บันทึกการเดินทาง 3 ปี 49/2

ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความคิด และความคาดเดาของตัวเราเอง
ผลของการเจริญสติ จะให้คำตอบกับทุกๆคำถามที่เกิดขึ้นในใจของเราค่ะ
ทุกๆสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเรียนรู้ พร้อมๆกับการชดใช้กับสิ่งที่เราเคยกระทำไว้ในอดีต
ที่เราอาจจะระลึกได้หรือระลึกไม่ได้แล้วก็ตาม เมื่อถึงเวลา ถึงวาระ ก็ต้องมาชดใช้กัน
ผู้ใดเข้าใจได้ก่อน ย่อมหยุดที่จะก่อเหตุใหม่ที่อันเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดภพชาติใหม่ได้ก่อน
ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ย่อมก่อให้เกิดภพเกิดชาติใหม่ต่อไปเรื่อยๆจากผลของการกระทำของเขา
สภาวะอาจจะมาทดสอบเราในรูปแบบของคำชมหรือแม้แต่คำตำหนิติเตียน
หากแม้นเป็นคำชม แล้วเราไปติดใจในคำชม กิเลสย่อมเกิดพาให้เราลุ่มหลงในคำชม
ทำให้เกิดความหลงในตัวเอง คิดว่าเรารู้ คิดว่าเราดี คิดว่าเราเก่งหากแม้นเป็นคำตำหนิติเตียนเราไปขุ่นข้องใจในคำตำหนิติเตียน กิเลสย่อมเกิดเช่นเดียวกัน
แต่กิเลสตัวนี้เป็นตัวอกุศลจิตถ้าสติ สัมปชัญญะเราไม่ทัน เราย่อมตอบโต้เขากลับ
นั่นคือ เรากำลังสร้างเหตุใหม่ที่เป้นการก่อภพชาติให้เกิดขึ้นใหม่กับเขาไม่รู้จักจบสิ้นฉะนั้น ไม่ว่าจะกระทบแบบไหนๆ เราควรตั้งสติ สัมปชัญญะ ดูการกระเพื่อมของจิตเรา
ไม่ใช่ไปดูนอกตัว ให้ดูในตัวของเรา ที่กระเพื่อม กระเพื่อมเพราะอะไร เพราะเรายังมีอุปทานอยู่
ยังมีความยึดมั่นถือมั่นต่อการให้ค่าให้ความหมายของกิเลสที่มากระทบอยู่
รู้สึกอย่างไร เรายอมรับตามความเป็นจริงนั้นๆ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง

ไม่ไปคิดขับไส ผลักไสอารมณ์นั้นๆออกไป แต่จงเฝ้าดูมัน อารมณ์นั้นๆเกิดขึ้นนานไหมกว่าจะดับลงไป
หลังจากดับไปแล้ว ยังมีไปเกาะเกี่ยวอารมณ์นั้นๆเข้ามาอีกไหม เราเฝ้าดู รู้ลงไปบ่อยๆ

เมื่อวันใด วันหนึ่ง เราอ่านตัวออก คือ อ่านกิเลสของเราออก เราย่อมอ่านกิเลสของคนอื่นๆออก

เพราะเขาและเรา ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลยในเรื่องของ กิเลส
แต่ที่แตกต่างคือ การสะสมของกิเลส ใครมีมากน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง
บอกตัวได้ คือ มีสติ เป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ หรือมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อมีกิเลสมาก ก็ปรุงมาก มีกิเลสน้อย ก็ปรุงน้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะนั่นเอง
ว่ารู้เท่าทันจิตไหม จิตที่กำลังจะเกิดการปรุงแต่ง เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น
ใช้ตัวเป็น คือ

เมื่อเราอ่านกิเลสของคนอื่นๆได้ เราย่อมเลือกได้ว่า
ควรจะทำอย่างไร เพราะทุกๆการกระทบ คือ การกำลังก่อเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

เขาอยากพูดอะไร ให้เขาพูดไป เขาอยากว่าอะไร ให้เขาว่าไป
เพราะเหตุที่เขากำลังกระทำทั้งหมดนั้น ย่อมส่งผลกลับไปยังตัวเขาทั้งสิ้น
จิตเราไปปรุงแต่เองทั้งหมด ปรุงแต่งให้ดีก็ได้ ปรุงแต่งให้เลวก็ได้
ไม่ปรุงแต่งเลยก็ได้ ถ้า สติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันสภาวะที่เกิดขึ้น

แต่ตัวเรานั้น มีหน้าที่คือ จงมีสติ สัมปชัญญะ
กลับมาดูที่จิตตัวเอง ที่เกิดการกระทบทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น จิตเราจะละเอียดมากขึ้น เราจะมีความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวกับจิตมากขึ้น
พร้อมๆกับกำลังของสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิที่สะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

วันใดเมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ว่าจิตตั้งมั่น กิเลสกระทบปั๊บ รู้ทันที
นี่จิตเรากำลังจะกระทำกุศลหรืออกุศลให้เกิด มันสามารถรู้ได้ทันที
และทำให้เลือกที่จะทำแต่เหตุอันเป็นกุศลมากกว่าอกุศล ภพชาติย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆ

จะนำเรื่องของสภาวะจิตมาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อปฏิบัติถึงจุดๆหนึ่ง สภาวะที่ทุกคนจะต้องเจอคือ สภาวะจิตคุยกันหรือเถียงกันหรืออะไรก็ได้
แต่เป็นเรื่องของจิต 2 ตัวหรือมากกว่า 2 ตัว ตามแต่กิเลสที่มีอยู่ในจิตของคนนั้นๆสร้างมันขึ้นมา

เป็นสภาวะจิตด้านมืดกับด้านสว่าง
ด้านมืด จะแสดงสิ่งที่อยู่ฝ่าย อกุศลจิตให้เกิดขึ้น
ด้านสว่าง จะแสดงสิ่งที่อยู่ในฝ่ายกุศลจิตให้เกิดขึ้น
ด้านกลางๆ คือ จิตที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เฝ้าดู

สภาวะนี้ บางคนอาจจะเกิดในสมาธิ เราจะเห็นจิตมันถกเถียงกัน
บางคนสภาวะนี้แสดงออกมาแบบชัดเจนด้านคำพูด เลยเหมือนเป็นคนมีหลายบุคคลิก
ที่มีความคิดขัดแย้งกับตัวเองตลอดเวลา สภาวะนี้จะเห็นได้ง่ายมากๆตามเว็บบอร์ดต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เล่นกับกิเลสของตัวเอง โดยสร้างหลายๆยูสเซอร์หรือสร้างตัวละครขึ้นมา
ตามที่จิตของเขานั้นเป็นอยู่ เป็นมาก สร้างมาก เป็นน้อยสร้างน้อย

เขาสามารถสร้างตัวละครให้อยู่ในฝ่ายดี หรือ โพสแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เป็นกุศล
สร้างตัวละครฝ่ายเลว คือ สร้างแต่เหตุอันเป็นอกุศล
เขาสามารถให้ตัวละครของเขาทะเลาะกันเองได้ ว่าตัวเองได้ หรือแม้กระทั่งชมตัวเองก็ได้
สามารถสร้างตัวละครขึ้นมาหลายรูปแบบได้ แต่ละตัวละครแตกต่างกันไป
แต่ที่เขาหนีไม่พ้นคือ กิเลสของเขา เขาชอบแบบไหน กิเลสเขาจะวิ่งเข้าหาสิ่งนั้นๆ
ต่อให้เขาพยายามฝืนใจแทบตาย ที่จะไม่แตะต้อง สุดท้ายเมื่อสติ สัมปชัญญะเขายังมีไม่มากพอ
เขาย่อมแพ้กิเลสที่มีอยู่ในใจของเขามากกว่า

บางคนอาจจะไม่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้มีจริงๆหรือ มีจริงๆ สภาวะจิตแบบนี้มีจริงๆ
คุณมาเจริญสติสิ แล้วคุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้

เมื่อคุณสามารถอ่านสภาวะกิเลสของตัวเองได้ คุณก็ย่อมอ่านสภาวะกิเลสของคนอื่นๆได้
นี่เป็นผลของการเจริญสตินะ ไม่ใช่เกิดจากอำนาจวิเศษใดๆ

แต่ถ้าผู้ที่ได้ฌาน อันนั้นจะอ่านใจผู้อื่นออก แต่ไม่สามารถอ่านกิเลสคนอื่นๆออกได้
สัมมาสมาธิ กับ มิจฉาสมาธิ ให้ผลแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ขึ้นชื่อว่า สัมมาทั้งหลาย จะรู้ในตัวในกายและจิตทั้งสิ้น
ส่วนมิจฉานั้นจะตรงกันข้าม คือ ไปรู้นอกตัว ไม่สามารถรู้ในตัวได้ เพราะกิเลสถูกกดข่มเอาไว้
เลยไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสต่อไป

แล้วถ้า สัมมา ทำให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป จะรู้ทั้งในตัวและนอกตัว
สุดแต่ว่า ใครจะสร้างเหตุมาอย่างไร การสร้างเหตุล้วนส่งผลมาสู่สภาวะปัจจุบัน

การสร้างเหตุปัจจุบัน ล้วนส่งผลสภาวะในอนาคต
จงเลือกเอาเถิด ว่าควรจะสร้างเหตุอย่างใด เหตุมีผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

วันนี้อาจจะทันบ้าง ไม่ทันบ้าง แต่เมื่อยอมรับตามความเป็นจริงได้
สักวัน เราต้องทันต่อสภาวะกิเลสที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
นี่คือ ผลดีของการเจริญสติปัฏฐาน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากๆ
เหมือนน้ำซึมบ่อทราย สักวันจะกลายเป็นแหล่งน้ำใหญ่
มีไว้กินไว้ใช้ไม่รู้หมด และสามารถแบ่งปันให้คนอื่นๆได้

7 ตค. 50
20.50-23.20
เดินจงกรม ง่วงมากๆ ก็เลยใช้วิธีนั่ง แล้วฟุ้บหน้าลงไป พอค่อยยังชั่ว สักพักก็เดินต่อ
ใจก้คิดนะ ไม่ไหวแล้ว ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ เราต้องเริ่มปรับเวลาใหม่ จะมาฟุบแบบนี้ไม่ได้ มันเคยตัว
เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที
นั่งครั้งนี้ไม่มีดิ่ง กำหนดได้ เสียงนาฬิกาดัง แต่ไม่ตกใจการเดินจงกรม ไม่ได้เขียนข้อปลีกย่อยไว้ เช่น เรื่องสิ่งที่มากระทบ ขณะที่เกิดการกระทบ
ให้หยุดเดินก่อน ตรงไหนชัดเจน ให้กำหนดตรงนั้น กำหนดบ่อยๆ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องเวลา
ว่าจะนานหรือไม่นาน พอกำหนดแล้วมันจางลงหรือมันหายไป ค่อยเดินต่อ ลมกระทบถูกตัวจนรู้สึก
ก็ต้องกำหนด เดินแล้วรู้สึกตัวหนักหรือตัวเบาก็ต้องสังเกตุด้วย ไม่ใช่เดินเฉยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น
ต้องทำเอาเอง อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ไม่ต้องไปคิดมากมายหรืออ่านแล้วไปปรุงอะไรมากมาย มันก็แค่การปฏิบัติของคนๆหนึ่งแค่นั้นเอง อ่านแล้วก็รู้ รู้แล้วก็วาง
อย่าไปวุ่นวายกับตัวหนังสือ แต่จงไปวุ่นวายกับการปฏิบัติของตัวเองแทน ไม่ต้องไปคิดนอกตัว
ยิ่งปรุงก็ยิ่งฟุ้ง

8 ต.ค.

เรายังสะสมหน่วยกิตทุกวัน ส่วนมากเดี่ยวนี้จะ 2 ช.ม. อย่างต่ำ เราคิดว่า ช.ม.เดียวมันน้อยไป

9 ตค. 01.55
วันที่ 8 มีคนมาตามให้ไปดูคนป่วย อายุ 80กว่า copd นี่เราเพิ่งกลับมา เขาตามตอนตี 1
คนไข้ไอมีเสมหะ ญาติๆเห็นแล้วกลัวกันมากๆ เวลาที่เห็นคุณยายสำลัก ดูดเสมหะก็ไม่เป็น
น่าเห็นใจเขาๆไม่ได้เรียนมา ยังดีที่ยังรู้จกให้อาหารทางสายยางเป็น เขาให้เราคิดค่าเสียเวลา
แต่เราไม่ได้คิดตัง คือมองว่าทำบุญให้กับเขา เอาตังไม่ลง เงินบนความทุกข์คนอื่นนี่ เอาไม่ลงจริงๆ
กลับบ้านมาก็ตี 2 แล้ว เราก็เลยอาบน้ำ สระผม แล้วขึ้นห้องพระปฏิบัติต่อถึงตี 5 เลย

ขันธ์ 5 นี่จริงๆนะ เราต้องเร่งภาวนา เห็นสังขารแบบนี้แล้วไม่ไหว ใจมันคิดว่า ในอนาคตเราอยากเป็น
แบบนี้หรือเปล่า แต่ทุกๆอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยง ดูครูบาฯหลายๆท่านสิ กฏแห่งกรรมที่เคยกระทำกันมา

02.00-04.00
การปฏิบัติตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆ พิจรณาขันธ์ 5 ตลอด

11 ตค.. 01.30-02.30

12 ตค. 07.50-08.50

17 ตค. 00.30-01.50 วูบตลอดเลย

19 ตค.
ผ่านจริงๆ ……………….
เรามองว่าชีวิตเรามันผ่านไปเรื่อยๆ ……………

ปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ไม่ใช่เพราะเหตุอื่น เพราะตัวเราเอง ไปทำงานข้างนอกมาสองวัน
ไม่ได้นั่งสมาธิเลย มีงานทั้งวัน ได้แต่กำหนดอริยาบทย่อยเอา

วันนี้ต้องชาร์ทแบตใหม่ เริ่มจากน้อยไปก่อน แค่ 1 ช.ม.พอ เอาเข้าออกสมาธิให้คล่องก่อน
สะสมพลังใหม่ก่อน ทิ้งไปตั้ง 2 วัน

เริ่มใหม่ๆนี่ 1 ช.ม. พอไหว มากกว่านี้ มีแต่ความฟุ้งซ่าน นิวรณ์เต็มไปหมด
ต้องทำอย่างน้อยสองสามวันถึงจะแน่นเหมือนเดิม
ทำ 1 ช.ม. แต่หลายครั้งหน่อย กลับมาบ้านแล้วนี่ ต้องทำให้คุ้มกับที่ไม่ได้ทำหลักๆเลย

20 ตค. 01.00-01.30
ไปเรียนนักธรรมตรี ที่วัดมาสามเดือน คิดว่าจะได้สอบกับเขา ที่ไหนได้ พระจารย์ท่านไม่รู้ว่า
ฆาราวาส จะต้องแยกสอบกับพระ ชื่อเราเลยไม่มีส่งเข้าไปสอบ อดสอบเลย แต่ไม่เป็นไร
เอาไว้ปีหน้าค่อยเริ่มต้นใหม่ได้ ได้เรียนแค่นี้

ได้ความรู้มาก็ดีแล้ว ทำให้เราเริ่มพูดในแง่ของปริยัติได้ชัดเจนขึ้น เมื่อปฏิบัติอยู่แล้ว ปฏิเวธมีอยู่แล้ว
พอมาเรียนเพิ่ม ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้น

คิดดูก็แล้วกัน ถ้าเราได้เรียนปริยัติแค่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ผลปฏิเวธจะเกิดได้อย่างไร
เมื่อได้แต่สิกขา แต่ขาดการลงมือทำ

รู้แค่เปลือก แต่เข้าไม่ถึง แต่ยังไงๆ ถ้าเกี่ยวกับพระธรรม ถ้าได้สิกขาอย่างเดียว เราก็ว่าดี
ถ้าปฏิบัติอย่างเดียว เราก็ว่าดี

แต่จะให้ดีที่สุดก็ต้องทั้งสิกขา และปฏิบัติ นี่แหละ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

21 ตค. 07.30-08.30
23.00-00.00

23 ตค. 22.00-23.00

24 ตค. 20.40-21.20
วันนี้เริ่มปรับเวลา คือ เกินไว้ก่อนไม่ว่าจะกี่นาทีก็ช่าง เดิน 1 รอบ แล้วนั่ง 40 นาที เป็นสมาธิดี
เพียงแต่เราเองยังพิจรณาไม่ค่อยเป็น ยังยกธรรมมาพิจรณาแบบที่เขาแนะนำมายังไม่ได้
การปฏิบัติเราก็อาศัยการเข้าออกสาธิ ทบทวนสภาวะตลอด ไม่เคยทิ้งเลย

25 ตค.
ยิ่งอ่านหนังสือประวัติของหลวงปู่มั่น เรายิ่งมั่นใจมากขึ้น ชัดเจนมากขึ้น
เข้าใจได้ละเอียดมากกว่าเมื่อก่อนมากๆ” ทุกข์คืออะไร? ในปฐมเทศนาแสดงว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์และใครเล่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คืออัตภาพ ร่างกายของเรานี่เอง ฉะนั้นร่างกายนี้จึงถือได้ว่าเป็น อริยสัจธรรม การพิจรณาให้รู้แจ้ง เห็นจริงในกายนี้ ก็เท่ากับรู้แจ้ง เห็นจริง

ในอริยสัจ นั่นเอง ดูแต่พระองค์ทรงสั่งสอนปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ด้วยพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่2

คือ อนันตลักขณสูตร พระพุทธองค์ทรงยก รูป ขึ้นมาให้พิจรณา คือทรงแสดงว่า

รูป ภิกฺขเว อนตฺตา …… รูปไม่ใช่ตัวตน

ปริวัตน์ที่2 ว่า

ตํ กิ มญฺญถ ภิกฺขเว รูป นิจฺจํ วาติ อนิจฺจํ วาติ ……

ภิกษุทั้งหลาย ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ

ปริวัตน์ที่3 ว่า

ตสฺมา ตีห ภิกฺเว รูป อตีตํ วา อนาคตํ วา ปจฺจุปนฺนํ วา …….

เพราะเหตุนั้นแลภิกษุทั้งหลาย รูปในอดีต อนาคต หรือ รูปปัจจุบัน

สพฺพํ รูป ……. รูปทั้งปวง

เนตํ มม เนโส หมสฺมิ น เม โส อตฺตา ติ ……

ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนเรา

เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญา ยทตฺตพฺพํ

จงพิจรณาข้อความนี้ ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ

ได้พิจรณาว่า การพิจรณาตัวทุกข์นี้ก็คือรูปกายนี่เอง

พระปัญจวัคคีย์แม้จะได้บรรลุธรรมในเบื้องต้นแล้ว ยังไม่เพียงพอ พระพุทธองค์

จึงต้องทรงเน้นหลักลงไปที่กองกายนี่เอง โดยพระองค์ทรงแสดง อนันตลักขณสูตร

เพื่อจะให้พระปัญจวัคคีย์ได้บรรลุธรรมสูงสุด ”

การดำเนินให้เป้นไปตามความจริงนี้เรียกว่า ญาณ คือการหยั่งรู้ ได้ความรู้ว่า เป็นสิ่ง

ที่เกิดขึ้นจากความเพียงพอ ( อิ่มตัว ) ของญาณแต่ละครั้ง มิใช่เป็นสิ่งที่จะนึกคิดเดาเอา

หรือน้อมเพื่อให้เป็นไป แต่ต้องเกิดจากความจริงที่ว่า

” ต้องพอเพียงแห่งความต้องการ ( อิมตัว ) ”

การเป็นขึ้นจากการพิจรณาโดยความเป็นจริงแห่งกำลังของจิตที่ได้รับการอบรมมาพอแล้ว

เช่นผลไม้มันต้องพอควรแก่ความต้องการของมันจึงจะสุข แม้การพิจรณากาย

ที่เรียกว่าตัวทุกข์นี้ก็เช่นเดียวกัน กว่าจะกลับกลายเป็นญาณขึ้นมาได้ ต้องอาศัย

การพิจรณาจนเพียงพอแก่ความต้องการ ( จุดอิ่มตัว ) แต่ละครั้ง ….

เช่นกำลังของการพิจรณานี้มันอาจจะอยู่ได้ชั่วขณะหรือเวลา สุดแต่กำลังของญาณ

เช่น นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ได้นานเท่าไรนั้น สุดแต่การพิจรณากายเห็นชัด

ด้วยความสามารถแห่งพลังจิต การพิจรณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้

ถ้าเกิดความเพียงพอกำลังเข้าเมื่อไร ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลสได้เมื่อนั้น

สาธุ สาธุ สาธุ

หนังสือของหลวงปู่มั่นนี่ดีจริงๆ ญาณแต่ละญาณ จะต้องถึงจุดอิ่มตัว เมื่อก่อนก็แปลกใจว่าทำไม
เหมือนมันวนๆกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ที่แท้เป็นการทบทวนตลอด จนกว่าจะถึงจุดอิ่มตัว

เคล็ดไม่ลับ ในการพิจรณา หรือโยนิโส ขณะที่เกิดเวทนา
รูป นาม ขันธ์ 5 แยกออกมาทีละส่วน จะเห็นชัดเจน ว่า ….
แท้จริงแล้ว เวทนาที่เกิดนั้น เกิดจากอะไร …..
มันจะเกิดปัญญานะ หากพิจรณาแยกออกมาได้จริงๆ

สุสฺสูสา สุตวฑฺฒนี

สุตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ

ปญฺญาย อตฺถํ ชานาติ

ญาโต อตฺโต สุขาวโห

ความใฝ่เรียนสดับ เป็นเครื่องพัฒนาความรู้

ความรู้จากการเรียนสดับนั้น เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา

บุคคลที่อยู่ด้วยปัญญา ก็จะรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์

ประโยชน์ที่รู้จักแล้ว ก็นำสุขมาให้

28 ตค.21.25-23.25
อ่านหนังสือหลวงปู่มั่นแล้วมีกำลังใจเยอะมาก ต้องใช้ความเพียรอย่างหนัก กว่าจะผ่านด่าน
แต่ละด่านได้ ทบทวนแล้ว ทบทวนอีก จนอินทรีย์แก่กล้าพอ กว่าสติจะมากพอ กว่าจะแก่รอบ
หลวงปุ่ได้บอกไว้ว่า มีเวลาตอนไหนก็ทำ อย่าไปเกี่ยงเรื่องเวลา ทำทุกเวลา ทำทุกที่ ทำได้หมด

วันนี้เป็นวันแรกเราจะทำแบบที่หลวงปู่สอน ถ้ายังไม่ก้าวหน้าก็ให้รู้ไป
เดิน 5 ระยะ ไปกลับ คือ 10 รอบ ที่เหลือ นั่ง 1 ชม. แล้วกลับมาเดินใหม่

31 ตค. 03.50 ทำวัตรเช้า ต่อด้วยปฏิบัติ 1 ชม.
ง่วงจังเลย ยังไม่ชิน ทำบ่อยๆเดี๋ยวคงจะดีขึ้นเอง 3 วันแล้วที่ยังทำทั้งคืนไม่ได้ ง่วงตลอด

ดีนะที่เราเขียนบันทึกไว้ในสมุดทุกวัน บางอย่างเราก็จำไม่ได้ว่า เป็นวันที่เท่าไร
ที่เราปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร

4 มกราคม 2550

วันนี้เดิน1ช.ม. นั่ง1ช.ม. วันนี้เมื่อขณะที่เกิดเวทนา เรามีสติชัดเจนมากๆ กำหนดได้อย่างต่อเนื่อง

แล้วจู่ๆก็เห็นจิตมันแยกออกจากาย แยกออกมาเป็นคนละส่วนกัน เห็นความเกิดดับของจิต
( อันนี้ครูบาฯท่านใช้สมมุติบัญญัติว่า จิตเกิด-ดับ ในการสื่อ จริงๆแล้วสภาวะที่เกิดนั้น มันไม่มีคำเรียก
ท่านจะเปรียบเทียบว่า เหมือนสายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสาย ต้องเจอเองถึงจะเข้าใจ
ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ จะเกิดในสมาธิเท่านั้น จะเกิดเมื่อพละ 5 พร้อม ไม่ใช่นิมิต
มาถึงตรงนี้แล้ว ไม่มีนิมิต ไม่มีปีติ ไม่มีสุข ) ขณะที่เกิดเร็วมากๆ เราไม่ได้นับ

เห็นและเข้าใจเลยว่า นี่คือรูปนาม และมันก็เป็นเรื่องแปลก ที่เราเข้าใจในสมมุติได้ทันที
ขณะที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดว่าเกิดตรงไหน ไปที่ตรงไหน ปวดอย่างไรบ้าง แต่เราไม่ไปรู้สึก
กับอาการปวด เพียงแต่เป็นฝ่ายเฝ้าดูอยู่อย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีการกำหนดใดๆทั้งสิ้น

ปฏิบัติเสร็จเรานั่งทบทวนถึงสิ่งที่เราปฏิบัติในเวลานี้ รูปนาม แบบที่เราท่องๆมานั้น
เราเองยังไม่เข้าใจเลย ยังแยกไม่ถูก

แต่พอปฏิบัติได้ มันเข้าใจชัดเจนเลย จากที่ไม่เข้าใจรูปนาม กลับเข้าใจได้อย่างชัดเจน
และพูดเรื่องรูปนามได้

สมมุติก็เหมือนกัน เมื่อก่อนก็เข้าใจแบบปากท่องๆ แต่ก็ยังมีการค้างคาใจเมื่อใครมาพูดอะไรที่ไม่ถูก
( แบบเราคิดเอง )

แต่พอมาเข้าใจสมมุติ มันดับเลยความคิดนั้น เขารู้ก็รู้ของเขา เรารู้ก็รู้ของเรา
รู้แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา

คนบางคนศึกษามาเยอะ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เขาก็คิดว่าเขารู้ เขาก็อยากพูด อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ

บางคนปฏิบัติอย่างเดียว ไม่ได้ศึกษาปริยัติ แต่เขาได้ทั้งปฏิบัติและปฏิเวธ เขาก็คิดว่าเขารู้
เขาก็อยากพูด อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ หาได้น้อยมากที่จะมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

บางคนมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แต่ขาดครูบาอาจารย์คอยแนะนำ

อืมมม สรุปแล้ว ต้องใช้ความเพียรเข้าช่วย ต้องมีความเพียรมากๆ ต้องหมั่นโยนิโสมนสิการ
และข้อปลีกย่อยอีกหลายๆอย่าง

4 พย.50 21.00-22.00
ได้แต่กำหนดอริยาบทย่อย สรุปแล้ว ความเพียรต้องสม่ำเสมอต่อเนื่อง ต้องทำทุกวัน
การพิจรณารูปนาม ขันธ์ 5 คือ สิ่งสำคัญ สมาธิมากไปก็ไม่ดี แต่สติยิ่งมาก ยิ่งดี
นี่คือ ความคิดที่เกิดขึ้นในสภาวะนั้นนะ ไม่ใช่สภาวะปัจจุบัน
5 พย.
ทันไหม …….. จะมีอะไร …. รูป นาม ขันธ์ 5 แค่นั้นจริงๆ ทันหรือเปล่าล่ะฐิติภูตัง อวิชชา ปัจจยา สังขารา อุปทานัง ภโว ชาติhttp://www.dhammathai.org/dhammastory/index.phpคนเราทุกรูปทุกนาม ที่ได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์ ล้วนแต่มีที่เกิดทั้งสิ้นกล่าวคือ

มีบิดา มารดาเป็นแดนเกิด ก็แลเหตุใดท่านจึงบัญญัติปัจจยาการแต่เพียงว่า

อวิชชา ปัจจยาการ ฯลฯ เท่านั้น อวิชชาเกิดมาจากอะไร? ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่

พวกเราก็ยังมีบิดามารดา อวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความหมายตามพระคาถา

เบื้องต้นว่า ฐิติภูตัง นั่นเอง เป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐิติภูตัง ได้แก่ จิตดั้งเดิม

เมื่อฐิติภูตังประกอบด้วยความหลงจึงมีเครื่องต่อ กล่าวคืออาการของอวิชชาเกิดขึ้น

เมื่อมีอวิชชามีแล้ว จึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งสังขาร พร้อมกับความเข้าไปยึดถือ

จึงเป็นภพชาติคือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียกปัจจยาการ เพราะเป็นอาการ

สืบต่อกัน วิชชาและอวิชชาก็ต้องมาจากฐิติภูตังเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฐิติภูตัง

กอรป์ไปด้วยอวิชชา จึงไม่รู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่พิจรณาด้วย

วุฏฐานคามินีวิปัสนา รวมใจความว่า ฐิติภูตังเป็นตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์

( การเวียนว่ายตายเกิด ) ท่านจึงเรียกชื่อว่า ” มูลตันไตร ” เพราะฉะนั้น เมื่อจะตัด

สังสารวัฏฏ์ให้ขาดสูญ จึงต้องอบรมบ่มตัวการดั้งเดิม ให้มีวิชชารู้เท่าทัน

อาการทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็จะหายหลง แล้วไม่ก่ออาการทั้งหลายใดๆอีก

ฐิติภูตังอันเป็นมูลการก็หยุดหมุน หมดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ ด้วยประการฉะนี้

จากหนังสือ มุตโตทัย หลวงปู่มั่น

10 พย.

สติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ คือสนามฝึกฝนตน

พระบรมศาสดาจารย์เจ้า ทรงตั้งชัยภูมิไว้ในธรรมข้อไหน? เมื่อพิจรณาปัญหานี้ ได้ความขึ้นว่า

พระองค์ทรงตั้งมหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัยมุ่งหมายชัยชนะ จำต้องหา
ชัยภูมิ ย่อมสามารถป้องกันอาวุธของข้าศึกได้ดี ณ ที่นั้นสามารถรวบรวมกำลังใหญ่ เข้าฆ่าฟันข้าศึก
ให้ปราชัยพ่ายแพ้ไปได้ ที่เช่นนั้นจึงเรียกว่าชัยภูมิ คือที่ที่ประกอบไปด้วยค่ายคูประตูหอรบอันมั่นคง
ฉันใด …..

อุปมัยในธรรมฉันนั้น ที่เอามหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ โดยผู้ที่จะเข้าสู่สงครามรบคือกิเลส ต้องพิจรณา
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่เกิดกามราคะเป็นต้น ก็เกิดที่กาย เพราะตาแลไป
เห็นกาย ทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้นได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจรณาที่กายนี้ก่อน จะได้เป็น
เครื่องดับนิวรณ์ ทำใจให้สงบได้ ณ ที่นี้ พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจรณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว
ในเมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ จะปรากฏส่วนไหนก็ตาม ให้พึงถือเอากายส่วนที่ได้เห็นนั้นพิจรณาให้เป็น
หลักไว้ ไม่ต้องย้ายไปพิจรณาที่อื่น จะคิดว่าที่นี่เราเห็นแล้ว ที่อื่นยังไม่เห็น ก็ต้องพิจรณที่อื่นสิ เช่นนี้
หาควรไม่ ถึงแม้จะพิจรณาจนแยกกายออกมาเป็นส่วนๆ ทุกๆอาการ อันเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
ได้อย่างละเอียด ที่เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม ก็ต้องพิจรณากายที่เราเห็นที่แรกด้วยอุคคหนิมิตนั้นจนชำนาญ
ที่จะชำนาญได้ก็ต้องพิจรณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ที่นั้น ที่เดียวเอง

เหมือนสวดมนต์ฉะนั้น อันการสวดมนต์ เมื่อเราท่องสูตรนี้ได้แล้วทิ้งเสีย ไม่เล่าไม่สวดไว้อีกก็จะลืมเสีย
ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ทำให้ชำนาญด้วยความประมาท ฉันใด การพิจรณากายก็ฉันนั้น

เหมือนกัน เมื่อได้อุคคหนิมิตในที่ใดแล้ว ไม่พิจรณาในที่นั้นให้มาก ปล่อยทิ้งเสียด้วยความประมาท
ก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรสักอย่างเดียว การพิจรรากายนี้มีที่อ้างมาก

ดังในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน 5 คือกายนี้เอง ก่อนอื่นหมด เพราะเป็นของสำคัญ
ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุททกนิกาย ว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาด ไม่บอกซึ่งการพิจรณากาย
อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน 5
ก่อน อีกแห่งหนึ่งท่านกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย เชื่อว่าจะไม่มีการกำหนดกายในส่วนแห่งโกฏฐาสใด
( การพิจรณาแยกกายออกเป็นส่วนๆ ) โกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย จึงตรัสแก่พระภิกษุ 500 รูป
ผู้กล่าวถึงแผ่นดิน ว่าบ้านโน้นบ้านนี้มีดินดำดินแดงเป็นต้นนั้นว่า นั้นชื่อว่า พหิธทา …..

แผ่นดินภายนอกให้พวกท่านทั้งหลาย มาพิจรณาอัชฌัตติกา … แผ่นดินภายใน กล่าวคือ
อัตภาพร่างกายนี้ ให้พิจรณาไตร่ตรองให้แยบคาย กระทำให้แจ้ง แทงให้ตลอด

เมื่อจบวิสัชนาปัญหานี้ ภิกษุทั้ง 500 รูปก็บรรลุพระอรหัตผล เหตุนั้นการพิจรรากายนี้ จึงต้องเป็น
ของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ทั้งหมดล้วนแต่ต้องพิจรณากายนี้ทั้งสิ้น จะรวบรวมกำลังใหญ่ได้
ต้องรวบรวมด้วยการพิจรณากาย แม้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทีแรก ก็ทรงพิจรณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร?

เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า ชัยภูมิ เมื่อเราได้ชัยภูมิดีแล้ว กล่าวคือ
ปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจรณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลาย

จากหนังสือมุตโตทัย หลวงปู่มั่น

11 พย.

หลายวันมานี่ เราทบทวนมาตลอด เข้าออกสมาธิได้คล่องเหมือนเดิม
การกำหนด เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว หายใจ 2หรือ 3 ครั้งก็เข้าสู่ อัปปนาสมาธิได้เลย มันจะรู้ตัวตลอด
มีสติตลอด ถ้าสติไม่มากพอ มีสมาธิมากกว่า ดูง่าย มันจะดิ่งไปเลย กำหนดถอยออกมาไม่ทัน

เวทนา ทบทวนจนเบื่อ ตอนนี้เริ่มรู้สึกเบื่ออีกแล้ว เบื่อน่ะ แต่ใช้วิธีเข้าออกสมาธิเอา จะได้ไม่เบื่อ
ขันธ์ 5 พิจรณาได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่เป็นอัตโนมัติ ยังต้องน้อมเอามาพิจรณาเหมือนเดิม แต่บางครั้ง
ถ้าสติมากพอ เห็น รูปนามขันธ์5 ชัดเจนดี แบบประมาณว่าเข้าใจได้ทันทีในสิ่งที่เกิด ความคิดปรุงแต่ง
ไม่มี เวทนาจะดับได้ทันที แต่ดับแล้วก็เกิด เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น แต่สติเรายังไม่มากพอที่จะจับว่า
เกิด ดับ กี่ครั้ง

สองสามวันมานี่ นั่งแล้ว มันผุดขึ้นมาในใจ เห็นขาของตัวเองในท่าขัดสมาธิ เห็นแค่ขา ไม่ใช่นิมิต
เพราะไม่ได้เป็นภาพขึ้นมาให้เห็น มันผุดขึ้นมาในใจ เหมือนเวลามีธรรมผุดขึ้นมา กำหนดก็ไม่หาย
ตอนหลังเลยนั่งดู เพราะไม่รู้จะทำยังไง จะโยนิโสก็ไม่รู้ว่าจะโยนิโสยังไง นั่งดูมัน จนมันดับไปเอง

12 พย. 19.47-21.00 เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เราคิดว่า น่าจะนั่งถึงชม. นะ
เวทนาเกิดๆหายๆ พอรู้ว่ากำลังจะเกิดก็นั่งดูแต่ละขั้นตอนที่เกิด มันเริ่มทะยอยเกิด
ไม่ได้ปวดขึ้นมาทันทีทันใด เหมือนคลืบคลานขึ้นมาแบบช้าๆ แล้วค่อยๆจางหายไป

แปลกดี เหมือนกับมันไม่ปวดสุดๆ คนอื่นๆจะเหมือนเราไหม ที่เวลาเป็นสมาธิ ตาเราหลับจริง
แต่มันสว่างที่ตา สว่างอ่อนๆ ไม่เจิดจ้าพอคลายสมาธิตาก็มืดเช่นเดิม เป็นแบบนี้ตลอด
กำหนดก็ไม่หาย สว่างอยู่อย่างนั้น

วันนี้เกิดเวทนาเห็นแต่เรา คือ เรามองเห็นตัวเราเองนั่งขัดสมาธิ มันปวดไล่ไปตามขาเป็นปกติ
มีเนื้อหุ้ม เห็นแป๊บเดียว เห็นไม่นาน

November 15 50
พิจรณาธรรม ขณะที่นอน
2 วันแล้วสินะ ที่เรานอนแต่เป็นสมาธิทั้งคืน แต่ไม่เพลียนะ ไม่ง่วง มาง่วงตอนสายๆ
สุดท้าย วันนี้ก็ยังไม่ได้นอน ทำงานทั้งวัน ตอนนี้ตาก็ยังสว่างเลย ยังไม่ง่วง
เราพิจรณาธรรมของหลวงปู่มั่น และหลวงปู่เทสก์ ไล่ไปทีละข้อ
นอนพิจรณาอยู่ดีๆ จิตมันก็รวมตัวเป็นสมาธิเลย30 พย.
ตั้งแต่กลับมาจากวัดตาลเอน ไม่ได้ทำเต็มรูปแบบเลย ได้แต่สวดมนต์5 ธค.เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เริ่มใหม่นี่ เวทนาสุดๆเลย

December 07
ได้พบครูบาอาจารย์

ไม่เคยคิดว่าจะได้พบวัดที่มีการปฏิบัติแบบนี้ แม้แต่ที่วัดอัมพวันก็ไม่มี นี่ความรู้สึกประทับใจ
กับวัดตาลเอน บางประหัน อยุธยา ที่เราได้ไปปฏิบัติกรรมฐานมา 7 วัน เราตัดสินใจไม่ผิด
ที่ไปกับน้องเขา กุศลคงสุกงอมเต็มที่แล้ว ถึงได้พบครูบาอาจารย์นำทางให้ไปต่อได้

เราติดในเรื่องการปฏิบัติ อยู่ เกือบ 1 ปีเต็มๆ ตอนแรกคิดว่าจะไปพบหลวงพ่อจรัญ แต่เรารู้ดีว่า
คงเป็นโอกาสที่ยากมากๆ ที่จะได้คุยกับท่าน เราก็เลยตัดสินใจอธิษฐาน โดยตั้งจิตระลึกถึงหลวงพ่อว่า
หากแม้นกุศลที่ได้กระทำมา กุศลนั้นส่งผลแล้ว ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ลูกได้พบครูบาอาจารย์
ที่ท่านนำทางให้ลูกด้วยเทอญ

สาเหตุที่ติด มีอยู่ว่า เราผ่านบางสภาวะมาแล้ว เมื่อได้อ่านหนังสือ ว่าต่อไปจะเป็นยังไง
ด้วยความอยากรู้ เราก็เลยพยายามสร้างความเพียรอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้เห็นว่า สภาวะตัวใหม่นั้น
เป็นอย่างไร ( ตอนแรกก่อนไปวัดตาลเอน เราไม่รู้ว่า ความอยากตัวนี้แหละ ที่ทำให้เราติดอยู่นาน
แค่อยากรู้เองนะนี่ )

ซึ่งเมื่อก่อนที่เราเคยปฏิบัติที่ผ่านมานั้น เราปฏิบัติด้วยความเชื่อมั่นว่า ทางนี้แหละ ที่ทำให้เรา
อยู่บนโลกใบนี้ได้ โดยไม่ต้องเข้าไปทุกข์กับสิ่งอื่นๆ อยู่ด้วยความเข้าใจมัน

เมื่อก่อนไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น สงสัยอาจจะมี แต่ก็สักแต่ว่า ไม่เคยไปค้นหาคำตอบว่าคืออะไร
แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป รู้แค่เพียงว่า อืมมม …. ตั้งแต่ปฏิบัติมาตลอด สติเราชัดเจนมากขึ้น
กว่าเมื่อก่อน อะไรมากระทบก็รู้ได้ทันเร็วขึ้น ไม่เข้าไปยุ่งกับมัน แค่รู้ว่าเกิด แล้วก็ดับไปเอง
ไอ้ที่เคยคิดว่าเป็นทุกข์ จริงๆแล้วมันไม่ได้มาทำให้เราทุกข์ แต่เราไปทุกข์กับมันเอง
เราเอาจิตไปส่งหามันเอง

ช่วงที่เราคิดว่า ทำไมถึงย่ำอยู่กับที่ เพราะเราไปมีความอยากรู้เข้ามาแทรกในการปฏิบัตินี่เอง
เมื่อไม่ได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะรู้ มันก็เลยทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายในการปฏิบัติ
คิดแต่เพียงว่า ทำไมมันถึงเบื่ออย่างนี้ ถ้าเราเก็บรายละเอียดสักนิด จะเห็นเหตุที่ทำให้อาการเบื่อ
ได้ทันที ที่แท้เกิดจากความอยากรู้แค่นั้นเอง

ไปวัดเที่ยวนี้คุ้มมากๆ ที่ดีใจสุดๆก็คือ ตอนที่พระครูภาวนามาพูดเรื่องการปฏิบัติ พูดเรื่องสภาวะ
ที่เราเพิ่งผ่านมา ที่หลายๆคนบ่นว่าน่าเบื่อ ฟังไม่รู้เรื่อง เขาจะฟังรู้เรื่องได้ยังไง ในเมื่อ
การปฏิบัติ สภาวะของเขายังไม่ถึง แต่มาตอนหลังเราก็อธิบายให้เขาฟังกันว่า ที่เขาฟังหลวงพ่อพูดไม่รู้
เรื่องเพราะอะไร

วันนี้เราได้โทรถามหลวงพ่อพระครูภาวนานุกูลว่า เรารู้สึกเสียดายเวลาที่มีอยู่ตอนกลางคืน
คือบ้านเรากลางวันบนบ้านจะร้อนมากๆ กลางคืนจะเย็น เสียดายเวลาที่มีอยู่ แต่พอปฏิบัติได้รอบเดียว
ก็จะง่วง เราหาอุบาย โดยการกินกาแฟ เพื่อทำให้หายง่วงจะได้ปฏิบัติต่อได้

เราถามหลวงพ่อว่า อย่างนี้จัดว่าเป็นความอยากหรือไม่ หลวงพ่อตอบว่า ทุกอย่างล้วนเป็นความอยาก
โดยเฉพาะการแก้ด้วยการกินกาแฟ เป็นการแก้ที่ผิดวิธี

ให้กลับมาเดินจงกลมหรือไม่ก็ไปล้างหน้า หรือทำแบบที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ
นี่จึงจะเป็นวิธีแก้ที่ถูกต้อง ไม่ก็นอนลงไปสักพัก แล้วลุกขึ้นมาปฏิบัติใหม่
ท่านพูดว่า คนส่วนมากจะไม่ชอบเดินจงกลมกัน

เดี๋ยวนี้ เราไม่ได้เจาะจงลงไปว่าจะทำอะไรหรือยังไง แต่จะรู้ลงไปในการกระทำนั้นๆ เหมือนกับว่า
สติ สัมปชัญญะ ชัดเจนขึ้นมามากกว่าเมื่อก่อน

เมื่อคืน ก็ใช้การนั่งหลับอีก การนั่งหลับนี่ดีกว่านอน เราเปรียบเทียบผลจากตัวของเราเอง
ถ้านั่งหลับ มันจะมีสติรู้ตัวดีตลอด จะเหมือนกับว่าเรานอนไม่ค่อยหลับ แต่มันกลับไม่รู้สึกว่าเพลียเลย
แม้แต่สักนิดเดียว จะรู้สึกตัวตื่นเองทุก 2 ช.ม.

ส่วนการนอน เท่าที่สังเกตุดู นอนหลับสนิท แทบจะไม่ตื่นลุกขึ้นมาเลย แต่พอตื่นขึ้นมาแล้ว
มันจะรู้สึกเพลีย และปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่ว่าจะนอนที่กระดานโดยตรง หรือนอนบนที่นอนนุ่มๆก็ตาม
มันจะเมื่อยและเพลีย เมื่อตื่นขึ้นมา ยอมรับว่า นั่งหลับนี่สติดีกว่านอน และไม่มีอาการปวดเมื่อยหรือว่า
เพลียแต่อย่างไร เวลาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดใสดี ตามันแจ่มๆบอกไม่ถูก

อริยาบทย่อยประจำวัน รู้ตัวดีกว่าเมื่อก่อน บางทีก็ไม่ต้องกำหนด มันจะกำหนดขึ้นมาเองในใจ
ยิ่งได้อ่านพระธรรมที่พระอาจารย์ท่านให้การบ้านมา ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธองค์
เป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็แล้วแต่ ไม่ว่านอกตัว หรือในตัว มันจะพิจรณาตลอดว่า
เหตุเกิดจากอะไร แล้วผลจึงเกิดเช่นนี้ มันจะมีเหตุมีผลมากกว่าแต่ก่อน ตั้งใจไว้ จะไปเก็บอารมณ์
อาทิตย์ละ 3 วันที่วัดมหาธาตุ ถ้าอยู่บ้านชอบตามใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฝืนใจ ไปที่นั่นดีกว่า

 

โฆษณา

บันทึกการเดินทาง 2 ปี 48

2 มค. 48
วันนี้ทำเหมือนทุกๆวัน ยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่เป็นไร ทำต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
3 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม แต่นั่งสมาธิ เสร้จแล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำ
ปฏิบัติน้อย เพราะเมื่อหัวค่ำไปดูทีวี4 มค.
วันนี้ไม่ได้เดินจงกรม สวดมนต์เสร็จนั่งสมาธิ ไม่ได้กำหนดยืนหนอก่อน
สวดอิติปิโส ห้องพุทธคุณ 60 จบ แล้วกำหนดนั่งสมาธิต่อ

5 มค.
รู้สึกเบื่อเหลือเกิน แต่ตอบไม่ได้ว่าเบื่ออะไร รู้สึกเหมือนขี้เกียจมากๆ ง่วงตลอดเวลา ควรทำอย่างไรดี
เมื่อก่อนเวลาสวดมนต์ รู้สึกกระชุ่มกระชวยดี แต่ตอนนี้ไม่อยากที่จะทำเลยแหละ

เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
แปลกดีนะ ก่อนปฏิบัติรู้สึกเบื่อมากๆ แต่พอปฏิบัติแล้วกลับรู้สึกเบื่อลดน้อยลง
อาจจะเพราะปฏิบัติเสร็จแล้วก็ได้

6 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
นั่งนับพองหนอ ยุบหนอได้ 16 ครั้ง ก็หายไป จับไม่ได้เลย รู้สึกตัวเหมือนนั่งสับปะหงก
คล้ายๆกับหลับไป แต่เราว่าเราไม่ได้หลับ

8 มค.
11.00 ง่วงนอนมากๆ หลับไปเลยหลังสวดมนต์เสร็จ
15.00 เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. การกำหนดใช้มรณานุสติ กำหนดตลอด
เพื่อไม่ให้จิตไปมองที่ขา ไม่งั้นจะปวดขามากๆ วันนี้นังปวดพอทนได้
จนวินาทีสุดท้าย กำลังจะขยับขา พอดีครบเวลาที่ตั้งไว้ก่อน

10 มค.
23.00 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
มีแต่ความง่วง จับสมาธิอะไรไม่ได้เลย

11 มค.
23.45 สวดมนต์ นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม. ใช้สวดอิติปิโสมากกว่าอายุ 1 จบ
ง่วงเหมือนเดิม สู้ปฏิบัติตอนแรกๆไม่ได้

12 มค.
23.00 สวดมนต์อย่างเดียว รู้สึกเบื่อๆแบบบอกไม่ถูก ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร

14 มค.
22.15 สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม. สัปปะหงกเป็นพักๆ แต่รู้สึกตัวทัน

15 มค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม

19,20 มค.
สวดมนต์ ไม่ได้เดินจงกรม สวดพุทธคุณ 108 จบ

21-24 มค.
สวดมนต์อย่างเดียว

25 มค.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม.

28-30 มค.
ไปวัดอัมพวัน

31 มค.48
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
เวลาไปวัด ทำไมปฏิบัติได้ แต่เวลาอยู่บ้าน ยากจริงๆ


บางครั้งก็มานั่งนึก คิดเหมือนเดิมๆทุกครั้ง เราทำอะไรร้ายแรงมากหนอ ชีวิตถึงได้ผกผันไปได้ขนาดนี้

ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องสมาธิ เพราะไม่เคยอ่านหรือศึกษาเดี่ยวกับสมาธิ
การที่มีอาการง่วงนอนตลอดเวลา เกิดจากสติไม่ทัน มีสมาธิล้ำหน้า
แนวทางการปรับอินทรีย์คือ ให้เดินจงกรมให้มาก เริ่มต้นการนั่งให้น้อยๆ
ปรับไปปรับมา จนกว่าสมาธิกับสติจะเสมอกัน

1 กพ. 48
21.00 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
2 กพ.
21.50 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เดินจงกรม เดินได้ดีขึ้น รู้เท้าชัดมากกว่าเดิม มีสมาธิดีขึ้น
นั่ง มีความปวดขา แต่ไม่ชา ปวดเป็นพักๆ ยังกำหนดปวดหนอไม่ได้ กำหนดแล้วปวดมากๆ
ใช้วิธีกำหนดจิตไปที่อื่น โดยไม่สนใจความปวด ใช้การสวดมนต์กำหนดลงไปแทน
เริ่มมีอาการปวดใกล้ๆ ก่อนหมดเวลาประมาณ 10 นาที กะเอาเอง3 กพ.
20.35 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1ชม. วันนี้ปฏิบัติได้ดีกว่าเดิมมากขึ้น
การเดิน เดินได้ช้าลง สมาธิในการเดิน กำหนดได้ดีขึ้น ละเอียดมากขึ้นทุกย่างก้าวที่เดิน
เดินได้ดี มีความรู้สึกว่าหมดเวลาเร็ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน

การนั่ง การกำหนดดีขึ้น อารมณ์ในสมาธิละเอียดมากขึ้น กำหนดปวดหนอดีขึ้น
การเจ็บปวดมีบ้าง รู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้น

การฟุ้งซ่านระหว่างการเดินกับการนั่ง ยังมีอยู่ แต่สามารถกำหนดให้สงบลงได้ดีกว่าเมื่อก่อน

4 กพ.
22.00 เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
วันนี้การปฏิบัติไม่นิ่งเท่าเมื่อวาน การเดินยังเดินได้สม่ำเสมอ
การนั่งวันนี้ปวดพอทนได้ ไม่เท่ากับเมื่อวาน วูบไปพักหนึ่ง ไม่มีสติ ปวดก้นกบกับปวดขา
ออกจากการปฏิบัติก็ยังคงปวดอยู่

10-16 กพ.
สวดมนต์อย่างเดียว ไม่มีการจดบันทึกไว้ว่าเพราะอะไรจึงไม่เดินจงกรมและนั่งสมาธิ

17 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. เหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่

18 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
มีความเครียดเรื่องส่วนตัว ทำให้อยากตาย เพราะรู้สึกทุกทรมาณมากๆ อยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม

20 กพ.
เดิน 10 นาที นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้สวดมนต์ฟุ้งซ่านน้อยลง มีสมาธิดีขึ้น เครียดเรื่องหมาหน้าบ้านขุดต้นมะลิที่กำลังออกดอกงามๆ
ตัวนี้ชื่อเจ้าเผือก ดื้อมากๆ เป็นหมาไม่มีเจ้าของ แต่โตในซอย เราให้ข้าวกินทุกวัน
เขาเลยมานอนอยู่หน้าบ้าน กำลังซนมากๆ คุ้ยดิน ขุดทั้งต้นกุหลาบ ต้นดอกมะลิ ซึ่งลงไว้เยอะมาก
หมดเงินไปพันกว่าบาท เราไล่ตีเขา เขาวิ่งหนี เราก็ตะโกนใส่เขาว่า เหนื่อยแล้วนะ
เชื่อไหมว่า เขาหยุดวิ่ง และนอนลง รอให้เราเดินเข้าไปหาแล้วตีเขา ตอนนั้นตีนะ แบบไม่ทันคิด
พอหายโกรธแล้ว รู้สึกเสียใจมากๆ ที่ไปตีเขาแบบนั้น เขารักเรา
ถ้าไม่รักเรา เขาคงไม่หยุดแล้วนอนลงให้เราตีเขาหรอก ก็อารมณ์เสียไปหลายวัน

22 กพ.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที มีความฟุ้งซ่านแต่น้อยลง

23 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การเดินรู้สึกตัวชัดดี ฟุ้งน้อยลง
การนั่ง สงบลงดี

24 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
การเดิน ฟุ้งน้อยลง รู้ตัวดีขณะที่เดิน
การนั่ง ไม่ค่อยมีสติ คือ ลืมกำหนดพองยุบ กำหนดได้แค่ตอนแรก แล้วพองยุบหายไปเป็นช่วงๆ
บางครั้งก็ลืมจับไปเลย

25 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ทำสองรอบ เวลาเท่ากัน รอบบ่ายปฏิบัติได้ดีกว่ารอบค่ำ รอบค่ำเวลากำหนดไม่มีสติ
เผลอตัว ไม่ได้กำหนดพองยุบ ยังฟุ้งอยู่ แต่พอกำหนดได้บ้างเป็นพักๆ

27 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
การกำหนดยืนหนอและเดินหนอ วันนี้ดีขึ้นมากๆ เดินไปกลับได้ครบ 1ชม. กำหนดตามที่หลวงพ่อบอก
เวลาคิดอะไรก็กำหนดคิดหนอตลอด

การนั่ง ยังเหมือนเดิม คือ กำหนดไม่ค่อยได้ ยังไม่มีการกำหนดพองยุบเหมือนเดิม เหมือนไม่มีสติ

28 กพ.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
ฟุ้งตลอด มัวแต่วุ่นวายกับไดม่อน ( กระต่าย ) ไม่สงบเลย แต่ปฏิบัติได้จนครบเวลา
ไดม่อนจะชอบเข้าไปฟังสวดมนต์ และนอนดูเราปฏิบัติ ถ้าไม่ให้เข้าไปห้องพระด้วย
เขาจะตะกุยประตูดังแกรกๆอยู่อย่างนั้น เวลาเดินจงกรม เขาจะชอบเดิน แล้วมานัวเนีย
พอเวลาเรานั่งสมาธิ เขาก็จะมาดมๆตามตัว จะเป็นแบบนี้ตลอด เอาไปนอกห้อง ก็ตะกุยประตู
ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ ทำให้เกิดความรำคาญมากๆ

1 มีค. 48
21.30 สวดมนต์ เดิน+นั่ง ไม่ได้จับเวลา
22.45 แปลกจริงๆ เรานั่งอย่างไรได้นาขนาดนี้ การนั่งก็เหมือนกับว่าเราหลับไปตลอดเวลาก็ไม่ใช่
บอกไม่ถูก เรายังจับพองยุบไม่ได้ตลอดเวลาเหมือนเดิม
2 มีค.
21.10 เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
การเดิน มีฟุ้งเป็นบางครั้ง พอกำหนดได้
นั่ง เริ่มกำหนดได้ ยังมีปวดตอนท้ายๆ กำหนดปวดได้ จนครบเวลา3 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เวลาที่ไม่ได้กำหนดเวลา กลับได้สมาธิดี
แต่เวลาตั้งใจจับเวลา นั่ง 1 ชม. กลับไม่มีสมาธิ

4 มีค.
สวดมนต์ กำหนดยืนแล้วนั่ง ไม่ได้จับเวลา

7 มีค.
สวดมนต์ นั่งแล้วแผ่เมตตา

เท่าที่อ่านๆมา สังเกตุเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่เดินจงกรมก่อนทุกครั้ง
วันต่อๆไปจะเอาแต่นั่งอย่างเดียว แล้วต่อมาคือ หยุดทำ
8-9 มีค.
พาพู่ไปวัดอัมวัน พู่อยู่วัดต่อ 7 วัน ส่วนเรากลับมาทำงาน

10 มีค.
เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
เดินได้ดี มีสติดี
นั่ง ปวดมากๆ ต้องใช้วิธีขยับก้นช่วย ต้องฝึกใหม่

11 มีค.
สวดมนต์ วันนี้ไม่ได้กำหนดเดิน แต่นั่งเลย และแผ่เมตตา

12-15 มีค.
สวดมนต์ แผ่เมตตาอย่างเดียว

16 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

17 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
วันนี้ตั้งเวลานานเกินไป 1/2 ชม. เท่ากับนั่ง 1ชม. จะรู้สึกเองตอนครบเวลา บอกไม่ถูก

18 มีค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ปวดหนอ ยังกำหนดไม่ได้

19 มีค.
วันนี้ไม่ได้ปฏบัติ หงุดหงิดกับหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เกิดความเบื่อมากๆ
เมื่อเบื่อ เลยทำให้ไม่อยากทำอะไรเลย เบื่อชาวบ้าน ร้องคาราโอเกะ กินเหล้าทุกคืน เสียงดังมากๆ
เราอย่าไปสนใจชาวบ้านเลย ดูตัวเราดีกว่า ทุกอย่างผลักดันในด้านความคิด
เหตุการณืทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เราเกิดความอดกลั้น เราเริ่มระวังอารมณ์ชั่ววูบได้ดีขึ้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเราโกรธ เราจะด่าทันที แต่เมื่อกี้เราก็หลุดด่าหมากระทบคนเหมือนกัน
ความจริงแล้วเราไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ดีที่สุด
อาจจะมองดูเหมือนว่าเราแล้งน้ำใจ แต่ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า


ตอนนั้นยังกำหนดเรื่องเสียงไม่ได้ พอได้ยินแล้วเกิดความหงุดหงิดและรำคาญมากๆ
พอมาชวนเราไปบ้านเขา ไม่ไปก็ไม่ได้ พอเขาเมาชอบค่อนขอดเรา
20 มีค.
นั่งอย่างเดียว 1/2 ชม.

21 มีค.
สวดมนต์อย่างเดียว

22 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ไม่มีสมาธิเลย

23 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

24 มีค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. มีแต่ความปวดทรมาณ ( ปวดขา )

25 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

26 มีค.
กำหนดยืนแล้วนั่งเลย ไม่มีสมาธิ ดิ่งเหมือนคนหลับไปเฉยๆ

กิเลสเข้าแทรกได้ตลอดเวลา เมื่อทำไม่ต่อเนื่อง เลยทำให้เป็นแบบนี้
ทำแบบลุ่มๆดอนๆ ก็เลยได้ผลแบบลุ่มๆดอนๆ อ่านๆของตัวเองแล้วยังขำเลย
เราขี้เกียจขนาดนี้เลยหรือ แตกต่างจากปัจจุบันแบบหน้ามือกับหลังมือ เหมือนคนละคนกันเลย
7 เมย. 48
สวดมนต์
หลายวันที่ผ่านมา ไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แต่สวดมนต์อย่างเดียว นับวันต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา ยากจริงๆเลย
22 เมย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.23 เมย.
สวดมนต์

4พค. 48
ยากจริงๆหนอในการเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง เราไม่ได้ทำสม่ำเสมอ

10 พค.
สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
ทำยังไงถึงจะปฏิบัติได้สมาเสมอ ส่วนมากจะไม่ได้ปฏิบัติ นับวันถอยหลังไปเรื่อยๆ
ทำความดีนี้แสนยากจริงๆ เหมือนอย่างที่หลวงพ่อพูดเลย ถ้าเราคิดจะปฏิบัติทีไร
เรารู้สึกเกียจคร้านขึ้นมาทันที ทั้งที่เวลาก็มี ไม่ใช่ไม่มี เราชอบตามใจตัวเอง
คอยแต่จะเอาแต่สบาย เวลาปฏิบัติทีไร มีแต่ความง่วงนอนมากๆ เบื่อตัวเองมากๆเลย
ทำไมถึงขี้เกียจอย่างนี้ อีกนานไหมหนอกว่าจะทำได้สม่ำเสมอ

12 พค.
สวดมนต์

19 พค.
สวดมนต์

30 พค.
ได้แต่สวดมนต์ ปฏิบัติเราไม่ได้ทำเลย เชื่อว่าสักวันหนึ่ง เราต้องปฏิบัติได้เหมือนเดิม

……………………………………………….

9 มิย.
เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ได้สวดมนต์เลย ยิ่งปฏิบัติไม่ต้องพูดถึง ไม่ได้ทำเลย
เราเบื่อคนมากๆเลย เมื่อชาติก่อนคงทำกรรมกับคนเหล่านี้ไว้เยอะ ถึงต้องมาชดใช้กัน
ไม่อยากเกิดอีกแล้ว ปัญหาเยอะมากๆ แต่คงจะยากเหลือเกิน เพราะเรายังปฏิบัติแบบทำมั่งไม่ทำมั่งแบบนี้
บางทีก็อดคิดไม่ได้เหมือนเล่นละครใส่กัน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเขาเป็นอย่างไร เบื่อจริงๆ อยากย้ายบ้านหนี
แต่ก็คงเจอคนแบบนี้อีก ผิดที่เราเอง ที่ไปพูดคุยกับเขา แต่ถ้าไม่คุยกับเขาก็โดนเขาว่าเอาอีก

23 มิย.
สวดมนต์ ทุกวันนี้ได้บทเรียนในชีวิตหลายๆอย่าง เราไม่ควรจะไปยุ่งกับใคร หรือพูดกับใคร
เพราะพูดทีไรเป็นเรื่องทุกที คนส่วนมากจะไม่ชอบพูดความจริงกัน ส่วนมากชอบพูดแต่สิ่งที่คิดว่า
ตัวเองจะได้มากกว่า เราชอบคิดเรื่องกรรม แต่พอมองลึกๆลงไป เราจะเห็นว่า คนที่ลำบากมากกว่าเรา
ยังมีอีกมากมาย ขอให้เราได้พบแนวทางสว่างด้วยเทอญ

25 มิย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การนั่ง กำหนดได้ดี มีสมาธิในการกำหนด อาการวูบไม่ค่อยมี มีแต่ดิ่งลงไปเฉยๆ
กำหนดรู้หนอได้ทันมากขึ้นเวลาดิ่ง ปวดขา ยังพอกำหนดได้

26 มิย.
สวดมนต์ เดิน1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การนั่ง ปวดหลังมากๆ ตรงก้นกบ กำหนดไม่ได้ ฟุ้งตลอด มีแต่ความปวด

27 มิย.
สวดมนต์

…………………………………………………………………….

19 กค.
สวดมนต์ ไม่ได้ทำกรรมฐานเลย นานมาก

22-25 กค.
สวดมนต์

26 กค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ไม่มีอะไร เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง

28 กค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
การปฏิบัติ วันนี้รู้สึกสงบดีขึ้น เราอธิษฐานว่า เราจะพยายามทำให้สม่ำเสมอ

……………………………………………………………………

3 สค.
ลองนอนกำหนดดู แรกๆก็เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง เดี๋ยวดีขึ้นเอง

4-8 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

9 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

10 -18 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

19 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

20 สค.
สวดมนต์ นั่งไม่ได้กำหนดเวลา

22 สค.
สวดมนต์ เดิน 45 นาที นั่ง 45 นาที ปวดขาตลอดเวลา

23-28 สค.
สวดมนต์อย่างเดียว

29 สค.
สวดมนตื เดินและนั่ง ไม่ได้กำหนดเวลา

30 สค.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.
เดินจงกรม นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อว่าให้เดินช้าๆ
นั่ง ปวดขามากๆ

31 สค.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
พอนั่งได้ 45 นาที ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ความสงบเริ่มดีขึ้น ความปวดกำหนดยังไม่ค่อยได้


 

 

1 กย. 48
1-9 สวดมนต์อย่างเดียว

10 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

11 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เหมือนเดิม แต่ได้ความรู้สึกที่ดีขึ้นมาหน่อย

12-16 กย.
สวดมนต์อย่างเดียว

17 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ความรู้สึกคือ วูบหายไปช่วงหนึ่ง ระหว่างนับอิติปิโสได้ถึง 30 จบแล้วหายไป
โผล่ออกคือ กำลังนับ จบที่ 45 นับได้ 50 จบ หมดเวลาพอดี ปวดขาช่วงท้ายๆ

18 กย.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. เหมือนคนหลับยาว ไม่รู้เรื่อง

19 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ตอนนั่ง ง่วงนอนมากๆ เลยคิดว่า ขอกำหนดนอนละกัน ปรากฏว่า ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาดัง
หลับยาวถึงสว่างเลย

20 กย.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. แล้วเดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
มีแต่ทรมาณ ปวดขามากๆ ปวดก้นกบมากๆ

21 กย.
สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม.
พอเริ่มนั่ง ก็เริ่มปวดเลย สวดอิติปิโสได้ 3 จบ ดิ่งไปเลย มารู้สึกตัวอีกที 10 นาที ครบ 1ชม.

22 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. 10 นาที
วันนี้ทรมาณมากๆเลย กำหนดไม่ได้

23 กย.
ทดลอง ค่อยๆทำแบบเพิ่มเวลา คือ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที เพิ่มจนครบ 1 ชม.

24 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ต่อด้วย เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เดินรอบแรก รู้สกตัวดี มีสมาธิดี เหมือนตัวเบาๆลอยๆ
นั่ง กำหนดมีสติดีขึ้น แต่พออีก 10 นาที จะหมดเวลา โอ๊ยยย ปวดสุดๆ

รอบสอง นั่งนี่ ไม่ไหวเลย ปวดขา ปวดไปหมดทั้งตัว ทรมาณมากๆ กำหนดไม่ได้เลย

25 กย.
สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

26 กย.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.

27 กย.
สวดมนต์อย่างเดียว

28 กย.
เดิน 1/1/2 ชม. นั่ง 1/1/2 ชม.
ไม่สบาย ไอมาก กำหนดไม่ได้ เวียนหัวมากๆ

29 กย.
บ่าย เดิน 1 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
เย็น เดิน 1 ชม. นั่ง 35 นาที
วันนี้ จิตเป็นสมาธิดี รู้สึกว่างๆ

…………………………………………………………..

4 ตค.
เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
จะเพิ่มเวลาครั้งละ 5 นาที กลัวเสียสัจจะว่าจะทำกี่นาที
เดิน ยังเดินเร็วอยู่ ยังกำหนดไม่ดีวันนี้
นั่ง รู้สึกตัวได้ดี ไม่มีงูบหรือหลับ กำหนดได้ แต่ความคิดฟุ้งๆอยู่ แต่ก็กำหนดความคิดได้ทัน

5 ตค.
เดิน 35 นาที นั่ง 35 นาที ใกล้จะหมดเวลา ปวดมากๆ

10 ตค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
เราคิดท้อในใจบ่อยๆว่า ชีวิตเราทำไมถึงเป็นแบบนี้ ยิ่งเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่
ดูเหมือนว่า เราจะทุกข์มากขึ้นเท่านั้น แล้วเราก็ยังคงขี้เกียจเหมือนเดิมในเรื่องปฏิบัติ

11 ตค.
เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที
วันนี้ขึ้นสวดมนต์แต่วัน เพราะรู้สึกทุกข์ใจหลายๆเรื่อง เราคิดว่า จะมามัวนอนหายใจอยู่ทำไมให้เสียเวลา
เหมือนคนหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเองได้เลย เราจึงพยายามปฏิบัติตลอด

ถึงแม้ว่า บางทีจะไม่ได้ปฏิบัติ หรือ ได้ปฏิบัติ แต่เราก็จะพยายาม พยายามทำ ดีกว่าไม่ทำ
ดีกว่านอนอย่างเดียว อดทนเอาหน่อยนะ

หลวงพ่อบอกเสมอๆว่า การทำความดีนั้น ต้องลงทุนด้วยความยากลำบาก แล้วเราจะได้ดี

เราต้องอดทน เราไม่อยากเสียใจอีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องทั้งของกรรมใหม่
และกรรมเก่า ที่เราต้องชดใช้ แต่เราตั้งใจไว้แล้วจะไม่ขอสร้างเพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด
ขอใช้กรรมเก่าให้หมด วิธีใช้กรรมให้หมดที่ง่าย แต่ว่าทำได้ยากที่สุดก็คือ ทำกรรมฐาน เท่านั้น

12 ตค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม.
ปฏิบัติรู้สึกดีขึ้น นั่งทรมาณน้อยลง 1/2 ชม. แรกรู้สึกจะดิ่ง ความรู้สึกหายไป เหมือนนั่งแล้วหายไปเฉยๆ
1/2 ชม. หลัง ปวดบ้าง แต่พอทนได้ รู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ

เราต้องบอกตัวเองเสมอๆว่า เราต้องอดทน หากเราปฏิบัติได้สำเร็จ ชีวิตทั้งชีวิต เราจะได้รู้ว่า
ต่อไป ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ยิ่งเราเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่ เรารู้สึกว่า
ปัญหาเราก็มากขึ้นเท่านั้น แต่พอเราเริ่มปฏิบัติแบบจริงจัง ปัญหาที่เคยคิดว่าเป้นปัญหา
เรากลับมอง ณ ตรงนั้นว่า มันไม่ใช่ปัญหา ทุกอย่างมีทางแก้ไขได้

16 ตค.
สวดมนต์ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. หลายวันมาเลย ที่ไม่ได้สวดมนต์

17 ตค.
เช้า สวดมนต์ เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. เย็น เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.

18 ตค.
สวดมนต์ 03.30 เดิน 15 นาที นั่ง 1/2 ชม.
21.00 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. วันนี้ปวด พอทนได้

19 ตค.
04.00 ทำวัตรเช้า
18.50 ทำวัตรเย็น
19.45 เดิน 1ชม. นั่ง 1ชม.

20 ตค.
04.20 ทำวัตรเช้า
13.45 สวดมนต์ เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. กำหนดได้ดี สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน
18.50 ทำวัตรเย็น เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
ยิ่งนับวัน การปฏิบัติยิ่งบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี รู้แต่ว่าต้องทำทุกวัน เพราะชีวิตเราทุกวันนี้
มีแต่ความทุกข์เหลือเกิน เราต้องฝืนใจ ต้องพยายามทำแบบที่หลวงพ่อสอนไว้ ต้องอดทน
เพื่อสิ่งดีๆในชีวิตในวันข้างหน้าที่รอเราอยู่ ตอนนี้ถึงจะทุกข์มากแค่ไหน เราก็ต้องทน ต้องยอมรับ
ไปวัดอัมพวัน 21-28 ตค. 48

11 ธค.
ตั้งแต่กลับมาจากวัด แทบจะไม่ได้ปฏิบัติเลย ได้แต่สวดมนต์อย่างเดียว

นี่แหละ การขาดพี่เลี้ยง ไม่มีใครคอยบอกว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง
ปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆคืออะไร

ที่บอกว่า หลวงพ่อสอนนั้น คือ ระหว่างที่ไปวัดในวันแรก จะไปที่กุฏิหลวงพ่อก่อน
ช่วงนั้นหลวงพ่อยังลงเทศน์อยู่ ท่านพูดโดยรวมๆ แต่ก็โดนเราทุกๆครั้ง

จริงๆแล้ว เราเป็นคนขี้เบื่อนะ เบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซากจำเจ
การเจริญสตินี่ ยอมรับว่า ” ถูกโฉลกกับจิตเรามากๆ ” เพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้ดูตลอดเวลา

เดินมั่ง ยืนมั่ง นั่งมั่ง นอนมั่ง จะทำในอริยาบทไหนๆก็ได้ ไม่มีจำกัดวิธีการ
ก็ไม่นับว่าสายจนเกินไป ที่ได้มารู้จักกับการเจริญสติ
ประกอบกับ พื้นฐานสมาธิมีติดตัวมาเยอะ เลยทำให้ไปได้ดี

เมื่อก่อนบ้าสวดมนต์นะ ต้องใช้คำว่า ” บ้า ” เพราะว่า บ้าจริงๆ
สวดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา อยู่ตรงไหนก็จะสวด สวดเพราะอยากไปสวรรค์
วันไหน วันหยุดงาน สวดทั้งวันทั้งคืน กินข้าว ทำกิจส่วนตัวเสร็จ สวดต่อ

เดี๋ยวนี้กลับไม่ชอบการสวดมนต์ ชอบเจริญสติมากกว่า มีอะไรให้เรียนรู้ ให้ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
สวดมนต์ทีไร หลับทุกที ทั้งๆที่ เมื่อก่อนสวดได้สว่างคาตา สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆนะ
มาอ่านสภาวะเก่ากันต่อดีกว่า ว่า เรานั้น รอดปากเหยี่ยวปากกา ฝ่าฟันกิเลสตัวเองมาได้อย่างไร

บันทึกการเดินทาง 1 ปี 47

เรื่องบันทึกการเดินทาง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติของตัวข้าพเจ้าเอง ( ขอแทนสรรพนามตัวเองว่า ” ข้าพเจ้า ” )
ในบันทึกที่ได้บันทึกไว้นี้ อย่างน้อยอาจจะช่วยเป็นแนวทางแก่หลายๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางนี้อยู่
ข้าพเจ้าเองก็ไม่แตกต่างจากหลายๆคน ที่ต่างมีเหตุที่ต้องเข้ามาในเส้นทางนี้กัน
เริ่มต้นจาก ความไม่รู้ ( ไม่รู้จริงๆนะ เรียกว่า ไม่รู้อะไรเลย )
การปฏิบัติ ถ้ายังไม่เข้าใจ และยังจับจุดไม่ถูก จะรู้สึกว่ามันยากมากๆเลย เจอร้อยแปดปัญหาที่เราไปคิดว่ามันคือปัญหา
ทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ สารพัดรูปแบบที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็พยายามแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันถูกต้อง
ยิ่งแก้ยิ่งวุ่น ชีวิตจึงวุ่นวายมาตลอด แม้กระทั่งตอนที่เริ่มต้นปฏิบัติ
นี่คือ การบันทึกสภาวะเก่า ตั้งแต่แรกเริ่มปฏิบัติ ไม่ใช่สิ เมื่อได้กลับเข้ามาสู่เส้นทางปฏิบัติ
คือเคยปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ความที่ว่า คงสร้างเหตุเอาไว้เยอะมากๆ แทนที่จะได้ทำต่อเนื่อง
กลับกลายเป็นว่า เป็นไปแบบลุ่มๆดอนๆ  เส้นทางนี้ขรุขระมาตลอด ทำให้หยุดการทำไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง
นำมาแบ่งปันกันนะคะ อันนี้นำมาจากสมุดบันทึกของตัวเอง เขียนไว้ในปี 47 เดือน 13 มค.
ตอนนั้นก็เพิ่งจะหวนกลับมาเริ่มต้นปฏิบัติ เพราะมันเจอแต่ความทุกข์
เพิ่งรู้ว่าตัวเองปฏิบัติเพราะอะไร แต่พอดี จำเรื่องราวตรงนั้นไม่ได้เลยแม้แต่สักนิดเดียว
ไปอ่านเจอในสมุดบันทึกของตัวเอง ก็คิดว่า น่านำมาแบ่งปันกับทุกๆคนนะ
13 มค. 47

วันนี้เป็นวันที่เราบอกตัวเองว่า เราจะตั้งใจทำกรรมฐานตลอดกลางวัน
เราจะพยายามไม่นอน สุดท้าย เราก็ไม่ได้ทำ บ้านก็ไม่ได้ทำความสะอาด
แค่กวาดบ้าน ซักผ้า เรายังคงมีความขี้เกียจเหมือนเดิม ใจของเรายังโลเล
เราตั้งใจว่า เราจะไปวัดศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
แต่บางครั้งเราก็คิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำที่บ้านดูก่อนล่ะ ขนาดที่บ้านยังขี้เกียจ
แล้จะไปขอให้หลวงพ่อช่วยได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่พยายามช่วยตัวเอง
นี่ขนาดเพิ่มแรกเริ่มกลับมาหาธรรมะนะ เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที จะตายเสียให้ได้ :b32:
อ่านแล้วก็ขำๆตัวเอง คือ คิดว่า ไม่มีความแตกต่างเลยนะ
กับที่หลายๆคนมาเล่าเรื่องราวของเขาให้เราฟัง

เลยคิดว่า บันทึกการปฏิบัติ ที่เริ่มทำนี้ อาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆได้บ้าง
หลวงพ่อในที่นี้ คือ หลวงพ่อจรัญค่ะ

28 มิย. 47แปลกจริงนะ ชีวิตของเราจะต้องเจอปัญหาทุกอย่างเลย
ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเจอปัญหาอยู่เรื่อยยิ่งเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเจอปัญหา
บางครั้งรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยเหลือเกิน มีความรู้สึกว่า ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว
ทำอาชีพสุจริตแท้ๆ ทำไมต้องมีการอิจฉากันด้วย

เราได้แต่คิดว่า จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดีกว่านี้ แต่ทำไมเราถึงขี้เกียจขนาดนี้ก็ไม่รู้
ขนาดแค่ทำความสะอาดบ้านแท้ๆ เรายังนั่งหลับได้เลย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลับได้หลับดี

หลวงพ่อบอกว่า การทำความดี ต้องฝืนใจ

เราก็พยายามที่จะฝืน แต่ไม่สำเร็จ เมื่อไหร่ชีวิตเราจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ทุกวันนี้ ต้องพยายามบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้ ชีวิตเราต้องดีกว่าเดิม
เราเชื่อว่า ทำดีต้องได้ดี ต้องใช้เวลา

 

2 กค. 47เรารู้สึกเบื่อ แล้วก็เบื่อตัวเองมากๆ กลับเข้าบ้านมาก็เอาแต่นอน เหมือนคนไม่เคยนอนขนาดนี้
เราอยากเป็นคนขยัน เรารู้วิธีการ แต่ทำไมถึงไม่พยายามทำนะวันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง1/2 ชม. ครบเวลา แต่ปวดขาก่อนประมาณ 5 นาที
ไม่มีแสงสว่าง ฟุ้งซ่านตลอด

 


4 กค. 47

วิลัย ( คนที่อยู่ด้วยกัน ) นับวันดูดีขึ้น ( คิดไปเอง ) เราดูแย่ลง นับวันแย่ลงมากๆ
คนเขาไม่เห็นจะสนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่เขากลับดี ทีเราเชื่อ กลับไม่ดีขึ้น กลับแย่ลง

เราเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูด การทำดีต้องฝืนใจ แต่เรามักจะทำตามใจตัวเอง
หลวงพ่อพูดว่า การทำความดี ต้องใช้เวลา อย่าหวังผล เมื่อถึงเวลาแล้ว เงินจะไหลนอง ทองจะไหลมา
ทำความดี ต้องทำสม่ำเสมอ อย่าทำตัวลุ่มๆดอนๆ ทำดีไม่ได้ผล เพราะทำตนลุ่มๆดอนๆ

ยากจริงหนอ เราชอบตามใจตัวเอง ชอบนอน เป็นคนขี้เกียจ เกรียจคร้าน
กลางวัน ว่างก็นอน แทนที่จะพยายามปฏิบัติ ผลออกมาจึงเป็นเช่นนี้

เราเองก็รู้คำตอบดีว่า ทำไมชีวิตของเราถึงไม่ดีขึ้น อย่าไปมองคนอื่นเขาเลย
เขาทำดีหรือไม่ดีก็เรื่องของเขา เราต้องสนใจตัวเราเอง


นี่แหละหนา ทำคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยงใกล้ตัว ไม่มีใครคอยบอกว่าควรทำอย่างไร
แถมไม่รู้จักกิเลส ไม่มีใครมาบอกว่า นี่ความอยากเห็นไหม ความคิดลบเห็นไหม

 

9 กค. 47ทุกคนเกิดมาล้วนมีกรรมมากำหนด
หลวงพ่อบอกว่า กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ ฐานะ
เราไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี กรรมฐานก็ไม่ค่อยจะได้ทำ ชีวิตเราทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ

ชีวิตนี้น้อยนัก หนังสือของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ
ควรรีบกำหนด รีบทำกรรมฐานด้วยความเพียร เพราะเราไม่รู้ว่า

เมื่อไร ความตายจะมาถึงตัวเราเราต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ อาจจะเกิดเป็นคนหรือเกิดเป็นสัตว์หรือเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่ สุดแต่บุญหรือกรรมที่ทำมา
เราต้องรีบเร่งทำความดี เพราะกรรมเก่าที่เราทำไว้ในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ จะได้ตามเราไม่ทัน
10 กค. 47ชีวิตก็แบบเดิมๆ เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง
กินข้าวเสร็จก็นอนหลับ เย็นตื่นมาทำงานบ้าน กว่าจะอาบน้ำเสร็จเกือบสามทุ่ม
กว่าจะขึ้นห้องพระเกือบสามทุ่มครึ่ง เช้าตั้งนาฬิกาตี 3 ก้ตื่นสะเกือบตี 5 ทุกวัน
ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะ เราไม่พยายามฝืนใจ ตามใจตัวเองตลอดเวลาว่า ขอนอนต่ออีกนิดนึง
กลางวันตั้งใจมากี่วันแล้วว่าจะทำกรรมฐาน เปล่าเลย พอกินข้าวเสร็จ ต้องนั่งหลับทุกที
ต้องไม่กินข้าว สุดท้าย ถึงไม่กินข้าวก็นั่งหลับทุกครั้งเหมือนเดิม
เฮ้อ … เบื่อชีวิตจริงๆ เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ

12 กค. 47 ( ตอนนั้นไปเรียนทำเบเกอร์รี่ )

อาจารย์จะให้สวดมนต์ของญี่ปุ่น ( นำเมียว โฮริงเคียว … น่าจะใช่นะ ) เรายอมรับว่าเราลังเล
เรายังคงมีอาการเบื่อเหมือนเดิม บางทีเราคิดลบๆ ว่า ถ้าเราจบชีวิตเราคงไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

เดี๋ยวนี้เราชอบพูดมาก ชอบบ่น น่าจะเริ่มคิดใหม่ ทำใหม่
ทำให้ได้ ตื่นตี 3 แล้วสวดมนต์ก่อนที่จะไปทำอะไร หากเรายังไม่อยากปฏิบัติ ก็หยุดเอาไว้ก่อน
สวดมนต์ให้เป็นประจำ ให้จิตเกิดสมาธิก่อน ถ้าพร้อมปฏิบัติเมื่อไหร่ ค่อยปฏิบัติ


นี่แหละหนา คนที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แถมไม่มีใครให้คำแนะนำได้
14 กค. 47

ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน หากเรารู้จักใช้จ่าย เราก้จะมีเงินเหลือ หากเราใช้จ่ายโดยไม่รู้จักคิด เงินเราก็หมด
เราก็จะมีหนี้สินอยู่ตลอดเวลา ( บัตรเคดิต )
( เชื่อไหม เงินหนึ่งแสน ใช้จนสองเดือนเกลี้ยง ไม่ได้เที่ยวเลยนะ หมดไปกับค่ากิน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ความจริงแล้ว การอ่านหนังสือธรรมะ แล้วเราปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้

แต่เพราะเราขาดสติในการใช้เงิน คิดแต่ว่ามีเงินอยู่ในมือ นึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ ทิ้งๆขว้างๆ
วันนี้เราขึ้นห้องพระแต่หัวค่ำ เพื่อจะสวดมนต์ ภาวนา
15 กค. 47วันนี้ขึ้นห้องพระสวดมนต์ตั้งแต่ 20.00 น. สวดมนต์ออกเสียง เรารู้สึกสบายใจ
เหมือนเราได้ระบายความรู้สึกกดดันบางอย่างออกไป ไม่ต้องแอบสวดมนต์
เวลาวิลัยอยู่บ้าน เราเกรงใจ ไม่กล้าสวดมนต์เสียงดัง

17 กค. 47

เราไม่เข้าใจเลยว่า ถ้าเราปฏิบัติ เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม. ทำไมถึงขายของไม่ค่อยดี
( ตอนนั้นเบื่อทำงาน เลยมาลองขายของ )
แต่ถ้าเราสวดมนต์ทุกวัน แล้วแผ่เมตตากลับจะดีกว่า เราคิดว่า อาจะเป็นเพราะเราหวังผลมากเกินไป
เราได้สวดมนต์ แผ่เมตตา เรารู้สึกสบายใจขึ้นริ่มพูดน้อยลง

” อดีตอย่ารื้อฟื้น เรื่องคนอื่นอย่าไปคิด กิจที่ชอบทำให้เสร็จ อนาคตยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ”

19 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา หลับไปเลย

20 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา

21 กค. 47

สวดมนต์ แผ่เมตตา วันนี้เดิน 1/2 ชม. นั่ง 1/2 ชม.
อ่านหนังสือกฏแห่งกรรมของหลวงพ่อจรัญตลอด เพื่อจะได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ขยันมากขึ้นกว่าเดิม

22 กค. 47

วันนี้กลางวัน ทำวัตรเช้า แล้วสวดมนต์ แผ่เมตตา เดิน 20 นาที นั่ง 20 นาที

22.00 สวดมนต์ แผ่เมตตา นอนน

23 กค. 47

บ่าย สวดมนต์ เดิน 15 นาที นั่ง 15 นาที การทำสมาธิยังไม่ดีเท่าไหร่ แต่ดีในเรื่องของจิตใจ
ปลงอะไรลงไปได้หลายๆอย่าง

22.00 น. สวดมนต์ แผ่เมตตา

24 กค. 47

เมื่อไหร่หนอ ที่เราจะนั่งสมาธิได้ระดับที่สามารถแก้ไขปัญหาตัวเองได้
เรารู้ว่า ยิ่งเราอยากมากเท่าไหร่ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น
แต่เราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า หากเราพยายามทำทุกวัน สักวันหนึ่ง เราต้องทำได้
เราต้องอดทนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

 

25 กค. 47สวดมนต์ แผ่เมตตา
การปฏิบัติสมาธิยังไม่ก้าวหน้า ยังเหมือนเดิมเวลาใครนินทา ถ้าเราเห็น หรือเราจะนินทาเขา เ
พราะ เราไม่ชอบ ให้คิดดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะได้ไม่ต้องไปพูดถึงคนอื่นๆ

28 กค. 47

ตอนนี้ก่อนนอน เราจะขอกรรมฐานใช้วิธีนอนปฏิบัติ เช้ามาจะลุกขึ้นนั่งแผ่เมตตา
กลางวัน นอนอีกแล้ว การปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้า

29 กค.

กลางวันยังเหมือนเดิมคือ นอน

30 กค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางคืน สวดมนต์ แผ่เมตตา

………………………………………………………………..
1 สค. 47

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา กลางวัน นอน
21.00 ทำวัตรเย็น แผ่เมตตา วันนี้รู้สึกว่า เริ่มมีสมาธิดีขึ้น

2 สค.

เช้า สวดมนต์ แผ่เมตตา
ตอนนี้ใช้วิธีนับลูกประคำในการทำสมาธิ รู้สึกว่าทำให้จิตเราฟุ้งซ่านน้อยลง
ถ้าถามว่า ดีกว่ามั๊ย ยังตอบไม่ได้ เพราะเพิ่งลองทำ

5 สค.

22.50 สวดมนต์ แผ่เมตตา
วันนี้นั่งได้สมาธิ ถ้าตั้งใจทำจะไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยตัวตามสบาย จะได้สมาธิดี

14 สค.

เรายังปฏิบัติไม่ค่อยดี ( กรรมฐาน ) ได้แต่สวดมนต์อีกแล้ว
ตราบใดที่เรายังสนใจสิ่งที่คนอื่นพูดอยู่ แสดงว่า ยังเหมือนเดิม

19 กย.

เราไม่ได้เขียนบันทึกเลย ง่วงนอนตลอดเวลา สวดมนต์ก็แทบจะไม่ได้สวด

23 กย.

สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ อย่างละ ครึ่งชม.
……………………………………………………..
8 พย. 47
ไม่ได้จดบันทึกในเล่มนี้เลย เขียนแต่ในเล่มเล็กอย่างเดียว

10 พย .

ขนาดไปวัดมา 9 วัน เมื่อเดือนตค.ที่ผ่านมา ( ช่วงกินเจ )
ชีวิตของเราช่างหน้าเศร้าจริงๆ เราไม่พยายามที่จะเริ่มต้นใหม่เลย ( การกระทำของเราดูเหมือน
จะพยายามทั้งจากการตั้งนาฬิกาปลุก แต่จริงๆแล้วไม่ลุก ) ขี้เกียจเหมือนเดิม เบื่อตัวเองเหลือเกิน
เราเองก็รู้ตัวดีว่า เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ยิ่งเชื่อมากเท่าไหร่ กรรมยิ่งตามทัน
ได้แต่บอกตัวเองว่า ต้องพยายามตั้งใจทำกรรมฐาน

12 พย.

เราไม่รู้ว่า เราจะปฏิบัติได้แค่ไหน แต่เราก็จะพยายามทำให้ได้ ทุกวันนี้รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน
เราไปทำกรรมอะไรไว้นักหนา ทำไมต้องมามีชีวิตแบบนี้ด้วย มีแต่นอนๆๆๆๆๆ

12 ธค.
บอกตัวเองบ่อยๆว่า พรุ่งนี้จะเริ่มต้นใหม่

20 ธค.

สวดมนต์ ไหว้พระ วันนี้ลองปฏิบัติ โดยเดินและนั่ง ยืน ไม่กำหนดเวลา
ถ้านั่งสมาธิแล้วปวด ให้เปลี่ยนเป็นเดิน กำหนดเดิน แต่ไม่กำหนดเวลา
อาจจะเดินสัก 4 รอบแล้วนั่ง ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร ไม่งั้นเราจะท้อถอย
ไม่อยากปฏิบัติ เพราะไม่มีความก้าวหน้า เดินประมาณ 15 นาที นั่ง ครึ่งชม.

21 ธค.

ปฏิบัติไม่ดีเหมือนเมื่อวาน มีแต่ความง่วงนอน จับอารมณ์ไม่ได้เลย ไม่มีสติ นั่งแล้วหลับตลอด
ถ้าถามว่า มีเบื่อไหม ไม่เบื่อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องบังคับจับเวลา เบื่อมากๆ ทำให้ไม่อยากทำ

22 ธค.

เริ่มต้นทำใหม่นะ ทำแบบหลวงพ่อเคยพูด แล้วก็ตามหนังสือหลวงพ่อลีเขียนไว้ ให้ปฏิบัติบ่อยๆ
แล้วอารมณ์กรรมฐานตรงนั้นจะเกิดขึ้นเอง ต้องฝืนใจ แต่เราไม่ได้พยายามทำเลย
ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องช่วยตัวเอง

22.00 วันนี้ทำกรรมฐาน ก่อนออกจากสมาธิ แปลกมากๆ ไม่สว่างเหมือนทุกครั้ง แต่สว่างๆมากๆ
สว่างกว่าหลอดนีออนมากๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆไม่นานนัก

23 ธค.

พอคิดว่าจะทำแบบที่หลวงพ่อพูดทีไร เราจะต้องไม่ได้ทำอย่างที่คิดทุกครั้ง ต้องไม่คิดล่วงหน้าเลย
พอไม่ตั้งใจปฏิบัติ กลับปฏิบัติได้ดี เราปล่อยไปตามธรรมชาติ สวดมนต์เสร็จ ง่วงนอนมากๆ
เราก็นั่งเลย ไม่เดินจงกรม นั่งก่อนครึ่งชม. แล้วเดิน 10 นาที นั่งอีก ครึ่งชม. เดินอีก 20 นาที
นั่งอีกครึ่งชม. รู้สึกดีขึ้น ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ ทำถูกหรือเปล่า แต่จะทำไปเรื่อยๆ

24 ธค.

สวดมนต์ไหว้พระ
รอบแรกทำ1 ชม. ฟุ้งซ่านมากๆ ชอบคิดจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราว เดิน 1 รอบ ไปกลับ
รอบสองทำ 1 ชม. เดิน 2 รอบไปกลับ ( 15 ก้าว ไปกลับ 30 ก้าว ) นั่งสมาธิ ฟุ้งซ่านน้อยลง

27 ธค.

เดิน 1ชม. นั่ง 1 ชม. ทรมาณน่าดู เรายังกำหนดไม่ค่อยได้ ปวดตรงกระเบนเหน็บมากๆ
เกือบจะลืมตาดูนาฬิกา แต่พยามอดทน ปวดก็ทนเอา จนนาฬิกาดัง

ช่วงนั่งปวดมากๆ ยกก้นไป 1 ครั้ง นอกนั้นค่อยๆขยับขาตลอดเวลา จะว่าไปแล้ว ขาไม่ค่อยปสดเท่าไหร่
แต่ตรงกระเบนเหน็บนี่ปวดมากๆเลย


28 ธค.
สวดมนต์ นั่งได้ 20 นที ( เดาเอา ไม่ได้ดูนาฬิกา ) นั่งหลับตลอด ง่วงมาก มัวแต่ดูข่าวซูนามิ
เลยขึ้นปฏิบัติดึก เกือบเที่ยงคืนแล้ว


29 ธค.
เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที มีเวทนาแต่ไม่มากเท่าแรกๆปฏิบัติ
01.00 สวดมนต์ นั่ง 30 นาที ไม่เดิน กำหนดยืนแล้วนั่งเลย

30 ธค.

ทำวัตรเช้า เดิน 1 ชม. นั่ง 50 นาที ปฏิบัติดีขึ้น
การกำหนด ลองเปลี่ยนเป็น เมื่อพองหนอ ยุบหนอ หายไป กำหนดภาวนา อิติปิโส ห้องที่ 1 บทพุทธคุณ
กำหนดนับไปเรือยๆ แปลกๆดีนะ ไม่เหมือนกำหนดพองยุบ พองยุบ พอปวดก็จะปวดขาเหมือนใจจะขาด
แต่ใช้วิธีให้จิตติดภาวนา อาการปวดที่เกิดขึ้น จะเกิดแล้ว หายไป เวลาออกจากสมาธิ
อาการปวดต่างๆหายไป ไม่เหมือนพองยุบ ออกจากสมาธิ ยังปวดเหมือนเดิม

31 ธค. 47

ทำวัตรเย็น วันนี้สวดธรรมจักรด้วย เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ คิดถึงหลวงพ่อมากๆ
ปกติเราจะต้องไปวัด วันนี้จะไม่นอน จะปฏิบัติเป็นกุศลแต่หลวงพ่อ

01.20 เรานั่งสมาธิวันนี้ มีแต่ความทรมาณ เราไม่ใช่พระแบบหลวงพ่อ หรือแบบหลวงปู่ทั้งหลาย
เราปฏิบัติตามหลวงพ่อพูดดีกว่า เดิน 1 ชม. นั่ง 1 ชม. ทำให้ได้ทุกวัน แล้วเราจะทำได้เอง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้เวลา

คนที่ไม่มีพี่เลี้ยง หรือไม่มีผู้แนะนำนี่ลำบากมากๆเลยนะ อินทรีย์ก็ไม่รู้เรื่อง
อะไรๆก็ไม่รู้เรื่องสักอย่างเดียว เป็นคนมีสมาธิเยอะก็ไม่รู้เรื่อง กิเลสนี่ไม่ต้องพูดถึง
นี่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงๆเลยนะ ถึงได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้

การเจริญสติ หากเราไม่ไปสนใจ เพียงแต่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ เราจะไม่ไปเครียด และทำได้เรื่อยๆ
ตอนแรกๆที่เราทรมาณ เพราะไปมุ่งหวังมากไป คาดหวังมากไป ว่าต้องอย่างโน้นอย่างนี้
ตอนนั้นยังมือใหม่ ไม่มีใครแนะนำด้วย มองไม่เห็นความอยากได้ ความคาดหวัง

 

 

ตรงนี้ยังไม่เข้าใจเรื่องการเจริญสติ และยังไม่รู้จักกับคำว่า ” สภาวะ “
ไม่รู้ว่า สภาวะ คืออะไร และต้องทำยังไงบ้าง ได้แต่ทำตามรูปแบบที่ถูกสอนมา
ทำด้วยตัวเอง ทำคนเดียว ไม่มีที่ปรึกษา อาศัยอ่านจากหนังสือกฏแห่งกรรม
ที่หลวงพ่อได้เขียนอธิบายเรื่องแนวทางการกำหนดไว้ว่า ควรทำยังไงบ้าง
นอกนั้น ไม่รู้อะไรเลย

อิอิ .. ขอบคุณค่ะอาจารย์

  
 
 
เป็นอะไรที่คิดไม่ถึง วันนี้เป็นวันเกิด เป็นวันสมุติที่เกิดขึ้นมาในศตวรรษนี้
คือ ในการปฏิบัติ เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม
หมั่นสร้างเหตุดี ย่อมได้รับผลดีอย่างแน่นอน
 
ก็ได้กัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านไอที
ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเพิ่มขึ้นมา
นี่เขาก็สอนลงยูทูฟให้นะ เราน่ะลงไม่เป็นหรอก
เพราะไม่ค่อยจะสนใจตรงนี้สักเท่าไหร่ ก็เรียนไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามซะเมื่อไหร่
 
ตอนนี้ช่วงชีวิตของเรา เรียกว่า ได้รับแต่ผลดีมาตลอด มาเรื่อยๆ
เนื่องจากผลการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ทำมาตลอดโดยไม่ต้องไปคาดหวัง
เหมือนทำงานหาเลี้ยงชีพ เราต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ เราไม่มีกิน
เราจะไปพึ่งพาใครๆไม่ได้ เหมือนตัวคนเดียวในโลกใบนี้
แม้แต่พี่น้อง เราอาจจะพึ่งพาได้แค่ตอนแรกๆ แต่ไม่สามารถไปพึ่งเขาได้จนกว่าจะต้องตาย
 
แต่การเจริญสติ  ทำให้เรามีกินมีใช้ไปจนตายและเป็นทรัพย์ที่ติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ
ไม่ใช่แค่ปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น 

” ตัวรู้ “

” ตัวรู้ ” คือ ความรู้ที่แจ้งออกมาจากจิตจริงๆ โดยปราศจากความนึกคิดหรือพิจรณาแต่อย่างใด
บทจะเกิด เขาเกิดของเขาเอง
วันนี้มีหนึ่งตัวรู้เกิดขึ้น ขณะที่นั่งสมาธิในช่วงเย็น
” รู้ ” ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการสรุปหลักของสภาวะทั้งหมด
คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ให้แค่รู้ แล้วดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
โดยไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม
เพราะทุกๆผัสสะหรือทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสภาวะของแต่ละคนเท่านั้น
สภาวะ คือ อะไร?
สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น
สภาวะ มาจากไหน?
สภาวะ มาจาก เหตุหรือสิ่งที่คนๆนั้นได้เคยกระทำกันไว้ ไม่ว่าจะมีใครหรือไม่มีใครมาเกี่ยวข้องก็ตาม
ไม่ไปให้ค่า คือ อะไร?
การไม่ไปให้ค่า ให้ความหมายต่องสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีทั้งคำว่า ดี หรือ ไม่ดี
หรืออะไรก็ตามที่เป็นการตีค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
การที่ไปให้ค่า นั่นคือ เรากำลังสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น
ซึ่งจะส่งผลเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นกิเลส ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเราเอง
ยิ่งให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งทำงานมากขึ้นเท่านั้น
หากสติ สัมปชัญญะของเรายังไม่มีกำลังมากพอ ย่อมจะรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิตได้ยากมาก
เหตุนี้ จึงทำให้หลง คือ หลงให้ค่า  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ไหลไปกับสภาวะที่เกิดขึ้น
ไม่ไปอดีต ก็ไปอนาคต อยู่กับปัจจุบันได้ยากยิ่งนัก
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้รู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

พระคุณที่สาม

1.bmp
 

images.jpg
 


ครูบาอาจารย์ ที่ท่านประทาน ความรู้มาให้
อบรมจิตใจ ให้รู้ผิดชอบ ชั่วดี
ก่อนจะนอน สวดมนต์อ้อนวอนทุกที ขอกุศล
บุญบารมี ส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น

ครูมีบุญคุณ จะต้องเทิดทูน เอาไว้เหนือเกล้า
ท่านสั่งสอนเรา อบรมให้เรา ไม่เว้น
ท่านอุทิศ ไม่คิดถึงความยากเย็น สอนให้รู้ จัดเจน
เฝ้าแนะ เฝ้าเน้น มิได้อำพราง

พระคุณที่สาม งดงามแจ่มใส แต่ว่าใครหนอใคร
เปรียบเปรย ครูไว้ ว่าเป็นเรือจ้าง
ถ้าหากจะคิด ยิ่งคิดยิ่งเห็น ว่าผิดทาง
มีใครไหนบ้าง แนะนำแนวทาง อย่างครู

บุญเคยทำมา ตั้งแต่ปางใด เรายกให้ท่าน
ตั้งใจกราบกราน เคารพคุณท่าน กตัญญู
โรคและภัย อย่ามาแผ่วพาน คุณครู ขอกุศลผลบุญค้ำชู
ให้ครูมีสุข ชั่วนิรันดร ให้ครูมีสุข ชั่วนิรันดร

http://solno07.exteen.com/20100530/entry-1

” อาจารย์ “

อาจารย์ก็เป็นลูกศิษย์ได้ ลูกศิษย์ก็เป็นอาจารย์ได้
คำว่า ” อาจารย์ ” เราจะใช้เรียกผู้ที่ให้ความรู้กับเรา ในสิ่งที่เราทำไม่ถนัด หรือสงสัยในรู้นั้นๆ
เราไม่เคยมายึดติดกับสิ่งต่างๆว่า คนที่เราให้คำแนะนำกรรมฐานนั้น
เราจะต้องเป็นอาจารย์หรือพี่เลี้ยงเขาตลอดเวลา
การเจริญสตินี่ดีมากๆ ทำให้ไม่มายึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้
รู้แล้วยึดติดในรู้นั้นๆ นั่นยังไม่ใช่รู้ที่ออกมาจากจิตจริงๆ
ช่วงนี้คอมฯเราโดนไวรัส แบบใช้งานแทบจะไม่ได้เลย
เราก็เลยได้เจออาจารย์คนใหม่ ที่มาสอนคอมฯเราทางเน็ต
ซึ่งอาจารย์คนนี้ก็เหมือนลูกศิษย์ของเรา เพราะเราแนะนำกรรมฐานให้กับเขาอยู่
เขาเรียกเราว่า อาจารย์ เราเองก็เรียกเขาว่าอาจารย์
ทุกคนที่มาฝึกกรรมฐานหรือการเจริญสติกับเรานั้น สามารถแสดงความเห็นของตัวเองได้แบบเต็มที่
เราเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของทุกๆคน ไม่มายึดติดว่า เราเป็นคนแนะนำเขา เขาต้องฟังเรา นั่นไม่ใช่เรา
 
ถ้าเป็นเมื่อก่อนน่ะอาจจะใช่ เพราะเรายังมีนิสัยดื้อรั้นอยู่ ประมาณว่าต้องฟังฉันนะ
ถ้าไม่ฟัง ก็ไม่ต้องมาให้ฉันแนะนำเลย เป็นแบบนั้นจริงๆนะ
ผลของการเจริญสติ ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเยอะมากๆ มีแต่คำว่า รับฟังและยินยอม
วันนี้ก็ได้ฟังสิ่งที่คุณเก๊ะพูดมา เรื่อง ข้อเขียน  ก็ไม่แน่ใจนะว่าเขาต้องการสื่อถึงอะไร เพราะคุยกันในหลายๆเรื่อง
แต่หัวข้อที่เขานำมาสนทนาคือ เรื่อง สภาวะของสัมมาสติและมิจฉาสติ ที่เรานำมาเปรียบเทียบไว้ให้ดู
คือ สิ่งที่เราพูด บอกตามตรง เราไม่ได้มองไปที่ตัวคนพูดว่าคนพูดนั้นเป็นใคร
แต่เรามองแค่คำพูดว่า เขาแสดงสภาวะแบบผิดๆ   แต่ไม่ได้มีจิตคิดไปเพ่งโทษที่ตัวบุคคลที่นำมาพูด
กลับมาย้อนอ่านที่เราเขียนไว้อีกครั้ง  ตัวหนังสือนะ บางทีก็สามารถสื่อไปแบบที่ทำให้เข้าใจผิดได้
เราก็เลยกลับมาแก้ไขข้อความใหม่ เพื่อให้รู้ว่า เราไม่ได้คิดเพ่งโทษผู้พูด เพียงแต่พูดตามตัวสภาวะที่แสดง
ส่วนใครจะเช่อใครหรืออะไรนั้น เราไม่ได้สนใจ เพียงแต่เรานำเสนอไปในแง่ของสภาวะ
บอกตามตรง เราพยายามระวังทุกๆเรื่อง เพราะรู้ดีว่า สร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เหมือนข้อเขียนที่เราได้เขียนลงไป เราจะบอกเสมอๆว่า เราไม่ได้ให้เชื่อเรานะ เพียงแต่เราพูดตามสภาวะ
เพราะการที่ใครเชื่อใครนั้น นั่นเพราะเหตุเคยกระทำมาร่วมกัน
วันนี้ก็รบกวนอาจารย์จนดึกไปอีกหนึ่งวัน
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่กรุณาช่วยสอนคอมฯกับคนที่ไม่ชอบความยุ่งยาก :b8:
ตรงนี้เป็นข้อยืนยันได้ว่า หมั่นสร้างแต่เหตุดี ผลย่อมดีอย่างแน่นอน
จะไม่อยู่ร้อน นอนทุกข์ ทำอะไรก็จะประสพแต่ความสำเร็จ  สะดวก สบาย
อยากกินอะไรก็ได้กิน จนความอยากกินแบบก่อนๆ มันเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
กลายเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้
ทำให้เป็นคนที่มีจิตแจ่มใส มีแต่ความสุข ปล่อยวางได้ไวมากขึ้น
สภาวะไปได้ดี ไปแบบตัวของสภาวะเอง เราไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไร
การที่เราไปให้ค่าต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวเรานั้น นั่นคือ เรากำลังไปคิดแก้ไข
นั่นคือ เหตุที่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้นใหม่
๖ กค.๕๕
อาจารย์ คนที่พูดถึงนี้ ปัจจุบัน คือ เจ้านาย หรือคุณสามี นั่นเอง
เวลาผ่านไปเร็วมาก ถ้าไม่มาอ่านเจอในบันทึก ก็คงนึกไม่ออก ว่าได้พบเจอกันเมื่อไหร่

สูตรสำเร็จของชีวิต

เมื่อก่อนจำได้ดี   มีคำพูดอยู่ว่า ชีวิตไม่ใช่มาม่าจะได้มีสูตรสำเร็จ
ตอนนี้เรากล้ายืนยันนะว่า ชีวิตสามารถทำให้เป็นสูตรสำเร็จได้

เราคงคุ้นเคยกันมานะ กับคำพูดที่ว่า ชีวิตไม่ใช่สูตรสำเร็จ จะได้สมใจนึกไปเสียทุกๆอย่าง
ณ วันนี้ ขอยืนยันว่า ชีวิตของเรา เราสามารถทำให้เป็นสูตรสำเร็จได้ ทำได้จริงๆ
เราสามารถมีชีวิตที่สมหวัง จัดออกมาเป็นสูตรของความสำเร็จคือ เจริญสติปัฏฐาน
แล้วเราจะสมหวังในชีวิตทุกๆอย่าง เราเองถ้าไม่เคยประสพพบเจอมาด้วยตัวเอง
จะไม่กล้ายืนยันแบบนี้อย่างเด็ดขาด
ถ้าคุณต้องการจะมีชีวิตที่ปลอดภัย มีชีวิตที่เป็นสูตรสำเร็จ รวย สวย ดี มีปัญญา ใครๆก็อยากได้
แต่หาได้น้อยมากๆที่อยากจะทำ เป็นเพราะจิตยังถูกอวิชชา ( กิเลส ) ครอบงำอยู่
จึงยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ย่อมไหลไปตามผัสสะที่เกิดขึ้น 
ทำให้เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
สภาวะเราก้าวหน้าขึ้นมากๆ ละเอียดมากขึ้น 
สภาวะเป็นยังไง เราปล่อยตามสภาวะ ไม่ได้ไปให้ค่า จนต้องหาคำตอบแบบเมื่อก่อน

 

เมื่อเกิดสภาวะใด แค่ดู แค่รู้ ง่วง ก็ให้รู้ว่าง่วง ขี้เกียจให้รู้ว่าขี้เกียจ ขยันให้รู้ว่าขยัน ฯลฯ
คือสภาวะอะไรเกิดขึ้น ดูตามความเป็นจริงอย่างเดียว  ไม่ไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ
เพราะรู้แล้วว่า มันไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้เลยแม้แต่สักอย่างเดียว แล้วจะไปหาเหตุผลทำไม
ทำให้เกิดความวุ่นวายไปโดยใช่เหตุ  ปล่อยให้สภาวะเขาจบด้วยตัวสภาวะเขาเอง
เราไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไรเลย มีหน้าที่คือ เจริญสติต่อไป ทำให้ต่อเนื่อง รู้อยู่กับรูปนาม เฝ้าดูแต่กิเลสของตัวเอง
ยามที่เกิดผัสสะ ดูลงไปว่าเป็นยังไง ผลกระทบมีมากน้อยแค่ไหน ดูตามความเป็นจริง ไม่โกหกตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง
จงมาเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะอยู่เถิด แล้วโลกทั้งใบจะเป็นของเรา ถ้าเราอยากจะให้เป็น
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อถึงวันที่คุณเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่งได้แล้ว
แม้แต่โลกทั้งใบ คุณจะไม่เหลี่ยวแลหรืออยากได้มันอีกแล้วน่ะสิ เพราะว่าคุณได้พบสุขที่แท้จริงแล้ว
ซึ่งอยู่ในกายและจิตของคุณนี่เอง เหตุนี้คุณจะไม่ไปอยากได้สิ่งใดๆนอกตัวอีกต่อไป

 

สภาวะยาขยัน ( สังขารุ )

ถ้าสภาวะนี้เกิดขึ้น จะไม่มีการหลับ แต่จิตจะเป็นสมาธิตลอด
เมื่อคืน เราเข้านอนตอนตีสี่เกือบครึ่งได้  ก็นอนหงายปกติ มือวางข้างตัวธรรมดา
พอหลับตาลง เกิดโอภาสทันที แล้วมีสภาวะสุขเกิดขึ้น
มันรู้สึกวาบขึ้นมาทันที เราแค่ดู เพราะเคยชินกับสภาวะนี้ คือ การมีโอภาสขณะที่นอนหลับ
เพียงแต่ครั้งนี้มีสภาวะสุขเกิดขึ้นร่วมด้วย

 

ก็ดูกายไปเรื่อยๆ พอรู้สึกตัวอีกที แขนของเราทั้งสองข้างไปประสานกันเหมือนขณะที่นั่งสมาธิ
แต่นี่ประสานมือทั้งสองอยู่เหนือศรีษะ มือเหนี่ยวกันแน่น
ก็รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆ ตอนนี้ไม่มีสุขแล้ว แต่โอภาสยังคงมีอยู่ ก็รู้อยู่อย่างงั้น
จนกระทั่งเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ 6 โมงเช้าส่งเสียงดังขึ้น
ไม่มีอาการง่วงหาวนอนแบบคนอดนอน จิตสดชื่นดี

 

สภาวะนี้เป็นตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่วันนี้กินระยะเวลานานกว่า เป็นสมาธิได้นานกว่า
ก็ขำๆตัวเองนะ เพราะกำลังของสมาธิยังมีไม่มากพอ ได้แค่ดูไปเรื่อยๆ อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ
ทรงสมาธิแบบนี้ไปตลอด ค่อยๆสะสมไปเหมือนกับการชาร์ตแบตให้เต็มเปี่ยม
เพื่อรอเวลาที่พละ ๕ เขาพร้อมเอง เราจะไปคิดจัดการอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะที่เกิดขึ้น

 

เราชอบเรียกสภาวะนี้ว่า ” ยาขยัน ” เพราะเหมือนคนกินยาขยันแบบที่เขาพูดๆกัน ที่มีแต่ความขยันไม่หลับไม่นอน
สภาวะนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตเขาจะเข้าออกสมาธิตลอดเวลา ไม่มีการหลับนอน แต่ไปพักในสมาธิแทน
สภาวะนี้จะเกิดเฉพาะในสังขารุเปกขาญาณเท่านั้น
จะมาคู่กับสภาวะนกทิสากา เวลาที่จิตเป็นสมาธิ  สภาวะเขาจะเกิดคู่กัน
ก็เห็นตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่นั่งสมาธิ จิตมีงุบลงไป 3 ครั้ง วันนี้ก็มีอีก ก็ดูไป
วันใดถ้ากำลังของสมาธิเขาพร้อม เราคงได้ไปท่องเที่ยวในมิติอีกมิติหนึ่งอีกครั้ง

 

สภาวะ ถ้าเราไม่รู้เรื่องของสภาวะ เราเองคงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดๆนี้ได้
 คงยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ยึดมั่นในสิ่งที่คิดว่ารู้ ยึดติดในรูปแบบ
ยึดมั่นในทุกๆสรรพสิ่งที่เคยพบเคยได้เจอๆมา ทั้งหมดที่เคยยึดมั่นถือมั่นมานั้น
ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เกิดจากความไม่รู้ ล้วนเกิดจากความคิด ยึดติดในอุปทานที่เกิดขึ้น
ชีวิตนี้ช่างน้อยนัก เกิดมาแล้วกว่าจะได้พบโอกาสแบบนี้ มันช่างยากเสียเหลือเกิน
” วิบากรรม ” เกิดจากเหตุที่เคยกระทำ เป็นกรรมที่มาตัดรอนเส้นทางที่จะได้พบ ให้ยาวหรือสั้น
ก็ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยกระทำ และกำลังจะกระทำให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ

สภาวะความตาย

เส้นทางที่ผ่านๆในระหว่างการปฏิบัตินั้น คนไหนมีพื้นฐานสมถะแรง
จะพบเจอกับสภาวะแปลกๆอยู่เรื่อยๆ เหมือนอลิซในดินแดนมหัศจรรย์
เพราะจะพบแต่สภาวะแปลกๆ ประหลาดๆ แบบบางทีไม่น่าจะเป็นไปได้ 
 จิตนี้มีความมหัศจรรย์มากมายซุกซ่อนอยู่ มีความรู้ซ่อนอยู่มากมายในจิตนี้
เราเองเจอสภาวะประหลาดหลายครั้งต่อหลายครั้ง
เมื่อก่อนก็เคยมีความสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้มาจากไหน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีความสงสัยแล้ว
กำลังของสมาธิเปรียบเสมือนมนต์วิเศษ
ที่สามารถพาเราท่องเที่ยวไปในดินแดนต่างๆอีกมิติหนึ่งได้
เราบอกลากับตัวเองทุกๆวัน บอกกับตัวเองทุกๆวันเรื่อง ความตาย
พิจรณาสภาวะความตายอยู่เนืองๆ
ใครที่ยังไม่เคยเจอสภาวะความตาย ไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวขนาดไหน
ยามที่ขาดสติ ตะเกียกตะกาย ดิ้นรน พยายามหาทางเอาชีวิตรอด
ยามที่ลมหายใจกำลังจะหมดลง เหมือนคนจมน้ำ
ตะเกียกตะกาย ไขว่คว้า หาอากาศหายใจ
จากสภาวะนี้ ที่ได้พบเจอมา ใหม่ๆ ทำให้เรากลัวความตาย แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะกลัว
กลัวเวลาตอนที่อากาศกำลังจะหมดไป

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้ว ขอเพียงมี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับกาย
รู้อยู่กับความจริงที่เกิดขึ้น ปล่อยตัวตามสภาวะที่เกิดขึ้น
อย่าดิ้นรน อย่าขัดขืน แต่จงมี สติ สัมปชัญญะรู้อยู่
แล้วเราจะหลุดจากร่างหรือเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่นี้ ที่ให้จิตเราอาศัยอยู่หลุดออกไปได้แบบสบายๆ

 

ขอจงอย่ากลัว อย่าตกใจ แต่จงปล่อยให้เป็นไปตามสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ถ้าไม่มาเจริญสติ เราเองก็คงไม่รู้วิธีเตรียมตัวก่อนที่จะตายจริงๆ
เพราะว่าสักวัน เราต้องตายอย่างแน่นอน
เราควรฝึกเตรียมตัวตายทุกๆวัน ด้วยการเจริญสติ
สภาวะความตายนี่ เราผ่านมาแล้วถึงสองครั้ง จึงจำสภาวะได้อย่างแม่นยำ
ทำให้รู้ว่า ควรจะเตรียมตัวอย่างไร  ก่อนที่จะต้องตกตายลงไปจริงๆ
ควรฝึกเตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่นๆ จะได้มีสติเวลาตาย

Previous Older Entries Next Newer Entries

มิถุนายน 2010
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: