แค่รู้ได้ไหม

” แค่รู้ ” เมื่อเข้าใจคำว่า ” แค่รู้ ” หรือยังไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าได้ลงมือปฏิบัติ หรืพูดง่ายๆ ลงมือทำ
คำว่า แค่รู้ อาจจะดูง่ายสำหรับคนบางคน หรือ อาจจะยากสำหรับคนบางคน ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำมา
อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดแปรเปลี่ยนไปตามสภาวะตลอดเวลา
 ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน แล้วจะไปคาดคั้นอะไรกับสภาวะกัน ทำไมชอบมองนอกตัว
แค่ตัวเอง เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ ถึงค่อยไปคิดในสิ่งที่สงสัยกัน
อย่าทำให้ชีวิตยุ่งยาก
ทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความไม่รู้เกิดขึ้นทุกๆครั้ง แล้วความยุ่งยากจะตามมา
ความไม่รู้คืออะไร คือ ไม่รู้ ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ความเป็นจริงคืออะไร ความเป็นจริงคือ เหตุที่ทุกคนได้กระทำไว้ทั้งในอดีต
และกำลังจะทำให้เกิดเหตุใหม่อีกต่อไปเรื่อยๆ เพราะความไม่รู้
เราเองก็เคยเป้นเหมือนกับทุกๆคนมาก่อน คือ เป็นผู้ไม่รู้ ไม่รู้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ชอบให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าจะต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ทั้งๆที่เป้นเพียงความคิดเท่านั้นเอง
ความคิดที่เกิดจากอุปทาน เกิดจากกิเลสในใจของตัวเราเองนี่แหละ อยู่ที่ว่า กิเลสตัวไหนจะทำงานก่อน
 
ถ้าเรามีสติ สัมปชัญญะในระดับหนึ่ง สามารถรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเกิดจากเพราะอะไร ตัวสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆ ย่อมจบหรือดับลงไป โดยตัวของสภาวะนั้นๆเอง
แต่เพราะความไม่รู้ จึงได้ก่อเหตุให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ โดยการไปแก้ไขสภาวะโดยที่ไม่รู้ว่า การกระทำนั้นๆล้วนเป็นการแก้ไข
การขยับตัวทุกชนิด หรือ การตอบโต้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเกิดจากความชอบหรือความชังที่เกิดขึ้นจากการกระทบก็ตาม
ล้วนอยู่ในข่ายของการแก้ไข 
หากว่า สติ สัมปชัญญะดี ความคิดที่เกิดขึ้นย่อมดับลงไป การกระทำย่อมไม่เกิด เหตุใหม่ที่จะเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิด
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่มีตัวเราหรือความคิดของเราเข้าไปเกี่ยวข้อง
เราที่ยังมีอุปทานเข้าไปตัดสินหรือไปคิดแทนต่อสิ่งที่มากระทบหรือสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็มีบางสิ่งบางอย่างกวนๆใจอยู่บ้าง
คือ เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ครูบาฯรุ่นเก่าๆ มากขึ้น ที่ท่านไม่ค่อยตอบคำถามแต่แนะนำให้ทำกันอย่างเดียวเพราะอะไร
เราเห็นอารมณ์ของเรา เห็นความรู้สึกแว๊บๆ มันแว๊บๆขึ้นมาเป็นบางครั้ง
ทำไมหนอ ตอนที่เราทำเอง ถึงจะเจอทุกข์ แต่มันไม่วุ่นวาย  อาจเป็นเพราะเราไม่พูดมีแต่ทำๆๆๆแล้วก็ทำ
แต่ในสมัยนี้ สื่อในด้านการศึกษาเยอะมา คนเลยขี้สงสัยกันเพราะเหตุนี้ มีความยึดติดในบัญญัติกัน
เวลาเจอสภาวะอะไร หูตาตื่นละ ค้นหาละ ว่าเรียกว่าอะไร สุดท้ายเกิดความสงสัยไม่รู้จบ
เรื่องบางเรื่อง ไม่น่าสงสัยก็ยังเอามาเป็นประเด็นสงสัยกัน ทั้งๆที่ตัวเองนั้น ยังเอาตัวไม่รอดเลย
แต่ชอบจินตนาการ ชอบคิดไปไกล ไปสุไหงโกลก แล้วหลุดจากปัจจุบันที่ควรจะอยู่
ทำไมไม่อยู่กับปัจจุบันกัน ดูที่ปัจจุบันสิ
ขณะเดินน่ะ รู้เท้ามั๊ย รู้กายได้ดีไหม  ชอบส่งจิตออกนอก ไปคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไปหาเหตุเข้าหาตัว
ขณะนั่ง ให้รู้อยู่ในกายและจิต อะไรเกิดก็ให้รู้ อย่าไปให้ค่า ว่าไอ้นั่นคืออะไร ไอ้นี่คืออะไร เพราะมันแค่สภาวะ
มันเกิดแล้วมันก็ดับไปเอง เหมือนคนมาเล่นละครให้ดู เรามีหน้าที่ดูก็ดูไป ไม่ใช่ไปให้ค่าว่า นี่ตัวดี นี่ตัวร้าย
มีหน้าที่คือดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีเคลิ้มไหม มีง่วงไหม มีงุบไหม มีสัปปะหงกไหม นี่ดูตรงนี้
 ถ้ามี ให้ลดเวลานั่ง ให้เดินให้มากขึ้น  แล้วถ้านั่งแล้ว ไม่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น จึงให้เพิ่มนั่งได้
ถ้าเกิดมีอาการเหล่านี้อีก ให้เพิ่มเดิน ลดนั่ง ทำแบบนี้ ปรับเปลี่ยนไปมาตามสภาวะที่เกิดขึ้น
ส่วนอาการที่นอกเหนือจากนี้ อาการอื่นๆที่เกิดขึ้น ให้แค่รู้ แต่อย่าไปให้ค่า ไม่ต้องไปค้นหาว่ามันเรียกว่าอะไร
เพียงมีหน้าที่คือ ทำให้ต่อเนื่อง เจริญสติไปให้ต่อเนื่อง ทำแค่นี้เอง หน้าที่มีแค่นี้
100 คน 100 อารมณ์ 100 แบบ ยิ่งมากคน ยิ่งมากความ
เข้าใจเลยนะ ทำไมครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านถึงไม่พูดอะไร คงเพราะเหตุนี้นี่เอง
เมื่อพูดหนึ่งเสียง อีกหลายๆเสียงก็อ้าปากรอเรียงสลอน  ต้องตอบคำถามไม่รู้จบ ทั้งๆที่ส่วนมากจะเป็นเรื่องเดียวกัน
ต้องมานั่งพูดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ ท่านถึงไม่ค่อยพูดเพราะแบบนี้นี่เอง นี่พระปฏิบัติท่านเป็นแบบนี้นะ
ไม่เหมือนพวกวิชาการ ช่างพูด พูดได้พูดไม่รู้จักเบื่อ เราฟังแล้วยังรู้สึกเบื่อแทน นี่เห็นไหม เหตุสร้างมาแตกต่างกัน
คนถึงยึดติดและหลงในวิชาการกันเพราะแบบนี้ ถามมาตอบไป ปฏิบัติไม่ผ่าน เพราะมองไม่เห็นกิเลสกัน
มัวแต่ส่งจิตออกนอก วิ่งไปหากิเลสตัวปลอม แล้วเกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นในบัญญัตินั้นๆ
ว่า อ๋อ อาการแบบนี้ คือ นั่น คือนี่ เรียกว่าแบบนี้ๆ แต่กิเลสนี่ไม่มองกัน ขยันสร้างเหตุไม่รู้จบ
บางคนนะ ถึงขนาดตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊กก็ยังทำเลย เพราะยึดติดในบัญญัติ
กิเลสมันร้ายจริงๆ แต่มันก็ไม่ยากเกินสติ ปัญญาของคนหรอก เพียงเพราะความไม่รู้
จึงสร้างเหตุใหม่ที่เป็นการก่อภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ
ถึงบอกไง ส้รางเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
โฆษณา

ยิ่งกว่ายาพิษ

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต ที่ไม่อาจจะสำเร็จได้ เพราะมัวหลงไปให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ
การให้ค่าใดๆต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากอุปทานที่เกิดจากจิตทั้งสิ้น จิตที่ยังมีอวิชชา
อวิชชาก็คือกิเลสนี่เอง ที่บดบังปัญญา ทำให้ไม่สามารถมองเห็นตามความเป็นจริงได้
จึงหลงก่อเหตุที่เป็นการสร้างภพสร้างชาติใหม่ให้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ

ธรรมะที่แท้จริงปราศจากรูปแบบ ไม่มีคำเรียก ไม่มีตัวตน ไม่มีใดๆ
มีแต่สิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่รู้ มีแค่นั้นเอง

ไม่ว่าจะลัทธิไหนๆก็สามารถไปถึงฝั่งได้ ถ้ารู้จักทางที่แท้จริง
การเจริญสติปัฏฐาน ทุกๆลัทธิสามารถนำไปใช้ได้ ถ้าจับจุดได้ถูกต้อง

ทำไมเส้นทางของทุกคนจึงแตกต่างกันไป
ที่แตกต่างไปนั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำมากันเองทั้งสิ้น หาใครเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาไม่
เหตุมี ผลย่อมมี สร้างเหตุอย่างใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น


เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้
เพื่อจะได้เห็นตามความเป็นจริง

อย่าได้ให้ค่ากันเลยว่าเป็นลัทธิไหนๆ ถ้าเหตุที่เขากระทำนั้นเป็นกุศล :b8:

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: