นักเดินทางข้ามกาลเวลา

ชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทางที่ไม่มีการสิ้นสุด เนื่องจากเหตุที่ก่อเนืองๆไปด้วยความไม่รู้
เราเองก็เคยเป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น ตอนนี้ก้ยังเป็น แต่รู้เท่าทันได้มากขึ้น
คำว่า ” นักเดินทางข้ามกาลเวลา ” ทำให้นึกถึงหนังเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา
จากอดีตไปหาอนาคต จากอนาคตไปหาอดีต  ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน
เพียงแต่เราอาจจะยังมองไม่เห็นตามความเป็นจริงตรงนี้กัน
เลยไม่รู้และมองไม่เห็นความจริงที่แสดงหรือปรากฏอยู่ตรงหน้า
เราเดินทางข้ามเวลามานานมากๆจนไม่สามารถระลึกได้เลยว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว
เราเดินทางผ่านกาลเวลาโดยอาศัยเปลือกแต่ละเปลือกที่ห่อหุ้มดวงจิตนี้
เมื่อเปลือกแต่ละเปลือกแตกสลายหรือหมดอายุขัยลงไป จะด้วยเหตุใดๆก็ตาม
เราก็จะได้เปลือกใหม่หรือมีเปลือกใหม่ให้เป้นที่อาศัยเดินทางข้ามเวลาต่อไป
” การย้อนไปอดีต ” คือ ผลหรือสิ่งที่กระทบหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่เรากำลังเจอ ณ ขณะนั้นๆ
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือร้ายในความรู้สึกนึกคิดของเราก็ตาม
แต่นั่นคือ เหตุที่เราเคยกระทำไว้ในอดีต ซึ่งเราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลย
เพียงแต่ที่เรายังมีปฏิเสธและยอมรับ แถมยังตอบโต้กลับนั้น ล้วนเกิดจากจิตดวงนี้
ยังไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้นั่นเอง เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้
จึงต้องเดินทางข้ามเวลาไม่รู้จักจบสิ้น
เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อจะได้เห็นตามความเป็นจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอยู่
 สักวัน การเดินทางย่อมมีวันถึงความสิ้นสุดอย่างแน่นอน
ทุกข์ เปรียบเสมือนโรค คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือที่เรียกว่า สภาวะ
เหตุแห่งทุกข์ เปรียบเสมือนต้นเหตุแห่งโรคที่เป็น คือ อุปทาน การไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
นิโรธ เปรีบเสมือนความหายจากโรค คือ ดับกิเลส ที่เป็นต้นเหตุทั้งปวง
มรรค เปรียบเสมือนยารักษาโรค คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรียกภาษาชาวบ้านแบบง่ายๆคือ การเจริญสตินี่เอง
โฆษณา

นิมิตทางจิต

ขณะกำหนดยืน จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง เมื่อนั่งลงจิตยังคงเป็นสมาธิต่อ ไม่มีขาดตอน
กำลังสมาธิแนบแน่นมากๆ จิตรู้อยู่ในกายอย่างชัดเจน โอภาสเกิดตลอด
เห็นสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกายได้ชัดมากๆ สลับไปมา นอกตัวกลายเป็นสักแต่ว่าไปหมด
คือไม่รับรู้สิ่งต่างๆนอกตัวเลย ปกติเสียงตู้เย็นทำงาน นั่งใกล้ตู้เย็น ปกติจะได้ยินเสียงเคร่องทำงานชัดแจ๋ว
เสียงแอร์ คือ เสียงต่างๆนอกตัว จิตไม่มีแว่บออกไปรับรู้ภายนอกเลย จิตรู้อยู่ในกายอย่างเดียวจริงๆ
เกิดปีติก็รู้ เกิดสุขก็รู้ เกิดสภาวะอะไรก็รู้ เหมือนแหล่งรวมสภาวะเลย เรียกว่าทุกๆสภาวะมาโชว์หมด
จิตจับได้ทุกสภาวะ ชัดเจนมากๆ
มีนิมิตเกิด ไม่ได้เกิดทางตา แต่เกิดทางจิต คือ ออกมาจากจิตเอง
สภาวะนิมิตทางจิตกับทางตาจะแตกต่างกันมากๆเลยนะ อันนี้จากประสพการณ์ส่วนตัว
ถ้าเป็นทางจิต นิมิตนั้นคือบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าและเป็นจริง ส่วนทางตานั้นก็จริงนะ
แต่ไม่แน่นอนเท่ากับทางจิต
นิมิตที่เห็นนั้น เราเห็นกายภายในตัวเอง เห็นกายข้างในใสมากๆ มันใสๆ รู้แค่ว่ามันใส
ตอนแรกนึกไม่ออกนะว่าใสเหมือนอะไร มันอธิบายไม่ได้ พอดีตอนมานั่งทบทวนสภาวะที่เกิด
ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ใสเหมือนเวลาพยัพแดดเกิด ใสแบบนั้น
ช่วงที่เกิดนิมิต ดูจิตตลอด จิตไม่มีความยินดี ยินร้ายใดๆ รู้อยู่สักพัก ไม่ได้กำหนดอะไร แค่รู้
แล้วนิมิตนั้นหายไปเอง สมาธิหน่วงๆตลอดทั้งวัน เลิกทำแล้ว สมาธิยังคงเกิดอยู่อย่างนั้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเกิดสภาวะสมาธิหน่วงๆแบบนี้ ดีใจแล้ว มีความยินดี แต่วันนี้ไม่มีเลย มันแค่รู้
รู้ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้นแค่นั้นเอง ไม่ไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเมื่อก่อนๆ
ตอนนี้อะไรที่ต้องการหรือปรารถนานั้น เป็นอันได้ดั่งใจทุกๆอย่างทุกๆเรื่อง
นี่ก็ต้องการหนังสือวิสุทธิมรรคชุดใหญ่ เพื่อจะนำมาเขียนประกอบกับสภาวะ
ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นนักเขียนกับเขาเลย แถมเป็นเรื่องของธรรมะอีกต่างหาก
แต่ตอนนี้กลายเป็นนักเขียนไปเสียแล้ว เป็นไปโดยสภาวะ ไม่ใช่เพราะใจชอบ
สภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีในวิสุทธิมรรค เราจึงต้องใช้วิสุทธิมรรคเพราะเหตุนี้
เรารู้เลยว่า นี่แหละอานิสงส์ของการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ทำโดยไม่ต้องหวังผลใดๆ
เพราะรู้ว่ายังไงก็ได้ผลอย่างแน่นอน เลยไม่รู้ว่าจะหวังไปทำไมกัน
มีหน้าที่คือ ทำต่อเนื่อง ทำไปตามสภาวะ ไม่ต้องไปอยากได้ อยากมีหรืออยากเป็นอะไรเลย
เหมือนคนทำมาหากินเพื่อปากท้องของตัวเอง ไม่ทำ ไม่มีกิน แถมทำแล้ว
ผลที่ได้รับ ยังสามารถนำไปแจกจ่ายแก่คนอื่นๆได้ไม่รู้จักหมดสิ้น
ยิ่งกว่ามหาเศษฐีหรือผู้ที่คิดว่าร่ำรวยที่สุดในโลกใบนี้ ยังรวยสู้เราไม่ได้เลย
 

 

 

 

 

 

 

 

 

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: