในตัวเราจะได้ออกมา
(ที่ให้หายใจถี่ๆแรงๆ นานด้วยนะไม่ใช่แป๊บเดียว)

วันแรกๆเราทำก็ยังปกติดี เพียงแต่รู้สึกเหมือนเราจะขาดใจ
เวลานั่งสมาธิ ท่านจะให้นั่ง 3 ช.ม.เต็มๆ ปวดก็ต้องทน ห้ามขยับ ท่านจะคอยพูดตลอด

วันที่3 มันแปลกมากๆ 2 วันแรกก็ปกติดี วันที่3นี่ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องไห้เหมือนจะขาดใจตาย
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องร้อง พยายามบังคับให้ตัวเองหยุดร้องก็บังคับไม่ได้

รู้ตัวตลอดขณะที่ร้อง แต่เหมือนมันซ้อนๆกันยังไงก็ไม่รู้ มันน่าเกลียดมากๆเลยในความรู้สึกของตัวเราเอง
คิดดูก็แล้วกันร้องเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ทั้งสะอึกสะอื้น น้ำลายไหลย้อย น้ำลายเต็มพื้นเลย

สักพักก็หยุดเอง พอหยุดก็เข้าสมาธิเลย ทีนี่ไม่รู้อะไรละ ได้ยินแต่เสียงอาจารย์ท่านพูดอย่างเดียว
อย่างอื่นไม่รู้ละ จะปวดจะเมื่อยนี่ไม่มีเลย ทั้งๆที่2วันแรกจะเป็นจะตาย ปวดจนน้ำตาไหล
เพราะท่านจะคอยพูดไม่ให้ขยับตัวอย่างเด็ดขาด นิมิตเยอะมาก (มาตอนนี้เพิ่งรู้ว่า ตอนนั้นติดนิมิต)
เหมือนอาจารย์ท่านจะรู้ว่าแต่ละคนเห็นอะไร ท่านพูดไปเรื่อยๆ

หลังจากมีอาการร้องไห้หนักๆอยู่ 7 วัน อาการนั้นก็หายไปเอง อาจารย์บอกว่า …..
เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวง เราเคยทำความทุกข์ใจให้กับเขาไว้มาก

ปฏิบัติมีนิมิตเยอะมาก ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเรียกว่า นิมิต
เพราะอาจารย์ท่านไม่เคยบอกอะไร มีแต่ถามว่าเห็นอะไรกันบ้าง

หลังจากที่หยุดร้องไห้แล้ว ต่อจากนั้นมา เมื่อหายใจถี่ๆหนักๆ
มันจะรวมตัวเป็นสมาธิเลย จะมีแสงสว่างมากๆเวลาเป็นสมาธิ

อาจารย์บอกว่าเราปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆ
ตอนนั้นก็ดีใจอ่ะนะ ก็เหมือนคนเรียนหนังสือแล้วครูมาชม

ปฏิบัติอยู่เกือบ 2 ปี ไปบ้านอ.จ.ทุกวัน ไปตั้งแต่ทุ่ม กลับบ้านเกือบ 5 ทุ่ม
ตอนนั้นยังทำงานอยู่ เราต้องกลับมาเข้าเวรเที่ยงคืนทุกวัน

ก่อนถึงเวลาเข้าเวร เราจะนอนที่ห้องพักเวร แล้วเราก็จะมาปฏิบัติต่อที่ห้องพักเวร
มีวันหนึ่ง เรากำหนดอยู่ดีๆ ตอนนั้นเรางงมากๆ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยู่ดีๆก็เหมือนร่างกายเราหายไป
ลมหายใจก็หายไป รู้แต่ท้องพองยุบอย่างเดียว

แบบท้องมันกระเพื่อมเบาๆ แล้วเหมือนเห็นมีตัวเราซ้อนอยู่อีกร่างนึง
มีความรู้สึกเหมือนร่างนั้นมันจะหลุดออกมา ตอนนั้นยอมรับเลยว่ากลัวมากๆ กลัวตาย
มันบอกความรู้สึกไม่ถูก กลัวว่าถ้าร่างข้างในหลุดออกไปแล้วเราจะต้องตาย นี่มันกลัวแบบนี้
เราฮึดสู้เลยตอนนั้น เท่าที่จำได้นะ เพราะเรื่องนี้มันนานมาแล้ว
จำได้ว่าลุกขึ้นเลย เดี่ยวนั้นเลย ไม่ยอมนั่งอีกเลย

วันต่อมาเล่าให้อ.จ.ฟัง ท่านบอกว่า ทีหลังอย่ากลัว ปล่อยให้หลุดออกมาเลย ไม่ตายหรอก
ตั้งแต่นั้นมา หลังจากปฏิบัติที่บ้านอ.จ.แล้ว เวลากลับมาขึ้นเวร เราไม่ยอมทำอีกเลย
ทำทีไรก็จะเป็นแบบเดิมทุกที เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร อ.จ.ก็ไม่อธิบายให้ฟัง ถามก็ตอบว่าไม่มีอะไร

จุดหักเหของชีวิต ………..

อยู่มาวันหนึ่ง เรานั่งแล้วมองเห็นภาพๆหนึ่ง เป็นภาพต้นมะพร้าว ใบมันร่วงลงในน้ำๆเน่าๆ
( ความรู้สึกเรามันบอกว่า น้ำนั้นมันเน่า ) เสร็จแล้ว มันงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ เหมือนต้นหญ้า
มันงอกขึ้นมาเต็มไปหมด เราก็ถามท่านว่ามันคืออะไร ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าไปพูดอะไรที่ไม่ถูกใจท่านเข้า

ท่านบอกว่า ต่อไปคุณก็เป็นเหมือนเป็ดน่ะแหละ ต้องกลับไปกินอาจม ของมันเคยกิน
อีกแปดปีคุณจะได้กลับมาปฏิบัติใหม่ เราน่ะตอนนั้นอายมากๆเลย เล่นมาว่าเราแบบนั้น
คนก็เยอะ ว่าเราได้แสบมากกก

เริ่มมีเค้าบอกเหตุว่าคำพูดท่านั้นเป็นจริง…….

เราไม่เคยเล่นหวย ความที่ว่านั่งสมาธิแล้วเห้นตัวเลข เลยไปลองซื้อ ถูกด้วยนะ บ้าหวยไปเลย

จำได้ละ ว่าทำไมอ.จ.ถึงโกรธ …….

ก็มาวันหนึ่งเราไปเดินห้าง เจอปกหนังสือเล่มหนึ่ง เหมือนในนิมิตที่เราเห็นเลย เป็นหนังสือ
เกี่ยวกับการทำสมาธิของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

เราก็เลยบอกอ.จ.ไปว่า ที่เราเห็นนี่คือหนังสือพวกนี้ มีทั้งหมดสี่เล่ม เราอ่านแล้วมันดีมากๆเลย
ต่อมาสำนักอ.จ.จัดทัวร์บุญบ่อย เราไม่ค่อยได้ไป เพราะไม่ชอบ
ก็เลยไม่ค่อยได้ไปบ้านอ.จ. ต่อมาไม่นานอ.จ.ก็ปิดสำนัก
ช่วงนั้นปัญหาของอ.จ.กับผู้ปฏิบัติเกิดเยอะมาก

ต่อมาชีวิตได้เป็นดั่งที่อ.จ.กล่าวไว้จริงๆ

ชีวิตหักเหแบบสุดๆ เลิกปฏิบัติไปเลย มีแต่เพื่อน กินและเที่ยวๆๆๆๆ
ผ่านไปสิบกว่าปีได้ วันนั้นไปทำบุญวัดอโศการาม

ได้เจออ.จ. ได้กราบและกล่าวขออโหสิกรรมต่อท่าน
ทุกชีวิต ย่อมเป็นไปตามวิบากกรรมของแต่ละคน

19 กย. 21.30-22.30
เดินมีสติดี นั่ง กำหนดได้ดี พิจรณาได้

21 กย. 03.30-04.30 กำลังกำหนดปวดหนอๆอยู่ดีๆ ดับไปเฉยๆ
21.30- 22.30

22 กย. ปฏิบัติ 1 ชม.

23 กย. 15.30-17.30
อาการเบื่อแทบจะไม่มีแล้ว แต่ยังมีติดอยู่ในอารมณ์นิดๆ บางครั้ง
กำหนดได้ดี มีสติรู้ตัวต่อเนื่องได้ตลอด

21.50-22.50 เราเริ่มปรับเวลาเพิ่มไปเรื่อยๆ ตามสะดวก ไม่เจาะจง
พิจรณาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มีสติ รู้ตัวได้ดีตลอด ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง
เวทนาเดี๋ยวนี้มาบ่อยมากๆจริง เลยพยายามปรับร่างกายเอา แบบว่าใช้เวลาในการนั่งไม่แน่นอน

24 กย.
หายเบื่อแล้ว

ตั้งแต่ปรับเวลาในการปฏิบัติ โดยหันมาเข้าออกสมาธิให้คล่อง
อาการที่ว่าเบื่อๆค่อยๆคลายลง จนเดี่ยวนี้ไม่มีแล้ว

เริ่มกลับมาปฏิบัติแบบเดิม แต่จะปรับเวลาสลับกัน จะไม่ทุ่มเทแบบเมื่อก่อน เดินสายกลางดีกว่า
กลางคืน ปฏิบัติแค่ 1 รอบ แล้วกำหนด นั่งหลับ

ตีสามปฏิบัติอีกรอบ เมื่อคืนนั่งหลับก็จริง แต่เป็นสมาธิทั้งคืน
กลางวันก็ทำอีกรอบ ถ้าอากาศร้อนมากก็ไม่ไหว

แต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะทำวันละกี่รอบ แล้วแต่สะดวก ขณะที่นั่งสมาธิ แล้วอะไรที่เกิดขึ้น ใช้วิธีโยนิโส
โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา แยกแล้วชัดเจนขึ้น ละเอียดขึ้น เวทนาที่เคยรุนแรงมากๆ ก็เข้าใจมากขึ้น

26 กย. 12.55-14.00
20.30-21.40 วันนี้เอาหนังสือพุทธประวัติมาอ่าน หลังปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อพุธท่านเขียนไว้ว่า
หลังทำสมาธิ อ่านหนังสือ จะทำให้จำได้แม่น แล้วให้ปฏิบัติต่ออีกรอบ จะได้นำไปพิจรณาได้

สนทนากับหลวงพ่อพุธ แก้ปัญาเรื่องการเป็นสมาธิตลอดเวลา

หลังจากที่ได้เจอหนังสือ ที่ปกหนังสือเหมือนในนิมิตแล้ว ก็ไปโคราชทันที เพื่อจะไปหาหลวงพ่อพุธ
ไปวัดป่าสาละวันครั้งแรกลำบากมากๆ ถามเขาตลอดทาง จำได้ว่าจ้างสามล้อพาไป
รู้สึกว่าจะเสียตังค์ไป50บาท ไปที่วัดก็ไม่เจอหลวงพ่ออีก เขาบอกว่าหลวงพ่ออยุ่วัดที่แปดริ้ว

เราก็คิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยมาใหม่ ขอเบอร์โทรจากทางวัดมา เราโทรไปหาหลวงพ่อ
คนที่รับสายเป็นผู้หญิง เขาก็ไม่ให้คุย อ้างว่าหลวงพ่อติดธุระอยู่ จำได้ว่า ไปโคราชถึง 4 ครั้ง
โทรฯอยู่หลายครั้ง ไม่เคยได้คุยเลย ไม่ไหวแล้วไปโคราช ค่ารถแพงมากๆ ไกลก็ไกล ค่ารถก็หลายต่อ

สุดท้ายจุดธูปอธิษฐานถึงหลวงพ่อ ว่าขอให้ได้คุยกับหลวงพ่อ ได้คุยจริงๆ
เราถามหลวงพ่อว่า ขณะที่เราไม่ได้ทำสมาธิ เช่นเวลาทนข้าว คุยกับเพื่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆอยู่

ทำไมเราถึงเป็นสมาธิตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เพราะเวลาเป็นสมาธิขึ้นมา
มันจะรู้เลย มันจะสงบจากกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที หากกำลังมองอยุ่ มันก็เห็นเหมือนภาพสามมิติ

หลวงพ่อได้เมตตาอธิบายให้ฟังว่า มันไม่มีอะไรหรอก เกิดเนื่องจากจิตเราเร็วเกินไป
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสำเร็จกสิณมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว พอมาปฏิบัติเพิ่มก็เลยไปได้เร็ว

ท่านบอกว่า ให้เราเริ่มใหม่ เริ่มนับหนึ่งใหม่ คือจะต้องมี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคคตา
มันจะเห็นชัดเจนขณะที่เกิดแต่ละขั้น แล้วจะทำให้ชำนาญในการเข้าออกสมาธิ

เรามาคิดๆย้อนหลังดู มิน่า หลวงพ่อสมชายถึงโยนหนังสือให้เราฝึกกสิณเอง
ทีแท้หลวงพ่อท่านรู้หนอ รู้ว่าพอเราจับปั๊บ เราจะทำได้เอง เพราะของเคยทำมาแล้ว

และที่เราไปรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ บางทีก็ได้ยินเสียงเขาคิดทั้งที่เขาไม่ได้พูด
มันเกิดจากฤทธิ์ของฌานนี่เอง อีกอย่างนึงที่เราสงสัยมาตลอดว่าทำไมถึงไม่สนใจเรื่องฌาน
เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ทางที่พ้นทุกข์ เราจึงไม่สนใจ การปฏิบัตินี่ดีจริงๆ ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้

27 กย. 20.15-22.15
ยังกังวลอยู่เรื่องเวทนา พิจรณาแยกยังไม่ทัน ถึงแม้ว่าจะเคยทำได้ก็จริง แต่มันยังไม่ชำนาญ
ต้องทำให้ชำนาญก่อน
เดิน ประมาณ 1 ชม. 15 นาที นั่ง 45 นาที เดินระยะที่ 1-ระยะที่ 4 แล้วจึงนั่ง
เวทนามี แต่ไม่นาน เป็นๆหายๆ ยังคงไปติดนิ่ง กำหนดไม่ได้
รู้สึกเหมือนมียุง,มด มารุมกัดเยอะมากๆ กัดตามแขน หน้า ติ่งหู กำหนดไม่หาย
เลยเอามือไปลูบ ไม่มียุงหรือแม้แต่มด สักตัวเดียว ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
แต่เรารู้สึกเหมือนมีตัวอะไรมากัดจริงๆ เจ็บมากๆเลย


เพิ่งรู้นะว่า เคยเจอสภาวะเดียวกับที่หมูกำลังเจออยู่เลย

28 กย. 09.10-11.30 เดิน 09.10-10.30 นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรม รู้ตัวต่อเนื่องได้ดี กำหนดได้ดี กายและจิตทำงานร่วมกันเป็หนึ่งตลอด
ว่อกแวกน้อยมากๆ แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
นั่ง เวทนาเกิดเป็นพักๆ ยังพิจรณาได้ไม่คล่อง เรื่องแยกขันธ์ 5 ยังทำไม่ได้ แต่ก็ดีขึ้น
เวทนากำหนดได้ชัดขึ้น

16.15-17.15

สมาธิเกินสติ

เราเริ่มปรับเวลาไปเรื่อยๆ ไม่เจาะจง เมื่อคืน 2 ช.ม. สติตอนเดินชัดเจนดี กำหนดได้ทัน รู้พร้อมตลอด
การเดินจงกรมเดี๋ยวนี้ รู้พร้อมทั่วตัว จับได้หมด ทั้งลมหายใจ ทั้งอาการท้องพองยุบ ทั้ง ขณะที่เดิน
และสิ่งที่มากระทบละเอียดมากขึ้น แทบจะไม่ต้องกำหนดเดินเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งเดินถึงระยะ 4
ยิ่งละเอียดมากๆแต่ละก้าวที่เดิน

เมื่อคืน ขณะที่นั่งสมาธิ สมาธิมากเกินสติ กำหนดได้ไม่ทัน ไปติดอยู่ที่อัปปนา ไม่ได้ถอยออกมา
จากตรงนั้น เลยกลายเป็นนั่งเพลินไป รู้ตัวอีกที เสียงนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ ดังขึ้นพอดี
กำหนดเสียงนาฬิกาได้ทัน ไม่มีตกใจ

กำหนดรู้กับเสียงที่ได้ยิน หลังปฏิบัติเสร็จก็มานั่งทบทวน อืมมม แต่ละครั้งมีแต่ความเปลี่ยนแปลง
ไม่เหมือนเดิม

เดินมากไป เมื่อมานั่ง เวทนาย่อมเกิดน้อยลงหรือเกิดแต่จับไม่ทัน ( สติอ่อน )

เดินน้อยไป เมื่อมานั่งเวทนาเกิดมาก ก็ไปเก็บกดกับเวทนาอีก ช่างไม่มีความพอดีเอาเสียเลย

เดินนั่งพอๆกัน ก็เกิดเวทนาแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน สติทันบ้างไม่ทันบ้าง มันช่างหลากหลายเสียจริงๆ

ทำยังไงถึงจะมีสติเสมอกับสมาธิได้ นี่สิที่เราต้องทำความเพียรเพิ่ม อาจจะเป็นเพราะว่า …

การกำหนดอริยาบทย่อยของเรายังน้อยเกินไป ต้องกำหนดให้ได้ต่อเนื่อง กำหนดไปจนกว่า
ไม่ต้องกำหนด

เดี๋ยวก็ต้องไปเรียนอีกแล้ว วันนี้ฝนตกปรอยๆตั้งแต่ตี4แล้ว อากาศกำลังเย็นสบาย น่าปฏิบัติมากที่สุด
อิอิ ว่าแล้วก็ไปสะสมหน่วยกิตสัก 2 ช.ม. ดีกว่า

สะสมหน่วยกิต

เมื่อใดก็แล้วแต่ที่เราได้ปฏิบัติ หรือกำหนดอริยาบทย่อยต่างๆ เราถือว่าเราได้สะสมหน่วยกิต
ไม่ต้องไปคิดว่า ทำแล้วจะเป็นยังไง รู้แต่ว่า ทำแล้วต้องไม่เครียด ทำแล้วจะเข้าใจมากขึ้น
ทำให้เราเข้าใจในรายละเอียดมากขึ้น บางครั้งอาจจะไม่แน่ใจในบางสิ่ง ( สิ่งที่คิด )
ก็ถามผู้ที่รู้มากกว่า ( อันนี้ยกความดีให้คุณนุหรือท่านอ.จ.งื่อ )

29 กย. 01.00-03.00,03.00-04.00
ช่วงแรก พอเดินเสร็จกำหนดนั่ง ยังไม่ทันได้จับพองยุบ ก็เข้าสมาธิไปเลย
ดิ่งและดับไปเลย มารู้ตัวอีกทีคือ ตอนหมดเวลา

ช่วงหลัง กำหนดนั่งแล้ว ก็เป็นอีก แต่กำหนดถอยออกมาได้ทัน สุดท้าย
สุดท้าย แปลกดีนะ มันมีความคิดผุดขึ้นมาก่อนหมดเวลา เรื่องเวทนาว่า กำลังปรับสมดุลย์
ทั้ง 2 ช่วงนี้ เวทนามีแต่เป็นๆหายๆ ไม่ทรมาณมากเหมือนอาทิตย์ที่แล้ว ที่ทรมาณสุดๆ

เมื่อวานปกฏิบัติไป 3 ช.ม. เมื่อคืนตั้งแต่ตี 1 ถึง ตี 4 ตั้งแต่นั้นมาเรายังไม่ได้นอนเลย ตามันสว่าง
ไม่ง่วงเลย เมื่อวานอ่านหนังสือ แล้วก็หลับไปช่วง 5 ทุ่ม ตื่นมาเที่ยงคืนครึ่ง ก็อาบน้ำสระผม
แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติเลย

เหมือนร่างกายเรากำลังปรับสภาพให้สมดุล ดูจากเวทนา ที่เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น ตั้งแต่เกิด
จนกระทั่งดับ จับได้ตลอด

เมื่อเช้าปฏิบัติทั้งสองรอบ เหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ พอนั่งปั๊บ เราปรับลมหายใจ แค่ 5 ครั้ง
ก็เข้าสู่อัปปนาเลย ทั้งที่ทุกๆครั้ง จะต้องกำหนดองค์ภาวนาอย่างน้อยสองถึงสามครั้ง
ถึงจะเข้าสู่สมาธิ เดี๋ยวนี้เข้าออกสมาธิได้คล่องแคล่วมากๆ คงเกิดจากการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง
หลังจากปฏิบัติแล้วก็ทบทวนตลอด ไปสะสมหน่วยกิตอีกสัก 2 ช.ม.ดีกว่า
บ่ายต้องไปเรียนนักธรรมอีก เวลามันช่างไวเสียจริงๆ

 

1 ตค. 50
7.00-9.00
เมื่อวานไม่ได้ปฏิบัติ เลยมีผลมาถึงวันนี้ ต้องทำทุกวัน ถึงจะต่อเนื่อง
วันนี้ไม่ไหว สติไม่มี นาฬิกาดัง สะดุ้งทั้งตัว

เมื่อวานได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา ไม่ได้ทำเต็มๆ เลยมีผลมาถึงวันนี้ ขาดสักวันไม่ได้เลย
เท่าที่สังเกตุมาตลอด

วันนี้ไม่ไหว สติไม่มี นาฬิกาดังหมดเวลา สะดุ้งทั้งตัวเลย เราลองทำแบบไม่จับเวลา
ไม่กำหนดว่าเดินเท่าหร่ นั่งเท่าไหร่

เดินจงกรม 4 ระยะ แล้วนั่งต่อเลย แต่จะทำได้แค่ไหนก็จะดูเอาว่าได้แค่ไหน อารมณ์เป็นยังไง
นั่งทบทวนดู แต่จะตั้งเวลาจบไว้ที่ 2 ช.ม. ปรากฏว่า พอครบ 2 ช.ม. นาฬิกาดัง สะดุ้งเลย ขาดสติ

19.50-21.50
วันนี้ลองทำแบบไม่ตั้งเวลา เดินระยะที่ 1 แล้วนั่งต่อครบ 2 ชม. พอดี

2 ตค. 20.30-22.30
วันนี้ยืนหนอดีกว่าทุกวัน รู้สึกตัวทั่วพร้อม ละเอียดชัดเจนมากตั้งแต่กำหนดยืนหนอ
จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน มีสติดีมากๆ

นั่ง เวทนาเป็นๆหายๆ ปกติจะทนไม่ค่อยไหว โดยเฉพาะช่วงท้ายๆจะทนไม่ไหว
ช่วงใกล้จะหมดเวลาทุกครั้ง วันนี้แปลก พอมีเวทนา เราก็พิจรณาลงไปเรื่องขันธ์ 5 ทำทั้งๆที่ไม่ค่อยเป็น
แต่ลองทำตามที่ได้ข้อมูลจากการสนทนากับคุณนุ เรื่องขันธ์ 5 มา แยกออกไปทีละส่วน
ถึงแม้จะยังไม่คล่อง แต่เหมือนกับว่าเวทนาเปลี่ยนไป มันบอกไม่ถูก ปวดก็จริง แต่เหมือนว่า
เรารับรู้และทนความปวดนั้นได้ ไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกๆครั้ง มันปวดสุดๆแล้วก้จางหายไป เป็นช่วงๆ
จนกระทั่งหมดเวลา อันนี้หรือเปล่า ที่ว่าร่างกายกำลังปรับสภาพ หรือว่าปรับสภาพของจิตในการรับรู้

3 ตค. 22.30
ไม่ไหวเลย ขึ้นมาเลยเวลา ง่วงมากๆ นั่งหลับตลอด เดินสลับนั่งตอนหลัง ก็ง่วงตลอด จนถึงตี 1
ต้องขึ้นตั้งแต่ 2 ทุ่ม เลย 2 ทุ่มนี่ไม่ไหว ปฏิบัติ ไม่ได้อะไรเลย

เรื่องที่คุยนี่ตอนสายๆ มันมาฟุ้งเอาตอนจะปฏิบัติ สติมันไม่ทัน จิตก็ล่วงหน้าไปโลดเลย
คนมันน่าเบื่อ จริงๆนะเรารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ คนปฏิบัติได้จริงเขาไม่มานั่งว่าร้ายหรือให้ร้าย
กับใครต่อใครหรอก คนเราน่ะมันก็มีทั้งดีและชั่วแหละ หายากมากที่จะสมบูรณ์ 100%
ปฏิบัติก็เหมือนกัน ใครจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา

โห … นี่เราไปฟุ้งเรื่องชาวบ้านเขาทำไมนี่ ….
ดีนะที่ยังมาหางๆสติโผล่มาคว้าไว้ได้ทัน ก็คิดหนอๆๆ ทันทีเลย ลุกขึ้นเลย เดินจงกรม
แล้วก็นั่งสมาธิต่อ จบที่เวลา ตี 1 กว่า

4 ตค. 07.15-09.15
เช้านี้ปฏิบัติรอบเช้าได้ทัน เลยเก็บหน่วยกิตสะสมได้สองช.ม. หลังปฏิบัติแล้วมานั่งทบทวน
แต่ละสภาวะที่เกิด มันละเอียดมากขึ้น สติชัดเจนมากขึ้นจนจับสภาวะต่างๆได้ทัน
เห็นชัดเจนมากทั่วกาย ทุกย่างก้าวเดิน ตลอดจนกระทั่งนั่งสมาธิ

เดินจงกรมระยะที่ 3 ถึงระยะที่ 4 จะเก็บรายละเอียดได้ดี

ระยะที่ 1 นี่ธรรมดา ก้าวย่างธรรมดา

ระยะที่ 2 ต้องมีสติมากขึ้น ไม่งั้นเวลายกหนอ จะเซ และทำให้ขาสั่น ยกเท้าอยู่นานไม่ได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆก็ตาม ถ้าสติไม่ทัน จะเหมือนยกเท้าแล้วก้าวพรวดๆไป

ระยะนี้ถ้ายังเดินระยะที่1 ไม่แน่นพอ แล้วจะมาเดินระยะนี้ จะเห็นได้เลยว่า ก้าวเร็วมากๆ
กำหนดแทบไม่ทัน แถมจะล้มอีกต่างหาก ขาสั่นไปหมด ถ้าสติยังไม่มากพอ ยก.. หนอ เหยียบ.. หนอ
มองดูเหมือนง่ายนะ ยกขาเป็นกระต่ายขาเดียว แล้วก้าวเดิน ระยะ2 นี่ใช้สติในการเดิน
มากขึ้นกว่าระยะ1 ไม่งั้นเวลายกหนอจะเซ และทำให้ขาสั่น ยกเท้าขึ้นอยุ่นานไม่ได้ เหมือนเรายกเท้าขึ้น
แล้วก้าวพรวดๆไป ยกเท้านิดเดียวนะ ไม่ได้ยกสูง เดินจงกรม ต้องเดินทีละระยะก่อน
เดินให้ได้แน่นๆก่อน แน่นๆ คือ สติดี ชัดเจนก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเอา

ระยะ 3 เก็บรายละเอียดได้มากขึ้นเกี่ยวกับลมหายใจตั้งแต่ยกเท้า ก่อนจะยกเท้าขึ้น เราจะยกส้นเท้า
เปิดรอก่อน ( โดยคิดในใจว่า ขวา พร้อมกับหายใจเข้าเต็มปอด ) พอยกเท้าลอย กำหนด ยกหนอ
จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออก วางหนอ พอเหยียบหนอ จะปล่อยลมหายใจออกหมด

ถึงเดินได้ก็เก็บรายละเอียดต่างๆไม่ได้ จับลมหายใจก็ไม่ได้
จะจับลมหายใจไม่ได้แบบนี้ ถ้าทำได้แบบนี้ จะต้องหายใจยาวๆ ซึ่งได้มาจากยืนหนอ
หากลมหายใจสั้น จะเดินระยะ 3 และ 4 ได้ยาก สติไม่พอ จะเซ

เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เกี่ยวกับลมหายใจ ตั้งแต่ยกส้นเท้าเปิดรอก่อน
พร้อมกับหายใจเข้าให้เต็มปอด พอยกเท้าลอย กำหนด ยก..หนอ.. จะค่อยๆผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ย่าง..หนอ.. พอเหยียบ..หนอ.. ลมหายใจจะปล่อยออกมาหมดพอดี จะทำได้ต้องหายใจยาวๆ
ซึ่งได้มาจากการยืนหนอ หากลมหายใจสั้น สติไม่พอ จะเดินระยะนี้ไม่ได้ ถึงบอกว่าเดินได้
ก็กำหนดได้ไม่ทัน อันนี้ฟังจากคนที่ลองเดินแล้วเดินไม่ได้

ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ หายใจให้เต็ม พอยกเท้าหนอ นี่หายใจออก ค่อยๆผ่อนลมหายใจ
ตามจังหวะเท้าที่ยก แล้วย่างหนอ พอเหยียบหนอ หายใจออกหมด มันจะเป็นจังหวะเหมือนระยะ 3
ทั้งระยะ3 และ 4 สติ สัมปชัญญะจะดีมากๆ เห็นได้ชัดเจนถึงขณะที่เกิดความรู้พร้อมทั้งตัว
สติเป็นตัวบอก สัมชัญญะเป็นตัวรู้

ลมหายใจกับกายจะเป็นหนึ่งเดียว จะไม่มีหายใจทิ้งไป ทุกลมหายใจก็คือทุกย่างก้าวที่กำหนด
อาการที่กำลังเดิน หากสติยังไม่มากพอ จะเดินระยะนี้ไม่ได้ บางคนจะอึดอัด แน่น หายใจไม่ทัน
กับการเดินหรือไม่ก็หายใจหอบไปเลย

20.20-22.30
วันนี้ ขณะที่นั่ง พิจรณาเรื่องการกำหนดว่า เวลาเกิดรูป,นาม กำหนดตรงไหน และสติ ตั้งไว้ที่ตรงไหน
เปิดเจอ เรื่องการกำหนดที่หลวงพ่อจรัญท่านเขียนไว้ ให้กำหนดตรงสิ่งที่เกิด เช่น รูป รส กลิ่น เสียง
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ตั้งสติไว้ที่อายตนะที่ถูกกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เมื่อเกิดผัสสะที่อายตนะ แต่ตั้งสติไม่ทัน จิตเกิดที่ตา ตั้งสติที่ตา เมื่อตั้งสติทัน ขันธ์ 5 ก็ดับ
ไม่มีการปรุงแต่ง เห็นก็สักแต่ว่าเห็น


ตอนนั้นคำศัพท์ต่างๆที่ใช้ ยังไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่นัก แต่ก็ทำไปตามแบบที่คิดว่าทำได้

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งนับวัน ยิ่งละเอียด ยิ่งละเอียด ยิ่งเห็นขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น

วันนี้เดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดยืนหรือเดิน มีสติดีตลอด

นั่ง เวทนาเกิดตลอด เป็นๆหายๆ สติดี กำหนดได้ทันตลอด ถ้าปวดมากจนคิดว่าทนไม่ไหว
ก็กำหนดได้ทัน พอกำหนดทัน ความปวดค่อยๆจางหายไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่อีกจนหมดเวลา
วันนี้สติดี กำหนดได้ทันทุกขณะ

ช่วงเวลานั่งว่างๆ พิจรณาเรื่องการกำหนดว่า เวลาเกิดรูปนาม กำหนดตรงไหน และตั้งสติไว้ที่ตรงไหน
การกำหนดให้กำหนดสิ่งที่มากระทบภายนอก กำหนดตรงสิ่งที่เกิด เช่น รูป รส กลิ่น เสียง
ตั้งสติ ให้ตั้งสติไว้ที่อายตนะที่ถูกกระทบ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเกิดผัสสะที่อายตนะ

อย่าลืมว่า สิ่งที่มากระทบภายนอกเป็นรูป จิตรับรู้สิ่งที่มากระทบเป็นนาม เมื่อเราตั้งสติทันจิต
เช่น หูได้ยินเสียง กำหนดที่เสียง เสียงเป็นรูป จิตเกิดที่หู เราตั้งสติไว้ที่หู เมื่อสติทันจิตขันธ์ 5 ก็ดับ
การปรุงแต่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นเลยไม่มี ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งละเอียด

ยิ่งละเอียด ยิ่งแยกขันธ์ 5 ได้ชัดเจนขึ้น เราเองก็หมั่นหาข้อมูลที่ครูบาอาจารย์ท่านได้เขียนไว้
พยายามคุยปรึกษากับผู้ที่รู้ปริยัติมากกว่า เราเองต้องยอมรับว่าด้อยในเรื่องนี้ จะมีปัญหาเรื่องการโยนิโส
เมื่อเวลาปฏิบัติเสร็จ หมั่นทบทวนสภาวะเสมอๆ ยังไม่นอนทันที หรือ ถ้าเป็นกลางวัน ก็ยังไม่ไปไหนทันที

วันนี้ เดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดยืนหรือเดิน มีสติดีตลอด มีความชัดเจนดีมาก

นั่ง ….. เวทนาเกิดตลอด เป็นๆหายๆ สติดีกำหนดได้ทันตลอด ถึงจะปวดมากจนคิดว่าทนไม่ไหว
ก็กำหนดได้ทัน พอกำหนดทัน ความปวดค่อยๆจางหายไป ใช้วิธีโยนิโส โดยการแยกขันธ์ 5 ออกมา
เวทนาเกิดมาก แต่กำหนดได้ทัน แต่วันนี้สติดี กำหนดได้ทันทุกขณะ

 

5 ตค. เช้า 1 ชม. กลางคืน 1 ชม.

6 ตค.
เดี๋ยวนี้เวลาดูทีวี ดูหนัง แล้วต้องเอาไปเปรียบกับธรรมะทุกครั้งเลยก็ไม่รู้ มันหดหู่ เศร้าใจ
บอกไม่ถูกเลย ยิ่งดูเรื่อง จูมง ยิ่งเศร้าใจใหญ่
อำนาจ นี่มันช่างไม่ปราณีใครเลย ยิ่งโย่งเศร้า นี่แหละลูก ขนาดลูกของตัวเองแท้ๆยังห่าพ่อแม่ได้เลย
นับประสาอะไรกับจูมงที่เป้นลูกของคนอื่น ที่ฮ่องเต้นำมาเลี้ยงไว้แล้วก็รัก

คนเรานี่มันจริงๆเลย มีอำนาจก็หมดอำนาจ เส้นทางเดินนี้ ช่างยาวไกลยิ่งนัก
ดูละครก็ย้อนกลับมาดูตัวเองทุกครั้ง รู้สึกง่วงมากๆเลย

จากที่ว่าง่วงสุดๆ เราหยิบหนังสือหลวงพ่อพุธมาอ่าน อ่านตอนที่หลวงพ่อพุธป่วยหนัก
หลวงปู่ฝั้นไปเยี่ยม แล้วแนะนำหลวงพ่อพุธ ให้ตั้งใจเพ่งอาการ 32 ให้พิจรณาความตายให้มากที่สุด
ไม่ต้องไปพิจรณาอย่างอื่น ซึ่งอาการขณะนั้น พวกหมอพากันส่ายหน้าแล้ว

หลวงพ่อพุธทำตามคำแนะนำ แรกๆดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอพิจรณาหนักๆเข้า มีผล
ท่านเริ่มนั่งสมาธิตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนถึงตี 3 ของวันใหม่

ในขณะนั้น ความรู้สึกทางจิตผุดขึ้นว่า คนอื่นเขานอนตายกันทั้งนั้น ท่านจะมานั่งตายทำไม
คิดได้ดังนั้น ท่านล้มตัวลงนอน ตรงนี้แหละ ที่ท่านได้เห็นการแตกสลายของธาตุขันธ์
นับจากนั้น อาการป่วยของท่านก็ค่อยๆดีขึ้น

เดินจงกรม เราง่วงมากๆ กำหนดไม่หาย เลยใช้วิธีคลุกเข่าลง แล้วก้มหน้าลงกับพื้น
พอค่อยยังชั่วก็เดินต่อ เดินระยะที่ 1-4 งงมากๆ ใช้เวลาเยอะมาก ตั้งแต่ 21.18
ดูนาฬิกาทันทีที่เริ่มเดิน ดูนาฬิกาอีกที เที่ยงคืนครึ่ง จะไม่ให้งงได้ยังไง
เดินไปได้ยังไงไปกลับ 2 รอบของปกติแค่ ชม.เดียว นี่ปาเข้าไป 3 ชม. กว่า

นั่งเลย ไม่ได้จับเวลา กะว่าพอแค่ไหนก็แผ่เมตตา กรวดน้ำ
ก็แปลกดี ครบ 1 ชม. พอดีเลยที่นั่ง

 

บันทึกการเดินทาง 3 ปี 49/2

ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความคิด และความคาดเดาของตัวเราเอง
ผลของการเจริญสติ จะให้คำตอบกับทุกๆคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเราค่ะ
ทุกๆสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเรียนรู้ พร้อมๆกับการชดใช้กับสิ่งที่เราเคยกระทำไว้ในอดีต
ที่เราอาจจะระลึกได้หรือระลึกไม่ได้แล้วก็ตาม เมื่อถึงเวลา ถึงวาระ ก็ต้องมาชดใช้กัน
ผู้ใดเข้าใจได้ก่อน ย่อมหยุดที่จะก่อเหตุใหม่ที่อันเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดภพชาติใหม่ได้ก่อน
ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ย่อมก่อให้เกิดภพเกิดชาติใหม่ต่อไปเรื่อยๆจากผลของการกระทำของเขา
สภาวะอาจจะมาทดสอบเราในรูปแบบของคำชมหรือแม้แต่คำตำหนิติเตียน
หากแม้นเป็นคำชม แล้วเราไปติดใจในคำชม กิเลสย่อมเกิดพาให้เราลุ่มหลงในคำชม
ทำให้เกิดความหลงในตัวเอง คิดว่าเรารู้ คิดว่าเราดี คิดว่าเราเก่งหากแม้นเป็นคำตำหนิติเตียนเราไปขุ่นข้องใจในคำตำหนิติเตียน กิเลสย่อมเกิดเช่นเดียวกัน
แต่กิเลสตัวนี้เป็นตัวอกุศลจิตถ้าสติ สัมปชัญญะเราไม่ทัน เราย่อมตอบโต้เขากลับ
นั่นคือ เรากำลังสร้างเหตุใหม่ที่เป้นการก่อภพชาติให้เกิดขึ้นใหม่กับเขาไม่รู้จักจบสิ้นฉะนั้น ไม่ว่าจะกระทบแบบไหนๆ เราควรตั้งสติ สัมปชัญญะ ดูการกระเพื่อมของจิตเรา
ไม่ใช่ไปดูนอกตัว ให้ดูในตัวของเรา ที่กระเพื่อม กระเพื่อมเพราะอะไร เพราะเรายังมีอุปทานอยู่
ยังมีความยึดมั่นถือมั่นต่อการให้ค่าให้ความหมายของกิเลสที่มากระทบอยู่
รู้สึกอย่างไร เรายอมรับตามความเป็นจริงนั้นๆ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง

ไม่ไปคิดขับไส ผลักไสอารมณ์นั้นๆออกไป แต่จงเฝ้าดูมัน อารมณ์นั้นๆเกิดขึ้นนานไหมกว่าจะดับลงไป
หลังจากดับไปแล้ว ยังมีไปเกาะเกี่ยวอารมณ์นั้นๆเข้ามาอีกไหม เราเฝ้าดู รู้ลงไปบ่อยๆ

เมื่อวันใด วันหนึ่ง เราอ่านตัวออก คือ อ่านกิเลสของเราออก เราย่อมอ่านกิเลสของคนอื่นๆออก

เพราะเขาและเรา ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลยในเรื่องของ กิเลส
แต่ที่แตกต่างคือ การสะสมของกิเลส ใครมีมากน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง
บอกตัวได้ คือ มีสติ เป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ หรือมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อมีกิเลสมาก ก็ปรุงมาก มีกิเลสน้อย ก็ปรุงน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะนั่นเอง
ว่ารู้เท่าทันจิตไหม จิตที่กำลังจะเกิดการปรุงแต่ง เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น
ใช้ตัวเป็น คือ

เมื่อเราอ่านกิเลสของคนอื่นๆได้ เราย่อมเลือกได้ว่า
ควรจะทำอย่างไร เพราะทุกๆการกระทบ คือ การกำลังก่อเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

เขาอยากพูดอะไร ให้เขาพูดไป เขาอยากว่าอะไร ให้เขาว่าไป
เพราะเหตุที่เขากำลังกระทำทั้งหมดนั้น ย่อมส่งผลกลับไปยังตัวเขาทั้งสิ้น
จิตเราไปปรุงแต่เองทั้งหมด ปรุงแต่งให้ดีก็ได้ ปรุงแต่งให้เลวก็ได้
ไม่ปรุงแต่งเลยก็ได้ ถ้า สติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้น

แต่ตัวเรานั้น มีหน้าที่คือ จงมีสติ สัมปชัญญะ
กลับมาดูที่จิตตัวเอง ที่เกิดการกระทบทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น จิตเราจะละเอียดมากขึ้น เราจะมีความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวกับจิตมากขึ้น
พร้อมๆกับกำลังของสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิที่สะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

วันใดเมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ว่าจิตตั้งมั่น กิเลสกระทบปั๊บ รู้ทันที
นี่จิตเรากำลังจะกระทำกุศลหรืออกุศลให้เกิด มันสามารถรู้ได้ทันที
และทำให้เลือกที่จะทำแต่เหตุอันเป็นกุศลมากกว่าอกุศล ภพชาติย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆ

จะนำเรื่องของสภาวะจิตมาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อปฏิบัติถึงจุดๆหนึ่ง สภาวะที่ทุกคนจะต้องเจอคือ สภาวะจิตคุยกันหรือเถียงกันหรืออะไรก็ได้
แต่เป็นเรื่องของจิต 2 ตัวหรือมากกว่า 2 ตัว ตามแต่กิเลสที่มีอยู่ในจิตของคนนั้นๆสร้างมันขึ้นมา

เป็นสภาวะจิตด้านมืดกับด้านสว่าง
ด้านมืด จะแสดงสิ่งที่อยู่ฝ่าย อกุศลจิตให้เกิดขึ้น
ด้านสว่าง จะแสดงสิ่งที่อยู่ในฝ่ายกุศลจิตให้เกิดขึ้น
ด้านกลางๆ คือ จิตที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เฝ้าดู

สภาวะนี้ บางคนอาจจะเกิดในสมาธิ เราจะเห็นจิตมันถกเถียงกัน
บางคนสภาวะนี้แสดงออกมาแบบชัดเจนด้านคำพูด เลยเหมือนเป็นคนมีหลายบุคคลิก
ที่มีความคิดขัดแย้งกับตัวเองตลอดเวลา สภาวะนี้จะเห็นได้ง่ายมากๆตามเว็บบอร์ดต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เล่นกับกิเลสของตัวเอง โดยสร้างหลายๆยูสเซอร์หรือสร้างตัวละครขึ้นมา
ตามที่จิตของเขานั้นเป็นอยู่ เป็นมาก สร้างมาก เป็นน้อยสร้างน้อย

เขาสามารถสร้างตัวละครให้อยู่ในฝ่ายดี หรือ โพสแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เป็นกุศล
สร้างตัวละครฝ่ายเลว คือ สร้างแต่เหตุอันเป็นอกุศล
เขาสามารถให้ตัวละครของเขาทะเลาะกันเองได้ ว่าตัวเองได้ หรือแม้กระทั่งชมตัวเองก็ได้
สามารถสร้างตัวละครขึ้นมาหลายรูปแบบได้ แต่ละตัวละครแตกต่างกันไป
แต่ที่เขาหนีไม่พ้นคือ กิเลสของเขา เขาชอบแบบไหน กิเลสเขาจะวิ่งเข้าหาสิ่งนั้นๆ
ต่อให้เขาพยายามฝืนใจแทบตาย ที่จะไม่แตะต้อง สุดท้ายเมื่อสติ สัมปชัญญะเขายังมีไม่มากพอ
เขาย่อมแพ้กิเลสที่มีอยู่ในใจของเขามากกว่า

บางคนอาจจะไม่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้มีจริงๆหรือ มีจริงๆ สภาวะจิตแบบนี้มีจริงๆ
คุณมาเจริญสติสิ แล้วคุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้

เมื่อคุณสามารถอ่านสภาวะกิเลสของตัวเองได้ คุณก็ย่อมอ่านสภาวะกิเลสของคนอื่นๆได้
นี่เป็นผลของการเจริญสตินะ ไม่ใช่เกิดจากอำนาจวิเศษใดๆ

แต่ถ้าผู้ที่ได้ฌาน อันนั้นจะอ่านใจผู้อื่นออก แต่ไม่สามารถอ่านกิเลสคนอื่นๆออกได้
สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ ให้ผลแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ขึ้นชื่อว่า สัมมาทั้งหลาย จะรู้ในตัวในกายและจิตทั้งสิ้น
ส่วนมิจฉานั้นจะตรงกันข้าม คือ ไปรู้นอกตัว ไม่สามารถรู้ในตัวได้ เพราะกิเลสถูกกดข่มเอาไว้
เลยไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสต่อไป

แล้วถ้า สัมมา ทำให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป จะรู้ทั้งในตัวและนอกตัว
สุดแต่ว่า ใครจะสร้างเหตุมาอย่างไร การสร้างเหตุล้วนส่งผลมาสู่สภาวะปัจจุบัน

การสร้างเหตุปัจจุบัน ล้วนส่งผลสภาวะในอนาคต
จงเลือกเอาเถิด ว่าควรจะสร้างเหตุอย่างใด เหตุมีผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

วันนี้อาจจะทันบ้าง ไม่ทันบ้าง แต่เมื่อยอมรับตามความเป็นจริงได้
สักวัน เราต้องทันต่อสภาวะกิเลสที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
นี่คือ ผลดีของการเจริญสติปัฏฐาน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ
เหมือนน้ำซึมบ่อทราย สักวันจะกลายเป็นแหล่งน้ำใหญ่
มีไว้กินไว้ใช้ไม่รู้หมด และสามารถแบ่งปันให้คนอื่นๆได้

7 ตค. 50
20.50-23.20
เดินจงกรม ง่วงมากๆ ก็เลยใช้วิธีนั่ง แล้วฟุ้บหน้าลงไป พอค่อยยังชั่ว สักพักก็เดินต่อ
ใจก้คิดนะ ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ เราต้องเริ่มปรับเวลาใหม่ จะมาฟุบแบบนี้ไม่ได้ มันเคยตัว
เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
นั่งครั้งนี้ไม่มีดิ่ง กำหนดได้ เสียงนาฬิกาดัง แต่ไม่ตกใจการเดินจงกรม ไม่ได้เขียนข้อปลีกย่อยไว้ เช่น เรื่องสิ่งที่มากระทบ ขณะที่เกิดการกระทบ
ให้หยุดเดินก่อน ตรงไหนชัดเจน ให้กำหนดตรงนั้น กำหนดบ่อยๆ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องเวลา
ว่าจะนานหรือไม่นาน พอกำหนดแล้วมันจางลงหรือมันหายไป ค่อยเดินต่อ ลมกระทบถูกตัวจนรู้สึก
ก็ต้องกำหนด เดินแล้วรู้สึกตัวหนักหรือตัวเบาก็ต้องสังเกตุด้วย ไม่ใช่เดินเฉยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น
ต้องทำเอาเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ต้องไปคิดมากมายหรืออ่านแล้วไปปรุงอะไรมากมาย มันก็แค่การปฏิบัติของคนๆหนึ่งแค่นั้นเอง อ่านแล้วก็รู้ รู้แล้วก็วาง
อย่าไปวุ่นวายกับตัวหนังสือ แต่จงไปวุ่นวายกับการปฏิบัติของตัวเองแทน ไม่ต้องไปคิดนอกตัว
ยิ่งปรุงก็ยิ่งฟุ้ง

8 ต.ค.

เรายังสะสมหน่วยกิตทุกวัน ส่วนมากเดี่ยวนี้จะ 2 ช.ม. อย่างต่ำ เราคิดว่า ช.ม.เดียวมันน้อยไป

9 ตค. 01.55
วันที่ 8 มีคนมาตามให้ไปดูคนป่วย อายุ 80กว่า copd นี่เราเพิ่งกลับมา เขาตามตอนตี 1
คนไข้ไอมีเสมหะ ญาติๆเห็นแล้วกลัวกันมากๆ เวลาที่เห็นคุณยายสำลัก ดูดเสมหะก็ไม่เป็น
น่าเห็นใจเขาๆไม่ได้เรียนมา ยังดีที่ยังรู้จกให้อาหารทางสายยางเป็น เขาให้เราคิดค่าเสียเวลา
แต่เราไม่ได้คิดตัง คือมองว่าทำบุญให้กับเขา เอาตังไม่ลง เงินบนความทุกข์คนอื่นนี่ เอาไม่ลงจริงๆ
กลับบ้านมาก็ตี 2 แล้ว เราก็เลยอาบน้ำ สระผม แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติต่อถึงตี 5 เลย

ขันธ์ 5 นี่จริงๆนะ เราต้องเร่งภาวนา เห็นสังขารแบบนี้แล้วไม่ไหว ใจมันคิดว่า ในอนาคตเราอยากเป็น
แบบนี้หรือเปล่า แต่ทุกๆอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยง ดูครูบาฯหลายๆท่านสิ กฏแห่งกรรมที่เคยกระทำกันมา

02.00-04.00
การปฏิบัติตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆ พิจรณาขันธ์ 5 ตลอด

11 ตค.. 01.30-02.30

12 ตค. 07.50-08.50

17 ตค. 00.30-01.50 วูบตลอดเลย

19 ตค.
ผ่านจริงๆ ……………….
เรามองว่าชีวิตเรามันผ่านไปเรื่อยๆ ……………

ปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ไม่ใช่เพราะเหตุอื่น เพราะตัวเราเอง ไปทำงานข้างนอกมาสองวัน
ไม่ได้นั่งสมาธิเลย มีงานทั้งวัน ได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา

วันนี้ต้องชาร์ทแบตใหม่ เริ่มจากน้อยไปก่อน แค่ 1 ช.ม.พอ เอาเข้าออกสมาธิให้คล่องก่อน
สะสมพลังใหม่ก่อน ทิ้งไปตั้ง 2 วัน

เริ่มใหม่ๆนี่ 1 ช.ม. พอไหว มากกว่านี้ มีแต่ความฟุ้งซ่าน นิวรณ์เต็มไปหมด
ต้องทำอย่างน้อยสองสามวันถึงจะแน่นเหมือนเดิม
ทำ 1 ช.ม. แต่หลายครั้งหน่อย กลับมาบ้านแล้วนี่ ต้องทำให้คุ้มกับที่ไม่ได้ทำหลักๆเลย

20 ตค. 01.00-01.30
ไปเรียนนักธรรมตรี ที่วัดมาสามเดือน คิดว่าจะได้สอบกับเขา ที่ไหนได้ พระจารย์ท่านไม่รู้ว่า
ฆาราวาส จะต้องแยกสอบกับพระ ชื่อเราเลยไม่มีส่งเข้าไปสอบ อดสอบเลย แต่ไม่เป็นไร
เอาไว้ปีหน้าค่อยเริ่มต้นใหม่ได้ ได้เรียนแค่นี้

ได้ความรู้มาก็ดีแล้ว ทำให้เราเริ่มพูดในแง่ของปริยัติได้ชัดเจนขึ้น เมื่อปฏิบัติอยู่แล้ว ปฏิเวธมีอยู่แล้ว
พอมาเรียนเพิ่ม ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

คิดดูก็แล้วกัน ถ้าเราได้เรียนปริยัติแค่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ผลปฏิเวธจะเกิดได้อย่างไร
เมื่อได้แต่สิกขา แต่ขาดการลงมือทำ

รู้แค่เปลือก แต่เข้าไม่ถึง แต่ยังไงๆ ถ้าเกี่ยวกับพระธรรม ถ้าได้สิกขาอย่างเดียว เราก็ว่าดี
ถ้าปฏิบัติอย่างเดียว เราก็ว่าดี

แต่จะให้ดีที่สุดก็ต้องทั้งสิกขา และปฏิบัติ นี่แหละ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

21 ตค. 07.30-08.30
23.00-00.00

23 ตค. 22.00-23.00

24 ตค. 20.40-21.20
วันนี้เริ่มปรับเวลา คือ เกินไว้ก่อนไม่ว่าจะกี่นาทีก็ช่าง เดิน 1 รอบ แล้วนั่ง 40 นาที เป็นสมาธิดี
เพียงแต่เราเองยังพิจรณาไม่ค่อยเป็น ยังยกธรรมมาพิจรณาแบบที่เขาแนะนำมายังไม่ได้
การปฏิบัติเราก็อาศัยการเข้าออกสาธิ ทบทวนสภาวะตลอด ไม่เคยทิ้งเลย

25 ตค.
ยิ่งอ่านหนังสือประวัติของหลวงปู่มั่น เรายิ่งมั่นใจมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น
เข้าใจได้ละเอียดมากกว่าเมื่อก่อนมากๆ” ทุกข์คืออะไร? ในปฐมเทศนาแสดงว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์และใครเล่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คืออัตภาพ ร่างกายของเรานี่เอง ฉะนั้นร่างกายนี้จึงถือได้ว่าเป็น อริยสัจธรรม การพิจรณาให้รู้แจ้ง เห็นจริงในกายนี้ ก็เท่ากับรู้แจ้ง เห็นจริง

ในอริยสัจ นั่นเอง ดูแต่พระองค์ทรงสั่งสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ด้วยพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่2

คือ อนันตลักขณสูตร พระพุทธองค์ทรงยก รูป ขึ้นมาให้พิจรณา คือทรงแสดงว่า

รูป ภิกฺขเว อนตฺตา …… รูปไม่ใช่ตัวตน

ปริวัตน์ที่2 ว่า

ตํ กิ มญฺญถ ภิกฺขเว รูป นิจฺจํ วาติ อนิจฺจํ วาติ ……

ภิกษุทั้งหลาย ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

ปริวัตน์ที่3 ว่า

ตสฺมา ตีห ภิกฺเว รูป อตีตํ วา อนาคตํ วา ปจฺจุปนฺนํ วา …….

เพราะเหตุนั้นแลภิกษุทั้งหลาย รูปในอดีต อนาคต หรือ รูปปัจจุบัน

สพฺพํ รูป ……. รูปทั้งปวง

เนตํ มม เนโส หมสฺมิ น เม โส อตฺตา ติ ……

ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเรา

เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญา ยทตฺตพฺพํ

จงพิจรณาข้อความนี้ ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ

ได้พิจรณาว่า การพิจรณาตัวทุกข์นี้ก็คือรูปกายนี่เอง

พระปัญจวัคคีย์แม้จะได้บรรลุธรรมในเบื้องต้นแล้ว ยังไม่เพียงพอ พระพุทธองค์

จึงต้องทรงเน้นหลักลงไปที่กองกายนี่เอง โดยพระองค์ทรงแสดง อนันตลักขณสูตร

เพื่อจะให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุธรรมสูงสุด ”

การดำเนินให้เป้นไปตามความจริงนี้เรียกว่า ญาณ คือการหยั่งรู้ ได้ความรู้ว่า เป็นสิ่ง

ที่เกิดขึ้นจากความเพียงพอ ( อิ่มตัว ) ของญาณแต่ละครั้ง มิใช่เป็นสิ่งที่จะนึกคิดเดาเอา

หรือน้อมเพื่อให้เป็นไป แต่ต้องเกิดจากความจริงที่ว่า

” ต้องพอเพียงแห่งความต้องการ ( อิมตัว ) ”

การเป็นขึ้นจากการพิจรณาโดยความเป็นจริงแห่งกำลังของจิตที่ได้รับการอบรมมาพอแล้ว

เช่นผลไม้มันต้องพอควรแก่ความต้องการของมันจึงจะสุข แม้การพิจรณากาย

ที่เรียกว่าตัวทุกข์นี้ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะกลับกลายเป็นญาณขึ้นมาได้ ต้องอาศัย

การพิจรณาจนเพียงพอแก่ความต้องการ ( จุดอิ่มตัว ) แต่ละครั้ง ….

เช่นกำลังของการพิจรณานี้มันอาจจะอยู่ได้ชั่วขณะหรือเวลา สุดแต่กำลังของญาณ

เช่น นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ได้นานเท่าไรนั้น สุดแต่การพิจรณากายเห็นชัด

ด้วยความสามารถแห่งพลังจิต การพิจรณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้

ถ้าเกิดความเพียงพอกำลังเข้าเมื่อไร ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลสได้เมื่อนั้น

สาธุ สาธุ สาธุ

หนังสือของหลวงปู่มั่นนี่ดีจริงๆ ญาณแต่ละญาณ จะต้องถึงจุดอิ่มตัว เมื่อก่อนก็แปลกใจว่าทำไม
เหมือนมันวนๆกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ที่แท้เป็นการทบทวนตลอด จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัว

เคล็ดไม่ลับ ในการพิจรณา หรือโยนิโส ขณะที่เกิดเวทนา
รูป นาม ขันธ์ 5 แยกออกมาทีละส่วน จะเห็นชัดเจน ว่า ….
แท้จริงแล้ว เวทนาที่เกิดนั้น เกิดจากอะไร …..
มันจะเกิดปัญญานะ หากพิจรณาแยกออกมาได้จริงๆ

สุสฺสูสา สุตวฑฺฒนี

สุตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ

ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ

ญาโต อตฺโต สุขาวโห

ความใฝ่เรียนสดับ เป็นเครื่องพัฒนาความรู้

ความรู้จากการเรียนสดับนั้น เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา

บุคคลที่อยู่ด้วยปัญญา ก็จะรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์

ประโยชน์ที่รู้จักแล้ว ก็นำสุขมาให้

28 ตค.21.25-23.25
อ่านหนังสือหลวงปู่มั่นแล้วมีกำลังใจเยอะมาก ต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก กว่าจะผ่านด่าน
แต่ละด่านได้ ทบทวนแล้ว ทบทวนอีก จนอินทรีย์แก่กล้าพอ กว่าสติจะมากพอ กว่าจะแก่รอบ
หลวงปุ่ได้บอกไว้ว่า มีเวลาตอนไหนก็ทำ อย่าไปเกี่ยงเรื่องเวลา ทำทุกเวลา ทำทุกที่ ทำได้หมด

วันนี้เป็นวันแรกเราจะทำแบบที่หลวงปู่สอน ถ้ายังไม่ก้าวหน้าก็ให้รู้ไป
เดิน 5 ระยะ ไปกลับ คือ 10 รอบ ที่เหลือ นั่ง 1 ชม. แล้วกลับมาเดินใหม่

31 ตค. 03.50 ทำวัตรเช้า ต่อด้วยปฏิบัติ 1 ชม.
ง่วงจังเลย ยังไม่ชิน ทำบ่อยๆเดี๋ยวคงจะดีขึ้นเอง 3 วันแล้วที่ยังทำทั้งคืนไม่ได้ ง่วงตลอด

ดีนะที่เราเขียนบันทึกไว้ในสมุดทุกวัน บางอย่างเราก็จำไม่ได้ว่า เป็นวันที่เท่าไร
ที่เราปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร

4 มกราคม 2550

วันนี้เดิน1ช.ม. นั่ง1ช.ม. วันนี้เมื่อขณะที่เกิดเวทนา เรามีสติชัดเจนมากๆ กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วจู่ๆก็เห็นจิตมันแยกออกจากาย แยกออกมาเป็นคนละส่วนกัน เห็นความเกิดดับของจิต
( อันนี้ครูบาฯท่านใช้สมมุติบัญญัติว่า จิตเกิด-ดับ ในการสื่อ จริงๆแล้วสภาวะที่เกิดนั้น มันไม่มีคำเรียก
ท่านจะเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย ต้องเจอเองถึงจะเข้าใจ
ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ จะเกิดในสมาธิเท่านั้น จะเกิดเมื่อพละ 5 พร้อม ไม่ใช่นิมิต
มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีนิมิต ไม่มีปีติ ไม่มีสุข ) ขณะที่เกิดเร็วมากๆ เราไม่ได้นับ

เห็นและเข้าใจเลยว่า นี่คือรูปนาม และมันก็เป็นเรื่องแปลก ที่เราเข้าใจในสมมุติได้ทันที
ขณะที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดว่าเกิดตรงไหน ไปที่ตรงไหน ปวดอย่างไรบ้าง แต่เราไม่ไปรู้สึก
กับอาการปวด เพียงแต่เป็นฝ่ายเฝ้าดูอยู่อย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีการกำหนดใดๆทั้งสิ้น

ปฏิบัติเสร็จเรานั่งทบทวนถึงสิ่งที่เราปฏิบัติในเวลานี้ รูปนาม แบบที่เราท่องๆมานั้น
เราเองยังไม่เข้าใจเลย ยังแยกไม่ถูก

แต่พอปฏิบัติได้ มันเข้าใจชัดเจนเลย จากที่ไม่เข้าใจรูปนาม กลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน
และพูดเรื่องรูปนามได้

สมมุติก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็เข้าใจแบบปากท่องๆ แต่ก็ยังมีการค้างคาใจเมื่อใครมาพูดอะไรที่ไม่ถูก
( แบบเราคิดเอง )

แต่พอมาเข้าใจสมมุติ มันดับเลยความคิดนั้น เขารู้ก็รู้ของเขา เรารู้ก็รู้ของเรา
รู้แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา

คนบางคนศึกษามาเยอะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เขาก็คิดว่าเขารู้ เขาก็อยากพูด อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ

บางคนปฏิบัติอย่างเดียว ไม่ได้ศึกษาปริยัติ แต่เขาได้ทั้งปฏิบัติและปฏิเวธ เขาก็คิดว่าเขารู้
เขาก็อยากพูด อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ หาได้น้อยมากที่จะมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

บางคนมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แต่ขาดครูบาอาจารย์คอยแนะนำ

อืมมม สรุปแล้ว ต้องใช้ความเพียรเข้าช่วย ต้องมีความเพียรมากๆ ต้องหมั่นโยนิโสมนสิการ
และข้อปลีกย่อยอีกหลายๆอย่าง

4 พย.50 21.00-22.00
ได้แต่กำหนดอริยาบทย่อย สรุปแล้ว ความเพียรต้องสม่ำเสมอต่อเนื่อง ต้องทำทุกวัน
การพิจรณารูปนาม ขันธ์ 5 คือ สิ่งสำคัญ สมาธิมากไปก็ไม่ดี แต่สติยิ่งมาก ยิ่งดี
นี่คือ ความคิดที่เกิดขึ้นในสภาวะนั้นนะ ไม่ใช่สภาวะปัจจุบัน
5 พย.
ทันไหม …….. จะมีอะไร …. รูป นาม ขันธ์ 5 แค่นั้นจริงๆ ทันหรือเปล่าล่ะฐิติภูตัง อวิชชา ปัจจยา สังขารา อุปทานัง ภโว ชาติhttp://www.dhammathai.org/dhammastory/index.phpคนเราทุกรูปทุกนาม ที่ได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์ ล้วนแต่มีที่เกิดทั้งสิ้นกล่าวคือ

มีบิดา มารดาเป็นแดนเกิด ก็แลเหตุใดท่านจึงบัญญัติปัจจยาการแต่เพียงว่า

อวิชชา ปัจจยาการ ฯลฯ เท่านั้น อวิชชาเกิดมาจากอะไร? ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่

พวกเราก็ยังมีบิดามารดา อวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความหมายตามพระคาถา

เบื้องต้นว่า ฐิติภูตัง นั่นเอง เป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐิติภูตัง ได้แก่ จิตดั้งเดิม

เมื่อฐิติภูตังประกอบด้วยความหลงจึงมีเครื่องต่อ กล่าวคืออาการของอวิชชาเกิดขึ้น

เมื่อมีอวิชชามีแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งสังขาร พร้อมกับความเข้าไปยึดถือ

จึงเป็นภพชาติคือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียกปัจจยาการ เพราะเป็นอาการ

สืบต่อกัน วิชชาและอวิชชาก็ต้องมาจากฐิติภูตังเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฐิติภูตัง

กอรป์ไปด้วยอวิชชา จึงไม่รู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่พิจรณาด้วย

วุฏฐานคามินีวิปัสนา รวมใจความว่า ฐิติภูตังเป็นตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์

( การเวียนว่ายตายเกิด ) ท่านจึงเรียกชื่อว่า ” มูลตันไตร ” เพราะฉะนั้น เมื่อจะตัด

สังสารวัฏฏ์ให้ขาดสูญ จึงต้องอบรมบ่มตัวการดั้งเดิม ให้มีวิชชารู้เท่าทัน

อาการทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็จะหายหลง แล้วไม่ก่ออาการทั้งหลายใดๆอีก

ฐิติภูตังอันเป็นมูลการก็หยุดหมุน หมดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ ด้วยประการฉะนี้

จากหนังสือ มุตโตทัย หลวงปู่มั่น

10 พย.

สติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ คือสนามฝึกฝนตน

พระบรมศาสดาจารย์เจ้า ทรงตั้งชัยภูมิไว้ในธรรมข้อไหน? เมื่อพิจรณาปัญหานี้ ได้ความขึ้นว่า

พระองค์ทรงตั้งมหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัยมุ่งหมายชัยชนะ จำต้องหา
ชัยภูมิ ย่อมสามารถป้องกันอาวุธของข้าศึกได้ดี ณ ที่นั้นสามารถรวบรวมกำลังใหญ่ เข้าฆ่าฟันข้าศึก
ให้ปราชัยพ่ายแพ้ไปได้ ที่เช่นนั้นจึงเรียกว่าชัยภูมิ คือที่ที่ประกอบไปด้วยค่ายคูประตูหอรบอันมั่นคง
ฉันใด …..

อุปมัยในธรรมฉันนั้น ที่เอามหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ โดยผู้ที่จะเข้าสู่สงครามรบคือกิเลส ต้องพิจรณา
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่เกิดกามราคะเป็นต้น ก็เกิดที่กาย เพราะตาแลไป
เห็นกาย ทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้นได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจรณาที่กายนี้ก่อน จะได้เป็น
เครื่องดับนิวรณ์ ทำใจให้สงบได้ ณ ที่นี้ พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจรณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว
ในเมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ จะปรากฏส่วนไหนก็ตาม ให้พึงถือเอากายส่วนที่ได้เห็นนั้นพิจรณาให้เป็น
หลักไว้ ไม่ต้องย้ายไปพิจรณาที่อื่น จะคิดว่าที่นี่เราเห็นแล้ว ที่อื่นยังไม่เห็น ก็ต้องพิจรณที่อื่นสิ เช่นนี้
หาควรไม่ ถึงแม้จะพิจรณาจนแยกกายออกมาเป็นส่วนๆ ทุกๆอาการ อันเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
ได้อย่างละเอียด ที่เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม ก็ต้องพิจรณากายที่เราเห็นที่แรกด้วยอุคคหนิมิตนั้นจนชำนาญ
ที่จะชำนาญได้ก็ต้องพิจรณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ที่นั้น ที่เดียวเอง

เหมือนสวดมนต์ฉะนั้น อันการสวดมนต์ เมื่อเราท่องสูตรนี้ได้แล้วทิ้งเสีย ไม่เล่าไม่สวดไว้อีกก็จะลืมเสีย
ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ทำให้ชำนาญด้วยความประมาท ฉันใด การพิจรณากายก็ฉันนั้น

เหมือนกัน เมื่อได้อุคคหนิมิตในที่ใดแล้ว ไม่พิจรณาในที่นั้นให้มาก ปล่อยทิ้งเสียด้วยความประมาท
ก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรสักอย่างเดียว การพิจรรากายนี้มีที่อ้างมาก

ดังในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน 5 คือกายนี้เอง ก่อนอื่นหมด เพราะเป็นของสำคัญ
ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุททกนิกาย ว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาด ไม่บอกซึ่งการพิจรณากาย
อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน 5
ก่อน อีกแห่งหนึ่งท่านกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย เชื่อว่าจะไม่มีการกำหนดกายในส่วนแห่งโกฏฐาสใด
( การพิจรณาแยกกายออกเป็นส่วนๆ ) โกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย จึงตรัสแก่พระภิกษุ 500 รูป
ผู้กล่าวถึงแผ่นดิน ว่าบ้านโน้นบ้านนี้มีดินดำดินแดงเป็นต้นนั้นว่า นั้นชื่อว่า พหิธทา …..

แผ่นดินภายนอกให้พวกท่านทั้งหลาย มาพิจรณาอัชฌัตติกา … แผ่นดินภายใน กล่าวคือ
อัตภาพร่างกายนี้ ให้พิจรณาไตร่ตรองให้แยบคาย กระทำให้แจ้ง แทงให้ตลอด

เมื่อจบวิสัชนาปัญหานี้ ภิกษุทั้ง 500 รูปก็บรรลุพระอรหัตผล เหตุนั้นการพิจรรากายนี้ จึงต้องเป็น
ของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ทั้งหมดล้วนแต่ต้องพิจรณากายนี้ทั้งสิ้น จะรวบรวมกำลังใหญ่ได้
ต้องรวบรวมด้วยการพิจรณากาย แม้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทีแรก ก็ทรงพิจรณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร?

เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า ชัยภูมิ เมื่อเราได้ชัยภูมิดีแล้ว กล่าวคือ
ปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจรณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลาย

จากหนังสือมุตโตทัย หลวงปู่มั่น

11 พย.

หลายวันมานี่ เราทบทวนมาตลอด เข้าออกสมาธิได้คล่องเหมือนเดิม
การกำหนด เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว หายใจ 2หรือ 3 ครั้งก็เข้าสู่ อัปปนาสมาธิได้เลย มันจะรู้ตัวตลอด
มีสติตลอด ถ้าสติไม่มากพอ มีสมาธิมากกว่า ดูง่าย มันจะดิ่งไปเลย กำหนดถอยออกมาไม่ทัน

เวทนา ทบทวนจนเบื่อ ตอนนี้เริ่มรู้สึกเบื่ออีกแล้ว เบื่อน่ะ แต่ใช้วิธีเข้าออกสมาธิเอา จะได้ไม่เบื่อ
ขันธ์ 5 พิจรณาได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่เป็นอัตโนมัติ ยังต้องน้อมเอามาพิจรณาเหมือนเดิม แต่บางครั้ง
ถ้าสติมากพอ เห็น รูปนามขันธ์5 ชัดเจนดี แบบประมาณว่าเข้าใจได้ทันทีในสิ่งที่เกิด ความคิดปรุงแต่ง
ไม่มี เวทนาจะดับได้ทันที แต่ดับแล้วก็เกิด เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น แต่สติเรายังไม่มากพอที่จะจับว่า
เกิด ดับ กี่ครั้ง

สองสามวันมานี่ นั่งแล้ว มันผุดขึ้นมาในใจ เห็นขาของตัวเองในท่าขัดสมาธิ เห็นแค่ขา ไม่ใช่นิมิต
เพราะไม่ได้เป็นภาพขึ้นมาให้เห็น มันผุดขึ้นมาในใจ เหมือนเวลามีธรรมผุดขึ้นมา กำหนดก็ไม่หาย
ตอนหลังเลยนั่งดู เพราะไม่รู้จะทำยังไง จะโยนิโสก็ไม่รู้ว่าจะโยนิโสยังไง นั่งดูมัน จนมันดับไปเอง

12 พย. 19.47-21.00 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เราคิดว่า น่าจะนั่งถึงชม. นะ
เวทนาเกิดๆหายๆ พอรู้ว่ากำลังจะเกิดก็นั่งดูแต่ละขั้นตอนที่เกิด มันเริ่มทะยอยเกิด
ไม่ได้ปวดขึ้นมาทันทีทันใด เหมือนคลืบคลานขึ้นมาแบบช้าๆ แล้วค่อยๆจางหายไป

แปลกดี เหมือนกับมันไม่ปวดสุดๆ คนอื่นๆจะเหมือนเราไหม ที่เวลาเป็นสมาธิ ตาเราหลับจริง
แต่มันสว่างที่ตา สว่างอ่อนๆ ไม่เจิดจ้าพอคลายสมาธิตาก็มืดเช่นเดิม เป็นแบบนี้ตลอด
กำหนดก็ไม่หาย สว่างอยู่อย่างนั้น

วันนี้เกิดเวทนาเห็นแต่เรา คือ เรามองเห็นตัวเราเองนั่งขัดสมาธิ มันปวดไล่ไปตามขาเป็นปกติ
มีเนื้อหุ้ม เห็นแป๊บเดียว เห็นไม่นาน

November 15 50
พิจรณาธรรม ขณะที่นอน
2 วันแล้วสินะ ที่เรานอนแต่เป็นสมาธิทั้งคืน แต่ไม่เพลียนะ ไม่ง่วง มาง่วงตอนสายๆ
สุดท้าย วันนี้ก็ยังไม่ได้นอน ทำงานทั้งวัน ตอนนี้ตาก็ยังสว่างเลย ยังไม่ง่วง
เราพิจรณาธรรมของหลวงปู่มั่น และหลวงปู่เทสก์ ไล่ไปทีละข้อ
นอนพิจรณาอยู่ดีๆ จิตมันก็รวมตัวเป็นสมาธิเลย30 พย.
ตั้งแต่กลับมาจากวัดตาลเอน ไม่ได้ทำเต็มรูปแบบเลย ได้แต่สวดมนต์5 ธค.เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เริ่มใหม่นี่ เวทนาสุดๆเลย

December 07
ได้พบครูบาอาจารย์

ไม่เคยคิดว่าจะได้พบวัดที่มีการปฏิบัติแบบนี้ แม้แต่ที่วัดอัมพวันก็ไม่มี นี่ความรู้สึกประทับใจ
กับวัดตาลเอน บางประหัน อยุธยา ที่เราได้ไปปฏิบัติกรรมฐานมา 7 วัน เราตัดสินใจไม่ผิด
ที่ไปกับน้องเขา กุศลคงสุกงอมเต็มที่แล้ว ถึงได้พบครูบาอาจารย์นำทางให้ไปต่อได้

เราติดในเรื่องการปฏิบัติ อยู่ เกือบ 1 ปีเต็มๆ ตอนแรกคิดว่าจะไปพบหลวงพ่อจรัญ แต่เรารู้ดีว่า
คงเป็นโอกาสที่ยากมากๆ ที่จะได้คุยกับท่าน เราก็เลยตัดสินใจอธิษฐาน โดยตั้งจิตระลึกถึงหลวงพ่อว่า
หากแม้นกุศลที่ได้กระทำมา กุศลนั้นส่งผลแล้ว ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ลูกได้พบครูบาอาจารย์
ที่ท่านนำทางให้ลูกด้วยเทอญ

สาเหตุที่ติด มีอยู่ว่า เราผ่านบางสภาวะมาแล้ว เมื่อได้อ่านหนังสือ ว่าต่อไปจะเป็นยังไง
ด้วยความอยากรู้ เราก็เลยพยายามสร้างความเพียรอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เห็นว่า สภาวะตัวใหม่นั้น
เป็นอย่างไร ( ตอนแรกก่อนไปวัดตาลเอน เราไม่รู้ว่า ความอยากตัวนี้แหละ ที่ทำให้เราติดอยู่นาน
แค่อยากรู้เองนะนี่ )

ซึ่งเมื่อก่อนที่เราเคยปฏิบัติที่ผ่านมานั้น เราปฏิบัติด้วยความเชื่อมั่นว่า ทางนี้แหละ ที่ทำให้เรา
อยู่บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปทุกข์กับสิ่งอื่นๆ อยู่ด้วยความเข้าใจมัน

เมื่อก่อนไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น สงสัยอาจจะมี แต่ก็สักแต่ว่า ไม่เคยไปค้นหาคำตอบว่าคืออะไร
แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป รู้แค่เพียงว่า อืมมม …. ตั้งแต่ปฏิบัติมาตลอด สติเราชัดเจนมากขึ้น
กว่าเมื่อก่อน อะไรมากระทบก็รู้ได้ทันเร็วขึ้น ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน แค่รู้ว่าเกิด แล้วก็ดับไปเอง
ไอ้ที่เคยคิดว่าเป็นทุกข์ จริงๆแล้วมันไม่ได้มาทำให้เราทุกข์ แต่เราไปทุกข์กับมันเอง
เราเอาจิตไปส่งหามันเอง

ช่วงที่เราคิดว่า ทำไมถึงย่ำอยู่กับที่ เพราะเราไปมีความอยากรู้เข้ามาแทรกในการปฏิบัตินี่เอง
เมื่อไม่ได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะรู้ มันก็เลยทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายในการปฏิบัติ
คิดแต่เพียงว่า ทำไมมันถึงเบื่ออย่างนี้ ถ้าเราเก็บรายละเอียดสักนิด จะเห็นเหตุที่ทำให้อาการเบื่อ
ได้ทันที ที่แท้เกิดจากความอยากรู้แค่นั้นเอง

ไปวัดเที่ยวนี้คุ้มมากๆ ที่ดีใจสุดๆก็คือ ตอนที่พระครูภาวนามาพูดเรื่องการปฏิบัติ พูดเรื่องสภาวะ
ที่เราเพิ่งผ่านมา ที่หลายๆคนบ่นว่าน่าเบื่อ ฟังไม่รู้เรื่อง เขาจะฟังรู้เรื่องได้ยังไง ในเมื่อ
การปฏิบัติ สภาวะของเขายังไม่ถึง แต่มาตอนหลังเราก็อธิบายให้เขาฟังกันว่า ที่เขาฟังหลวงพ่อพูดไม่รู้
เรื่องเพราะอะไร

วันนี้เราได้โทรถามหลวงพ่อพระครูภาวนานุกูลว่า เรารู้สึกเสียดายเวลาที่มีอยู่ตอนกลางคืน
คือบ้านเรากลางวันบนบ้านจะร้อนมากๆ กลางคืนจะเย็น เสียดายเวลาที่มีอยู่ แต่พอปฏิบัติได้รอบเดียว
ก็จะง่วง เราหาอุบาย โดยการกินกาแฟ เพื่อทำให้หายง่วงจะได้ปฏิบัติต่อได้

เราถามหลวงพ่อว่า อย่างนี้จัดว่าเป็นความอยากหรือไม่ หลวงพ่อตอบว่า ทุกอย่างล้วนเป็นความอยาก
โดยเฉพาะการแก้ด้วยการกินกาแฟ เป็นการแก้ที่ผิดวิธี

ให้กลับมาเดินจงกลมหรือไม่ก็ไปล้างหน้า หรือทำแบบที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ
นี่จึงจะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง ไม่ก็นอนลงไปสักพัก แล้วลุกขึ้นมาปฏิบัติใหม่
ท่านพูดว่า คนส่วนมากจะไม่ชอบเดินจงกลมกัน

เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้เจาะจงลงไปว่าจะทำอะไรหรือยังไง แต่จะรู้ลงไปในการกระทำนั้นๆ เหมือนกับว่า
สติ สัมปชัญญะ ชัดเจนขึ้นมามากกว่าเมื่อก่อน

เมื่อคืน ก็ใช้การนั่งหลับอีก การนั่งหลับนี่ดีกว่านอน เราเปรียบเทียบผลจากตัวของเราเอง
ถ้านั่งหลับ มันจะมีสติรู้ตัวดีตลอด จะเหมือนกับว่าเรานอนไม่ค่อยหลับ แต่มันกลับไม่รู้สึกว่าเพลียเลย
แม้แต่สักนิดเดียว จะรู้สึกตัวตื่นเองทุก 2 ช.ม.

ส่วนการนอน เท่าที่สังเกตุดู นอนหลับสนิท แทบจะไม่ตื่นลุกขึ้นมาเลย แต่พอตื่นขึ้นมาแล้ว
มันจะรู้สึกเพลีย และปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่ว่าจะนอนที่กระดานโดยตรง หรือนอนบนที่นอนนุ่มๆก็ตาม
มันจะเมื่อยและเพลีย เมื่อตื่นขึ้นมา ยอมรับว่า นั่งหลับนี่สติดีกว่านอน และไม่มีอาการปวดเมื่อยหรือว่า
เพลียแต่อย่างไร เวลาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดใสดี ตามันแจ่มๆบอกไม่ถูก

อริยาบทย่อยประจำวัน รู้ตัวดีกว่าเมื่อก่อน บางทีก็ไม่ต้องกำหนด มันจะกำหนดขึ้นมาเองในใจ
ยิ่งได้อ่านพระธรรมที่พระอาจารย์ท่านให้การบ้านมา ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธองค์
เป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ไม่ว่านอกตัว หรือในตัว มันจะพิจรณาตลอดว่า
เหตุเกิดจากอะไร แล้วผลจึงเกิดเช่นนี้ มันจะมีเหตุมีผลมากกว่าแต่ก่อน ตั้งใจไว้ จะไปเก็บอารมณ์
อาทิตย์ละ 3 วันที่วัดมหาธาตุ ถ้าอยู่บ้านชอบตามใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฝืนใจ ไปที่นั่นดีกว่า

 

บันทึกการเดินทาง 2 ปี 48

2 มค. 48
วันนี้ทำเหมือนทุกๆวัน ยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่เป็นไร ทำต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
3 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม แต่นั่งสมาธิ เสร้จแล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำ
ปฏิบัติน้อย เพราะเมื่อหัวค่ำไปดูทีวี4 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม สวดมนต์เสร็จนั่งสมาธิ ไม่ได้กำหนดยืนหนอก่อน
สวดอิติปิโส ห้องพุทธคุณ 60 จบ แล้วกำหนดนั่งสมาธิต่อ

5 มค.
รู้สึกเบื่อเหลือเกิน แต่ตอบไม่ได้ว่าเบื่ออะไร รู้สึกเหมือนขี้เกียจมากๆ ง่วงตลอดเวลา ควรทำอย่างไรดี
เมื่อก่อนเวลาสวดมนต์ รู้สึกกระชุ่มกระชวยดี แต่ตอนนี้ไม่อยากที่จะทำเลยแหละ

เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
แปลกดีนะ ก่อนปฏิบัติรู้สึกเบื่อมากๆ แต่พอปฏิบัติแล้วกลับรู้สึกเบื่อลดน้อยลง
อาจจะเพราะปฏิบัติเสร็จแล้วก็ได้

6 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
นั่งนับพองหนอ ยุบหนอได้ 16 ครั้ง ก็หายไป จับไม่ได้เลย รู้สึกตัวเหมือนนั่งสับปะหงก
คล้ายๆกับหลับไป แต่เราว่าเราไม่ได้หลับ

8 มค.
11.00 ง่วงนอนมากๆ หลับไปเลยหลังสวดมนต์เสร็จ
15.00 เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. การกำหนดใช้มรณานุสติ กำหนดตลอด
เพื่อไม่ให้จิตไปมองที่ขา ไม่งั้นจะปวดขามากๆ วันนี้นังปวดพอทนได้
จนวินาทีสุดท้าย กำลังจะขยับขา พอดีครบเวลาที่ตั้งไว้ก่อน

10 มค.
23.00 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
มีแต่ความง่วง จับสมาธิอะไรไม่ได้เลย

11 มค.
23.45 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
ง่วงเหมือนเดิม สู้ปฏิบัติตอนแรกๆไม่ได้

12 มค.
23.00 สวดมนต์อย่างเดียว รู้สึกเบื่อๆแบบบอกไม่ถูก ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร

14 มค.
22.15 สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม. สัปปะหงกเป็นพักๆ แต่รู้สึกตัวทัน

15 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม

19,20 มค.
สวดมนต์ ไม่ได้เดินจงกรม สวดพุทธคุณ 108 จบ

21-24 มค.
สวดมนต์อย่างเดียว

25 มค.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม.

28-30 มค.
ไปวัดอัมพวัน

31 มค.48
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
เวลาไปวัด ทำไมปฏิบัติได้ แต่เวลาอยู่บ้าน ยากจริงๆ


บางครั้งก็มานั่งนึก คิดเหมือนเดิมๆทุกครั้ง เราทำอะไรร้ายแรงมากหนอ ชีวิตถึงได้ผกผันไปได้ขนาดนี้

ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องสมาธิ เพราะไม่เคยอ่านหรือศึกษาเดี่ยวกับสมาธิ
การที่มีอาการง่วงนอนตลอดเวลา เกิดจากสติไม่ทัน มีสมาธิล้ำหน้า
แนวทางการปรับอินทรีย์คือ ให้เดินจงกรมให้มาก เริ่มต้นการนั่งให้น้อยๆ
ปรับไปปรับมา จนกว่าสมาธิกับสติจะเสมอกัน

1 กพ. 48
21.00 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
2 กพ.
21.50 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรม เดินได้ดีขึ้น รู้เท้าชัดมากกว่าเดิม มีสมาธิดีขึ้น
นั่ง มีความปวดขา แต่ไม่ชา ปวดเป็นพักๆ ยังกำหนดปวดหนอไม่ได้ กำหนดแล้วปวดมากๆ
ใช้วิธีกำหนดจิตไปที่อื่น โดยไม่สนใจความปวด ใช้การสวดมนต์กำหนดลงไปแทน
เริ่มมีอาการปวดใกล้ๆ ก่อนหมดเวลาประมาณ 10 นาที กะเอาเอง3 กพ.
20.35 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1ชม. วันนี้ปฏิบัติได้ดีกว่าเดิมมากขึ้น
การเดิน เดินได้ช้าลง สมาธิในการเดิน กำหนดได้ดีขึ้น ละเอียดมากขึ้นทุกย่างก้าวที่เดิน
เดินได้ดี มีความรู้สึกว่าหมดเวลาเร็ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การนั่ง การกำหนดดีขึ้น อารมณ์ในสมาธิละเอียดมากขึ้น กำหนดปวดหนอดีขึ้น
การเจ็บปวดมีบ้าง รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น

การฟุ้งซ่านระหว่างการเดินกับการนั่ง ยังมีอยู่ แต่สามารถกำหนดให้สงบลงได้ดีกว่าเมื่อก่อน

4 กพ.
22.00 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้การปฏิบัติไม่นิ่งเท่าเมื่อวาน การเดินยังเดินได้สม่ำเสมอ
การนั่งวันนี้ปวดพอทนได้ ไม่เท่ากับเมื่อวาน วูบไปพักหนึ่ง ไม่มีสติ ปวดก้นกบกับปวดขา
ออกจากการปฏิบัติก็ยังคงปวดอยู่

10-16 กพ.
สวดมนต์อย่างเดียว ไม่มีการจดบันทึกไว้ว่าเพราะอะไรจึงไม่เดินจงกรมและนั่งสมาธิ

17 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. เหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่

18 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
มีความเครียดเรื่องส่วนตัว ทำให้อยากตาย เพราะรู้สึกทุกทรมาณมากๆ อยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม

20 กพ.
เดิน 10 นาที นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้สวดมนต์ฟุ้งซ่านน้อยลง มีสมาธิดีขึ้น เครียดเรื่องหมาหน้าบ้านขุดต้นมะลิที่กำลังออกดอกงามๆ
ตัวนี้ชื่อเจ้าเผือก ดื้อมากๆ เป็นหมาไม่มีเจ้าของ แต่โตในซอย เราให้ข้าวกินทุกวัน
เขาเลยมานอนอยู่หน้าบ้าน กำลังซนมากๆ คุ้ยดิน ขุดทั้งต้นกุหลาบ ต้นดอกมะลิ ซึ่งลงไว้เยอะมาก
หมดเงินไปพันกว่าบาท เราไล่ตีเขา เขาวิ่งหนี เราก็ตะโกนใส่เขาว่า เหนื่อยแล้วนะ
เชื่อไหมว่า เขาหยุดวิ่ง และนอนลง รอให้เราเดินเข้าไปหาแล้วตีเขา ตอนนั้นตีนะ แบบไม่ทันคิด
พอหายโกรธแล้ว รู้สึกเสียใจมากๆ ที่ไปตีเขาแบบนั้น เขารักเรา
ถ้าไม่รักเรา เขาคงไม่หยุดแล้วนอนลงให้เราตีเขาหรอก ก็อารมณ์เสียไปหลายวัน

22 กพ.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที มีความฟุ้งซ่านแต่น้อยลง

23 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การเดินรู้สึกตัวชัดดี ฟุ้งน้อยลง
การนั่ง สงบลงดี

24 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
การเดิน ฟุ้งน้อยลง รู้ตัวดีขณะที่เดิน
การนั่ง ไม่ค่อยมีสติ คือ ลืมกำหนดพองยุบ กำหนดได้แค่ตอนแรก แล้วพองยุบหายไปเป็นช่วงๆ
บางครั้งก็ลืมจับไปเลย

25 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ทำสองรอบ เวลาเท่ากัน รอบบ่ายปฏิบัติได้ดีกว่ารอบค่ำ รอบค่ำเวลากำหนดไม่มีสติ
เผลอตัว ไม่ได้กำหนดพองยุบ ยังฟุ้งอยู่ แต่พอกำหนดได้บ้างเป็นพักๆ

27 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
การกำหนดยืนหนอและเดินหนอ วันนี้ดีขึ้นมากๆ เดินไปกลับได้ครบ 1ชม. กำหนดตามที่หลวงพ่อบอก
เวลาคิดอะไรก็กำหนดคิดหนอตลอด

การนั่ง ยังเหมือนเดิม คือ กำหนดไม่ค่อยได้ ยังไม่มีการกำหนดพองยุบเหมือนเดิม เหมือนไม่มีสติ

28 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
ฟุ้งตลอด มัวแต่วุ่นวายกับไดม่อน ( กระต่าย ) ไม่สงบเลย แต่ปฏิบัติได้จนครบเวลา
ไดม่อนจะชอบเข้าไปฟังสวดมนต์ และนอนดูเราปฏิบัติ ถ้าไม่ให้เข้าไปห้องพระด้วย
เขาจะตะกุยประตูดังแกรกๆอยู่อย่างนั้น เวลาเดินจงกรม เขาจะชอบเดิน แล้วมานัวเนีย
พอเวลาเรานั่งสมาธิ เขาก็จะมาดมๆตามตัว จะเป็นแบบนี้ตลอด เอาไปนอกห้อง ก็ตะกุยประตู
ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ ทำให้เกิดความรำคาญมากๆ

1 มีค. 48
21.30 สวดมนต์ เดิน+นั่ง ไม่ได้จับเวลา
22.45 แปลกจริงๆ เรานั่งอย่างไรได้นาขนาดนี้ การนั่งก็เหมือนกับว่าเราหลับไปตลอดเวลาก็ไม่ใช่
บอกไม่ถูก เรายังจับพองยุบไม่ได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม
2 มีค.
21.10 เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
การเดิน มีฟุ้งเป็นบางครั้ง พอกำหนดได้
นั่ง เริ่มกำหนดได้ ยังมีปวดตอนท้ายๆ กำหนดปวดได้ จนครบเวลา3 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เวลาที่ไม่ได้กำหนดเวลา กลับได้สมาธิดี
แต่เวลาตั้งใจจับเวลา นั่ง 1 ชม. กลับไม่มีสมาธิ

4 มีค.
สวดมนต์ กำหนดยืนแล้วนั่ง ไม่ได้จับเวลา

7 มีค.
สวดมนต์ นั่งแล้วแผ่เมตตา

เท่าที่อ่านๆมา สังเกตุเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่เดินจงกรมก่อนทุกครั้ง
วันต่อๆไปจะเอาแต่นั่งอย่างเดียว แล้วต่อมาคือ หยุดทำ
8-9 มีค.
พาพู่ไปวัดอัมวัน พู่อยู่วัดต่อ 7 วัน ส่วนเรากลับมาทำงาน

10 มีค.
เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
เดินได้ดี มีสติดี
นั่ง ปวดมากๆ ต้องใช้วิธีขยับก้นช่วย ต้องฝึกใหม่

11 มีค.
สวดมนต์ วันนี้ไม่ได้กำหนดเดิน แต่นั่งเลย และแผ่เมตตา

12-15 มีค.
สวดมนต์ แผ่เมตตาอย่างเดียว

16 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

17 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ตั้งเวลานานเกินไป 1/2 ชม. เท่ากับนั่ง 1ชม. จะรู้สึกเองตอนครบเวลา บอกไม่ถูก

18 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ปวดหนอ ยังกำหนดไม่ได้

19 มีค.
วันนี้ไม่ได้ปฏบัติ หงุดหงิดกับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เกิดความเบื่อมากๆ
เมื่อเบื่อ เลยทำให้ไม่อยากทำอะไรเลย เบื่อชาวบ้าน ร้องคาราโอเกะ กินเหล้าทุกคืน เสียงดังมากๆ
เราอย่าไปสนใจชาวบ้านเลย ดูตัวเราดีกว่า ทุกอย่างผลักดันในด้านความคิด
เหตุการณืทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เราเกิดความอดกลั้น เราเริ่มระวังอารมณ์ชั่ววูบได้ดีขึ้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเราโกรธ เราจะด่าทันที แต่เมื่อกี้เราก็หลุดด่าหมากระทบคนเหมือนกัน
ความจริงแล้วเราไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ดีที่สุด
อาจจะมองดูเหมือนว่าเราแล้งน้ำใจ แต่ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า


ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ พอได้ยินแล้วเกิดความหงุดหงิดและรำคาญมากๆ
พอมาชวนเราไปบ้านเขา ไม่ไปก็ไม่ได้ พอเขาเมาชอบค่อนขอดเรา
20 มีค.
นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม.

21 มีค.
สวดมนต์อย่างเดียว

22 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ไม่มีสมาธิเลย

23 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

24 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. มีแต่ความปวดทรมาณ ( ปวดขา )

25 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

26 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย ไม่มีสมาธิ ดิ่งเหมือนคนหลับไปเฉยๆ

กิเลสเข้าแทรกได้ตลอดเวลา เมื่อทำไม่ต่อเนื่อง เลยทำให้เป็นแบบนี้
ทำแบบลุ่มๆดอนๆ ก็เลยได้ผลแบบลุ่มๆดอนๆ อ่านๆของตัวเองแล้วยังขำเลย
เราขี้เกียจขนาดนี้เลยหรือ แตกต่างจากปัจจุบันแบบหน้ามือกับหลังมือ เหมือนคนละคนกันเลย
7 เมย. 48
สวดมนต์
หลายวันที่ผ่านมา ไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แต่สวดมนต์อย่างเดียว นับวันต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา ยากจริงๆเลย
22 เมย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.23 เมย.
สวดมนต์

4พค. 48
ยากจริงๆหนอในการเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง เราไม่ได้ทำสม่ำเสมอ

10 พค.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
ทำยังไงถึงจะปฏิบัติได้สมาเสมอ ส่วนมากจะไม่ได้ปฏิบัติ นับวันถอยหลังไปเรื่อยๆ
ทำความดีนี้แสนยากจริงๆ เหมือนอย่างที่หลวงพ่อพูดเลย ถ้าเราคิดจะปฏิบัติทีไร
เรารู้สึกเกียจคร้านขึ้นมาทันที ทั้งที่เวลาก็มี ไม่ใช่ไม่มี เราชอบตามใจตัวเอง
คอยแต่จะเอาแต่สบาย เวลาปฏิบัติทีไร มีแต่ความง่วงนอนมากๆ เบื่อตัวเองมากๆเลย
ทำไมถึงขี้เกียจอย่างนี้ อีกนานไหมหนอกว่าจะทำได้สม่ำเสมอ

12 พค.
สวดมนต์

19 พค.
สวดมนต์

30 พค.
ได้แต่สวดมนต์ ปฏิบัติเราไม่ได้ทำเลย เชื่อว่าสักวันหนึ่ง เราต้องปฏิบัติได้เหมือนเดิม

……………………………………………….

9 มิย.
เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ได้สวดมนต์เลย ยิ่งปฏิบัติไม่ต้องพูดถึง ไม่ได้ทำเลย
เราเบื่อคนมากๆเลย เมื่อชาติก่อนคงทำกรรมกับคนเหล่านี้ไว้เยอะ ถึงต้องมาชดใช้กัน
ไม่อยากเกิดอีกแล้ว ปัญหาเยอะมากๆ แต่คงจะยากเหลือเกิน เพราะเรายังปฏิบัติแบบทำมั่งไม่ทำมั่งแบบนี้
บางทีก็อดคิดไม่ได้เหมือนเล่นละครใส่กัน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเขาเป็นอย่างไร เบื่อจริงๆ อยากย้ายบ้านหนี
แต่ก็คงเจอคนแบบนี้อีก ผิดที่เราเอง ที่ไปพูดคุยกับเขา แต่ถ้าไม่คุยกับเขาก็โดนเขาว่าเอาอีก

23 มิย.
สวดมนต์ ทุกวันนี้ได้บทเรียนในชีวิตหลายๆอย่าง เราไม่ควรจะไปยุ่งกับใคร หรือพูดกับใคร
เพราะพูดทีไรเป็นเรื่องทุกที คนส่วนมากจะไม่ชอบพูดความจริงกัน ส่วนมากชอบพูดแต่สิ่งที่คิดว่า
ตัวเองจะได้มากกว่า เราชอบคิดเรื่องกรรม แต่พอมองลึกๆลงไป เราจะเห็นว่า คนที่ลำบากมากกว่าเรา
ยังมีอีกมากมาย ขอให้เราได้พบแนวทางสว่างด้วยเทอญ

25 มิย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การนั่ง กำหนดได้ดี มีสมาธิในการกำหนด อาการวูบไม่ค่อยมี มีแต่ดิ่งลงไปเฉยๆ
กำหนดรู้หนอได้ทันมากขึ้นเวลาดิ่ง ปวดขา ยังพอกำหนดได้

26 มิย.
สวดมนต์ เดิน1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การนั่ง ปวดหลังมากๆ ตรงก้นกบ กำหนดไม่ได้ ฟุ้งตลอด มีแต่ความปวด

27 มิย.
สวดมนต์

…………………………………………………………………….

19 กค.
สวดมนต์ ไม่ได้ทำกรรมฐานเลย นานมาก

22-25 กค.
สวดมนต์

26 กค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ไม่มีอะไร เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง

28 กค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การปฏิบัติ วันนี้รู้สึกสงบดีขึ้น เราอธิษฐานว่า เราจะพยายามทำให้สม่ำเสมอ

……………………………………………………………………

3 สค.
ลองนอนกำหนดดู แรกๆก็เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง เดี๋ยวดีขึ้นเอง

4-8 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

9 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

10 -18 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

19 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

20 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

22 สค.
สวดมนต์ เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที ปวดขาตลอดเวลา

23-28 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

29 สค.
สวดมนตื เดินและนั่ง ไม่ได้กำหนดเวลา

30 สค.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
เดินจงกรม นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อว่าให้เดินช้าๆ
นั่ง ปวดขามากๆ

31 สค.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
พอนั่งได้ 45 นาที ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ความสงบเริ่มดีขึ้น ความปวดกำหนดยังไม่ค่อยได้


 

 

1 กย. 48
1-9 สวดมนต์อย่างเดียว

10 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

11 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เหมือนเดิม แต่ได้ความรู้สึกที่ดีขึ้นมาหน่อย

12-16 กย.
สวดมนต์อย่างเดียว

17 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ความรู้สึกคือ วูบหายไปช่วงหนึ่ง ระหว่างนับอิติปิโสได้ถึง 30 จบแล้วหายไป
โผล่ออกคือ กำลังนับ จบที่ 45 นับได้ 50 จบ หมดเวลาพอดี ปวดขาช่วงท้ายๆ

18 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. เหมือนคนหลับยาว ไม่รู้เรื่อง

19 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ตอนนั่ง ง่วงนอนมากๆ เลยคิดว่า ขอกำหนดนอนละกัน ปรากฏว่า ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาดัง
หลับยาวถึงสว่างเลย

20 กย.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. แล้วเดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
มีแต่ทรมาณ ปวดขามากๆ ปวดก้นกบมากๆ

21 กย.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
พอเริ่มนั่ง ก็เริ่มปวดเลย สวดอิติปิโสได้ 3 จบ ดิ่งไปเลย มารู้สึกตัวอีกที 10 นาที ครบ 1ชม.

22 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. 10 นาที
วันนี้ทรมาณมากๆเลย กำหนดไม่ได้

23 กย.
ทดลอง ค่อยๆทำแบบเพิ่มเวลา คือ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เพิ่มจนครบ 1 ชม.

24 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ต่อด้วย เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เดินรอบแรก รู้สกตัวดี มีสมาธิดี เหมือนตัวเบาๆลอยๆ
นั่ง กำหนดมีสติดีขึ้น แต่พออีก 10 นาที จะหมดเวลา โอ๊ยยย ปวดสุดๆ

รอบสอง นั่งนี่ ไม่ไหวเลย ปวดขา ปวดไปหมดทั้งตัว ทรมาณมากๆ กำหนดไม่ได้เลย

25 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

26 กย.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

27 กย.
สวดมนต์อย่างเดียว

28 กย.
เดิน 1/1/2 ชม. นั่ง 1/1/2 ชม.
ไม่สบาย ไอมาก กำหนดไม่ได้ เวียนหัวมากๆ

29 กย.
บ่าย เดิน 1 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เย็น เดิน 1 ชม. นั่ง 35 นาที
วันนี้ จิตเป็นสมาธิดี รู้สึกว่างๆ

…………………………………………………………..

4 ตค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
จะเพิ่มเวลาครั้งละ 5 นาที กลัวเสียสัจจะว่าจะทำกี่นาที
เดิน ยังเดินเร็วอยู่ ยังกำหนดไม่ดีวันนี้
นั่ง รู้สึกตัวได้ดี ไม่มีงูบหรือหลับ กำหนดได้ แต่ความคิดฟุ้งๆอยู่ แต่ก็กำหนดความคิดได้ทัน

5 ตค.
เดิน 35 นาที นั่ง 35 นาที ใกล้จะหมดเวลา ปวดมากๆ

10 ตค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เราคิดท้อในใจบ่อยๆว่า ชีวิตเราทำไมถึงเป็นแบบนี้ ยิ่งเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่
ดูเหมือนว่า เราจะทุกข์มากขึ้นเท่านั้น แล้วเราก็ยังคงขี้เกียจเหมือนเดิมในเรื่องปฏิบัติ

11 ตค.
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
วันนี้ขึ้นสวดมนต์แต่วัน เพราะรู้สึกทุกข์ใจหลายๆเรื่อง เราคิดว่า จะมามัวนอนหายใจอยู่ทำไมให้เสียเวลา
เหมือนคนหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเองได้เลย เราจึงพยายามปฏิบัติตลอด

ถึงแม้ว่า บางทีจะไม่ได้ปฏิบัติ หรือ ได้ปฏิบัติ แต่เราก็จะพยายาม พยายามทำ ดีกว่าไม่ทำ
ดีกว่านอนอย่างเดียว อดทนเอาหน่อยนะ

หลวงพ่อบอกเสมอๆว่า การทำความดีนั้น ต้องลงทุนด้วยความยากลำบาก แล้วเราจะได้ดี

เราต้องอดทน เราไม่อยากเสียใจอีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องทั้งของกรรมใหม่
และกรรมเก่า ที่เราต้องชดใช้ แต่เราตั้งใจไว้แล้วจะไม่ขอสร้างเพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด
ขอใช้กรรมเก่าให้หมด วิธีใช้กรรมให้หมดที่ง่าย แต่ว่าทำได้ยากที่สุดก็คือ ทำกรรมฐาน เท่านั้น

12 ตค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ปฏิบัติรู้สึกดีขึ้น นั่งทรมาณน้อยลง 1/2 ชม. แรกรู้สึกจะดิ่ง ความรู้สึกหายไป เหมือนนั่งแล้วหายไปเฉยๆ
1/2 ชม. หลัง ปวดบ้าง แต่พอทนได้ รู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ

เราต้องบอกตัวเองเสมอๆว่า เราต้องอดทน หากเราปฏิบัติได้สำเร็จ ชีวิตทั้งชีวิต เราจะได้รู้ว่า
ต่อไป ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ยิ่งเราเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่ เรารู้สึกว่า
ปัญหาเราก็มากขึ้นเท่านั้น แต่พอเราเริ่มปฏิบัติแบบจริงจัง ปัญหาที่เคยคิดว่าเป้นปัญหา
เรากลับมอง ณ ตรงนั้นว่า มันไม่ใช่ปัญหา ทุกอย่างมีทางแก้ไขได้

16 ตค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. หลายวันมาเลย ที่ไม่ได้สวดมนต์

17 ตค.
เช้า สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. เย็น เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

18 ตค.
สวดมนต์ 03.30 เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม.
21.00 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. วันนี้ปวด พอทนได้

19 ตค.
04.00 ทำวัตรเช้า
18.50 ทำวัตรเย็น
19.45 เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.

20 ตค.
04.20 ทำวัตรเช้า
13.45 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. กำหนดได้ดี สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน
18.50 ทำวัตรเย็น เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ยิ่งนับวัน การปฏิบัติยิ่งบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี รู้แต่ว่าต้องทำทุกวัน เพราะชีวิตเราทุกวันนี้
มีแต่ความทุกข์เหลือเกิน เราต้องฝืนใจ ต้องพยายามทำแบบที่หลวงพ่อสอนไว้ ต้องอดทน
เพื่อสิ่งดีๆในชีวิตในวันข้างหน้าที่รอเราอยู่ ตอนนี้ถึงจะทุกข์มากแค่ไหน เราก็ต้องทน ต้องยอมรับ
ไปวัดอัมพวัน 21-28 ตค. 48

11 ธค.
ตั้งแต่กลับมาจากวัด แทบจะไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แต่สวดมนต์อย่างเดียว

นี่แหละ การขาดพี่เลี้ยง ไม่มีใครคอยบอกว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง
ปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆคืออะไร

ที่บอกว่า หลวงพ่อสอนนั้น คือ ระหว่างที่ไปวัดในวันแรก จะไปที่กุฏิหลวงพ่อก่อน
ช่วงนั้นหลวงพ่อยังลงเทศน์อยู่ ท่านพูดโดยรวมๆ แต่ก็โดนเราทุกๆครั้ง

จริงๆแล้ว เราเป็นคนขี้เบื่อนะ เบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ
การเจริญสตินี่ ยอมรับว่า ” ถูกโฉลกกับจิตเรามากๆ ” เพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้ดูตลอดเวลา

เดินมั่ง ยืนมั่ง นั่งมั่ง นอนมั่ง จะทำในอริยาบทไหนๆก็ได้ ไม่มีจำกัดวิธีการ
ก็ไม่นับว่าสายจนเกินไป ที่ได้มารู้จักกับการเจริญสติ
ประกอบกับ พื้นฐานสมาธิมีติดตัวมาเยอะ เลยทำให้ไปได้ดี

เมื่อก่อนบ้าสวดมนต์นะ ต้องใช้คำว่า ” บ้า ” เพราะว่า บ้าจริงๆ
สวดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา อยู่ตรงไหนก็จะสวด สวดเพราะอยากไปสวรรค์
วันไหน วันหยุดงาน สวดทั้งวันทั้งคืน กินข้าว ทำกิจส่วนตัวเสร็จ สวดต่อ

เดี๋ยวนี้กลับไม่ชอบการสวดมนต์ ชอบเจริญสติมากกว่า มีอะไรให้เรียนรู้ ให้ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
สวดมนต์ทีไร หลับทุกที ทั้งๆที่ เมื่อก่อนสวดได้สว่างคาตา สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ
มาอ่านสภาวะเก่ากันต่อดีกว่า ว่า เรานั้น รอดปากเหยี่ยวปากกา ฝ่าฟันกิเลสตัวเองมาได้อย่างไร

บันทึกการเดินทาง 1 ปี 47

เรื่องบันทึกการเดินทาง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติของตัวข้าพเจ้าเอง ( ขอแทนสรรพนามตัวเองว่า ” ข้าพเจ้า ” )
ในบันทึกที่ได้บันทึกไว้นี้ อย่างน้อยอาจจะช่วยเป็นแนวทางแก่หลายๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางนี้อยู่
ข้าพเจ้าเองก็ไม่แตกต่างจากหลายๆคน ที่ต่างมีเหตุที่ต้องเข้ามาในเส้นทางนี้กัน
เริ่มต้นจาก ความไม่รู้ ( ไม่รู้จริงๆนะ เรียกว่า ไม่รู้อะไรเลย )
การปฏิบัติ ถ้ายังไม่เข้าใจ และยังจับจุดไม่ถูก จะรู้สึกว่ามันยากมากๆเลย เจอร้อยแปดปัญหาที่เราไปคิดว่ามันคือปัญหา
ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ สารพัดรูปแบบที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็พยายามแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันถูกต้อง
ยิ่งแก้ยิ่งวุ่น ชีวิตจึงวุ่นวายมาตลอด แม้กระทั่งตอนที่เริ่มต้นปฏิบัติ
นี่คือ การบันทึกสภาวะเก่า ตั้งแต่แรกเริ่มปฏิบัติ ไม่ใช่สิ เมื่อได้กลับเข้ามาสู่เส้นทางปฏิบัติ
คือเคยปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ความที่ว่า คงสร้างเหตุเอาไว้เยอะมากๆ แทนที่จะได้ทำต่อเนื่อง
กลับกลายเป็นว่า เป็นไปแบบลุ่มๆดอนๆ  เส้นทางนี้ขรุขระมาตลอด ทำให้หยุดการทำไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง
นำมาแบ่งปันกันนะคะ อันนี้นำมาจากสมุดบันทึกของตัวเอง เขียนไว้ในปี 47 เดือน 13 มค.
ตอนนั้นก็เพิ่งจะหวนกลับมาเริ่มต้นปฏิบัติ เพราะมันเจอแต่ความทุกข์
เพิ่งรู้ว่าตัวเองปฏิบัติเพราะอะไร แต่พอดี จำเรื่องราวตรงนั้นไม่ได้เลยแม้แต่สักนิดเดียว
ไปอ่านเจอในสมุดบันทึกของตัวเอง ก็คิดว่า น่านำมาแบ่งปันกับทุกๆคนนะ
13 มค. 47

วันนี้เป็นวันที่เราบอกตัวเองว่า เราจะตั้งใจทำกรรมฐานตลอดกลางวัน
เราจะพยายามไม่นอน สุดท้าย เราก็ไม่ได้ทำ บ้านก็ไม่ได้ทำความสะอาด
แค่กวาดบ้าน ซักผ้า เรายังคงมีความขี้เกียจเหมือนเดิม ใจของเรายังโลเล
เราตั้งใจว่า เราจะไปวัดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
แต่บางครั้งเราก็คิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำที่บ้านดูก่อนล่ะ ขนาดที่บ้านยังขี้เกียจ
แล้จะไปขอให้หลวงพ่อช่วยได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่พยายามช่วยตัวเอง
นี่ขนาดเพิ่มแรกเริ่มกลับมาหาธรรมะนะ เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที จะตายเสียให้ได้ :b32:
อ่านแล้วก็ขำๆตัวเอง คือ คิดว่า ไม่มีความแตกต่างเลยนะ
กับที่หลายๆคนมาเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

เลยคิดว่า บันทึกการปฏิบัติ ที่เริ่มทำนี้ อาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆได้บ้าง
หลวงพ่อในที่นี้ คือ หลวงพ่อจรัญค่ะ

28 มิย. 47แปลกจริงนะ ชีวิตของเราจะต้องเจอปัญหาทุกอย่างเลย
ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเจอปัญหาอยู่เรื่อยยิ่งเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเจอปัญหา
บางครั้งรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยเหลือเกิน มีความรู้สึกว่า ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว
ทำอาชีพสุจริตแท้ๆ ทำไมต้องมีการอิจฉากันด้วย

เราได้แต่คิดว่า จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดีกว่านี้ แต่ทำไมเราถึงขี้เกียจขนาดนี้ก็ไม่รู้
ขนาดแค่ทำความสะอาดบ้านแท้ๆ เรายังนั่งหลับได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลับได้หลับดี

หลวงพ่อบอกว่า การทำความดี ต้องฝืนใจ

เราก็พยายามที่จะฝืน แต่ไม่สำเร็จ เมื่อไหร่ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ทุกวันนี้ ต้องพยายามบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้ ชีวิตเราต้องดีกว่าเดิม
เราเชื่อว่า ทำดีต้องได้ดี ต้องใช้เวลา

 

2 กค. 47เรารู้สึกเบื่อ แล้วก็เบื่อตัวเองมากๆ กลับเข้าบ้านมาก็เอาแต่นอน เหมือนคนไม่เคยนอนขนาดนี้
เราอยากเป็นคนขยัน เรารู้วิธีการ แต่ทำไมถึงไม่พยายามทำนะวันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง1/2 ชม. ครบเวลา แต่ปวดขาก่อนประมาณ 5 นาที
ไม่มีแสงสว่าง ฟุ้งซ่านตลอด

 


4 กค. 47

วิลัย ( คนที่อยู่ด้วยกัน ) นับวันดูดีขึ้น ( คิดไปเอง ) เราดูแย่ลง นับวันแย่ลงมากๆ
คนเขาไม่เห็นจะสนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่เขากลับดี ทีเราเชื่อ กลับไม่ดีขึ้น กลับแย่ลง

เราเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูด การทำดีต้องฝืนใจ แต่เรามักจะทำตามใจตัวเอง
หลวงพ่อพูดว่า การทำความดี ต้องใช้เวลา อย่าหวังผล เมื่อถึงเวลาแล้ว เงินจะไหลนอง ทองจะไหลมา
ทำความดี ต้องทำสม่ำเสมอ อย่าทำตัวลุ่มๆดอนๆ ทำดีไม่ได้ผล เพราะทำตนลุ่มๆดอนๆ

ยากจริงหนอ เราชอบตามใจตัวเอง ชอบนอน เป็นคนขี้เกียจ เกรียจคร้าน
กลางวัน ว่างก็นอน แทนที่จะพยายามปฏิบัติ ผลออกมาจึงเป็นเช่นนี้

เราเองก็รู้คำตอบดีว่า ทำไมชีวิตของเราถึงไม่ดีขึ้น อย่าไปมองคนอื่นเขาเลย
เขาทำดีหรือไม่ดีก็เรื่องของเขา เราต้องสนใจตัวเราเอง


นี่แหละหนา ทำคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยงใกล้ตัว ไม่มีใครคอยบอกว่าควรทำอย่างไร
แถมไม่รู้จักกิเลส ไม่มีใครมาบอกว่า นี่ความอยากเห็นไหม ความคิดลบเห็นไหม

 

9 กค. 47ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมมากำหนด
หลวงพ่อบอกว่า กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ ฐานะ
เราไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี กรรมฐานก็ไม่ค่อยจะได้ทำ ชีวิตเราทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ

ชีวิตนี้น้อยนัก หนังสือของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ควรรีบกำหนด รีบทำกรรมฐานด้วยความเพียร เพราะเราไม่รู้ว่า

เมื่อไร ความตายจะมาถึงตัวเราเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ อาจจะเกิดเป็นคนหรือเกิดเป็นสัตว์หรือเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ สุดแต่บุญหรือกรรมที่ทำมา
เราต้องรีบเร่งทำความดี เพราะกรรมเก่าที่เราทำไว้ในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ จะได้ตามเราไม่ทัน
10 กค. 47ชีวิตก็แบบเดิมๆ เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
กินข้าวเสร็จก็นอนหลับ เย็นตื่นมาทำงานบ้าน กว่าจะอาบน้ำเสร็จเกือบสามทุ่ม
กว่าจะขึ้นห้องพระเกือบสามทุ่มครึ่ง เช้าตั้งนาฬิกาตี 3 ก้ตื่นสะเกือบตี 5 ทุกวัน
ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะ เราไม่พยายามฝืนใจ ตามใจตัวเองตลอดเวลาว่า ขอนอนต่ออีกนิดนึง
กลางวันตั้งใจมากี่วันแล้วว่าจะทำกรรมฐาน เปล่าเลย พอกินข้าวเสร็จ ต้องนั่งหลับทุกที
ต้องไม่กินข้าว สุดท้าย ถึงไม่กินข้าวก็นั่งหลับทุกครั้งเหมือนเดิม
เฮ้อ … เบื่อชีวิตจริงๆ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ

12 กค. 47 ( ตอนนั้นไปเรียนทำเบเกอร์รี่ )

อาจารย์จะให้สวดมนต์ของญี่ปุ่น ( นำเมียว โฮริงเคียว … น่าจะใช่นะ ) เรายอมรับว่าเราลังเล
เรายังคงมีอาการเบื่อเหมือนเดิม บางทีเราคิดลบๆ ว่า ถ้าเราจบชีวิตเราคงไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

เดี๋ยวนี้เราชอบพูดมาก ชอบบ่น น่าจะเริ่มคิดใหม่ ทำใหม่
ทำให้ได้ ตื่นตี 3 แล้วสวดมนต์ก่อนที่จะไปทำอะไร หากเรายังไม่อยากปฏิบัติ ก็หยุดเอาไว้ก่อน
สวดมนต์ให้เป็นประจำ ให้จิตเกิดสมาธิก่อน ถ้าพร้อมปฏิบัติเมื่อไหร่ ค่อยปฏิบัติ


นี่แหละหนา คนที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แถมไม่มีใครให้คำแนะนำได้
14 กค. 47

ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน หากเรารู้จักใช้จ่าย เราก้จะมีเงินเหลือ หากเราใช้จ่ายโดยไม่รู้จักคิด เงินเราก็หมด
เราก็จะมีหนี้สินอยู่ตลอดเวลา ( บัตรเคดิต )
( เชื่อไหม เงินหนึ่งแสน ใช้จนสองเดือนเกลี้ยง ไม่ได้เที่ยวเลยนะ หมดไปกับค่ากิน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ความจริงแล้ว การอ่านหนังสือธรรมะ แล้วเราปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้

แต่เพราะเราขาดสติในการใช้เงิน คิดแต่ว่ามีเงินอยู่ในมือ นึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ทิ้งๆขว้างๆ
วันนี้เราขึ้นห้องพระแต่หัวค่ำ เพื่อจะสวดมนต์ ภาวนา
15 กค. 47วันนี้ขึ้นห้องพระสวดมนต์ตั้งแต่ 20.00 น. สวดมนต์ออกเสียง เรารู้สึกสบายใจ
เหมือนเราได้ระบายความรู้สึกกดดันบางอย่างออกไป ไม่ต้องแอบสวดมนต์
เวลาวิลัยอยู่บ้าน เราเกรงใจ ไม่กล้าสวดมนต์เสียงดัง

17 กค. 47

เราไม่เข้าใจเลยว่า ถ้าเราปฏิบัติ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ทำไมถึงขายของไม่ค่อยดี
( ตอนนั้นเบื่อทำงาน เลยมาลองขายของ )
แต่ถ้าเราสวดมนต์ทุกวัน แล้วแผ่เมตตากลับจะดีกว่า เราคิดว่า อาจะเป็นเพราะเราหวังผลมากเกินไป
เราได้สวดมนต์ แผ่เมตตา เรารู้สึกสบายใจขึ้นริ่มพูดน้อยลง

” อดีตอย่ารื้อฟื้น เรื่องคนอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ”

19 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา หลับไปเลย

20 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา

21 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา วันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
อ่านหนังสือกฏแห่งกรรมของหลวงพ่อจรัญตลอด เพื่อจะได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ขยันมากขึ้นกว่าเดิม

22 กค. 47

วันนี้กลางวัน ทำวัตรเช้า แล้วสวดมนต์ แผ่เมตตา เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

22.00 สวดมนต์ แผ่เมตตา นอนน

23 กค. 47

บ่าย สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที การทำสมาธิยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่ดีในเรื่องของจิตใจ
ปลงอะไรลงไปได้หลายๆอย่าง

22.00 น. สวดมนต์ แผ่เมตตา

24 กค. 47

เมื่อไหร่หนอ ที่เราจะนั่งสมาธิได้ระดับที่สามารถแก้ไขปัญหาตัวเองได้
เรารู้ว่า ยิ่งเราอยากมากเท่าไหร่ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น
แต่เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากเราพยายามทำทุกวัน สักวันหนึ่ง เราต้องทำได้
เราต้องอดทนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

 

25 กค. 47สวดมนต์ แผ่เมตตา
การปฏิบัติสมาธิยังไม่ก้าวหน้า ยังเหมือนเดิมเวลาใครนินทา ถ้าเราเห็น หรือเราจะนินทาเขา เ
พราะ เราไม่ชอบ ให้คิดดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะได้ไม่ต้องไปพูดถึงคนอื่นๆ

28 กค. 47

ตอนนี้ก่อนนอน เราจะขอกรรมฐานใช้วิธีนอนปฏิบัติ เช้ามาจะลุกขึ้นนั่งแผ่เมตตา
กลางวัน นอนอีกแล้ว การปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้า

29 กค.

กลางวันยังเหมือนเดิมคือ นอน

30 กค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางคืน สวดมนต์ แผ่เมตตา

………………………………………………………………..
1 สค. 47

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางวัน นอน
21.00 ทำวัตรเย็น แผ่เมตตา วันนี้รู้สึกว่า เริ่มมีสมาธิดีขึ้น

2 สค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา
ตอนนี้ใช้วิธีนับลูกประคำในการทำสมาธิ รู้สึกว่าทำให้จิตเราฟุ้งซ่านน้อยลง
ถ้าถามว่า ดีกว่ามั๊ย ยังตอบไม่ได้ เพราะเพิ่งลองทำ

5 สค.

22.50 สวดมนต์ แผ่เมตตา
วันนี้นั่งได้สมาธิ ถ้าตั้งใจทำจะไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยตัวตามสบาย จะได้สมาธิดี

14 สค.

เรายังปฏิบัติไม่ค่อยดี ( กรรมฐาน ) ได้แต่สวดมนต์อีกแล้ว
ตราบใดที่เรายังสนใจสิ่งที่คนอื่นพูดอยู่ แสดงว่า ยังเหมือนเดิม

19 กย.

เราไม่ได้เขียนบันทึกเลย ง่วงนอนตลอดเวลา สวดมนต์ก็แทบจะไม่ได้สวด

23 กย.

สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ อย่างละ ครึ่งชม.
……………………………………………………..
8 พย. 47
ไม่ได้จดบันทึกในเล่มนี้เลย เขียนแต่ในเล่มเล็กอย่างเดียว

10 พย .

ขนาดไปวัดมา 9 วัน เมื่อเดือนตค.ที่ผ่านมา ( ช่วงกินเจ )
ชีวิตของเราช่างหน้าเศร้าจริงๆ เราไม่พยายามที่จะเริ่มต้นใหม่เลย ( การกระทำของเราดูเหมือน
จะพยายามทั้งจากการตั้งนาฬิกาปลุก แต่จริงๆแล้วไม่ลุก ) ขี้เกียจเหมือนเดิม เบื่อตัวเองเหลือเกิน
เราเองก็รู้ตัวดีว่า เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ยิ่งเชื่อมากเท่าไหร่ กรรมยิ่งตามทัน
ได้แต่บอกตัวเองว่า ต้องพยายามตั้งใจทำกรรมฐาน

12 พย.

เราไม่รู้ว่า เราจะปฏิบัติได้แค่ไหน แต่เราก็จะพยายามทำให้ได้ ทุกวันนี้รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน
เราไปทำกรรมอะไรไว้นักหนา ทำไมต้องมามีชีวิตแบบนี้ด้วย มีแต่นอนๆๆๆๆๆ

12 ธค.
บอกตัวเองบ่อยๆว่า พรุ่งนี้จะเริ่มต้นใหม่

20 ธค.

สวดมนต์ ไหว้พระ วันนี้ลองปฏิบัติ โดยเดินและนั่ง ยืน ไม่กำหนดเวลา
ถ้านั่งสมาธิแล้วปวด ให้เปลี่ยนเป็นเดิน กำหนดเดิน แต่ไม่กำหนดเวลา
อาจจะเดินสัก 4 รอบแล้วนั่ง ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร ไม่งั้นเราจะท้อถอย
ไม่อยากปฏิบัติ เพราะไม่มีความก้าวหน้า เดินประมาณ 15 นาที นั่ง ครึ่งชม.

21 ธค.

ปฏิบัติไม่ดีเหมือนเมื่อวาน มีแต่ความง่วงนอน จับอารมณ์ไม่ได้เลย ไม่มีสติ นั่งแล้วหลับตลอด
ถ้าถามว่า มีเบื่อไหม ไม่เบื่อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องบังคับจับเวลา เบื่อมากๆ ทำให้ไม่อยากทำ

22 ธค.

เริ่มต้นทำใหม่นะ ทำแบบหลวงพ่อเคยพูด แล้วก็ตามหนังสือหลวงพ่อลีเขียนไว้ ให้ปฏิบัติบ่อยๆ
แล้วอารมณ์กรรมฐานตรงนั้นจะเกิดขึ้นเอง ต้องฝืนใจ แต่เราไม่ได้พยายามทำเลย
ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องช่วยตัวเอง

22.00 วันนี้ทำกรรมฐาน ก่อนออกจากสมาธิ แปลกมากๆ ไม่สว่างเหมือนทุกครั้ง แต่สว่างๆมากๆ
สว่างกว่าหลอดนีออนมากๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆไม่นานนัก

23 ธค.

พอคิดว่าจะทำแบบที่หลวงพ่อพูดทีไร เราจะต้องไม่ได้ทำอย่างที่คิดทุกครั้ง ต้องไม่คิดล่วงหน้าเลย
พอไม่ตั้งใจปฏิบัติ กลับปฏิบัติได้ดี เราปล่อยไปตามธรรมชาติ สวดมนต์เสร็จ ง่วงนอนมากๆ
เราก็นั่งเลย ไม่เดินจงกรม นั่งก่อนครึ่งชม. แล้วเดิน 10 นาที นั่งอีก ครึ่งชม. เดินอีก 20 นาที
นั่งอีกครึ่งชม. รู้สึกดีขึ้น ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ ทำถูกหรือเปล่า แต่จะทำไปเรื่อยๆ

24 ธค.

สวดมนต์ไหว้พระ
รอบแรกทำ1 ชม. ฟุ้งซ่านมากๆ ชอบคิดจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราว เดิน 1 รอบ ไปกลับ
รอบสองทำ 1 ชม. เดิน 2 รอบไปกลับ ( 15 ก้าว ไปกลับ 30 ก้าว ) นั่งสมาธิ ฟุ้งซ่านน้อยลง

27 ธค.

เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. ทรมาณน่าดู เรายังกำหนดไม่ค่อยได้ ปวดตรงกระเบนเหน็บมากๆ
เกือบจะลืมตาดูนาฬิกา แต่พยามอดทน ปวดก็ทนเอา จนนาฬิกาดัง

ช่วงนั่งปวดมากๆ ยกก้นไป 1 ครั้ง นอกนั้นค่อยๆขยับขาตลอดเวลา จะว่าไปแล้ว ขาไม่ค่อยปสดเท่าไหร่
แต่ตรงกระเบนเหน็บนี่ปวดมากๆเลย


28 ธค.
สวดมนต์ นั่งได้ 20 นที ( เดาเอา ไม่ได้ดูนาฬิกา ) นั่งหลับตลอด ง่วงมาก มัวแต่ดูข่าวซูนามิ
เลยขึ้นปฏิบัติดึก เกือบเที่ยงคืนแล้ว


29 ธค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที มีเวทนาแต่ไม่มากเท่าแรกๆปฏิบัติ
01.00 สวดมนต์ นั่ง 30 นาที ไม่เดิน กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

30 ธค.

ทำวัตรเช้า เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที ปฏิบัติดีขึ้น
การกำหนด ลองเปลี่ยนเป็น เมื่อพองหนอ ยุบหนอ หายไป กำหนดภาวนา อิติปิโส ห้องที่ 1 บทพุทธคุณ
กำหนดนับไปเรือยๆ แปลกๆดีนะ ไม่เหมือนกำหนดพองยุบ พองยุบ พอปวดก็จะปวดขาเหมือนใจจะขาด
แต่ใช้วิธีให้จิตติดภาวนา อาการปวดที่เกิดขึ้น จะเกิดแล้ว หายไป เวลาออกจากสมาธิ
อาการปวดต่างๆหายไป ไม่เหมือนพองยุบ ออกจากสมาธิ ยังปวดเหมือนเดิม

31 ธค. 47

ทำวัตรเย็น วันนี้สวดธรรมจักรด้วย เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ คิดถึงหลวงพ่อมากๆ
ปกติเราจะต้องไปวัด วันนี้จะไม่นอน จะปฏิบัติเป็นกุศลแต่หลวงพ่อ

01.20 เรานั่งสมาธิวันนี้ มีแต่ความทรมาณ เราไม่ใช่พระแบบหลวงพ่อ หรือแบบหลวงปู่ทั้งหลาย
เราปฏิบัติตามหลวงพ่อพูดดีกว่า เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทำให้ได้ทุกวัน แล้วเราจะทำได้เอง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้เวลา

คนที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือไม่มีผู้แนะนำนี่ลำบากมากๆเลยนะ อินทรีย์ก็ไม่รู้เรื่อง
อะไรๆก็ไม่รู้เรื่องสักอย่างเดียว เป็นคนมีสมาธิเยอะก็ไม่รู้เรื่อง กิเลสนี่ไม่ต้องพูดถึง
นี่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงๆเลยนะ ถึงได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้

การเจริญสติ หากเราไม่ไปสนใจ เพียงแต่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เราจะไม่ไปเครียด และทำได้เรื่อยๆ
ตอนแรกๆที่เราทรมาณ เพราะไปมุ่งหวังมากไป คาดหวังมากไป ว่าต้องอย่างโน้นอย่างนี้
ตอนนั้นยังมือใหม่ ไม่มีใครแนะนำด้วย มองไม่เห็นความอยากได้ ความคาดหวัง

 

 

ตรงนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริญสติ และยังไม่รู้จักกับคำว่า ” สภาวะ “
ไม่รู้ว่า สภาวะ คืออะไร และต้องทำยังไงบ้าง ได้แต่ทำตามรูปแบบที่ถูกสอนมา
ทำด้วยตัวเอง ทำคนเดียว ไม่มีที่ปรึกษา อาศัยอ่านจากหนังสือกฏแห่งกรรม
ที่หลวงพ่อได้เขียนอธิบายเรื่องแนวทางการกำหนดไว้ว่า ควรทำยังไงบ้าง
นอกนั้น ไม่รู้อะไรเลย

อิอิ .. ขอบคุณค่ะอาจารย์

  
 
 
เป็นอะไรที่คิดไม่ถึง วันนี้เป็นวันเกิด เป็นวันสมุติที่เกิดขึ้นมาในศตวรรษนี้
คือ ในการปฏิบัติ เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม
หมั่นสร้างเหตุดี ย่อมได้รับผลดีอย่างแน่นอน
 
ก็ได้กัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านไอที
ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเพิ่มขึ้นมา
นี่เขาก็สอนลงยูทูฟให้นะ เราน่ะลงไม่เป็นหรอก
เพราะไม่ค่อยจะสนใจตรงนี้สักเท่าไหร่ ก็เรียนไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามซะเมื่อไหร่
 
ตอนนี้ช่วงชีวิตของเรา เรียกว่า ได้รับแต่ผลดีมาตลอด มาเรื่อยๆ
เนื่องจากผลการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ทำมาตลอดโดยไม่ต้องไปคาดหวัง
เหมือนทำงานหาเลี้ยงชีพ เราต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ เราไม่มีกิน
เราจะไปพึ่งพาใครๆไม่ได้ เหมือนตัวคนเดียวในโลกใบนี้
แม้แต่พี่น้อง เราอาจจะพึ่งพาได้แค่ตอนแรกๆ แต่ไม่สามารถไปพึ่งเขาได้จนกว่าจะต้องตาย
 
แต่การเจริญสติ  ทำให้เรามีกินมีใช้ไปจนตายและเป็นทรัพย์ที่ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ
ไม่ใช่แค่ปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น 

” ตัวรู้ “

” ตัวรู้ ” คือ ความรู้ที่แจ้งออกมาจากจิตจริงๆ โดยปราศจากความนึกคิดหรือพิจรณาแต่อย่างใด
บทจะเกิด เขาเกิดของเขาเอง
วันนี้มีหนึ่งตัวรู้เกิดขึ้น ขณะที่นั่งสมาธิในช่วงเย็น
” รู้ ” ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการสรุปหลักของสภาวะทั้งหมด
คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ให้แค่รู้ แล้วดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
โดยไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม
เพราะทุกๆผัสสะหรือทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสภาวะของแต่ละคนเท่านั้น
สภาวะ คือ อะไร?
สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น
สภาวะ มาจากไหน?
สภาวะ มาจาก เหตุหรือสิ่งที่คนๆนั้นได้เคยกระทำกันไว้ ไม่ว่าจะมีใครหรือไม่มีใครมาเกี่ยวข้องก็ตาม
ไม่ไปให้ค่า คือ อะไร?
การไม่ไปให้ค่า ให้ความหมายต่องสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีทั้งคำว่า ดี หรือ ไม่ดี
หรืออะไรก็ตามที่เป็นการตีค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
การที่ไปให้ค่า นั่นคือ เรากำลังสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น
ซึ่งจะส่งผลเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นกิเลส ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเราเอง
ยิ่งให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งทำงานมากขึ้นเท่านั้น
หากสติ สัมปชัญญะของเรายังไม่มีกำลังมากพอ ย่อมจะรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตได้ยากมาก
เหตุนี้ จึงทำให้หลง คือ หลงให้ค่า  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ไหลไปกับสภาวะที่เกิดขึ้น
ไม่ไปอดีต ก็ไปอนาคต อยู่กับปัจจุบันได้ยากยิ่งนัก
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้รู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: