สอบอารมณ์ชาวบ้าน … อย่างฮา

 
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการสอบอารมณ์ช่างเสริมสวยและช่างทำเล็บ
ความไม่รู้นี่ช่างทำไปได้จริงๆเลยนะ
 
ช่างทำเล็บบอกว่า เวลาลมหายใจหายไป เขาไม่รู้จะทำยังไง
แต่กฌพยายามบอกับตัวเองว่ากำลังนั่งอยู่นะ แล้วเริ่มไปดึงลมหายใจกลับมาเอง
คือ เขาบอกว่า มันเป็นเอง มันไปดึงลมหายใจเพื่อจะจับพองยุบ ที่นี้พอเพ่งจะจับ
ก็ปรากฏว่า ท้องพองขึ้น ยุบลง มันไม่ตรงกับลมหายใจเข้าออก เขาก็พยายามที่จะทำให้ตรงให้ได้
เขารู้สึกเครียดมากๆ จะรู้สึกมึนหัวไปหมด จะไม่เพ่ง มันก็ไม่ยอม เพราะว่าเคยเพ่ง
 
เราแนะนำไปว่า ไม่ต้องไปบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ
ให้ใช้รู้หนอแทน จิตจะได้ไม่ไปจดจ้องที่คำบริกรรม เพื่อจะให้ท้องพองขึ้น ยุบลงตามลมหายใจ
ทำแบบนั้น เป็นการไปเพ่งเพื่อที่จะทำให้ได้ ทำแล้วจะเหนื่อย
คนนี้เคยไปปฏิบัติที่วัดอัมพวันมาบ้างแล้ว เขาบอกว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่อยู่ที่วัดแล้ว
เลยทำให้เขาไม่ค่อยอยากจะปฏิบัติ เพราะทำแล้ว เขารู้สึกเหนื่อย  เวลาที่ยังจับลมหายใจได้ มันจะไม่เป็น
พอลมหายใจหายไป มันจะเป็นแบบนี้ทุกที เป็นช่วงๆ  ไม่ได้เป็นทุกครั้ง
 
เขาบอกว่า รู้สึกเหนื่อยจริงๆ พอจับลมหายใจไม่ได้ มันจะเป็นแบบนี้ทุกที
เขาจะลองทำแบบที่เราแนะนำไป
 
คนที่ว่าอย่างฮาคือ ช่างเสริมสวย
เขาบอกว่า พอลมหายใจมันหายไป จับไม่ได้เลย
เขารู้สึกว่า รอบๆตัวเขามันมีแต่ความเงียบ มันเงียบไปหมด
ทำให้เขารู้สึกกลัวแบบไม่มีเหตุผล เขาเลยคิดวิธีเอาเอง
โดยหายใจแรงๆให้อกมันกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เมื่อรู้กายได้ ทำให้เขาไม่กลัว
 
บางทีอกมันไม่ยอมกระเพื่อมตามลมหายใจ
เขาจะใช้วิธี ยกไหล่ขึ้นลงเอาเอง เพื่อให้อกมันกระเพื่อม
 
นี่แหละที่บอกว่าอย่างฮา ฟังแล้วเราก็หัวเราะเลย รวมทั้งช่างทำเล็บด้วย
ถามเขาว่าคิดได้ยังไง เขาก็ยืนยันว่าเขากลัวความเงียบ มันเงียบไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
ทั้งๆที่รถก็วิ่งเข้าออกตลอดเวลา แต่เขาไม่ได้ยินเลย เขาเลยต้องทำแบบนี้ ทำให้ไม่กลัว
 
นี่ถ้าไปเจอคนที่ชอบให้ค่า ต้องถามละว่ามันคืออะไร เรียกว่าอะไร
เราเองยอมรับว่าเหนื่อยกับเขานะในช่วงแรกๆ เพราะเขายังไม่ค่อยจะรู้อะไรกัน
แต่ตอนนี้ไม่ต้องไปเหนื่อยอะไรแบบนั้น แค่เรานั่งฟังในสิ่งที่เขาพูดพอ เพราะเขาเชื่อในเรื่องของกรรม
เชื่อในเรื่องของเหตุและผล ว่าทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
 
ได้ให้คำแนะนำไปกับเขาคือ ถ้าจับอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
แต่ยังรู้ตัวอยู่ ให้กำหนดรู้หนอๆๆๆๆ แล้วมันจะรู้ที่กายได้ ให้เขาลองทำดูก่อน
 
ก็มีอีกนะที่เราแอบขำๆ แต่เขาไม่รู้
คือบางครั้งมีเรื่องชาวบ้านสอดแทรกเข้ามา
ก็เริ่มมีการคาดเดาละว่าต้องเป็นยังไง ช่างเสริมสวยลุกก่อนเลย
พอดีเรากำลังเข้าบทสรุปว่า ใครเขาจะเป็นอะไร ยังไงมันก็เรื่องของเขา
เราไปคาดเดาอะไรไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันมีเหตุและผลในตัว
 
ที่ว่าแอบอมยิ้ม เพราะช่างเสริมสวยนี่แสดงออกชัดเจนเลยว่า ไม่อยากคุยเรื่องชาวบ้าน
เรารู้สึกดีนะ ที่เห็นเขาเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้  แตกต่างจากที่เราเจอเขาตอนแรกๆ
เขาเอาใจใส่คนในบ้านมากขึ้น ทั้งลูกและสามี สามีไม่สบายเขาก็เอาใจและคอยดูแลทุกข์สุข
Advertisements

ทำตามความเป็นจริงแล้วสบาย

  การทำตามความเป็นจริง ตามสภาวะของตัวเอง มันจะมีแต่ความสบาย ไม่เครียด ไม่อยาก ไม่ทุกข์ ไม่ให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความไม่แน่นนอน แปรเปลี่ยนตลอดเวลา เราเพียงแค่ทำตามสภาวะที่เกิดขึ้น มีหน้าที่เพียงเท่านั้นเอง
 
การเจริญสติ ยิ่งทำต่อเนื่อง ยิ่งนับวัน สภาวะจะมีแต่ความละเอียด จะคิด จะทำอะไร มันจะละเอียดมากขึ้น มองเห็นแต่เหตุและผล เลยไม่ไปทุกข์ร้อนใดๆกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี แล้วจะต้องไปหาอะไรนอกตัว หรือไปมองอะไรนอกตัวให้วุ่นวาย สู้รู้อยู่ตามความเป็นจริงจะดีกว่า
 
นับว่าหนังสือวิสุทธิมรรค หรือพระไตรปิฎกฉบับบย่อที่ได้มาจากท่านมหาสมปอง  เราเรียกสมณศักดิ์ของพระอาจารย์ท่านไม่ถูก ท่านอยู่ที่คณะ ๒๕ วัดมหาธาตุ  หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากๆ ทั้งทางด้าน ปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ  ต้องผ่านสภาวะต่างๆมาแล้ว เมื่อมาอ่านถึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ผ่าน ก็คงได้แต่คาดเดาเอาเอง
 
เมื่อก่อนเรามีความอยากนะ ตอนที่เห็นตามความเป็นจริงใหม่ๆ
อยากพูด อยากเล่า อยากบอก อยากสอน อยากให้ทุกคนได้รู้ในสิ่งที่เรารู้
 
เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่โดนสภาวะกระหนาบและถูกสอนโดยสภาวะ ความอยากเหล่านั้นไม่มี  ไม่มีแล้วความอยากสอนใครๆแบบแต่ก่อน เพราะยิ่งสอนรู้สึกยิ่งเหนื่อย เหนื่อยใจมากๆกับกิเลสของคน
 
คนแต่ละคนที่มีแต่ความอยาก แต่เขาไม่เคยย้อนกลับไปมองตัวเองกัน ในสิ่งที่เขาคิดกัน มีแต่ส่งจิตออกนอก  มีแต่คอยนำไปเปรียบเทียบ มีแต่การให้ค่า มีแต่ความอยาก อยาก แต่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่
 
หลายๆวันที่ผ่านมา โดนสภาวะมาสอนตลอด ทำให้เรายิ่งทำตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้สภาวะเหมือนลอยตัว คือ ทำไปเรื่อยๆ ทำต่อเนื่อง ไม่สนใจเรื่องของเวลา ไม่ให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น พูดตามความเป็นจริง เพื่อไม่ไปหยิบยื่นกิเลสให้แก่คนอื่นๆไปด้วยความไม่รู้อีก เลิกแล้วในการพูดแบบก่อนๆ  พูดเรื่องญาณโน้นญาณนี้ ล้วนเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเลย
 
เมื่อคืน หลังจากที่หมูโทรฯมา เราก็เข้านอนเลย ง่วงมากๆ น่าจะสามทุ่มกว่าๆ ตื่นมาอีกที ใกล้ๆตี 3 ก็เลยลุกขึ้นอาบน้ำ แล้วขึ้นห้องพระทำกรรมฐาน ลงมาจากห้องพระตีสี่ครึ่ง ก็หุงข้าว ข้าวที่หุงเอาไว้หมดแล้ว คือจะหุงครั้งละ 5 ถ้วย แล้วตักใส่กล่องเก็บเข้าตู้เย็น เวลาจะกินก็นำมาเวฟ ใช้เวลา 3 นาที ข้าวจะร้อนมากๆ ช่วยประหยัดค่าไฟในการเสียบหม้อหุงข้าวระบบอุ่น ทำแบบนั้น ข้าวจะแข็งติดหม้อ
 
ข้าวที่หุงจะใช้ข้าวกล้องขาว 1 ถ้วย ข้าวสารธรรมดา 1 ถ้วย  ข้าวกล้องแดง 1 ถ้วย นำไปแช่ไว้ก่อน พอจะหุง ก็จะใส่ข้าวหอมมะลิขาวลงไปอีกสองถ้วย ใส่น้ำห้าขีด มันจะมีขีดบอกที่หม้อ เท่านี้แหละ จะได้ข้าวที่อร่อย หอมนุ่ม มีวิตามิน
 
กับข้าว เดี๋ยวนี้กินง่าย อยู่ง่าย  ซื้อแกงถุงที่หน้าบ้าน ถุงละ 20 บาท กินคนเดียวไม่หมดหรอก เขาให้เยอะมาก อาจจะเนื่องจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆด้วย พ่อและแม่จะสอนให้กินข้าวเยอะมากกว่ากับ จำนวนพี่น้องเยอะ กินกับมาก จะไม่พอกิน พ่อเป็นเพียงข้าราชการพลเรือน แม่เป็นแม่บ้าน ลูกห้าคน รายจ่ายเลยค่อนข้างเยอะ อาศัยว่าพ่อทำงานรพ. เลยหอบแกงถุงกลับมาบ้านทุกวัน นี่เป็นอีกเหตุ ที่ทำให้เราไม่ชอบกินแกงกะทิ เพราะกับข้าวที่พ่อนำมาส่วนมาก ไม่พ้นแกงกะทิ
 
พอมีเยอะ ย่อมทำให้กินทิ้งกินขว้าง ไม่เสียดายอาหารที่เหลือ เราเองก็เช่นกัน ไม่มีความพอดีเลยเห็นไหม เวลามีน้อยก็ประหยัด พอมีมาก ก็กินทิ้งกินขว้าง นี่แหละหนา ความไม่รู้
 
ได้ความรู้จากรุ่นน้องในเรื่องการเก็บอาหาร
น้องคนนี้เป็นคนทางเหนือ เขาจะชอบบ่นทุกครั้งที่เราทิ้งอาหารที่เหลือ เขาบอกว่า เราสามารถเก็บใส่ถุงแล้วนำไปใส่ตู้เย็นไว้ได้ แล้วเวลาจะกินก็นำมาอุ่นในมื้อต่อๆไป  เขาขอเราเก็บอาหารที่เหลือที่เราไม่เอาแล้ว เราบอกได้เลย ให้เขาเก็บได้ ตอนนั้นได้แต่มองๆเขานะว่าจะประหยัดไปถึงไหน
 
พอได้มาเจริญสติ เรื่องในอดีตมันผุดขึ้นมามากมาย ความผิดพลาด ความล้มเหลวในอดีต ความประมาทในการใช้ชีวิตในอดีต เรื่องราวต่างๆจะผุดขึ้นมา พาเราย้อนกลับไปหาเหตุการณ์เหล่านั้นอีกครั้ง
 
อย่างมื้อเช้าในวันนี้ เราได้กินข้าวแต่เช้า กับข้าวมี  น้ำพริกกะปิกับผัก ผัดเผ็ดเครื่องในไก่ ต้มพะโล้ใส่หมู ( ไข่กินหมดไปแล้ว ) กับข้าวที่มีเยอะ เพราะเดี๋ยวนี้ เวลาเรากินกับเหลือ จะนำใส่กระปุก แล้วนำไปแช่แข็งไว้ จะกินข้าวเมื่อไหร่ ก็นำไปเวฟได้ทันที มื้อเช้าเมื้อนี้ กับข้าวจึงเยอะเพราะเหตุนี้แหละ
 
น้ำพริกกะปิ ไม่ได้ทำเองเหมือนเมื่อก่อน แต่จะแวะซื้อที่ตลาดนัด ถุงละ 10 บาท ให้เยอะมากๆ ก้นำใส่กระปุก เก็บเข้าตู้เย็นเหมือนกัน แล้วก็ยังมีอีกนะ น้ำพริกแห้งๆสารพัดน้ำพริก ที่น้องที่อยู่ด้วยกันซื้อมา เขากินไม่หมด เราก็นำมาคลุกๆผสมๆรวมกันใส่ไว้ในกระปุก นำเข้าตู้เย็นไว้ บางทีเขานำออกมากิน เขาถามว่าซื้อมาจากไหนอร่อยดี
เราก็บอกว่า ก็ที่กินเหลือๆน่ะแหละ พวกน้ำพริกตาแดง น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกแมงดาสารพัดที่เขาซื้อๆมาน่ะแหละ มันเหลือๆอยู่ในถุง
เราก็นำมารวมๆ คลุกเคล้าให้มันเข้ากัน เก็บๆใส่กระปุกไว้ ก็เลยมีน้ำพริกไว้กินในมื้อต่อๆไป ที่บ้าน ในตู้เย็น เลยเต็มไปด้วยของกิน เพราะเหตุนี้แหละ
 
ก็โดนนะ กฏแห่งกรรม หรือ สิ่งที่เราเคยกระทำไว้ เมื่อก่อนเราเคยว่าน้องที่คอยเก็บอาหารจากที่เรากินเหลือ เราถามเขาว่าจะขี้เหนียวไปถึงไหน เงินเดือนเยอะแยะ ของค้างมันจะไปมีรสอร่อยเหมือนของใหม่ๆได้ยังไง
ตอนนี้โดนหมดเลยนะ มีคนเขาว่าเราขี้เหนียว ไม่ค่อยซื้ออะไรกิน  คนแถวๆหมูบ้าน เราได้ยินมา แต่เฉยๆนะ เพราะเคยเจอมาแล้ว จึงทำให้เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดมา เขาเองไม่แตกต่างจากเราในสมัยก่อนหรอก เพราะความไม่รู้ เมื่อเขาไม่รู้ เขาจึงได้พูดเช่นนั้นกัน เขาเห็นวันๆ เราไม่เคยออกจากบ้านไปซื้ออะไรกัน อยู่แต่ในบ้าน ประตูปิดตลอด เราให้อภัยกับทุกๆคนที่มีส่วนร่วมในการว่ากล่าวกับเรามานะ ไม่ไปโกรธเคืองใดๆเลย นิดเดียวไม่มี นี่แหละผลของความไม่รู้
 
สบายเลยนะ  นับวันยิ่งสบาย สบายทุกๆวัน ได้ปฏิบัติตามสะดวก กินอยู่สะดวก สบาย มีแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ให้โน่นบ้าง นี่บ้าง  
เดี๋ยวนี้ ถึงได้ย้ำบ่อยๆว่า ทำตามความเป็นจริงแล้วแสนสบาย ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง เพลียก็ให้รู้ว่าเพลีย ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ฯลฯ เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา จะไปเอาอะไรกับสภาวะ
ถ้าไปให้ค่า ต้องหาเหตุละว่าเกิดจากอะไร ทำไม รู้แล้วได้อะไรขึ้นมาล่ะ ที่รู้ก็เป็นเพียงกิเลส กิเลสที่เกิดจากการให้ค่า แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง พอหลงให้ค่า การปรุงแต่งก็เกิดตามกิเลสที่ให้ค่า
 
เมื่อก่อนว่ามีความสุขแล้วนะกับสภาวะที่ผ่านมา
ตอนนี้ยิ่งมีความสุขขึ้นยิ่งกว่าเมื่อก่อนมากๆ เพราะทำตามความเป็นจริง
เมื่อยก็พัก เหนื่อยก็พัก ขี้เกียจก็ให้รู้ พักไป มีแค่นั้นแหละ ไม่ต้องไปฝืน
พักแล้ว ร่างกายสดชื่น ทีนี้สบายเลยปฏิบัติ เดินรู้เท้า นั่งรู้ลมหายใจ พอลมละเอียดจับลมไม่ได้ มารู้ที่รู้กายเคลื่อนไหวตามลมหายใจเข้าออก เช่นท้องพองยุบ ถ้าจับพองยุบไม่ได้ รู้ที่อกเคลื่อนไหวแทน
บางครั้งจิตเสพสมาธิสูง จับอะไรไม่ได้เลย ก็ให้รู้ที่กาย ส่วนไหนของกายก็ได้ รู้เป็นขณะๆไปแบบนั้น เวทนาเกิดก็รู้ ไม่ต้องไปหาเหตุผลว่าอะไร ทำไม  เพราะล้วนแต่เป็นการให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ไม่คิดแก้ไขใดๆ  แม้กระทั่งนอนก็รู้ เวลาจะหลับก็รู้ตัวมากขึ้น
 
สภาวะทุกๆสภาวะภายในของทุกคน ไม่มีความแตกต่างกันเลย ที่แตกต่างคือ ตัว สติ สัมปชัญญะ ที่จะสามารถรู้อยู่ในปัจจุบันได้ คือรู้อยู่ในกายได้ตลอด  รู้ได้มากหรือน้อย นี่คือความแตกต่าง
 
ส่วนสภาวะภายนอก หรือ เหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น
ล้วนแตกต่างกันไป ตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา และเหตุใหม่ที่สร้างให้เกิดขึ้นอีก
วิธีการรับมือคือ ดูตามความเป็นจริง อย่าตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น การตอบโต้ คือ การไปคิดแก้ไข
นั่นคือ การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีกแล้ว ภพชาติย่อมยืดยาวออกไปเรื่อยๆ
 
หากแม้การกระทบนั้นๆ ส่งผลคือ ทำให้จิตกระเพื่อม
หากสติ สัมปชัญญะยังไม่มีกำลังมากพอ หรือยังไม่ทัน
ให้ใช้วิธีหายใจยาวๆ แล้วกำหนดรู้หนอลงไปทุกๆครั้งที่สติยังไม่ทัน ทำแบบนี้บ่อยๆ แล้วเมื่อวันใด กำลังของสติ สัมปชัญญะมากพอ การกำหนดจะหายไปเอง   ต่อไปทุกๆการกระทบ จะกระทบแล้วเหลือแค่รู้มากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี
 
พูดและทำตามสภาวะแล้วสบาย เหตุใหม่ย่อมไม่มี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ไม่ใช่พูดเพราะอยากสอน สอนแล้วมีแต่กิเลสเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ตัวเองเหนื่อย เหนื่อยกับกิเลส เหนื่อยกับความทะยานอยากของคนอื่นๆที่เขายังไม่รู้ แล้วมีแต่ความอยากรู้
แทนที่จะดูเรื่องอินทรีย์ เปล่าเลย มีแต่ส่งจิตออกนอก ถามโน่น ถามนี่ ไม่สนใจในสภาวะของตนเอง รู้นอกตัวแล้วช่วยให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงได้ ทำให้พ้นทุกข์ได้ ป่านนี้คงจะมีคนเดินหอบตำราเต็มบ้านเต็มเมือง  มากกว่าที่จะคิดปฏิบัติกัน ตรงนี้สิสิ่งสำคัญที่ควรพิจรณา แต่เปล่าเลย เพราะความอยากตัวเดียวแท้ๆ เลยสร้างเหตุไม่รู้จบ

ความอยาก

 
ข้าพเจ้าขอมากรรมกับครูบาฯทั้งหลาย ที่เคยกล่าวไปด้วยความประมาทในอดีต
เรื่องที่บอกว่า ทำไมครูบาฯทั้งหลาย ทำไมท่านถึงไม่พูดเรื่องสภาวะที่เป็นเหตุจริงๆ
ทำไมมีแต่บอกว่าให้ไปทำอย่างเดียว ไม่เคยแนะนำอะไรเพิ่มเติมเลย
ถ้าเป็นเรารู้ เราจะพูดทุกอย่างหมดเลย ไม่ต้องมาสงสัยกัน
 
ตอนนี้ สภาวะเขาตอกย้ำ เขามาสอนตลอด
ความทะยานอยากของคน มันทำให้มีคำถามไม่รู้จักจบสิ้น
ยิ่งเราตอบเขาได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งมีแต่คำถามๆๆๆๆๆ ถามซ้ำซาก ถามไม่รู้จบ
แทนที่เขาจะทำให้มาก จะมีแต่คำถามมาตลอด ทั้งๆที่ มีแต่เรื่องการให้ค่า ให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้น
แทนที่จะคอยปรับอินทรีย์ของตัวเองให้เข้ากับสภาวะ เปล่าเลย มีแต่คำถามเพราะความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น
ความอยาก บดบังปัญญา ไม่ให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่ มีแต่การให้ค่า มีแต่การปรุงแต่งของจิต แทนที่จะดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
 
นี่แหละหนา โทษของความไม่รู้ ไม่รู้ยังไม่พอ ยังคอยเปรียบเทียบตลอดเวลา
แม้แต่ความอยากที่เกิดขึ้น อยากจนล้นคอหอยก็มองไม่เห็น เพราะมัวไปหลงชื่นชมกับกิเลสที่หลงให้ค่า
ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ว่าอย่างงั้นอย่างงี้  แต่กิเลสตัวจริงดันมองไม่เห็น เพราะมัวไปหลงมองกิเลสตัวปลอมที่ให้ค่าขึ้นมาเอง
 
เออ … พระกับมาร ไม่มีแตกต่างเลย ล้วนเกิดจากการให้ค่า
แม้แต่กิเลสตัวจริงหรือตัวปลอมก็ไม่แตกต่างกันเลย ล้วนเกิดจากการให้ค่า
นี่เรียกกิเลสตัวจริง นี่เรียกกิเลสตัวปลอม สุดท้าย มันก็คือกิเลสล้วนๆ แต่เราไปให้ค่ากับมันเอง นี่จริงนี่ปลอม
ไม่ได้ช่วยให้เห็นตามความเป็นจริงสักนิดเดียว มีแต่การให้ค่า ไม่ว่าจะทั้งจริงหรือปลอม หลงไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น
 
อุปมา อุปมัย ถึงเกิดการให้ค่าเพราะเหตุนี้
ให้ค่า ก่อนที่จะรู้จักกับสภาวะของให้ค่า แล้วจะค่อยๆเลิกให้ค่า
มันเป็นแบบนี้นี่เอง  แล้วทำอย่างไรที่เขาจะรู้ดวยตัวของเขาเองได้ล่ะ
นี่แหละหนา เหตุเกิดจากความไม่รู้ที่หลงสร้างกันเอาไว้ สภาวะถึงได้เป็นแบบนี้
 
แม้แต่เราเอง ความผิดพลาด ที่เกิดจากการให้ค่าไว้ในอดีต
สภาวะต่างๆ ย้อนกลับมาเล่นงานเราหมดเลย โดนหมดทุกๆคำพูด
เราถึงพยายามพูดตามความเป็นจริงให้ทุกๆคนได้รู้ เมื่อรู้จะได้ไม่ทำผิดพลาดแบบเรา
 
บางคนพูดตรงๆก็โกรธเรา ไม่พอใจเรา
หารู้ไม่ สิ่งที่เราพูดทั้งหมดคือ พูดตามความเป็นจริง
เพื่อเขานั้นจะได้ไม่หลง ไม่ผิดพลาดแบบที่เราเคยผิดพลาดมา
ขืนมานั่งพูดเอาใจกัน ตายเลย จะกลับกลายเป็นว่า เราไปหยิบยื่นกิเลสให้กับเขา
ให้เขาเกิดกิเลสไปมากกว่าเดิม เท่ากับเราไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ทั้งๆที่รู้แล้ว
 
คงไปช่วยอะไรใครไม่ได้ เหตุระหว่างเรากับเขาคงสร้างร่วมกันมาแค่นั้น
บางคนเลิกและขาดการติดต่อจากเราไปเลยก็มี เรามองตามความเป็นจริง เหตุมี ผลย่อมมี
 
ครูบาฯท่านถึงย้ำนักย้ำหนา เรื่องการปลูกศรัทธาก่อน
แต่เราไม่ ขอทำตามความเป็นจริง ดูที่เหตุอย่างเดียว ทำตามเหตุ
แค่นี้ เหนื่อยไม่รู้จะเหนื่อยยังไง  ขืนมาคอยปลูกให้เกิดความศรัทธา ไม่ไหวหรอก

อิ่มบุญ อิ่มใจ

 
วันที่ 25 กค. ไปกับน้องๆและญาติๆ ไปส่งแม่ที่วัดพุทโธภาวนา แม่ไปถืออุโบสถศิล 3 เดือน
และเมื่อรับกระฐินแล้ว แม่จึงจะกลับมาอยู่บ้าน  อนุโมทนา สาธุ
 
คือรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจยิ่งนัก  ไม่เคยคาดคิดว่า แม่จะเดินเส้นทางนี้ คิดว่าออกนอกเส้นทางไปซะแล้ว
เหตุจากงานที่แม่ทำอยู่ ทำให้ไม่มีเวลาปฏิบัติภาวนา
 
เราเฝ้าอธิษฐานจิตให้แม่ตลอด ให้น้องๆตลอด ขอให้ทุกคนได้เข้าสู่เส้นทางธรรม
จะเป็นทางไหนๆก็ได้  น้องๆของเราหนักไปทางการให้และบริจาคทาน ยิ่งให้ยิ่งได้ อันนี้พิสูจน์ได้
เพราะทำแล้วได้ผลจริงๆ ให้ไปเถิด จะให้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อย่างน้อยผลแห่งการให้ ย่อมทำให้ความตะหนี่ถี่เหนียวในจิตนั้นลดลง
 
ขากลับ น้องพาแวะวัดไร่ขิง ได้หล่อเทียน แล้วไปเที่ยวตลาดน้ำดอนหวายต่อ
 ของกินเยอะมากๆ แบบดูแล้วลายตา
 
 
เป็ดพะโล้นายหนับ ราคาจะถูกกว่าอีกเจ้า อร่อยนะ  น้ำจิ้มเขาทำแปลกดี ใส่เต้าเจี้ยวด้วย รสชาติดีมาก
ราคาอยู่ที่ตัวละ 260 บาท ถ้าเป็นชิ้นส่วนเป็ด ถุงละ 30 บาท ไม่แพงนะ ให้เยอะ
 
26 กค. ไปปฏิบัติที่ศูนย์ปฏิบัตินานาชาติ ห้องแอร์ ที่วัดมหาธาตุ อันนี้ไปกับหมู
ส่วนอีกคนที่เคยไปไหนด้วย ไม่ได้ไป เนื่องจากเขายังงอนไม่เลิก
 
คนเยอะมากๆ แต่ความเย็นของแอร์คงเย็นทั่วถึง
มีน้ำปานะเลี้ยงคือ น้ำบ๊วยและเครื่องดื่มต่างๆ มีอาหารทั้งมังสะ ทั้งอาหารทั่วๆไปเลี้ยงทั้งวัน
ได้ปฏิบัติแค่รอบเดียว เพราะรอบต่อไปเขามีงานกัน มีฟังเทศน์ เลยชวนหมูกลับ
 
คืนวันนั้นไปค้างที่ห้องหมู แอร์เย็นสุดๆ เจ้าของห้องเปิดแอร์เย็นกระหน่ำ
ก่อนนอน ทำกรรมฐานไปสองรอบ 
 
27 กค. ตื่นมาเที่ยงแล้ว สองคนนอนกินบ้านกินเมือง
หมูพาไปร้านสเต็ก สุดท้ายให้เขาจัดใส่กล่อง ไปกินบุฟเฟ่สุกี้และติ่มซำที่ตึกใบหนาด ( เอสพลาหนาด )
 
เหมือนห้างทั่วๆไป แต่ใหญ่ และดูสะอาดตา แอร์เย็นมากๆน่าทำกรรมฐาน
ห้องน้ำสะอาด มีกระดาษทิชชูไว้พร้อม อ่างล้างหน้าทำแบบลึกกันน้ำกระเด็นเลอะ
 
ประทับใจเอ็มเคสุกี้ที่นี่มากกว่าสาขาอื่นๆ
เริ่มตั้งแต่เข้าร้าน พนักงานนี่น่ารักมากๆ ต้อนรับดี ยิ้มแย้มตลอด ไม่เร่งลูกค้า
มีเวลาทาน 1 ชม. 15 นาที ถ้าจำไม่ผิดนะ คือ เขาจะบอกฏระเบียบให้เราฟังก่อนว่า มีกฏในการทานอย่างไรบ้าง
เช่นอาหารห้ามเหลือเกินปริมาณ สั่งได้ทุกอย่างตามเมนู หัวละ300 บวกเซอร์วิชชาร์ท ตกแล้ว 328 บาท รวมเครื่องดื่มด้วย 
เป็นบุฟเฟ่ห์  เขาเลยจำกัดเวลาในการรับประทาน  เวลาเปิด – ปิด : จันทร์ถึงศุกร์ 10.00-17.00 เว้นวันหยุดนักขตฤกษ์
นั่งนานเกินคิด 10 นาที 20 บาท ( มื้อนี้หมูขอเลี้ยงเอง )
 
รายการแนะนำ หอยแมลงภู่ ตัวละ 1 คำ ตัวใหญ่มากๆ เพิ่งเคยเจอ 1 จานจะมี 3 ตัว
เห็ดออรินจิ อร่อยมากๆ เนื้อเห็ดจะเด้งๆ เห็ดฟางอวบๆ ขนมจีบอัดแน่นด้วยคุณภาพ ฮะเก๋าเนื้อแน่นๆ
เผือกทอด ฯลฯ คือมีหลายอย่างจนจำไม่ได้ แต่ชอบทุกอย่างที่สั่งมา จนกระทั่งของหวาน เครื่องดื่มชาเย็น
กาแฟเย็น รสชาติเข้มข้น เติมได้ไม่อั้น ถ้าดื่มไหวนะ นี่แก้วเดียว ถ้าดื่มน้ำมาก จะทานอาหารไม่ลง ตบท้ายด้วย
ไอศกรีมหรือไอติมกะทิที่เข้มข้นหวานมัน อร่อยมากๆๆ เรียกว่าคุ้มค่าในเงินที่ต้องจ่ายไป
 
 
 
 

 

 หลังจากนั้นหมูก็พาเดินทัวร์ ไปร้านสินค้าญี่ปุ่น เขาเขียนว่าทั้งร้านทุกอย่าง 60 บาทต่อหนึ่งรายการ
ซื้อใยสำหรับขัดตัวมาหนึ่งชิ้น ทำได้เก๋มากๆ ออกแบบเป็นผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ
กว้าง 12 ซม. ยาว 1 เมตร ทำจากใยบวบ มีหลายแบบ หลายขนาด ทั้งแบบแข็ง แบบกลางๆ
และ แบบนุ่ม มีเขียนบอกไว้ว่า ทำจากอะไรบ้าง จากถั่วเหลือง จากคาร์บอนก็มีนะ เข้าใจทำ
นำมาทอเป็นผืน ถูกนะถ้าเทียบกับจากที่ร้านอื่นๆ  แม้แต่ที่ใส่สบู่ก็เข้าใจออกแบบ เป็นสองชั้น
ใช้ตัวดูดติดผนัง  มีแต่ของโนเนะแบบญี่ปุ่น  สินค้าทุกอย่างโลโก้จะเป็นของญี่ปุ่น

ไปชั้นบน ไม่ได้ดูว่าชั้นที่เท่าไหร่ จะมีเครื่องหนังขาย ซื้อไส้ปากกาของโปโล ( หมูให้มาเป็นของขวัญปีใหม่ ) 
แถวบ้านไม่มีขาย หาซื้อยากมาก  1 ไส้ ใช้ได้ 4 เดือน ราคาอันละ 115 บาท ซื้อมาสองไส้

หลังจากนั้นพาหมูไปร้านเทวิน พาไปซื้อรองเท้า ( หมูจ่ายเอง )
ก็เลยซื้อน้ำยาสำหรับรองเท้าหนังให้หมูไป 1 กระปุก

หมูฝากเสื้อมาให้กับช่างเสริมสวยและช่างทำเล็บ และมีของกินด้วย
ค่อนข้างพะรุงพะรังตอนกลับ

ขากลับนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสจากอนุเสาวรีย์ชัยฯมาลงที่อ่อนนุช ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที
ถ้านั่งรถแอร์นะ อย่างต่ำสองชม. กว่าจะถึงสมุทรปราการ ถ้ารถติดล่ะก็อย่างต่ำ 3 ชม.
ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดชม.ครึ่ง เรามองคน แล้วนั่งอมยิ้ม

การเดินทางในวันนี้ค่อนข้างมีความสุข ไม่ค่อยจะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเมื่อก่อน
มองรอบๆตัวด้วยความสุขใจมากขึ้น หน้าจะอมยิ้มตลอด ส่งยิ้มให้คนได้ง่าย
จนคนข้างๆต้องส่งยิ้มให้ ใครจะนึกจะคิดอย่างไร เราไม่รู้นะ แต่เรารู้สึกสงบสุขอยู่ในใจ
ทั้งๆที่เสียงในรถไฟฟ้า คนค่อนข้างคุยกันเสียงดังมาก บางคนก็โทรฯ บางคนเล่นเกมส์

สภาวะของเราเปลี่ยนไปอย่างได้ชัด มันจะรู้อยู่ในกายได้ชัดมากๆ
ถึงแม้ว่ารอบๆตัวของเรานั้นจะมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา สุขหรือทุกข์ อยู่ที่เราไปให้ค่าจริงๆ

นานๆจะออกจากบ้านสักที ก็ดีเหมือนกัน แต่ถ้าเลือกระหว่างอยู่บ้านกับออกไปข้างนอก
เราก็ยังเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่า มีความสุขมากๆเวลาที่ได้อยู่บ้าน

ไปทำงานก็มีความสุขกับการปฏิบัติ เพราะเวลาทำงานของเราหลักๆคือการปฏิบัติ
นับวันสภาวะละเอียดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ตอนนี้จับรายละเอียดสภาวะของสมาธิได้ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อก่อน สภาวะสมาธิของเรามันก้าวกระโดด เนื่องจากของเก่าสะสมมาเยอะ ทำให้จับได้แต่สภาวะหยาบๆ
แยกสภาวะของฌานได้แบบหยาบๆ ตอนนี้แยกรายละเอียดสภาวะของฌาน ได้แบบละเอียดมากขึ้น

การเห็นแจ้ง

 
มิจฉาทิฏฐิ คือ ผู้ที่ยังไม่เห็นตามความเป็นจริง และ การชอบกล่าวเพ่งโทษนอกตัวเนืองๆ
การที่ผู้ใดที่จะเชื่อใครนั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่เคยสร้างร่วมกันมา

ทุกชีวิตที่เป็นไปต่างๆนาๆ ล้วนเกิดจากเหตุที่ตนเองกระทำมาทั้งสิ้น
หาใช่เกิดเพราะใครกระทำแทน หรือช่วยกระทำให้เกิดขึ้นได้ไม่
การเห็นแจ้งตามความเป็นจริงก็เช่นกัน

ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยให้ใครเห็นตามความเป็นจริงได้
และผู้ที่เห็นตามความเป็นจริงได้แล้ว ย่อมไม่คิดจะสร้างเหตุใหม่ที่เป็นมิจฉาทั้งปวงให้เกิด

ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล
ทุกๆชีวิตที่เป็นไปล้วนเกิดจากเหตุที่เคยทำของตนเองทั้งในอดีตและที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน
แม้กระทั่งการเห็นธรรมและเข้าใจธรรมก็เช่นกัน ล้วนเกิดเหตุที่ทำมาและเหตุที่กำลังทำในปัจจุบัน

ไม่งั้นสมัยพุทธกาล คนที่เกิดมาพร้อมร่วมสมัยพระพุทธเจ้าและได้พบกับพระพุทธองค์
คงได้เห็นตามความเป็นจริงกันจนหมดสิ้น

มรรคมีองค์ ๘ หากมีมีการแสดงถึงมิจฉาทิฏฐิในข้อใดข้อหนึ่ง
นั่นคือ ลักษณะของผู้ที่ยังไม่เห็นแจ้ง

เมื่อยังไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงมองทุกอย่าง และให้ค่าทุกๆอย่าง
ตามความคิดของตนเอง แต่ยังไม่ใช่ตามความเป็นจริง

ต้นเหตุแห่งทุกข์

 
ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ล้วนเกิดจากตัวตัณหา ความทะยานอยากนี่เอง
เพรายังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ จึงหลงไขว่คว้าหาทุกข์มาใส่ตัวเองกันเนืองๆ
หลงผิด มองเห็นทุกข์ เป็น สุข  นี่แหละ เหตุแห่งทกข์ เกิดจากอุปทาน การให้ค่า ตามกิเลสของแต่ละคน
 
เหตุทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน
ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำกันไว้ทั้งหมด
สะสมกันมากี่ภพกี่ชาติ สะสมความทุกข์ไว้ในหัวใจ แต่ไม่รู้ว่านั่นคือทุกข์
หลงกกกอดความทุกข์ไว้ทั้งตัวและหัวใจ หลงภาพมารยาแห่งกิเลส หลงเล่นสนุกกับกิเลส
เพราะกิเลสบดบังดวงตาให้มืดบอด  มีแต่ สติ สัมปชัญญะเท่านั้นแหละ ที่จะเปิดดวงตาให้เกิดปัญญา ให้เห็นตามความเป็นจริงได้
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ช่วยไม่ได้หรอก ต้องช่วยตัวเอง ต้องทำด้วยตัวเอง หากยังไม่อยากที่จะต้องทุกข์อีกต่อไป ไม่รู้จักจบสิ้น

ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ดูตรงไหน?

 
คำว่า " พอใจ " ดูเหมือนเป็นคำพูดง่ายๆ แต่ความหมายลึกนะ
การที่จะทำให้รู้สึกว่า พอใจในสิ่งที่ตนมีและตนทำอยู่นั้น มันยากนะ
เพราะกิเลส ตัณหาความทะยานอยากที่มีอยู่ในใจ มักจะทำร้ายจิตใจของตัวเองเนืองๆ
 
ความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น สารพัดความอยาก
ความอยากแล่นพร่านไปทั่วกระแสเลือด มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีแต่การเปรียบเทียบ
ชอบเปรียบเทียบ ชอบให้ค่า ถึงได้ก่อให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดขึ้นในจิตเนืองๆ
 
ผู้คนที่ทำอะไรไม่ประสพความสำเร็จ เหตุก็เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลสที่มีในใจของตัวเอง
มีแต่ความอยากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   ไม่รู้จักกับคำว่าพอ ไม่เคยรู้จักเลย มีแต่การส่งจิตออกนอก
 
มีเท่านี้ จะเอาอีก เอาให้ได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยหยุดคิพิจรณากันบ้างเลย
ชีวิตเป็นแบบนี้กันเพราะอะไร  ทำไมๆๆๆๆๆๆๆและทำไม เคยย้อนพิจรณากันบ้างไหม
 
เคยคิดบวกกันบ้างไหม มีแต่ชอบคิดลบ คิดให้ร้ายกับตัวเอง
หัดคิดบวกกันมั่งสิ ไม่ใช่จ้องจะเอาแต่ได้กันอย่างเดียว จ้องแต่จะเอา
แล้วเมื่อไหร่ล่ะ กิเลสถึงจะหมดจากจิตไปได้ แค่พื้นฐานยังทำไม่ได้เลย
 
ฝึกสิ ฝึกคิดบวก ไม่ใช่จ้องแต่เอาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบในสิ่งที่มันยังไม่ใช่
ทำไมไม่รู้จักมองใกล้ตัว มองตามความเป็นจริง
 
เกิดเป็นคนได้นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการ นี่ประเสริฐแล้ว
เกิดมาได้พบพระธรรมคำสอน นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมาได้รู้จักสติปัฏฐาน ๔ นี่ก็ว่าประเสริฐสุดๆแล้ว
แต่ที่ลำค่าและสุดๆมากกว่านี้คือ ทั้งได้รู้จักและได้มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี่สุดๆเหลือประมาณ
 
ต่อให้เกิดมาร่ำรวยล้ำฟ้า มีกินมีใช้ไม่รู้หมด ก็ยังสู้คนที่ได้ปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ยังไม่ได้เลย
แล้วจะเอาอะไรกันอีก มองเห็นไหม ความอยากที่ล้นเอ่อยู่ในจิต ความอยากที่ทำร้ายตัวเองตลอดเวลา
ทำให้ตัวเองทุกข์ กดดันตัวเอง ดูสิ ตัวอย่างมีนี่ ในบล็อกนี่ก็เขียนเอาไว้ ดูชาวบ้านสิ คนหาเช้ากินค่ำ ความรู้ไม่มี
ทำไมเขาทำได้ล่ะ เขาไม่เคยมองอย่างอื่นเลย เขามองตามความเป็นจริง เขามองชีวิตของเขา เขามองตรงนี้
มองสติที่เกิดขึ้น ว่าเขาทันมากขึ้น ระงับตัวเองได้มากขึ้น ยอมมากขึ้น ไม่มีโต้แย้งเลย เพราะเขาเชื่อ เขาเจอด้วยตัวเอง
 
นี่แหละ พิษของความรู้มาก รู้มากเกินไป มันเลยมีแต่ความอยากจนล้นคอหอย
บอกแล้ว บอกอีก ทำไปสิ ตัวอย่างมีให้เห็น จะต้องไปอยากทำไม
 
อะไรล่ะเป็นตัววัดความก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า
กลับไปจมกับกองกิเลสแบบเดิมดีกว่าไหม กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม
ถูก ผิดแยกแยะไม่ได้ กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม ไม่เคยหยุดคิดพิจรณากันมั่งเลย
 
ดูตามความเป็นจริงไปสิ มีสติ สัมปชัญญะ รู้ลงไป ไม่ใช่ปล่อยจิตให้ไหลไปตามกิเลส
ไหลไปตามความคิด แทนที่จะกำหนด สติไม่ทันกำหนดสิ รู้หนอๆๆๆๆ  ไม่ใช่ปล่อยให้ไหล
ไหลไปตามความอยากที่เกิดขึ้น จะทำร้ายตัวเองไปถึงไหนกัน ไม่ทุกข์ ก็ไปทำเหตุให้ตัวเองทุกข์ซะอย่างนั้น
 
ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ให้ดูสภาวะที่เกิดขึ้น
ดูการกระทบที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบในชีวิตปัจจุบัน ดูว่าสติทันไหม ดูตรงนั้น
 
ส่วนในเวลาปฏิบัติเต็มรูปแบบ นี่มันอีกเรื่องหนึ่ง
จะเอาสภาวะภายนอกมาเปรียบเทียบกับสภาวะภายในไม่ได้ มันคนละอย่างกัน คนละเรื่องกันเลย
 
ไม่ใช่ไปดูเรื่องเวลาเดิน เวลานั่ง ว่าจะต้องได้แบบนั้นแบบนี้ จะต้องได้เวลาเท่านั้นเท่านี้ ถึงจะก้าวหน้า นั่นมันกิเลส
มันมีแต่เรื่องกิเลส การให้ค่า การเปรียบเทียบ มันไม่ใช่ความก้าวหน้าทางปฏิบัติ มันคนละเรื่องกัน
สภาวะภายในที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง หรืออริยาบทใดๆ  ล้วนเป็นไปตามกำลังของสติ สัมปชัญญะ
ไม่ใช่ไปเอาเวลามาเป็นตัววัด คิดแบบนั้นน่ะ เข้าใจผิดนะ นั่นไปให้ค่าตามความอยากของตัวเองกันเอง
 
มีหน้าที่คือทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปให้ค่ากันเองตามความอยาก
ดูให้ทันนะกิเลส ไม่งั้นจะเป็นเหตุสร้างทุกข์ให้กับตัวเอง เพราะความอยาก

สมาธิคุมจิต,สติ สัมปชัญญะตัดภพชาติ

 
ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ตัวรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้เห็นได้ชัดในเรื่องของสมาธิคุมจิตหรือกดข่มหรือบดบังกิเลสเอาไว้
 
เมื่อเย็น ได้นั่งสมาธิต่ออีกหนึ่งชม.หลังจากเลิกงาน
เมื่อกลับมาถึงปากทางเข้าบ้าน ได้แวะที่ร้านเสริมสวยก่อน
ผลของสมาธินี่เห็นได้ชัด ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวายเหมือนทุกๆครั้งที่เราแวะ
ทุกทีที่แวะนั้น ไม่ได้นั่งสมาธิถึงหนึ่งชม. บางวันก็ไม่ได้นั่ง แต่กลับมาทันที จึงเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
 
แค่คุยกับเขา สอบถามอารมณ์ว่าเป็นยังไงบ้าง เรื่องอื่นๆไม่คุย
เขาก็เล่าให้ฟัง  เขาได้แนะนำการเจริญสติให้กับคนเพิ่มอีก เขามองว่ามันไม่ยากเลย
ในการที่จะบอกกับคนที่คิดว่าการเจริญสตินั้นยาก ต้องมีรูปแบบ เขาแนะนำแบบง่าย เดินรู้เท้า นั่งรู้กาย
ไม่ต้องมีการจับเวลา ทำตามความสะดวก มีเวลาแค่ไหน ทำแค่นั้น คนไหนสวดมนต์ไม่ได้ ไม่ต้องสวด
ให้เดินกับนั่งได้เลย เดินก็นับเป็นรอบ จะกี่รอบก็ได้ตามสะดวก แล้วให้นั่งต่อ นั่งแค่ 5 นาที ถ้าไม่มีนาฬิกา
ให้นั่งแค่สักพัก ให้รู้อยู่กับลมหายใจ แค่นั้นพอ
 
หลังจากนั้นเราก็กลับเข้ามาบ้าน ช่วงนี้สมาธิเขาเกิดต่อเนื่องดี
หลังจากสอบอารมณ์หมูแล้ว เรารู้สึกง่วงๆ นั่งหลับที่โซฟาที่หน้าคอมฯนี่แหละ หลับไปได้ 2 ชม.
ตื่นขึ้นมาตอนตีสอง ลุกขึ้นอาบน้ำสระผม แล้วขึ้นห้องพระไปปฏิบัติต่อ คือรู้สึกอย่างไร ทำตามนั้น เพราะมันเป็นกุศล
 
แบบเห็นจิตตัวเองอยากขึ้นห้องพระเพื่อปฏิบัติ เพราะรู้สึกถึงกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น
การนั่งหลับไปสองชม.นั้น ไม่ได้หลับแบบปกติ แต่หลับในสมาธิ
 
เพราะถ้าเป็นการหลับแบบปกติ เวลาตื่นขึ้นมาจะงัวเงียและอยากนอนต่อ
แต่นี่ไม่ใช่ จิตรู้สึกสดชื่น และอยากทำสมาธิต่อ ก็เลยขึ้นห้องพระ
 
จิตเป็นสมาธิตั้งแต่เดินจงกรม เดินไปครึ่งชม. แล้วกำหนดนั่ง
ขณะที่นั่งอยู่ จิตเป็นสมาธิตลอด รู้อยู่ในกายได้ดี มีเวทนาเกิดก็นั่งดูเวทนา
ตั้งแต่เริ่มเกิด ขณะที่เกิด จนกระทั่งหายไป จับได้ทุกระยะ
 
จิตเกิดการพิจรณา เรื่องครูบาฯสมัยก่อนๆว่าทำไมท่านนั่งได้ทั้งคืน
เพราะเป็นแบบนี้นี่เอง ไม่มีงูบ ไม่มีง่วง รู้อยู่ในกายได้ตลอด มีสติ สัมปชัญญะและสมาธิ
 
หลังจากนั้นสักพักรู้สึกกำลังของสมาธิค่อยๆคลาย เราก็รู้ว่า เป็นเวลาหนึ่งชม.แล้ว
โดยที่ไม่ต้องดูนาฬิกาหรือต้องตั้งเวลาแต่อย่างใด ก็เฝ้าดูสภาวะต่อ จิตก็คิดว่า จะนั่งต่อดีไหม?
ก็มีคำถามย้อนกลับมาถามตัวเองว่า นั่งต่อเพื่ออะไรล่ะ เราก็ตอบตัวเองว่า ไม่ลองดูสักหน่อยหรือ?
แล้วมันก็มีคำตอบขึ้นมาว่า เรารู้ดีนี่นา  จะนั่งมากหรือน้อยไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ ตัวสติ สัมปชัญญะ และสมาธิที่เกิดขึ้น
การทำงานของทั้งสามสิ่งนี่ต่างหากที่สำคัญ ส่วนตัวปัญญา ถ้าเขาจะเกิดเขาเกิดของเขาเอง แล้วจะนั่งไปเพื่ออะไรล่ะ
 
เราก็เลยแผ่เมตตา กรวดน้ำ ระหว่างแผ่เมตตากรวดน้ำ มีความรู้สึกถึงกระแสไฟอ่อนๆที่วิ่งวนอยู่ในกาย
จนกระทั่งแผ่เมตตาและกรวดน้ำจนจบ  ลืมตาขึ้นมา เป็นเวลาตีสี่ยี่สิบห้านาที ก็เลยลงมาบันทึกไว้
 
เรามีเสื้อผ้าใหม่ๆหลายตัวที่นานๆจะใส่สักที จิตไปนึกถึงช่างทำเล็บกับช่างเสริมสวย
คือเคยพูดคุยกัน เขาชอบซื้อเสื้อผ้ามือสอง และไม่รังเกียจถ้าใครจะให้เขา ก็เลยเลือกเสื้อและกางเกงให้กับเขา
ลำเอียงนะยอมรับ คือ รู้สึกเมตตาต่อช่างทำเล็บ เห็นว่าเขามีเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ค่อนข้างน้อย ก็เลยให้ช่างทำเล็บมากกว่า
 
ส่วนตัวเรานั้น ไม่ได้สนใจเรื่องเสื้อผ้านานแล้ว เพราะไม่ได้ออกงานสังคมเหมือนเมื่อก่อน
เราจึงนำทะยอยแจกออกไปเรื่อยๆ ไม่ได้เก็บเอาไว้ เสื้อผ้าเราค่อนข้างใหม่ เพราะมีเยอะมากๆ
เมื่อก่อนบ้าซื้อเสื้อผ้า บ้าซื้อกระเป๋าหนัง มีการบ้าซื้อเยอะ เพราะสติยังด้อย เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว จะซื้อเฉพาะที่ต้องใช้
 
ผลของการเจริญสติ ทำให้เรารู้จักยั้งคิดก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป
มันจะมองแต่เรื่องของเหตุนำหน้า ผลนี่ไม่มอง เพราะรู้อยู่แล้วว่า เหตุยังไง ผลย่อมเป็นอย่างงั้น
เลยไม่ต้องไปพิจรณาอะไร เพียงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้นเอง แล้วมีสติรู้อยู่กับสภาวะนั้นๆ
 
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งให้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่ความสุข รู้สึกสุขใจมากๆ
เพราะการให้นี่ให้ออกมาจากใจจริงๆ ไม่ได้หวังผลตอบแทนแต่อย่างใด
จิตไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ยิ่งให้มันยิ่งเห็นผลเอง แล้วจะต้องไปหวังทำไม
 
การปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ สภาวะเขามาทดสอบตลอดเวลา
เห็นได้จากกำลังของสติและสัมปชัญญะทั้งกำลังของสมาธิที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
นี่แหละผลของการทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ผลของการหมั่นสร้างแต่เหตุดี ไม่คิดเบียดเบียนใครๆทั้งกายและจิต
ทุกๆการกระทบเดี๋ยวนี้ จะเกิดสภาวะแค่รู้มากขึ้น ไม่ไปเกาะเกี่ยวเอาไว้มากมายเหมือนเมื่อก่อน ยังมีนะ แต่มีน้อยลงไปเรื่อยๆ

ถูกทดสอบ ” สุขไม่มีประมาณ “

 
สภาวะตอนนี้ ถูกทำข้อสอบเกือบทุกวันเลย 2-3 วันมานี่ ถูกทำข้อสอบในเรื่องสมาธิและสภาวะที่เกิดขึ้น
สมาธิเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนสมาธิจะมีกำลังแรงมากๆ จะมีแต่เรื่องอภินิหาร สภาวะแปลกๆเกิดขึ้นบ่อยๆ
 
สภาวะสมาธิในปัจจุบัน กำลังของสมาธิแนบแน่นดี มีกำลังมากขึ้น รู้อยู่กับรูปนามได้ดี
แต่ที่เปลี่ยนไปคือ สภาวะ " สุข " เกิดสภาวะสุขแบบสุขมากๆ สุขแบบบอกไม่ถูก
จิตเสพสมาธิสูงตลอด ดูจากเรื่องลมหายใจจะละเอียดมากๆ จนจับไม่ได้เลย แม่กระทั่งท้องพองยุบนี่จับไม่ได้
จะรู้ที่อกเคลื่อนไหวตามลมหายใจเข้าออก รู้อยู่อย่างนั้นได้ต่อเนื่อง
 
มีสภาวะสุขเกิดแบบสุขมากๆ สุขกว่าทุกๆครั้งที่เจอ แล้วเกิดนานมากๆ เรียกว่านั่งนานเท่าไหร่ก็ได้
แต่พอครบหนึ่งชั่วโมง สมาธิเขาจะคลายตัวเอง ถ้าเรายังจะนั่งต่อ จิตจะเข้าสู่สมาธิได้ต่อทันที แล้วสภาวะสุขก็จะเกิดขึ้นอีก
บางครั้งรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากทรวงอก แล้วรู้สึกเย็นไปทั้งตัว เหมือนเราไปนั่งในตู้เย็น ความเย็นจะเป็นแบบนั้น
 
ยิ่งเวลาแผ่เมตตา กรวดน้ำ ความเย็นจะแผ่ออกมาจากอกและกระจายไปทั่วตัว บางครั้งมีโอภาสร่วมด้วย
ตอนนี้ขณะที่นั่ง โอภาสเกิดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน แต่ยังคงมีอยู่
 
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสุขใจในการปฏิบัติ เพราะสภาวะที่รู้อยู่กับรูปนามได้ดี
ไม่มีการซัดส่ายหรือส่งจิตออกไปนอกกาย มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับกายได้ดี ชัดเจน
ระหว่างปฏิบัติ และเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้วจึงมีแต่ความสุขใจ มีแต่ความอิ่มเอิบใจอย่างเห็นได้ชัด
 
สุขใจในการแผ่เมตตาไม่มีประมาณให้กับคนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใด
มีแต่การให้อภัยกับผู้ที่ยังไม่รู้ ที่ยังหลงอุปทานก่อเหตุใหม่ไปด้วยความไม่รู้เนืองๆ
 
เพราะผ่านมาหมดแล้ว รู้จักซอกเล็กซอกน้อย ส่วนลึกสุดๆของจิตตัวเองดีว่าเป็นอย่างไร
จึงเป็นเหตุให้เข้าใจถึงจิตของคนอื่นๆว่าเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าจะจิตเรา จิตเขา หรือจิตใครๆ
ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่สักนิดเดียว เหมือนกันทุกๆดวงจิต กิเลสมีเหมือนๆกันหมด
 
แต่ที่ทำให้แตกต่าง ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำลงไปตามกิเลสของตัวเอง เหตุที่ได้สร้างกันขึ้นมา
เป็นเหตุให้แต่ละคนมีกิเลสแต่ละตัวมีมากมีน้อย ทำให้ดูแตกต่างกันไป ตามกิเลสนั้นๆที่สั่งสมมา
 
นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญา เครื่องบริหาร
ตั้งตนไว้ในศิล แล้วทำสมาธิจิต และ ปัญญา ให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
 

ขุดกิเลส

 
ตอนนี้เหมือนดูละคร หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เราเคยเจอมาแล้วทั้งนั้น
ความโกรธ คนเราเวลาโกรธจะขาดสติ อาการเหมือนผีบ้า หูตาขวางไปหมด
เราน่ะ รู้รสชาติของยามที่โกรธแล้วขาดสติดี ใครๆห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ไม่ยอมเลย ยอมไม่เป็น
 
นี่ไง เราถึงพูดเสมอๆว่า ถ้าทุกคนรู้ ไม่มีใครหรอกที่อยากทำร้ายกัน หรือเอาเปรียบกัน
เพราะความไม่รู้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน
ภพชาติจึงหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงแล้วยอมซะ ยอมเงียบ
ใครจะว่าอะไรยังไงก็ยอม ยอมเขาเสีย ภพชาติระหว่างเรากับเขามันก็จบลง เหตุที่เคยมีต่อกันย่อมจบลง
เพราะเราให้การอโหสิกรรมต่อสิ่งที่เขากระทำกับเรา 
 
เฮ้อออ … มองผู้คน เห็นแต่ทุกข์ มองไปทางไหนๆล้วนมีแต่ทุกข์ ที่ขยันสร้างกันไม่รู้จบ
เห็นทุกข์ แต่ไม่รู้ว่ากำลังสร้างเหตุแห่งทุกข์ เพราะกิเลสบดบังดวงตา เลยมองทุกข์ที่อยู่ตรงหน้าเป็นสุขไป
กิเลสมันหลอกลวงเอา มันเอาสิ่งที่ชอบมาหลอกล่อ ทำให้ดวงตามืดบอด มองเห็นความจริงไม่ได้
 
ความอยาก อยากรวย อยากมี อยากได้ ตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย
ทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ไม่ยอมเสีย นี่แหละจิตที่ยังมืดบอดอยู่
 
เราเฝ้าดูสภาวะ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราต้องมาคลุกคลีแบบนี้ด้วย
สภาวะเขาสอนเรา เรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ  ทำให้เรามองเห็นทุกข์ของแต่ละคน  ทุกข์จากความพยาบาท
 
เราเองก็ถูกทำข้อสอบ มีนะ ความเห็นแก่ตัวมันโผล่ขึ้นมาแว่บนึงเมื่อวันก่อน ว่าทำไมต้องไปยุ่งด้วย
เราอยู่ของเราดีๆ เรารู้ดีว่า การไปยุ่งนอกตัว มันมีแต่เรื่องวุ่นวายไม่รู้จบ วันๆมีแต่เรื่องชาวบ้าน ซึ่งเราไม่ชอบเลย
 
ร้ายนะกิเลสมันร้ายจริงๆ มันจ้องแทรกทุกอณู แต่เพราะความสงสารและเมตตาเรามีกำลังมากกว่า
ความเห็นแก่ตัวตรงนั้นที่โผล่มาแป๊บนึง มันเลยดับลงไปได้ไว เหตุมี ผลย่อมมี  ไม่งั้นเราคงไม่ได้ลงไปคลุกคลีแบบนี้
 
ชีวิตของคนแต่ละคน มีความทุกข์ไปคนละแบบ เป็นไปตามเหตุที่เขากระทำมา
เวลาปฏิบัติ เราจะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี อิ่มเอิบใจในการปฏิบัติ  ก่อนกลับบ้าน เราจะต้องทำอีกรอบ
 
พอมาถึงบ้าน อยู่อย่างมีความสุขในมุมเล็กๆของตัวเอง
บ้านเปรียบเสมือนอาณาจักรส่วนตัว เป็นโลกส่วนตัว มีความสุขอยู่ตรงนี้ ไม่ไปคลุกคลีกับใครๆ
 
ช่วงที่ผ่านมา ได้ไปสัมผัสกับชีวิตของคนนอกกรอบของเรา เรามองเห็นแต่ทุกข์ เห็นแต่ความวุ่นวาย
มีแต่เรื่องคนโน้นคนนี้  แต่เจ้าความรู้สึกตรงนั้นมันก็ผุดขึ้นมาแค่แว่บเดียวเหมือนกัน แล้วมันก็หายไป โดยไม่ต้องกำหนด
 
เพราะเราเข้าใจเขาเหล่านั้น เราเคยเป็นมาก่อน เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังเป็นอยู่กัน
ไม่มีใครหรอกที่อยากทุกข์ เพราะความไม่รู้นี่แหละ ถึงมีการต่อยอดไม่รู้จบ โต้กันไปโต้กันมา
ยิ่งถ้าขาดสติด้วยแล้ว ไปหมดเลย ความพยาบาทมาแทนที่ นี่แหละกิเลสมันร้ายยิ่งนัก มันไม่เคยปราณีกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น
 
คนที่ทุกข์นี่ช่างมากมายยิ่งนัก น้อยคนนักที่จะพูดว่าตัวเองมีความสุข สุขแบบสุขที่สะอาดจริงๆ
ไม่ใช่สุขแบบที่ยังมีการเบียดเบียนคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าเบียดเบียน นี่แหละเหตุ เหตุจริงๆของความไม่รู้
 
ครอบครัวเจอแต่ปัญหา มีแต่เรื่องวุ่นวาย โทษใครล่ะ ต้องโทษตัวเอง เกิดมาก็โง่ทันที
ตกเป็นขี้ข้ากิเลสตั้งแต่ลืมตาดูโลก  เกิดมาก็สร้างเหตุทันที มีแต่เหตุแล้วก็เหตุ
 
เหตุมี ผลย่อมมี ทำไมถึงมีการเอารัดเอาเปรียบกัน เคยทำกับเขาเอาไว้ เขาจึงทำกับตัวเอง
บางคนทำกรรมฐาน พออยู่นอกกรรมฐาน ด่าไฟแล่บเลย พูดจาหยาบคาย กร้าวร้าว เอาแต่ได้
เห็นแก่ตัว จ้องเอาแต่ผลประโยชน์เข้าหาตัวเอง  นี่แหละเหตุละ เหตุแต่ไม่รู้ว่าเหตุ บุญมี แต่กรรมยังบังตาอยู่
 
เราถึงบอกว่ากิเลสมันร้ายนัก มันมีแต่จะเอา ไม่มีการสละออก
แต่ในลึกๆก็ดีใจ ที่เห็นสองชีวิตที่เขาเริ่มเงยหน้าอ้าปากได้ เพราะผลจากการเจริญสติ
เขาทั้งสองคนอาจจะดูแตกต่างกันในเรื่องฐานะในสมมุติทางโลก แต่ที่ไม่แตกต่างคือ จิต
การเจริญสติทำให้ค่าของทุกๆคนเท่ากันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ทุกคนล้วนมีความทุกข์ อยากพบความสุข
เหมือนกันหมดทุกคน เพียงแต่เมื่อก่อน นั่นคือเหตุของเขา เขาจึงต้องถูกชดใช้กัน ชดใช้ด้วยน้ำตา
 
เขาทั้งสองคนให้การอโหสิกรรมต่อคนที่มีเหตุร่วมมากับเขาทั้งหมด โดยไม่มีการคาใจว่าทำกันได้ยังไง
เขายอมรับสภาพตามความเป็นจริงทั้งหมด  เราอนุโมทนากับเขาทั้งสองคน
 
เขาทั้งสองคนทำตามความถนัด ทำตามความสะดวก ไม่มีไปกดดันตัวเอง
เพราะเขาเชื่อในเรื่องเหตุและผลแล้วว่า มันมีจริง ใครทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
เขาไม่อยากไปมีชีวิตแบบเดิมๆกันอีก เขาหันหลังให้กับสิ่งที่เคยทำ ทั้งเรื่องพูดคุยในเรื่องบุคคลที่ 3
เขาสงบเงียบลงไปกว่าเมื่อก่อน ไม่ไปตอบสนองเวลาที่มีคนไปพูดเรื่องบุคคลที่ 3 ให้ฟัง เขาบอกว่าเขาเข็ดและกลัว
 
แถมต่อยอดบุญกันอีก โดยการเอาผลที่ตัวเองได้รับว่า ทำแล้วได้ผลจริงๆ นำไปสอนกับคนอื่นๆ สอนกันง่ายๆ
ให้เดินก่อนที่จะนั่ง ไม่ต้องจับเวลา ทำตามความสะดวก ทำตามความถนัด เดินให้รู้ว่าเดิน นั่งให้รู้ว่านั่ง ดูลมหายใจเข้าออก
 
ส่วนอีกครอบครัวหนึ่ง ยังมีบางคนยังแรงอยู่  นั่นสภาวะของเขา ตอนนี้อยู่ที่ตัวเขาเอง เรียนผูก ต้องเรียนแก้เอาเอง
แก้โดยการเจริญสติที่เขากำลังทำอยู่นี่แหละ ยอมได้ เงียบได้ เหตุของเขาย่อมจบลง ส่วนคนที่ทำรับผลไปแทน ถ้ายังไม่ยอมจบ
 
ลูกดีหรือไม่ดี ล้วนเกิดจากพ่อแม่ ต้องโทษพ่อแม่ ที่สร้างเหตุต่างๆลงไปด้วยความไม่รู้
ทำไมลูกจึงว่าพ่อแม่ ชอบเถียงพ่อแม่ ต้องย้อนกลับไปดูที่พ่อแม่ว่าทำอะไรไว้ จะให้ลูกดี ต้องทำให้ลูกเห็นตัวอย่างที่ดี
เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆเลย  หากยังไม่เข้าใจในเรื่องเหตุและผล เหตุที่ก่อให้เกิดขึ้นใหม่ ย่อมไม่จบสิ้น คนที่รู้แล้วต้องเป็นฝ่ายหยุด
หยุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายที่ยังไม่รู้ ต่อยอดออกไปเรื่อยๆ ด้วยความไม่รู้ นี่แหละโทษของความไม่รู้ล่ะ มีแต่สร้างเหตุไม่รู้จบ สุดท้ายเจอแต่ทุกข์
เหมือนที่เคยทำกับคนอื่นๆเขาลงไปด้วยความไม่รู้ 
 
นี่แหละนะ ถึงบอกว่า ช่วงนี้สภาวะเราขับเคี่ยวน่าดู สภาวะเขามาสอน มาคอยกระตุ้นเรา
ให้เรามองดูคนรอบๆตัวเราในตอนนี้ ในสิ่งที่เราได้มองเห็นจากเขาเหล่านั้น
 
จงอย่าพอใจในสภาวะที่เป็นอยู่ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ จงอย่าหยุดความพอใจไว้แค่นี้
แต่เรานั้นยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง เราไม่อยากทำเพราะความอยากได้อะไรอีกแล้ว ไม่อยากทุกข์
ขอทำไปแบบเรื่อยๆของเราแบบนี้แหละ เราจะต้องไปเร่งรีบทำไม ไม่ทำอีกแล้ว ทำด้วยความอยาก
ทำไมต้องไปอยากด้วย ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไง

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2010
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: