ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ดูตรงไหน?

 
คำว่า " พอใจ " ดูเหมือนเป็นคำพูดง่ายๆ แต่ความหมายลึกนะ
การที่จะทำให้รู้สึกว่า พอใจในสิ่งที่ตนมีและตนทำอยู่นั้น มันยากนะ
เพราะกิเลส ตัณหาความทะยานอยากที่มีอยู่ในใจ มักจะทำร้ายจิตใจของตัวเองเนืองๆ
 
ความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น สารพัดความอยาก
ความอยากแล่นพร่านไปทั่วกระแสเลือด มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีแต่การเปรียบเทียบ
ชอบเปรียบเทียบ ชอบให้ค่า ถึงได้ก่อให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดขึ้นในจิตเนืองๆ
 
ผู้คนที่ทำอะไรไม่ประสพความสำเร็จ เหตุก็เพราะพ่ายแพ้ต่อกิเลสที่มีในใจของตัวเอง
มีแต่ความอยากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   ไม่รู้จักกับคำว่าพอ ไม่เคยรู้จักเลย มีแต่การส่งจิตออกนอก
 
มีเท่านี้ จะเอาอีก เอาให้ได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยหยุดคิพิจรณากันบ้างเลย
ชีวิตเป็นแบบนี้กันเพราะอะไร  ทำไมๆๆๆๆๆๆๆและทำไม เคยย้อนพิจรณากันบ้างไหม
 
เคยคิดบวกกันบ้างไหม มีแต่ชอบคิดลบ คิดให้ร้ายกับตัวเอง
หัดคิดบวกกันมั่งสิ ไม่ใช่จ้องจะเอาแต่ได้กันอย่างเดียว จ้องแต่จะเอา
แล้วเมื่อไหร่ล่ะ กิเลสถึงจะหมดจากจิตไปได้ แค่พื้นฐานยังทำไม่ได้เลย
 
ฝึกสิ ฝึกคิดบวก ไม่ใช่จ้องแต่เอาเปรียบเทียบ เปรียบเทียบในสิ่งที่มันยังไม่ใช่
ทำไมไม่รู้จักมองใกล้ตัว มองตามความเป็นจริง
 
เกิดเป็นคนได้นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมามีอวัยวะครบ 32 ประการ นี่ประเสริฐแล้ว
เกิดมาได้พบพระธรรมคำสอน นี่ประเสริฐแล้ว เกิดมาได้รู้จักสติปัฏฐาน ๔ นี่ก็ว่าประเสริฐสุดๆแล้ว
แต่ที่ลำค่าและสุดๆมากกว่านี้คือ ทั้งได้รู้จักและได้มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี่สุดๆเหลือประมาณ
 
ต่อให้เกิดมาร่ำรวยล้ำฟ้า มีกินมีใช้ไม่รู้หมด ก็ยังสู้คนที่ได้ปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ยังไม่ได้เลย
แล้วจะเอาอะไรกันอีก มองเห็นไหม ความอยากที่ล้นเอ่อยู่ในจิต ความอยากที่ทำร้ายตัวเองตลอดเวลา
ทำให้ตัวเองทุกข์ กดดันตัวเอง ดูสิ ตัวอย่างมีนี่ ในบล็อกนี่ก็เขียนเอาไว้ ดูชาวบ้านสิ คนหาเช้ากินค่ำ ความรู้ไม่มี
ทำไมเขาทำได้ล่ะ เขาไม่เคยมองอย่างอื่นเลย เขามองตามความเป็นจริง เขามองชีวิตของเขา เขามองตรงนี้
มองสติที่เกิดขึ้น ว่าเขาทันมากขึ้น ระงับตัวเองได้มากขึ้น ยอมมากขึ้น ไม่มีโต้แย้งเลย เพราะเขาเชื่อ เขาเจอด้วยตัวเอง
 
นี่แหละ พิษของความรู้มาก รู้มากเกินไป มันเลยมีแต่ความอยากจนล้นคอหอย
บอกแล้ว บอกอีก ทำไปสิ ตัวอย่างมีให้เห็น จะต้องไปอยากทำไม
 
อะไรล่ะเป็นตัววัดความก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้า
กลับไปจมกับกองกิเลสแบบเดิมดีกว่าไหม กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม
ถูก ผิดแยกแยะไม่ได้ กลับไปเป็นแบบนั้นดีกว่าไหม ไม่เคยหยุดคิดพิจรณากันมั่งเลย
 
ดูตามความเป็นจริงไปสิ มีสติ สัมปชัญญะ รู้ลงไป ไม่ใช่ปล่อยจิตให้ไหลไปตามกิเลส
ไหลไปตามความคิด แทนที่จะกำหนด สติไม่ทันกำหนดสิ รู้หนอๆๆๆๆ  ไม่ใช่ปล่อยให้ไหล
ไหลไปตามความอยากที่เกิดขึ้น จะทำร้ายตัวเองไปถึงไหนกัน ไม่ทุกข์ ก็ไปทำเหตุให้ตัวเองทุกข์ซะอย่างนั้น
 
ก้าวหน้าหรือไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ให้ดูสภาวะที่เกิดขึ้น
ดูการกระทบที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบในชีวิตปัจจุบัน ดูว่าสติทันไหม ดูตรงนั้น
 
ส่วนในเวลาปฏิบัติเต็มรูปแบบ นี่มันอีกเรื่องหนึ่ง
จะเอาสภาวะภายนอกมาเปรียบเทียบกับสภาวะภายในไม่ได้ มันคนละอย่างกัน คนละเรื่องกันเลย
 
ไม่ใช่ไปดูเรื่องเวลาเดิน เวลานั่ง ว่าจะต้องได้แบบนั้นแบบนี้ จะต้องได้เวลาเท่านั้นเท่านี้ ถึงจะก้าวหน้า นั่นมันกิเลส
มันมีแต่เรื่องกิเลส การให้ค่า การเปรียบเทียบ มันไม่ใช่ความก้าวหน้าทางปฏิบัติ มันคนละเรื่องกัน
สภาวะภายในที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเดินหรือนั่ง หรืออริยาบทใดๆ  ล้วนเป็นไปตามกำลังของสติ สัมปชัญญะ
ไม่ใช่ไปเอาเวลามาเป็นตัววัด คิดแบบนั้นน่ะ เข้าใจผิดนะ นั่นไปให้ค่าตามความอยากของตัวเองกันเอง
 
มีหน้าที่คือทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ไปให้ค่ากันเองตามความอยาก
ดูให้ทันนะกิเลส ไม่งั้นจะเป็นเหตุสร้างทุกข์ให้กับตัวเอง เพราะความอยาก
โฆษณา

2 ความเห็น (+add yours?)

  1. walai
    ก.ค. 26, 2010 @ 01:00:40

    สาธุค่ะ

    ตอบกลับ

  2. nuchree
    ก.ค. 24, 2010 @ 07:10:07

    _/\_ ขอบคุณค่ะพี่

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กรกฎาคม 2010
พฤ อา
« มิ.ย.   ส.ค. »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: