อีกแล้วสมาธิไหล

ตอนนี้กำลังของสมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมๆกับสภาวะสมาธิไหลเริ่มกลับมาเป็นอีกแล้ว
แต่การเป็นครั้งนี้ไม่ตกใจอะไร เริ่มเข้าใจเร่องของสมาธิมากขึ้น
กำลังของสมาธิมีทั้งคนที่เป็นผู้ให้ ผู้รับ ทั้งผู้ให้และผู้รับ สุดยอดเลยนะสภาวะ
อะไรที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ อะไรที่ไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังมาก่อน นับวันมีบทเรียนมาให้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
ทุกอย่างล้วนมีเหตุ แม้แต่ผู้ที่เข้ามาในเส้นทางนี้ก็เช่นกัน
น้องที่ทำงาน ปกติแล้วไม่ค่อยได้สนใจเรื่องกรรมฐาน แต่อาศัยว่าเขาได้คุยกับเรามาตลอด
เรียกว่ารู้เกือบทุกๆสภาวะที่เกี่ยวข้องกับเรา เขาเองก็พวกสมถะแรง แต่ไม่รู้จักวิธีที่จะนำสิ่งที่มีอยู่ออกมาใช้
เขามาคุยกับเราเรียกว่าทุกวัน เขาได้รับการถ่ายเทสมาธิจากเราไปเรื่อยๆ  ซึ่งเขาเองยอมรับว่านับวันมีเรื่องแปลกๆเกิดกับเขามากขึ้น
ไม่ว่าจะเรื่องที่คิดอะไรในใจ มันแสดงให้เห็นผลในสิ่งที่เขาสงสัย แม้แต่เรื่องที่เราเป็นหวัด อันนี้เขาเล่าให้ฟังเอง
เนื่องจากว่า เราเองไม่ค่อยจะเจ็บป่วย เขาก็เลยสงสัยว่าคนทำกรรมฐานเขาไม่ป่วยกันเลยหรือ
เขาคิดวันเสาร์ วันเสาร์เย็นเราเริ่มมีอาการไอ วันอาทิตย์ป่วยเป็นไข้หนัก นอนทั้งวันเลย วันจันทร์เจอกัน
ตอนนั้นเขายังไม่ได้เล่าให้ฟังในสิ่งที่เขาสงสัย ส่วนตัวเราก็คิด เออเป็นไข้ไปได้ไง ไม่มีวี่แวว แต่เรารักษาตัวเองได้
ต่อมา เขาได้เล่าให้ฟังว่า เขาสงสัยน่ะ เห็นเราไม่เคยป่วยกับใครเขา ก็เลยคิดในใจ
แต่ตอนนี้เขาได้คำตอบจากการป่วยของเรา เขารู้แล้วว่ากรรมฐานกับการป่วยไม่เกี่ยวกัน
เราเลยบอกว่า แหมคิดไปได้ ขนาดพระพุทธเจ้ายังทรงอาพาธเลย แล้วคนธรรมดาแบบเราจะเหลือเหรอ
อีกอย่าง คือ ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะคิดอะไร มันเป็นจริงไปหมด
เขาบอกว่าสังเกตุมานานแล้ว ยิ่งมาพูดคุยกับเราบ่อยๆ เขาจะรู้อะไรแปลกๆมากขึ้น ชัดขึ้น
นี่เขาจะลองไปรับกรรมฐาน ไปกับพี่สาวที่เป็นครู มาชวนเราไปด้วย แต่เราปฏิเสธ บอกว่าไปเองเถอะ
จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะได้เข้าใจอะไรมากขึ้นเรื่อยๆ  นี่เห็นไหม เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อถึงเวลาเขาไปเอง
ถ้ายังไม่ถึงเวลา ชวนยังไงก็ไม่ไปหรอก  ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเหตุ และสัญญาเก่าที่มีติดตัวมาด้วย
ต่อมาช่างทำเล็บ เริ่มมีความสนใจรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น
เขาถามว่าเคยได้ยินพระท่านพูดเรื่องการสอบอารมณ์ มันเป้นยังไงหรือ?
เราตอบว่า การสอบอารมณ์ เช่น การเดิน เดินแล้วรู้เท้าไหม รู้ชัดไหม
ขณะที่นั่ง รู้ลมหายใจ รู้ท้องพองยุบ รู้กายเคลื่อนไหวไหม รู้ได้ต่อเนื่องไหม
มีงูบ มีง่วง มีเคลิ้มไหม เวลาจิตเป็นสมาธิรู้ตัวไหม แล้วขณะที่เป้นสมาธิรู้ในกายได้ไหม มีแค่นี้แหละ
ส่วนเรื่องการจะรู้อยู่ในกายได้นานหรือไม่นานนั้นขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิ
แล้วก็ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนทำมาด้วย รู้มาก รู้น้อย ขึ้นอยู่กับเหตุ
อย่างเขา เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที รู้สึกตัวได้ตลอด แม้ขณะที่เป็นสมาธิก็รู้ได้ต่อเนื่อง
ให้ทำสะสมไปเรื่อยๆ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครๆ เพราะแต่ละคนสร้างเหตุมาไม่เหมือนกัน
ให้ทำสะสมไปเรื่อยๆ  ปัญญาเขาจะเกิด เขาเกิดเอง ไม่ต้องไปกังวลเรื่องทำน้อยทำมาก แต่ให้ทำตามสภาวะตามกำลังของตัวเอง
เขาถามว่า มีแค่นี้เองหรือการสอบอารมณ์
เราตอบว่า มีแค่นี้แหละ ดูเรื่องสติ สัมปชัญญะเป็นหลัก สมาธิน่ะมีอยู่แล้ว
นอกนั้นไม่มีอะไร มีแต่กิเลสแบบที่พูดๆให้ฟัง ยุ่งเรื่องชาวบ้านได้น้อยลง จะสบายมากขึ้น
ให้ตั้งใจทำมาหากิน เช้ามาหลังปฏิบัติให้อธิษฐานขอให้ได้ลูกค้า กลางคืนหลังปฏิบัติ ให้อธิษฐานขอให้เกิดปัญญาญาณ มีแค่นี้แหละ
หากมีปัจจัยพอที่จะทำบุญ ทำทานได้บ้าง ให้ทำ อย่ามุ่งปฏิบัติจนไม่สนใจเรื่องการทำบุญ ทำทาน เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียวในตัวเอง
พระสูตรก็พระสูตรเดียวกันนี่แหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่างๆกัน
เพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกันฉะนั้น
เพราะกัมมัฏฐานเกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏต่างๆกัน เพราะสัญญาต่างกัน
http://www.tripitaka91.com/91book/book02/351_400.htm
โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: