เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ

 
สภาวะหรือบททดสอบทั้งหมดที่ผ่านๆมา ทำให้เข้าใจรายละเอียด
ในเรื่องการขัดเกลากิเลสได้มากขึ้นเรื่อยๆ แรกๆยังมีการคาดเดาก่อน
เพราะยังมีการให้ค่าตามกิเลสที่มีอยู่ ให้ค่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเคยชิน
พอมาเจริญสติ การทำงานของจิตเขาจะช้าลง จริงๆแล้วเขาทำเหมือนเดิม แต่ความที่ว่ากำลังของสติมากขึ้น
เลยทำให้สามารถรู้เท่าทันการปรุงแต่งของกิเลสด้วยความเคยชินที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้การปรุงแต่งนั้นช้าลงไปเรื่อยๆ
 
สภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นคือการเรียนรู้เพราะการเรียนรู้ทำให้เห็น
รายละเอียดข้อปลีกย่อยของสภาวะต่างๆได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
 
การที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ต้องดูตามความเป็นจริง
และยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือมีให้ได้ก่อน
ตราบใดที่ยังโกหกตัวเอง ยากยิ่งนักที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้
ผู้ที่มีปัญญามากทั้งในการอ่านและการฟัง มักจะยอมรับตามความเป็นจริงได้ยาก
เพราะตัวกิเลสกูรู้ กูดี กูเก่ง นั้นมันมีมากยิ่งนัก จึงตกหลุมพรางกิเลสของตัวเองเนืองๆ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเหตุมี ผลจึงเป็นเช่นนั้นเอง ใครสร้างเหตุมายังไงผลย่อมรับเช่นนั้น
บางคนมีปัญญาสะกิดนิดเดียว เข้าใจทันที ไปเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย สภาวะเขามาสอนตลอดเวลา
ไม่ให้ไปยึดติดหรือไปให้ค่าต่อสิ่งใดทั้งสิ้น ให้ดูแต่เหตุเป็นหลัก เพราะผลย่อมแสดงมาที่ปัจจุบัน
ดูแล้วแค้รู้ ไม่ไปให้ค่า เพราะนั่นคือเหตุของเขา เราไปร่วมวงกับกิเลสของเขา เท่ากับเราไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีก
 
แม้แต่การผ่านสภาวะแต่ละสภาวะ อาจจะเหมือนกันหรือไม่เหมือนกันเลยก็ได้
แต่ไม่ว่าจะผ่านแบบไหน ล้วนเห็นเหมือนกันหมด คือ ไม่มีเขาและเรา ตรงนี้จะเห็นเหมือนกันหมด
จะรู้จักกิเลส จะรู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์  จึงไม่คิดจะสร้างเหตุขึ้นมาใหม่ แม้กระทั่งทางตัวหนังสือก็เป็นการสร้างเหตุได้
จะทำให้มีแต่สำรวมสังวรระวังตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ให้คนอื่นๆมาระวังเรา กิเลสของเขา เราไปห้ามเขาไม่ได้
ใครเขาทำอย่างไร เขาย่อมได้รับผลเช่นนั้น หน้าที่ของเราหมั่นตรวจสอบกิเลสตัวเอง ตัวไหนที่ยังมีหลงเหลืออยู่
มีมาก มีน้อยแค่ไหน ต้องหมั่นรู้ลงไปทุกๆครั้งที่เกิดการกระทบ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี นี่ผลยังมี เพราะเหตุยังมีอยู่นั่นเอง
 
วันนี้ทิ้งท้ายให้เกิดความอยากทางกิเลสกันสักหน่อย " อยากรู้ "
 
เชื่อไหมว่า การฝึกเจริญสติ อันดับแรกที่ทุกคนจะรู้จักคือ ขณิกสมาธิ
แต่ถ้าไม่มีการอธิบายรายละเอียดให้ฟัง บางคนก็ยังไม่รู้ก็มี  ไว้ครั้งหน้าจะอธิบายรายละเอียดให้ฟัง
 
แล้วสภาวะมันจะก้าวขึ้นสู่ฌานเลย ยกเว้นคนที่มีของเก่าติดตัวมาเยอะ พวกนี้จะมีนิมิตเยอะมากๆ
ต้องเดินให้มากๆนะพวกนิมิตเยอะ ถ้ายังติดนิมิต ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ เพราะจิตจะคอยส่งออกนอก ไปสนใจเรื่องนอกกาย
 
เชื่อไหมว่า พอรู้แล้วจะร้องอ๋อ เพราะรู้แต่ไม่รู้ว่ารู้ มัวไปหลงบัญญัติ เรียกโน่น เรียกนี่ อันนี้ใช่ไหม
ไปค้นหาความหมาย ทำให้เสียเวลาภาวนาไป จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่า " สัมมาสมาธิ " ยังจะง่ายกว่านะ
คนที่เห็นสัมมาสมาธิแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร ล้วนเห็นเหมือนกันหมด เวลานำมาพูดนี่เหมือนกันหมด ไม่มีแตกต่างเลย
เพียงแต่ผู้ที่นำมาพูดตามสภาวะนั้น จะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น การเจริญสติ ทำให้สัมมาสติเกิด เมื่อสัมมาสติเกิด สัมมาสมาธิย่อมเกิด
Advertisements

ไม่สบายก็เป็นธรรมะ

 
ป่วยมาตั้งแต่วันอาทิตย์ ไข้หวัด ตอนนี้ทั้งสเปซและเอ็มก็ใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ส่วนมากคือใช้ไม่ได้ ก็ไม่อยากไปทำอะไรเพิ่มเติมอีกแล้ว มีแต่เสียเงิน เสียไปเป็นหมื่น สุดท้ายก็เหมือนเดิม
เลยคิดว่าขอใช้ตามสภาวะก็แล้วกัน เข้าได้ก็บันทึก เข้าไม่ได้ ก็มีอีกที่
 
 
มีที่ตอบสนองกิเลสอยากเขียนอีกที่ ตอนนี้ยังเฝ้าดูกิเลสของตัวเอง
ถ้าเรียกให้ดูดีก็คือ เจริญสติ มันรู้สึกดูดีจริงๆนะ " เจริญสติ " จริงๆแล้ว คือ ดูกิเลส
ดูตามความเป็นจริงของความรู้สึกทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในจิตยามที่เกิดการกระทบ การจะดูให้ทันได้ต้องอาศัยสติ
จึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้แหละ ไม่งั้นจะหลงมืดบอดไปกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ชีวิตไม่รู้จักกับคำว่า " พอ " สักที
 
ความเจ็บป่วยก็สอนอะไรๆให้กับเราหลายๆอย่าง
เดี๋ยวนี้จิตเขาชอบคิดพิจรณาตลอด เห็นอะไรก็เกิดการพิจรณาเอง
 
เมื่อวันอาทิตย์ป่วยมาก ไข้แค่ไหนไม่รู้ไม่ได้วัด แต่ตัวร้อนจี๋
นอนทั้งวัน ข้าวปลากินไม่ได้ เพิ่งมาค้นหายากินในตอนมืด พร้อมๆกับซักผ้าไปด้วย
 
วิลัยไปวัดยังไม่กลับมา ลึกๆอิจฉาเขานะ ยอมรับว่าอิจฉาจริงๆ
สมัยก่อนวิลัยบอกว่าเขาอิจฉาเรา ได้ที่ทำงาน ที่สามารถปฏิบัติได้ด้วย
มาตอนนี้เราอิจฉาวิลัยแทน มันไม่เที่ยงจริงๆเลยนะสภาวะเนี่ย แปรเปลี่ยนตลอด
 
ทุกๆสภาวะที่ผ่านๆมาคือบทเรียน ต้องผิดพลาดก่อนที่จะรู้ พอรู้แล้วจะไม่ทำอีก
ไม่โทษใครหรืออะไร ทุกอย่างมันมีเหตุ มันเลยมีผลให้เป็นเช่นนี้ โทษตัวเองน่ะแหละ ทำเอาไว้เอง
 
วันนี้ไปทำงานก้นั่งหลับทั้งวัน มีคนแพ้ท้องแบบแพ้มากๆมานอนพักอยู่ด้วย
นึกถึงคนที่เป็นแม่ ลำบากมากๆเลยกว่าจะมีลูกแต่ละคน แต่อย่างว่าแหละ บางคนมีแล้วสบายก็มี
ล้วนเป็นไปตามเหตุที่เขาทำร่วมกันมา ไม่ใช่จากใครที่ไหน เรายังมีแม่อยู่ ควรดูแลแม่ให้ดี ให้ธรรมะกับแม่
 
วันนี้จิตเขาพิจรณาเรื่องสังขารหรือร่างกายนี้ เราไปยึดอะไรไม่ได้เลย
เวลาเจ็บป่วยขึ้นมา ถ้าไม่ได้อาศัยการเจริญสติ คงจะทรมาณไม่น้อย นี่เราเพียงรู้อยู่กับกาย
 
ที่ว่านั่งหลับคือ เอาจิตรู้ไปที่กาย รู้อาการของกายที่เกิดขึ้น รู้ไปตามนั้น
เป็นสมาธิบ้าง หลับบ้าง ก็ปล่อยให้รู้ไปตามนั้น อย่างน้อยยังดีกว่านั่งหลับไปเฉยๆ
 
ระหว่างที่ไม่รู้ตัวบ้าง รู้ตัวบ้าง ความคิดก็เกิด มีแต่เรื่องการจับจ่ายในช่วงนี้
พอขึ้นรถบริษัท ขากลับจะต้องลงที่บิ๊กซี ก็เดินเข้าไปแล้ว เจอของราคาถูกรออยู่
ที่ซื้อนี่ ไม่ได้คิดถึงตัวเองเลยนะ แต่ไปคิดถึงคนอื่นๆ คิดถึงคนมีลูก คิดถึงคนที่ปฏืบัติอยู่ด้วยกัน
ทีนี้ก็ซื้อสิ ลดตั้ง 50%  พอซื้อมาแล้ว คิดเงินกัน ส่วนมากจะขาดมากกว่าเกิน บางทีก็ให้ไปฟรีๆ
มันเป็นแบบนี้ทุกวันเลย ทีนี้ก็เดือดร้อนตัวเองสิ  กิเลสไง กิเลสนักช๊อปออกมาโชว์ตัว ยืนแสยะแยกเขี้ยวยิ้มแผ่
เสียท่ากิเลสอีกแล้วสิเรา ซื้อเพื่อคนอื่นๆ ไม่ได้นึกถึงตัวเอง เพราะตัวเองไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว กิเลสมันเนียนมากๆ
มันรู้ว่าเราชอบช๊อป ก็เลยเอาเหยื่อมาล่อหลอกเรา เนียนชนิดที่ว่าเราคิดไม่ถึง  เสียท่ามันอีกแล้ว  เห็นไหม สภาวะยิ่งละเอียด กิเลสยิ่งเนียน
 
ตอนนี้หยุดแวะ และหยุดซื้อ ใครอยากได้อะไร ให้เขาไปหาซื้อกันเอง
การเจริญสตินี่มีแต่ได้กับได้นะ ทำให้เป็นคนละเอียด มองอะไรไม่มองแบบหยาบๆ
กิเลสแต่ละตัวเวลาถูกขุดขึ้นมาที เราน่ะสะดุ้งเฮือกเลย มันเนียนขนาดนี้เลยเหรอ สุดยอดเลย
คือยอมรับนะ ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด ยอมรับตามความเป็นจริงที่มีอยู่และเป็นอยู่ เพียงแต่เราไม่เห็นมัน 
 
เราได้เรียนรู้เรื่องของคนมากขึ้น ชีวิตของทุกคนไม่แตกต่างกันเลย
เหมือนๆกันหมด เต็มไปด้วยกิเลส ถูกผิดแยกแยะตามความคิดของตัวเอง
แต่ไม่สามารถแยกแยะถูกผิดตามความเป็นจริงได้ คือ เข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าตัวเองนั้นถูก
 
การปฏิบัติตัวของเรา มันเป็นไปตามสภาวะเองนะ ไม่ใช่ว่าไปรู้อะไรยังไง
ยิ่งทำมันยิ่งมีตัวรู้เกิด มันเกิดเอง รู้เอง ไม่ว่าจะพูดอะไรกับใคร แล้วไม่เคยคิดจะต่อยอดเหตุ
คือเท่าๆที่ดูมา มันดับได้ไวมากขึ้น หรือไม่ก็มีเหตุให้ดับได้ไวมากขึ้น มันมีเอง มันเป็นเอง เราไม่ได้คิดปรุงแต่งแต่อย่างใด
 
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นกับเราในตอนนี้ เราแค่รู้
ไม่ไปหาเหตุผลละว่าเป็นเพราะอะไร  เพราะพอหาเหตุผล มีแต่เสียกับเสีย
 
อาหารที่ช่วยได้ในยามเจ็บป่วยคือ น้ำเต้าหู้กับปลาโก๋
ก็กินข้าวไม่ได้เลย ลิ้นไม่รับรู้รสชาติ ปากคอขมไปหมด
ขนาดกินน้ำเปล่าๆยังไปกระตุ้นให้ไอได้เลย ทั้งน้ำธรรมดาและน้ำเย็น
 
แต่น้ำเต้าหู้นี่แปลกดี ไม่ว่าจะร้อนหรือเย็น กินได้แบบสบายๆ
ไม่มีการทำให้ระคายคอแต่อย่างใดเลย
 
ยิ่งเจริญสติยิ่งดีนะ คือว่างไม่ได้ มันจะเป็นอัตโนมัติ จิตจะไปรู้อยู่กับกาย
มันเป็นของมันเอง เราไม่ต้องไปกำหนดแต่อย่างใดเลย แล้วจะมีความคิดเกิด
เดี๋ยวนี้จิตเขาจะชอบคิดพิจรณาบ่อยมากๆ เขาคิดของเขาเอง เป็นเหตุให้เราได้เห็นข้อบกพร่อง
เห็นกิเลสที่เรามองไม่เห็นมัน  ทำให้เราปล่อยวางสิ่งต่างๆลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้เห็นได้ชัดมากๆ
 
เมื่อก่อน ถ้าคอมฯไม่ดีหรือเสีย เราต้องไปร้านเกมส์ละ เสียตังค์ไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
คือมีแต่เสียกับเสีย ก็แค่การเข้าไปอ่านโน่น อ่านดี ไปพูดคุยกับผู้ที่ปฏิบัติด้วยกัน ไปพิมพ์อะไรเล็กน้อย
มีแค่นั้นเอง นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย เราติดคอมฯ ติดบอร์ด ติดพูดคุย ติดเกมส์ มีแต่ติดๆๆๆๆๆ
 
มันเหมือนคนติดยานะ แต่เรากำลังถูกให้เลิกเสพไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
เราไม่รู้ว่าสภาวะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ให้เลิกติดในสิ่งที่กล่าวมา ไม่รู้จริงๆ
มันเหมือนค่ยๆให้อดเสพไปเรื่อยๆทีละเล็กละน้อย คือยังให้เสพอยู่ แต่กระท่อนกระแท่น
ทีนี้พอไม่ได้เสพแบบที่เคยเสพประจำ จิตย่อมค่อยๆลดความอยากในการเสพลงไป ลดลงไปเรื่อยๆ
ลดไปแบบเราไม่รู้ตัวจริงๆอย่างที่บอก  กลับมารู้อยู่กับกายมากขึ้น  นอนแต่หัววันมากขึ้น ตื่นแต่เช้ามากขึ้น
มันเป็นไปตามสภาวะเขานะ เราไม่ได้ไปบังคับอะไรเลย มันไปของมันเองเรื่อยๆ เราแค่ตั้งสติรู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น
 
ถ้าถามว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร แค่รู้นะ มันไม่ไปรู้สึกอะไรมากมายเหมือนแต่ก่อน
แต่ก่อนพอรู้หรือเห็นอะไร กิเลสฟูยังมี แฟ่บยังมี ตอนนี้คือยังมีบ้างเล็กน้อย มันแค่รู้มากขึ้น ไม่ไปให้ค่ามากมายเหมือนเมื่อก่อน

อาตาปี สัมปชาโน สติมา

 ชีวิตคืออะไรกันแน่ เราปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปด้วยความเคยชินมานานเท่าไหร่แล้ว การเจริญสติ เป็นการเริ่มต้นในการปลดเปลื้องตัวเราให้พ้นจากความเป็นทาสของความเคยชิน

ในตัวเรานั้นมีของดีที่มีคุณค่า คือ สติ สัมปชัญญะ แต่เนื่องจากความไม่รู้ที่ยังมีอยู่
ทำให้ไม่รู้คุณค่าและไม่รู้จักวิธีการที่จะนำสติ สัมปชัญญะออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเจริญสติ เป็นวิธีที่จะนำเอาทั้งสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ นำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเจ้าของ
นำออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย โดยที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะทำได้ด้วยตัวเราเอง

การเจริญสติ ในแง่ของการปฏิบัติ ถ้าเราจับหลักได้ถูกทาง สภาวะจะไปได้ต่อเนื่อง
เช่นเรื่องของสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน( ขณะที่ปฏิบัติ ) กับสภาวะที่เกิดขึ้นภายนอก ( การใช้ชีวิต )

สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน เช่น การเดิน เดินให้รู้ว่าเดิน รู้ลงไปที่เท้ากำลังเดิน
จะรู้ได้มากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่ให้รู้ว่ากำลังเดิน เกิดความคิดให้รู้ว่าคิด

ถ้าเป็นความคิดอกุศลให้หยุดเดิน แล้วกำหนดรู้สำทับลงไป อันนี้แล้วแต่อุบายของแต่ละคน
บางคนใช้วิธีขยับกาย เพื่อให้กลับมารู้ที่กาย คือ ดึงเอาจิตให้กลับมารู้ที่กาย

ส่วนตัวเองใช้วิธีกำหนดรู้หนอ สำทับลงไป ทำทุกครั้ง จิตเขาจะบันทึกไว้
เมื่อกำลังของสติ สัมปชัญญะย่อมมีกำลังมากขึ้น ความคิดอกุศลจะดับได้ไวขึ้น
จนกระทั่งหายไปในที่สุด ส่วนคำกำหนดรู้หนอจะหายไปเอง มันจะเป็นแค่รู้
เมื่อจะมีความคิดอกุศล มันแค่รู้ว่ากำลังจะมี แต่ยังไม่ทันเกิดขึ้น จะดับไปได้ทันที

การเดิน จะเดินแบบมีรูปแบบหรือไม่มีรูปแบบก็ได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป
สภาวะของทุกคนจึงแตกต่างกันไป การที่เดินมากหรือน้อย ไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด

แต่ให้รู้ว่า เดินแล้วรู้เท้าได้มั๊ย เดินแล้วรู้เท้าและรู้ชัดลงไปทุกย่างก้าวมั๊ย แต่ละสภาวะจะเปลี่ยนไป
ตามกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งรู้ได้ชัดทุกย่างก้าว นั่นคือ
กำลังของสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น

การเดินจะจับเวลาหรือไม่จับเวลาก็ได้ ให้ทำตามสภาวะ บางคนมีเวลาน้อย บางคนมีเวลามาก
ให้ทำตามความสะดวกไปก่อน บางคนเวลาน้อยมากๆ อาจจะเดินเพียงหนึ่งรอบ แล้วนั่งต่อได้เลย

การนั่ง ให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก รู้อยู่กับการทำงานของกาย การเคลื่อนไหวของกาย
จะใช้คำบริกรรมหรือไม่ใช้ก็ได้

จะนั่งบนพื้นหรือนั่งบนเก้าอี้หรือจะนั่งที่ไหนๆก็ได้
ถ้าคิดว่านั่งแล้วสบาย เหมาะสำหรับตัวเอง นั่งกี่นาทีก็ได้

แรกๆต้องค่อยๆตะล่อมจิตไปก่อนเป็นเรื่องธรรมดา จู่ๆจะไปบังคับจิตให้เข้ารูปเข้ารอยทันที
บางคนอาจจะทำได้ แต่บางคนก็อาจจะทำไม่ได้ วิธีการปฏิบัติจึงมีหลากหลาย
เนื่องจากเหตุของแต่ละคนสร้างมานั่นเอง

ทั้งการเดินและการนั่ง จะมีหลักเหมือนๆกันคือ ทำตามความสะดวก

การเจริญสติ สติจะควบคุมจิตมิให้แส่ออกไปหาอารมณ์ต่างๆภายนอก
สัมปชัญญะ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กับรูปนาม คือ รู้อยู่ในกายและจิต

เมื่อทั้งสติและสัมปชัญญะทำงานร่วมกัน สมาธิย่อมเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิด จิตจะตั้งมั่นมากขึ้น
การรู้ตามความเป็นจริงจะเป็นผลผลิตตามมา เมื่อนั้นแหละ เราก็จะรู้ว่า ความทุกข์มันมาจากไหน
เราจะสะกัดกั้นมันอย่างไร นั่นแหละคือผลงานของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน

เมื่อได้มาศึกษาเพิ่ม จะรู้จักคำว่า อายตนะ
อายตนะภายในมี ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อายตนะภายนอกมี ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ( กายถูกสัมผัส ) ธรรมารมณ์ ( อารมณ์ที่เกิดจากใจ )

รวม ๑๒ อย่างนี้ มีหน้าที่ต่อกันเป็นคู่ๆคือ
ตากับรูป
หูกับเสียง
จมูกกับกลิ่น
ลิ้นกับรส
กายกับการสัมผัสถูกต้อง
ใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ

เมื่ออายตนะคู่ใดคู่หนึ่งต่อกันเข้า ( เกิดผัสสะ ) จิตก็เกิดขึ้นในขณะนั้นเอง
การที่จิตเกิดทางอายตนะต่างๆ เป็นการทำงานของขันธ์ ๕

เช่น ตากระทบรูป เจตสิกต่างๆก็เกิดทันที กิเลสต่างๆก็จะตามเข้ามาคือ ดี ชอบ เป็นโลภะ
ไม่ดี ไม่ชอบ เป็นโทสะ เฉยๆ ขาดสติ เป็นโมหะ นี่เองเป็นเหตุให้อกุศลกรรมต่างๆเกิดขึ้นตรงนี้นี่เอง

เมื่อมาเจริญสติ โดยมีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีกำลังของสติ สัมปชัญญะแก่กล้า
โดยมีกำลังของสมาธิเป็นกำลังหนุน เมื่อการกระทบใดๆเกิดขึ้น ย่อมทำให้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง
ที่ทำให้เกิดความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้นนั้นดับลง ไม่ไหลเข้าไปสู่จิตได้ อกุศลกรรมทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น

สติ ที่เกิดจากการเจริญสติ จะคอยสะกัดกั้นกิเลสไม่ให้เข้าหาอายตนะ มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนาม
มีสมาธิเป็นกำลังหนุนส่งเสริม ทำให้ทั้งสติและสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอด
ยิ่งมีกำลังของสมาธิแนบแน่นมากเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งทำให้มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้มากขึ้น

เมื่อรู้ได้อย่างนี้แล้ว ย่อมนำไปสู่การเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน
ของสังขารหรืออัตตาภาพอย่างแจ่มแจ้ง ก็มันไม่เที่ยงแล้วจะไปยึดอะไรได้

นี่แหละ อาตาปี ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน

สัมปชาโน มีสัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอด

สติมา มีสติเป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งหลาย

ถูกขัดเกลา

 
เป็นมาเป็นเดือนแล้วสภาวะนี้ การคลุกคลีกับหมู่คน ขนาดแค่คนไม่กี่คน
ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถทำให้เรารู้สึกเบื่อผู้คนได้ถึงขนาดนี้
 
เราดูตามความเป็นจริงมาตลอด สภาวะเขามาสอนเราตลอด
ตอนแรกเราไม่แน่ใจว่า สภาวะครั้งนี้มาสอนอะไรเรา ก็เฝ้าดูมาแต่ตีโจทย์ไม่แตก
 
มาเมื่อวาน ได้เขียนความรู้สึกในใจที่มีอยู่ พอดีคอมฯยังมีปัญหาอยู่ ข้อความถูกลบหายไปหมด
จากข้อความครั้งแรกที่เขียน เราเห็นความเห็นแก่ตัวของตัวเราเอง อ่านสิ่งที่เขียนแล้วก็คิด ขนาดนี้เลยหรือ
มันละเอียดนะเรื่องสภาวะนี่ มองแบบหยาบๆนี่มองได้ยาก เราพิจรณาแล้ว พิจรณาอีก ดูแล้วดูอีก ดูแค่นั้นยังไม่พอ
มันดูไม่ออกจริงๆ เรารู้แค่ความรู้สึกหยาบๆให้เห็นว่า เราไม่ชอบคลุกคลีกับหมูคน เพราะมันมีแต่เรื่องแล้วก็เรื่องไม่รู้จบ
คนโน้นว่าคนนี้ คนนี้ว่าคนโน้น วนเป็นงูกินหางไม่รู้จบ มีแต่เรื่องคนอื่นๆ แต่เรื่องของตัวเองกลับปิดเงียบ ถึงจะเผยออกมา
ก็ไม่ใช่ความจริงไปทั้งหมด มีความเท็จแฝงอยู่ เล่าแต่ความดีที่ตัวเองมองว่าดี ความไม่ดีของตัวเองไม่มาเล่ากัน มีแต่ปกปิดเอาไว้
 
แต่เราเป็นคนฟังคนอื่นๆพูดมานะนะ ไม่ว่าใครจะพูดหรือว่าอะไรมาก็ฟัง ฟังแล้วเก็บข้อมูลมานั่งพิจรณา
เหตุทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากการคาดเดากันเอาเอง คาดเดาว่า ถ้าคนนั้นทำแบบนั้น เขาจะต้องเป็นหรือคิดแบบนั้น
แค่เห็นภายนอกเองนะ ความคิดของคนเรานี่มันคิดได้สารพัด คิดดีก็ได้ คิดไม่ดีก็ได้ แต่เขาไม่รู้กันเลยว่า ทุกอย่าง ผลล้วนส่งหมด
 
การที่เราแค่ดู ถึงแม้จะดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตาม
แต่มีหลายๆครั้งที่เราไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดความรู้สึกที่แท้จริงที่เรานั้นมีอยู่
ไม่สามารถแยกออกได้ชัดเจน ดูคลุมเคลือแบบบอกไม่ถูก แต่การเขียน เมื่อเขียนออกมาจนหมดสิ้น
แล้วสิ่งที่เขียนๆออกมานี่ สภาวะมันจะตีกลับ คือ เขียนออกนอก แต่สภาวะส่งกลับเข้าไปข้างใน จิตจะพิจรณา
ซึ่งทำให้เกิดตัวรู้หลายครั้งต่อหลายครั้ง ทำให้เราเข้าใจสภาวะได้มากขึ้นว่า แต่ละสภาวะเขามาสอนอะไรกับเรา
 
ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ช่วงหลายวันที่ผ่านมา น่าจะเป็นเดือนได้แล้ว
จิตเราถูกขุดคุ้ย แต่เราไม่รู้ว่าถูกขุดคุ้ยลงไปในส่วนลึกๆลงไปอีก มันละเอียดมากขึ้น
 
" ความเห็นแก่ตัว "
 
เราเรียกสภาวะนี้ว่า ความเห็นแก่ตัว เพราะเราคิดว่าเราเห็นแก่ตัวจริงๆ
ในการที่ไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับใครๆ คิดแต่ว่า สภาวะเนิ่นนานเพราะมัวไปยุ่งกับชาวบ้าน
การลงไปคลุกคลีกับผู้คน สามารถทำให้จิตใจวุ่นวายได้ หากยังไม่สามารถวางอุเบกขาลงไปได้หมด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่เราไปเปลี่ยนแปลงสภาวะของอีกคน ทำไปด้วยความไม่รู้ เพราะเห็นเขาทุกข์ ก็หยิบยื่นความช่วยเหลือ
แทนที่จะให้แค่ด้านปัญญาแต่อย่างเดียว เขาจะได้พึ่งพาตัวเองไปทีละขั้น กลายเป็นว่า เขาต้องพึ่งพานอกตัว คอยหานอกตัว
นี่แหละที่เราบอกว่า เราผิด ส่วนคนอื่นๆด้วยกัน เขาจะช่วยเหลือกัน นั่นสภาวะของแต่ละคน ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา นี่เราเอาเราลงไปเล่น
 
เราถึงต้องเหนื่อยไง เหนื่อยใจ เพราะดันผ่าเอาใจเข้าไปข้อง
สติ สัมปชัญญะนี่สำคัญมากๆเลย เหตุมี ผลย่อมมี มันต้องมีเหตุอย่างแน่นอน
สุดท้ายได้คำตอบ สภาวะเขามาสอนเรา ให้เราเห้นกิเลสส่วนที่ลึกๆที่เรายังไม่ยอมรับแบบเต็มปากเต็มคำ
เรียกว่ายังกล้ำกลึ่งอยู่ แต่ครั้งนี้จากสภาวะที่กดดันความรู้สึกของเราเอง ทำให้เราต้องยอมรับจนหมดใจว่า เราเห็นแก่ตัวจริงๆ
 
เราคิดเพียงแค่ว่า เราช่วยเขา ช่วยคนอื่นๆ เราไม่ได้เห็นแก่ตัวอะไรมากมาย
คนเห็นแก่ตัวต้องไม่คิดช่วยเหลือใครๆสิ นี่เราคิดแค่ว่า เราแค่อยู่ในจุดปลอดภัย แต่ยังไม่ใช่ถึงที่สุด
ขืนเราไปวุ่นวายนอกตัวมากไป แล้วสภาวะเรามันก็จะอยู่แค่นี้น่ะสิ  นี่เห็นอีกตัวแล้วกิเลสที่ละเอียด  " ความอยาก "
 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นอกจากความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังมีเรื่องความอยากเป็นของแถมอีก
สภาวะนี่สุดยอดจริงๆ มีแต่ขุดๆๆๆแล้วก็ขุดกิเลสออกมาตลอด ชนิดที่เราดูยังไม่ทัน
สภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น ความอยากตัวนี้เราไม่เคยมองเห็นเลย
เพราะเรามั่นใจมากๆ เราทำตามความเป้นจริง ทำตามสภาวะ ความอยากจะมาจากไหนล่ะ เห็นไหมมันเนียนมากๆ
 
ความรู้สึกในตอนนี้ เรื่องวุ่นวายในใจที่เกิดขึ้น เริ่มเบาบางลงไป
สภาวะเขามาสอนเราเรื่องการอยู่กับคน เรื่องการวางอุเบกขา แบบชนิดที่เราเองก็คาดไม่ถึง
เหมือนนับหนึ่งใหม่ตลอดเวลา พอผ่านสภาวะหนึ่งไปได้ก็จะมีคำตอบเองว่า สภาวะมาสอนอะไร กิเลสตัวไหน
หนึ่งความผิดพลาด หนึ่งตัวรู้เกิดขึ้น แล้วความผิดพลาดจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เหตุที่เกิดใหม่ที่จะก่อภพก่อชาติย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆ
 
เราต้องยอมรับตามความเป็นจริงให้ได้ ยอมรับไม่ได้ สภาวะผ่านไปไม่ได้
เป็นอย่างไร ต้องยอมรับตามนั้น ไม่ใช่ปกปิด เอาดีเข้าหาตัวเอง แล้วไปคอยเพ่งโทษนอกตัว
ไปจดจ้องสภาวะคนอื่นๆ  ใครจะพูดจะทำอะไร ดันผ่าไปคอยจับผิดเขา คอยคิดว่านั่นถูกนี่ผิด ทั้งๆที่มีแต่ความคาดเดา
แทนที่จะย้อนกลับมาดูตัวเองให้มากๆ ยามที่เกิดการกระทบ กลับไปโทษนอกตัว เพราะคนนั้น เพราะคนนี้ แต่ตัวเองกลับไม่เคยสนใจ
ทำแบบนั้น ไปไม่รอดหรอก เพราะมันไม่ใช่ตามความเป็นจริง ยังหลอกตัวเองอยู่ ทั้งภายนอกและภายใน   นี่แหละ สภาวะ หลอกกันไม่ได้หรอก

ขี้แมว ครูมาสอน

 
" กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา "
 
โฮ๊ยยย  … เดี๋ยวนี้มีแต่ง่วงนอนมากมาย สองทุ่ม หาวแล้วหาวอีก
ช่วงนี้เจอแต่ทำข้อสอบ ทำแล้วทำอีก โดนทำข้อสอบเกือบทุกวัน จนไม่มีเวลาไปคิดอะไร
 
สภาวะทุกๆสภาวะคือบทเรียน มาแสดงซึ่งผลให้เห็นแบบจะๆ ชนิดที่ให้รู้ว่า
ถึงแม้ไม่ได้เจตนา กรรมหรือการกระทำนั้นๆ ส่งผลแน่นอน ก็ขนาดรู้ๆแล้วนะ
ยังโดนตอกย้ำโดยสภาวะแบบชัดแจ้งอยู่เนืองๆ ชนิดไม่ให้พลาดเลยสักหน่วยเดียว
 
ตอนแรกก็เรื่องที่ทำงาน เรื่องในอดีต ผ่านมาแล้วเป็นปี แต่ก็ยังโดน
ก็ยอมรับตามความเป็นจริง ไม่หนี และไม่ปฏิเสธ แต่ทำให้เป็นคนรอบคอบกว่าเดิม
เรียกว่า ทุกๆความผิดพลาดที่เคยทำไว้นั้น ผลที่มาแสดง ทำให้เราระมัดระวังตัวในเหตุมากขึ้น
ใครจะทำอะไรยังไง เราแค่รู้ และให้การอภัยกับสิ่งที่เขาทำกับเรา เมื่อก่อนยังมีนะโกรธ โกรธมากๆเลย
แต่ตอนนี้ไม่แล้ว มองด้วยความเข้าใจมากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เราทำหน้าที่ของเราให้ดีเท่าที่เราทำได้
ก็เจริญสติต่อเนื่อง แต่ระวังตัวมากขึ้น เขียนป้ายหน้าห้องว่า ก่อนเข้าห้องมา กรุณาเคาะประตูด้วย
ถ้าไม่ทำแบบนี้ เหตุไม่จบซักที ต้องลองดูกันสักตั้ง
 
ตำแหน่ง หน้าที่ การงานก็ต่างกัน จะเอาเราไปเปรียบกับงานของคนงานได้ยังไง
งานของเราก็คืองานของเรา งานของคนงานก้คือคนงาน เอาไปเปรียบเทียบกันแบบนั้น
มันก็กลายเป็นว่า เราสบาย คนงานลำบาก โยนความผิดมาให้เราอีก วันๆ ได้ทำกรรมฐานตลอด
คนนี่นะ มีแต่โทษนอกตัว แต่ไม่ย้อนดูตัวเองกัน ก็เรียนมาต่างกัน ตำแหน่งงานย่อมต่างกัน แล้วจะมาอะไรกับเรา
นี่ก็หนึ่งเรื่อง ถือว่าเราสอบผ่าน ไม่ไปตอบโต้ ใครอยากทำอะไรเร่องของเขา เรามีหน้าที่คือตั้งสติรู้ มีแค่นั้นเอง
 
ต่อมาเรื่องแมวๆ ขี้แมว แบบไม่น่าจะเชื่อก็ต้องเชื่อละ
บรรดาลูกแมว แม่มันมาทิ้งไว้แถวบ้าน เราก็สงสารนะ เลยเอาอาหารให้กิน
ทีนี้ มันมีเหตุ แมวไม่มีเจ้าของแถวนี้เยอะมากๆ บางตัวไปอึบนหลังคาบ้านอื่นๆเขา
เขาก็ถามเราว่าเลี้ยงแมวเหรอ เอาง่ายๆตั้งท่าด่าเราเลย เราก็บอกว่าเปล่า ไม่ใช่แมวเรา
ที่ให้กินเพราะสงสาร เขาบอกว่า เขาจะจับแล้วเอาไปปล่อยที่อื่น มันมาขี้เหม็นไปหมด
เราบอกว่า อยากทำอะไร ทำไปเลย ไม่ต้องมาบอกเรา เพราะไม่ใช่แมวเรา
 
เมื่อเช้า คือ เราได้กลิ่นฉี่แมวมาหลายวันแล้ว เดินดมๆตามกลิ่น ก็หาต้นเหตุไม่เจอ
เมื่อเช้า แหงะมองไปบนหลังคา อุแม่เจ้า … อึแมวกองมหึมา ….
 
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ กรรมนะ ถึงไม่ได้เจตนา แสดงผลทันตาเห็นเลย
ดูจิตของตัวเองตอนนั้น ตอนที่เกิดการกระทบ มันนิ่งๆ ไม่มีชอบหรือชัง
แต่เหมือนมันเกิดปฏิกิริยาโดยอัตโนมัติ เอาสายยางฉีดน้ำไปบนหลังคา
อึแมวกระเด็นเลอะเสื้อเราเป็นหย่อมๆ มีกลิ่นนะ เรากำหนดกลิ่นหนอๆ สักพัก กลิ่นจางหายไป
ฉีดน้ำไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนอะไร ไม่รังเกียจ อึคนหรืออึแมว ไม่มีแตกต่างกันเลย ล้างเท่าที่ล้างได้ไปก่อน
 
เรื่องต่อมา เรื่องของคนอื่น ปากหนอปาก ไม่ใช่เราหรอกนะ แต่เหตุจากคนอื่น
ซึ่งเราเคยบอกแล้วว่า เราทำตามเหตุ ไม่มานั่งประคบประหงมใครหรอก พูดตรงๆไปเลย
ทำได้ก็ทำ ไม่ทำก็อย่าทำ เพราะเส้นทางนี้ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่ใช่การตอบโต้ สร้างเหตุไม่รู้จบ
เหตุเกิดที่ไหน ดับที่นั่น เราได้คุยกับตัวต้นเหตุ เรื่องเหตุที่เกิดไม่รู้จบ เราบอกว่า เราไม่ได้คิดจะว่าใคร แต่ชอบตีความกันผิดๆ
แต่ทุกอย่างมันมีเหตุ ดับที่เหตุเลย คนที่ยังชอบพูดอยู่ ให้จบ ปิดปากไปเลย มีแต่สร้างเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่จบกันไปสักที
 
เราบอกว่า คนอื่นเขาไม่ชอบอะไร ก็อย่าไปทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ สภาวะแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ส่วนดีของแต่ละคนมี เราไม่ทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ เขาย่อมไม่พูดต่อ มันก็จบ ที่มันไม่จบ เพราะเรายังทำ
ก็มีการคาใจในเรื่องของคนที่มีเหตุ ทำนองว่า เอ .. ปฏิบัติเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแบบนั้นไปได้
 
เราบอกว่า สภาวะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ให้อภัยต่อกัน เพราะเขายังไม่เชื่อ
ต้องปล่อยเขาเผชิญกับเหตุของเขาไป ถึงเวลาของเขา เดี๋ยวเขารู้เอง อย่าไปสร้างเหตุให้กับเขา
 
ทุกคนเลยตกลงกันว่า ต่อไปนี้ ถ้าคนนี้มา จะไม่พูดเรื่องที่เขาไม่ชอบ
ตอนนี้เขาแอนตี้เรื่องการเดินและนั่ง การพูดคุยเรื่องปฏิบัติ เขาบอกว่าคุยแต่เรื่องไร้สาระกัน
นี่แหละคือ เหตุของเขา เขาจะพูดหรือทำอะไรก็เหตุของเขา คนที่รู้ก็อย่าไปทำให้เขาสร้างเหตุเพิ่มมากไปกว่านี้
จะเป็นเหตุให้ครอบครัวเขาไม่มีความสุข เพราะมันไปกระทบถึงคนในครอบครัวเขา แล้วผลตรงนี้ ก็จะส่งกลับมาที่คนมีส่วนร่วม
ถ้าไม่อยากเป็นแบบเขา จงอย่าทำกัน ให้ดูแต่ตัวเอง ถ้าเขายังมาคุยเรื่องชาวบ้านอีก ให้หางานอื่นๆทำ เขาจะได้เห็นว่าไม่ว่าง
ถ้าไม่มีใครตอบสนอง เดี๋ยวเขาก็เงียบไปเอง ใครจะบ้านั่งพูดคนเดียว หรือ ถ้าเขาอยากพูด ปล่อยเขา อย่าไปเอออหรือหืออือกับเขา
ไม่งั้น เหตุไม่จบกันซักที มีแต่เรื่องทุกวัน   สิ่งที่ควรทำก็บอกหมดแล้ว ส่วนจะทำหรือไม่ทำ นั่นเหตุของใครของมัน
 
สำหรับตัวเราเองนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกชอบหรือชังใดๆกับเขาเลย
มองเขาด้วยความเข้าใจ ในสภาวะของเขา เพราะเขาสร้างเหตุมาแบบนั้น
ผลเลยทำให้เขาเป็นแบบนั้น เราจะไปว่าใครๆไม่ได้หรอก เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป
 
ดูองคุลีมาลสิ นั่นคือเหตุขององคุลีมาล แต่เหตุที่ดีของท่านยังมี
จึงได้พบกับพระพุทธเจ้า เห็นไหม เมื่อถึงเวลาของคนๆนั้น อะไรก็เอาไม่อยู่
คนทุกๆคนก็เช่นเดียวกัน ควรให้อภัยต่อกัน อย่าเพ่งโทษต่อกัน แต่ควรหมั่นตรวจสอบตัวเองเนืองๆ
เหตุมี ผลย่อมมี ทุกสรรพสิ่งล้วนจึงเป็นเช่นนั้นแล เป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา และตามเหตุใหม่ที่กระทำขึ้นอีก
 

 อะไรๆล้วนแต่ไม่เที่ยง แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งนอกตัว ขนาดในตัวก็ยังไม่เที่ยงเลย
เราจึงทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง ทำตามสภาวะ ไม่ไปให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นมากมาย
ยังมีอยู่นะการให้ค่า แต่ไม่ไปยึดติดมากมายแบบเมื่อก่อน ปล่อยวางได้ไวมากขึ้น

นับวันมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ พอสุขมากๆ มันก็เบื่อ ไม่ใช่ไม่เบื่อ พอรู้ว่าสุข
สุขทางโลกก็งั้นๆ ตราบใดที่ยังมีเหตุอยู่ ผลก็ย่อมมี สภาวะเขามาสอนทั้งนั้น

พอเข้าใจทุกข์ ว่าทุกข์นั้นเกิดจากอะไร ก็หมั่นสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุให้ทุกข์น้อยลง
ความทุกข์  สอนให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ทำให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น
พอเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยวางมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น ย่อมเกาะเกี่ยวสิ่งต่างๆภายนอกน้อยลง
อุปทานการให้ค่าต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลง ความสุขย่อมเกิดแทนความทุกข์มากขึ้น 
มีความสุขมากขึ้น ย่อมมีความเบื่อหน่ายในสิ่งต่างๆมากขึ้น

ชีวิตมีเท่านี้เอง มีแต่การสร้างเหตุไม่รู้จบ คนไหนเลือกเป็นแล้ว ย่อมเลือกสร้างแต่เหตุดี 
 ก็หมั่นเจริญสติอย่างต่อเนื่อง เพราะสติ สัมปชัญญะคือใบผ่านทางที่สำคัญที่สุดเวลาจิตแยกออกจากกาย
หรือตอนที่ทิ้งสังขาร ทิ้งเปลือกที่อาศัยอยู่  ช่วงเสี้ยววินาทีนี้สำคัญมากๆ หากขาดสติ สัมปชัญญะ
 จิตย่อมเป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นหรือรู้ในขณะนั้นๆ

ทำตามความเป็นจริงแสนสบาย

ทำตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ดูตามความเป็นจริง
ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่คาดเดา ไม่คาดหวัง ทำแบบนี้ได้ สบายจริงๆ
 
เมื่อหลายวันก่อน สภาวะเรามันไม่หลับไม่นอน
แต่เมื่อสองคืนมานี้สภาวะเปลี่ยนไปอีก จะง่วงนอนแต่สี่ทุ่ม
เมื่อคืนเข้านอนตั้งแต่ตี 1  พอเช้ามา ตอนนั้นรู้สึกตัว แต่ยังไม่ลืมตา
ตลกดีนะ เรานอนคุยกับตัวเราคนเดียว คุยอะไรก็ไม่รู้จับใจความไม่ได้
เรายังไม่ลุกนะตอนนั้น ยังหลับตาและนอนดูอยู่ว่ากำลังคิดอะไร กำลังพูดอะไร
มันงึมๆงัมๆ จับใจความไม่ได้ เราตัดสินใจว่า ลุกขึ้นดีกว่า แล้วอาบน้ำทำกรรมฐาน
ดีกว่านอนต่อแล้วปล่อยให้จิตงึมงัมอะไรแบบนี้
 
ลุกขึ้นอาบน้ำ ขึ้นห้องพระ ตอนนั้นเป็นเวลา 06.20 น.
ก็เดินไม่ได้จับเวลา เดินสองสามรอบได้ แล้วกำหนดนั่ง
จิตเป็นสมาธิ เวลาจิตเป็นสมาธิ มักจะมีตัวปัญญาเกิด ครั้งนี้ก็เช่นกัน
 
พรุ่งนี้ น้องๆจะมารับที่บ้าน ไปวัดพุทโธ ไปทำบุญกับแม่ แม่ไปบวชชีพราห์ม
และรักษาอุโบสถศิล 1 พรรษา  คือมีสตางค์เหรียญเตรียมไว้แล้ว 300 บาท
คือ มันครุ่นคิดว่าจะเอาอะไรไปทำบุญเพิ่มดี ก็ให้นึกถึงผ้าขนหนูสีขาวผืนยาว
ที่ซื้อเตรียมเอาไว้จะไปแจกที่วัดตาลเอนในวันขึ้นปีใหม่
 
สติมันบอกว่า ให้นำผ้าขนหนูนั้นมาตัดครึ่งแล้วเย็บริมใหม่
จะกลายเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนขนาดพกพาพอดี นำไปให้แม่แจกร่วมทำบุญกับเขาได้
จิตเป็นสมาธิต่อเนื่องได้ตลอด รู้ตัวตลอด เราคิดว่า นั่งแค่นี้พอแล้ว แค่พอประมาณ
ก็แผ่เมตตา กรวดน้ำ  ดูนาฬิกา เป็นเวลา 07.30 น.
 
ก็นำข้าวไปอุ่นในเวฟทิ้งไว้ 3 นาที แล้วเดินไปซื้อกับข้าวหน้าบ้าน
เช้านี้เลยได้กินข้าวเช้า กับข้าวแบบง่ายๆ ผัดสะตอกับไข่ต้ม ราคา 26 บาท
 
เราเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดในหลายๆอย่างของตัวเรา ของชีวิตของเรา
นับวันพบแต่ความสุข สุขแบบพอเพียง ไม่มุ่งหวัง ไม่อยากได้อะไร ไม่ไปทุกข์ร้อนกับอะไร
การทำตามความเป็นจริงมันดีแบบนี้เลยนะ เจออะไรที่มากระทบ มีสติรับมือได้ไวมากขึ้น หยุดตัวเองได้ไวมากขึ้น
 
อย่างเมื่อวันก่อน ปฏิบัติสภาวะดีมากๆๆๆๆ เรียกว่า คุ้มค่า
แต่พอมาเมื่อวานนะ คนละเรื่องกันเลย ถ้าเป้นเมื่อก่อน ทุกข์แล้ว หาเหตุแล้ว
เพราะอะไร นี่หาทุกข์ให้กับตัวเองเพราะความไม่รู้แท้ๆเลยนะ การให้ค่า เมื่อให้ค่า มันจึงมีตัวตนเกิดขึ้นทันที

ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ

 
สภาวะแต่ละสภาวะเป็นไปทีละสเต็ป เป็นการทบทวนแต่ละสภาวะ
ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของแต่ละสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ
 
แม้แต่กำลังของสมาธิ ถึงแม้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
กระแสของสมาธิไม่มีความรุนแรงเหมือนสมาธิเหมือนก่อนที่จะเจอสภาวะหมดสมาธิ
สภาวะของเก่านั้นเหมือนก้าวกระโดด เก็บรายละเอียดของแต่ละสภาวะได้ค่อนข้างน้อย
 
สภาวะใหม่นี้ ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดคือ สภาวะของฌานต่างๆ
สามารถแยกแยะรายละเอียดสภาวะของฌานแต่ละฌานได้ชัดเจน
เห็นตั้งแต่การทำงานแต่ละขณะของสภาวะที่เกิดขึ้นได้ชัด อย่าเช่น ผรณาปีติ
เดี๋ยวนี้จับรายละเอียดได้หมดเลย ตั้งแต่เกิดขึ้น ขณะที่เกิด จนกระทั่งจางหายไป
เมื่อก่อนจับไม่ได้ขนาดนี้ เพราะอย่างที่เล่าให้ฟัง สภาวะมันก้าวกระโดด แต่ตรงนี้มันไล่ไปทีระดับ
 
วันนี้ปฏิบัติได้ทั้งวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ไม่มีดิ่ง ไม่มีหลับ รู้ตัวได้ตลอด
ช่วงที่ไปนั่งต่อที่โซฟา สภาวะที่เกิดขึ้น สามารถสรุปลงไปได้เลยว่า ยิ่งกำลังของสมาธิมากเท่าไหร่
โอภาสที่เกิดขึ้น จะสว่างมากๆ สว่างจ้าแบบสุดลูกหูลูกตา ถ้านำไปเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัด
ถ้าสามารถมองแสงอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่า จะสว่างเหมือนเวลามองแสงอาทิตย์ด้วยตาเปล่านั่นน่ะและ สว่างแบบนั้น
 
ขณะที่เกิดสภาวะต่างๆ จะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี คือ อยู่กับองค์กรรมฐานได้ตลอด
จับรายละเอียดของสภาวะได้หมด  เรียกว่ามีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอด
แม้ขณะที่เกิดโอภาส ก็ยังคงรู้สึกตัว จับรายละเอียดได้ทั้งหมด
 
นี่แหละหนา ผลของการทำต่อเนื่อง ไม่คาดหวัง ไม่ให้ค่า ไม่เปรียบเทียบ
เวลาจะเกิดสภาวะแต่ละครั้งนั้น เขาเกิดเอง ไม่ต้องไปอยากให้เกิดอะไรเลย
เพียงแค่ทำตามความเป็นจริง ทำตามสภาวะ ง่วงนักก็นอน เหนื่อยนักก็พัก ไม่เคร่งเครียด
เพียงแต่ทำต่อเนื่อง ทำทุกวันไม่มีหยุด หยุดแล้ว สภาวะมันจะสะดุด เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง
เพราะขาดความต่อเนื่องนั่นเอง ถึงบอกไง เกิดสภาวะอะไรทำตามนั้น หลังพักผ่อนเสร็จ ร่างกายสดชื่น
แล้วได้ปฏิบัติต่อ สภาวะจะเป็นไปได้ดี เนื่องจากร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว
 
ไม่ต้องไปหาคำตอบว่าอะไรคืออะไร เพราะมันล้วนแต่ไม่เที่ยง ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ
จะเปรียบเทียบไปทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ามันไม่เที่ยง ทำไมต้องไปให้ค่ากับสภาวะด้วย ยิ่งให้ค่า ยิ่งสะสมกิเลส สะสมความทะยานอยาก
ทำให้ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้  เมื่ออยากก็ให้อยาก ไม่ปฏิเสธ แต่ไม่มีการนำไปเปรียบเทียบ ทำตามความเป็นจริงอย่างเดียว

เพียรแบบไม่เคร่งเครียด รู้ลงไปตามความเป็นจริง

นี่เป็นบันทึกเก่า 30 เมย. 52
ข้อความทั้งหมด อาจจะมีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังท้อ
เลยนำมาแบ่งปันกันใหม่อีกครั้งค่ะ
 
 
จากที่เคยปฏิบัติมาหนักๆในช่วงแรกๆ  … ตอนนี้ก็เลยทำแบบไปเรื่อยๆ 

ดูจิต ดูกิเลสที่เกิดขึ้น  เพราะยิ่งทำ นับวันยิ่งเห็นกิเลสที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจเรา  มันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ 
 เพียงแต่เราต้องพยายามรู้ให้เท่าทันปัจจุบันในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นให้ทัน  ถ้าทันมันก็จบ ถ้าไม่ทัน คนที่ต้องทุกข์ก็คือเรา    
 
แล้วก็อยู่ที่ตัวเราด้วย ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน 
ยิ่งเรายอมรับมันได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น  สติ สัมปชัญญะ ยิ่งเกิดขึ้นมากตามตัว …
 
 จงอย่าปฏิเสธในสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะมันคือความจริง
เรายิ่งหาหนทางขจัดมากเท่าไหร่ มันยิ่งแสดงออกมามากขึ้นเท่านั้น 
คิดก็ให้รู้ลงไปว่ากำลังคิด   ฟุ้งก็ให้รู้ลงไปว่ากำลังฟุ้ง  มีหน้าที่เพียงดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น 
แล้วรู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น  อยู่กับสภาวะนั้นๆ   ทำเท่านี้เอง  
 
อย่าไปพยายามบิดเบือนความจริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้คือ สภาวธรรมของตัวเรานั่นเอง 
หาใช่ของคนอื่นๆไม่ ของใครของมัน   กิเลสใคร   กิเลสมัน …
 
พอเราเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น  กิเลสยิ่งแสดงออกมากขึ้น  
บางคนไม่เข้าใจ  เมื่อเจออะไรหนักๆเข้า ก็คิดว่า ตัวเองปฏิบัติถอยหลัง 
จริงๆแล้ว ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นกิเลส นั่นหมายถึงคุณกำลังก้าวหน้า 
เพราะว่าเริ่มเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น 
 
เมื่อสติ สัมปชัญญะยังไม่ทัน  เราก็เอาใจไปข้องกับมัน
ใครทุกข์ เราก็ทุกข์  บางคนน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วง  กร่นโทษตัวเอง  
ตอนนี้ผู้ปฏิบัติควรหาใครสักคนที่เคยผ่านสภาวะนั้นมาแล้ว  สนทนากัน  ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว  
 
เราน่ะ น้ำตาร่วงมาไม่รู้กี่รอบแล้ว  บางวันมันท้อซะจนไม่มีที่จะอยู่ ท้อมากๆ
นั่งน้ำตาไหลเต็มหน้าอยู่อย่างนั้น  ถามตัวเองเสมอๆว่า  มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องเป็นแบบนี้ …
 
บางคนเมื่อเกิดสาภาวะนี้ขึ้นมา  ความที่ว่าไม่เคยเป็น 
ก็คิดไปแล้วว่า ทำไมมันเป็นแบบนี้ ถอยหลังเข้าคลองแน่นอน 
 
ร้องห่มร้องไห้  มันอยากร้องก็ให้มันร้องไป  อย่าไปบังคับตัวเอง 
เวลาร้องก็ดูไปด้วยว่า ที่ร้องไห้น่ะ มันร้องเพราะอะไร  ในกรณีที่คุณไม่รู้จะหันไปหาใคร
 
เหมือนเราเมื่อสมัยก่อน  ร้องไห้เป็นวักเป็นเวรเลยช่วงนั้น 
แต่พอผ่านตรงนั้นมาแล้ว ถึงได้เข้าใจ อ้อ .. มันคือ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นนั่นเอง 
 
ครูมาสอน เราต้องเรียน   บางทีบอกตัวเองแบบนี้ บอกมาตลอด 
แต่บางครั้งรู้สึกกดดันจริงๆ  บางทีตื่นมานี่ น้ำตาเป็นคราบเลย หลับไปทั้งที่กำลังร้องไห้ 
นี่แหละผู้ปฏิบัติ  อดทนอย่าบอกใครเลย  บางทีตาบวมไปหมด เพราะร้องไห้อย่างหนัก
ต้องใส่แว่นสีเข้มๆ ไม่ให้ใครเห็น  พอนั่งคนเดียว ร้องไห้อีกแล้ว  มันเป็นอะไรที่แสนสาหัสจริงๆ  
สาหัสสากรรจ์สุดๆในชีวิตที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ …
 
                     
ในสมัยที่ปฏิบัติบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง ยังมาไม่ถึงจุดนี้ 
น้ำตานี่จะไหลเฉพาะเวลาดูหนังเศร้าๆ  ฟังเพลงเศร้าๆ เห็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งนี่น้ำตาไหลอัตโนมัติเลย 
คือเป็นคนขี้สงสารตั้งแต่เล็กๆแล้ว  … เห็นใครเศร้าๆทุกข์ๆนี่ น้ำตาไหลตาเขาไปแล้ว  …
 
                      
พอปฏิบัติมาถึงจุดๆนี้  ถึงได้เข้าใจ รู้แล้วว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ตั้งแต่เราลืมตาตื่นขึ้นมา จนกระทั่งหลับลงไป 
มันคือ สภาวธรรมของแต่ละคนนั่นเอง  กิเลสที่อยู่ในจิตเรานั่นเอง 
มันเปลี่ยนรูปแบบมาแสดงให้เราเห็น  แล้วเราจะหนีไปไหน  แม้แต่พระพุทธองค์ยังไม่ทรงหนีเลย 
ตอนที่พระอานนท์ทูลขอให้พระองค์หนี  สุดท้ายพระองค์ก็ทรงชนะ  แล้วทำไมเราไม่ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง 
 
ขันติคือความอดทน  เกิดอะไรขึ้น  ให้อดทนเข้าไว้
เกิดอะไรก็ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วอยู่กับมัน 
ดูมันแสดงให้เราดู  พอจิตมันอิ่มตัว วิปัสสนาเกิดเลย  ที่แท้มันมีของมันอยู่แล้ว  
มีก่อนที่จะมีเราหรือมีอะไร  เพียงแต่ตอนนั้นเพราะความไม่รู้ เราจึงไม่รู้ว่ามันมี  เพราะเราสามารถรู้ได้  มันก็วางลงไปเอง ..
 
ใครที่กำลังร้องไห้เสียใจอยู่  อย่าไปกลัวกับการร้องไห้
ร้องไปเถอะ  มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร บางทีมันสุดจะทนจริงๆ  เจอมาแล้ว กิเลส  …
จนปัจจุบันนี้ก็ยังเจอ  แต่สติ สัมปชัญญะเริ่มรู้เท่าทันมากขึ้น  เลยเห็นชัดเจนขึ้น
ดับเองได้ไวขึ้น ไม่ต้องไปคิดจัดการอะไรกับมันเลย  
 
เพราะพอไปคิดจัดการ  สภาวะมันจะเป็นไปทันที  ทีนี้แหละ  หลงทางเลย
คิดว่า จบไปแล้ว ที่ไหนได้ กิเลสมันเปลี่ยนรูปแบบมาใหม่ให้เราได้เจอ ..       

ดับในสมาธิมากขึ้น

 
ตั้งแต่มีกำลังของสมาธิเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันสภาวะดับในสมาธิเกิดบ่อยๆ
เวลาดับ บางทีก็รู้ทัน บางทีก็รู้ไม่ทัน แล้วแต่กำลังของสติ และกำลังของสมาธิในแต่ละครั้งไม่แน่นอน
บางทีแค่เหยียดขาออกไป จิตเป็นสมาธิ พอเหยียดตัวแบบสบายๆ จิตจะวูบทันที อันนี้รู้ตัวได้ตลอดก่อนที่จะดับ
 
หลายวันมานี่ กำลังของสมาธิแนบแน่นดีมากๆ คือพัฒนามากขึ้น สภาวะของสมาธิจับได้ชัดเจน
ว่าอยู่ตรงไหน แล้วมีสภาวะตอนเกิดนั้นอย่างไร จับได้ทุกระยะ
 
ถึงแม้จะเป็นการเหมือนเริ่มต้นฝึกสมาธิใหม่ก็จริงอยู่
แต่สภาวะจะไม่ตกต่ำลงไป เช่น มีรูปนามเป็นอารมณ์แล้ว
ถึงแม้จะไม่มีกำลังของสมาธิ ( ช่วงที่สมาธิหายไปหมด )
ก็ยังคงสภาวะมีรูปนามเป็นอารมณ์เหมือนเดิม เรียกว่ามีสภาวะปรมัตถ์เป็นอารมณ์
ไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นที่บัญญัติใหม่  ไม่ต้องไปนับหนึ่งใหม่ในเรื่องของสมาธิ
 
ดูจากสมาธิ ไม่ต้องเริ่มจาก 1 คือ เริ่มจากต้องใช้บัญญัติเป็นอารมณ์
เช่นปกติเริ่มต้น จะต้องใช้คำบริกรรมเป็นอารมณ์ จนกว่าจิตจะทิ้งคำบริกรรมภาวนายามที่เป็นสมาธิ
 
สภาวะตรงนี้ไม่ต้องไปเริ่มต้นแบบนั้นเลย
เรียกว่าเริ่มต้นจากฌาน 2 3 4 มันจะสลับไปมาอยู่แบบนี้
เพราะสภาวะของกำลังสติ สัมปชัญญะนั้น ยังไม่มากพอที่จะละสภาวะปีติ สุข ได้อย่างถาวร
ยังคงมีปีติ สุข เป็นบางครั้ง บางขณะ ถ้ามี สติ สัมปชัญญะดี กำลังของสมาธิแนบแน่นมากๆ จะเข้าสู่ฌาน 4 ได้ทันที
 
สภาวะมาสอนให้เรียนรู้ตลอด
ตอนนี้สภาวะที่แยกได้ชัดอีกอย่างคือ ความทุกข์ ทำให้เห็นไตรลักษณ์
เพราะถ้ายังไม่เห็นไตรลักษณ์ อุปทานที่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆย่อมละลงไปได้ยาก
ตัวอุปทาน ยึดมั่นถือมั่น ล้วนเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดเป็นความทุกข์ ยึดมากเท่าไหร่ ทุกข์มากเท่านั้น
ยิ่งคาดหวังผลของการปฏิบัติมากเท่าไหร่ แล้วไม่ได้ตามที่หวังเอาไว้ ยิ่งเป้นทุกข์มากขึ้นเท่านั้น
 
ความสุข ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย
ความสุขทางโลก ไม่เหมือนความสุขทางธรรม
ความสุขทางโลก ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม สุขเพราะไปให้ค่ามันเอง
ให้มีความสุขจนล้นคอหอย สักวันมันก็ต้องเบื่อหน่าย แล้วจะถามตัวเองว่า ชีวิตมีแค่นี่เองหรือ
อันนี้เรื่องจริงนะ เพราะทุกวันนี้ ชีวิตทางโลกของเรา มีความสุขมากๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องการใช้ชีวิต
แต่เรารู้ดี มันมีความเบื่อหน่ายแฝงอยู่ในความสุข เบื่อมากๆ จะชอบถามตัวเองว่า ชีวิตมีแค่นี้เองหรือ
ชีวิตนี้ ถ้าไม่ได้มาปฏิบัติ เราจะมองไม่เห็นสภาวะที่แท้จริงของชีวิตเลย มันไม่ได้มีอะไรเลย มันมีแต่การสร้างเหตุ
ชีวิตเป็นไปตามเหตุที่เคยกระทำมา นี่ถ้าเราไม่ได้สร้างเหตุของการเจริญสติขึ้นมาในปัจจุบัน เราก็คงเหมือนคนอื่นๆ
ที่ยังคงงมงายกับความทุกข์ และยังคงวิ่งเข้าหาความทุกข์ เพราะยังมีความสำคัญผิดในสภาวะของความทุกข์ว่าคือความสุข
และเอาความทุกข์นั้นๆมาสร้างเป้นเหตุใหม่ให้เกิดเหตุใหม่ที่เป็นการก่อภพก่อชาติขึ้นไปอีกด้วยความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงยังหลงทำ
 
แต่สุขกับการรู้อยู่กับรูปนามนี่สิ มันสุขยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง
นี่จึงเป็นเหตุให้ ตั้งแต่ที่กำลังสมาธิของเรามีเพิ่มมากขึ้น จิตเขาจึงดับบ่อยมากขึ้น
 
วันนี้ หลังจากเดินจงกรมได้สักพัก เรารู้สึกขี้เกียจมาก
เราก็ดูความรู้สึกนั้น ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ไม่ปฏิเสธว่ายังมีสิ่งเหล่านี้อยู่
เราถึงบอกกับทุกคนที่มาปฏิบัติกับเราว่า ข้าพเจ้ายังมีกิเลสเหมือนกับคุณนะ
แต่แตกต่างตรงที่ว่า ตอนนี้สภาวะที่เป็นอยู่ ทำให้กิเลสที่เกิดขึ้น หรือมีอยู่นั้น เบาบางลงไป
 
ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ไม่โกหกตัวเอง ไม่หลอกตัวเอง ไม่ทำด้วยความอยาก
เราก็บอกกับตัวเองว่า ทำตามความเป็นจริงดีที่สุด ทำแล้วสบาย เพราะมันไม่มีการคาดหวัง
ทำแล้วเห็นผลได้ไว อันนี้เรื่องจริงนะ ทำแล้วไม่เครียด ทำแล้วสบาย ไม่มีความอยากแฝงเลยสักนิดเดียว
 
เพราะเรายอมรับตามความเป็นจริง ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆในขณะนั้นๆ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเห็นชัดคือ เราเห็นสภาวะต่างๆชัดเจนมากขึ้น
การปฏิบัตินับวันก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะมีแต่ความสะดวก สบาย ไม่ทุกข์เหมือนเมื่อก่อน
เรียกว่า เวลาปฏิบัติ ก็สุขกับทางธรรม รู้อยู่กับรูปนามได้ดี เวลาใช้ชีวิตทางโลก ก็มีแต่ความสุขทั้งงานที่ทำ ทั้งการใช้ชีวิต
 
ก็เดินไปนั่งที่โซฟา ตอนนั้นเป็นเวลา 9 โมงเช้า
นั่งลงแล้ว ดูอาการของกาย คือ ดูท้องพองยุบ รู้สึกได้ชัดมาก
แล้วรู้ถึงจิตเป็นสมาธิ วันนี้จิตเป็นสมาธิได้ไว พอรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ ก็สักแต่ว่ารู้
แป๊บเดียว อันนี้สติ ยังไม่ทันตอนที่เกิดสภาวะดับ วันนี้จับได้ไม่ทัน
 
มารู้สึกตัวอีกที เสียงโทรฯดัง ดูนาฬิกา เป็นเวลาใกล้ บ่าย 4 โมงครึ่ง
น้องโทรฯมาเรื่องวันแม่ จะไปหาแม่ที่วัดกัน แม่ให้ทุกคนไปทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ
และมีการทำบุญหลายๆอย่างที่ทางวัดเขาจัดงานทำบุญในวันแม่ขึ้นมา
 
วันนี้ดับไปในสมาธิเป็นเวลา 7 ช.มกว่าๆ
ตอนลืมตาขึ้นมา รู้สึกสดชื่นมากๆ เหมือนคนที่พักได้เต็มอิ่ม
หลังจากคุยกับน้องเสร็จ ก็เดินจงกรม ทำต่ออีกรอบก่อนกลับบ้าน
ที่รู้ว่าดับในสมาธิ ไม่ใช่หลับ คือ ดูที่ดวงตา ดวงตาสดใส ไม่มีแดงแบบคนนั่งหลับ
 
กลางคืนเดี๋ยวนี้ เราไม่ได้นอนยาวมาหลายคืนแล้ว
การพักผ่อน นอนหลับจะเป็นไปตามสภาวะ ตรงนี้ไม่แปลกใจหรือสงสัยอะไรอีกแล้ว
ถ้ากำลังสมาธิมาก เราจะไม่เคยนอนยาวทั้งกลางวันและกลางคืน แต่จะพักจิตในสมาธิแทน
จิตเขาเป็นของเขาเอง บางทีพักแค่ 1 ชม. หรือจะกี่ชม. ก็ตามกำลังของสมาธิ นี่เมื่อกี้พักไป  2 ชม.
พอสมาธิเขาคลาย เราลืมตาขึ้นมา รู้สึกสดชื่น ก็เลยคิดว่า เอามาลงบล็อกดีกว่า จะได้เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังทำความเพียร

สภาวะของฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ

 ฌาน

ฌาน แบ่งออกเป็น ๒ สภาวะคือ

ฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ และฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

จะขอกล่าวถึงฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิก่อน เพราะเป็นสภาวะที่หยาบกว่า
สังเกตุได้ง่ายกว่า ฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ

สภาวะของฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิจะขาดความรู้สึกตัว คือ
เมื่อจิตเข้าสู่สมาธิแล้วจะดิ่งหรือดับหายไปทันที มารู้สึกตัวอีกทีคือ สมาธิได้คลายตัวไปแล้ว

ฌานแต่ละฌานของมิจฉาสมาธิ จะมีสภาวะก้าวกระโดด คือ
ไม่จำเป็นต้องเกิดปฐมฌานก่อน แล้วไล่ไปตามลำดับจนถึง จตุตถฌานแต่อย่างใด
ซึ่งแตกต่างจากฌานที่เป็นสัมมาสมาธิโดยสิ้นเชิง

ฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดทีละลำดับ เริ่มตั้งแต่ปฐมฌานเป็นอันดับแรก
แล้วเมื่อมีกำลังของสติ สัมปชัญญะกับสมาธิมากขึ้น ตัววิตกวิจารจะดับหายไป หรือที่เรียกว่าละ

แม้กระทั่งสภาวะของปีติ และสุข ที่ละไปได้นั้น เกิดเนื่องจาก
กำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

สภาวะของจตุตถฌาน จะเกิดจากกำลังของสติ สัมปชัญญะที่สมบูรณ์ และกำลังของสมาธิมีแนบแน่น
ส่วนสภาวะที่เกิดจากการเห็นความไม่เที่ยงหรือไตรลักษณ์ นั่นคือ สภาวะของสังขารุเปกขาญาณ
จะมีกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิที่แนบแน่นกว่าจตุตถฌาน

เนื่องจากว่า เหตุของแต่ละคนนั้น สร้างมาแตกต่างกันไป
สัญญาหรือของเก่าที่สร้างติดตัวมาจึงมีแตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างให้ดูคร่าวๆ บางคนกระโดดไปที่ฌาน ๔ ได้เลย
คือ พอกำหนดนั่งลง ไม่ว่าจะมีบริกรรมภาวนาหรือไม่มีบริกรรมภาวนาใดๆก็ตาม
พอจิตเป็นสมาธิ จะดิ่งหรือดับ จะขาดความรู้สึกตัว รู้สึกตัวอีกทีคือเสียงดังของเวลาที่ตั้งไว้

บางคนนั่งได้นานหลายชม. เรียกว่าอาจจะเป็น ๑๐ ชม.ขึ้นไป นั่งอยู่อย่างนั้น
โดยไม่มีอาการปวดหรือเมื่อยแต่อย่างใด

ถ้าบางคนมีกำลังของสมาธิที่แนบแน่นมากๆ แม้แต่เสียงนาฬิกาที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็จะไม่ได้ยินเลย
จะรู้สึกตัวได้ก็ต่อเมื่อ สมาธิเริ่มคลายตัว

สภาวะของคนเหล่านี้ ในการใช้ชีวิตปกติทั่วๆไป
ไม่ว่าจะเอาจิตไปจดจ่อกับสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
เรียกว่าอาจจะเหม่อมองอะไรสักอย่างก็ได้ จิตสามารถเป็นสมาธิได้ทันที

ในส่วนของปีติและสุขที่เกิดขึ้นในฌานต่างๆนั้น จะเกิดแค่ระยะสั้นๆ
แล้วจะขาดความรู้สึกตัวทันที เรียกว่าดิ่งแล้ววูบหายไปเลย

 

Previous Older Entries

สิงหาคม 2010
พฤ อา
« ก.ค.   ก.ย. »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: