นิยายชีวิต

เคยได้ยินคำพูดนี้บ่อยๆ ชีวิตไม่ใช่นิยาย จะได้เขียนบทให้ตัวเองเล่นได้
มีแต่ชีวิตคือละคร เราทุกคนต่างเล่นไปตามบทบาทของแต่ละคร
 
มาวันนี้ กล้าพูดได้เต็มปากว่า ชีวิตคือนิยาย
จะเรื่องสั้นหรือยาว ก็อยู่ที่เราเขียนบทบาทลงไป
 
ช่วงนี้เป็นสภาวะทบทวนกิเลส
ยิ่งรู้กายใจได้มากเท่าไหร่ เรื่องราวต่างๆย้อนกลับมาฉายให้ดู
 
เรากลับไปอ่านสมุดบันทึกที่ได้จดๆเอาไว้
อ่านแล้ว ไม่อยากวาง  เพราะมันเหมือนนิยายมากๆ
บางตอน เรื่องเดิมๆซ้ำๆ เหมือนคนเขียน หาบทเขียนต่อไปไม่ได้
 
นี่เองสินะ นิยายชีวิต เมื่อก่อนไม่รู้ว่า เราลิขิตชีวิตของเราเองได้
เพียงเพราะความไม่รู้ จึงปล่อยชีวิตให้ตกอยู่ภายใต้ชะตากรรม เล่นไปตามกิเลส
ก็ใครเป็นคนทำไว้ล่ะ ตัวเองทั้งนั้นเลย ก็ต้องเล่นตามบทไป เล่นด้วยความไม่รู้ แล้วก็มีแต่เหตุๆๆ
เหมือนหุ่นที่ถูกมือที่มองไม่เห็นคอยจับเชิดอยู่ด้านหลัง ไม่เล่นก็ไม่ได้ ฝืนไม่ได้ ต้องยอม มีทั้งหัวเราะและร้องไห้
เหมือนคนบ้า ที่หลงเล่นเงาของตัวเองมานานแสนนาน นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ที่หลงเล่นกับเงากิเลสของตัวเองมาแบบนี้
 
ตอนนี้เรากำลังลิขิตชีวิตตัวเราเอง ให้เป็นไปตามเหตุที่ควรจะเป็น
เราไม่สร้างเหตุใหม่กับใครๆ ผลย่อมไม่มีแน่นอน สำรวมระวังตลอด
แรกๆเครียดนะ ต้องระวังมากๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ไปแบบสบายๆ เรื่อยๆ
 
ทำตามสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แล้วคำถามที่มีคาๆหรือสงสัยอยู่ในใจ จะมีคำตอบขึ้นมาเอง
ในเมื่อสร้างเหตุ จะไม่มีผลมาแสดงให้เห็นได้อย่างไร ได้คำตอบเพราะเหตุนี้
 
ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนได้ปลีกวิเวกแบบไม่ได้เจตนา
คอมฯมีปัญหามาตลอด ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถ้าใช้ได้ก็แค่แว๊บๆ
 
เหมือนสภาวะคนติดยา ที่กำลังถูกให้อดยา
แรกๆ จุ๊กจิ๊ก หงุดหงิดนะ มันจะเสียอะไรนักหนา
พอมีอาการนี้เกิดขึ้น สติเดี๋ยวนี้ไวนะ มันดูจิตทันที
ที่หงุดหงิดน่ะ เพราะอะไร เพราะไม่ได้ดั่งใจ ของเคยเล่น เคยทำ
พอได้คำตอบ จิตมันสงบลงไปแบบไม่น่าเชื่อ แล้วมันก็ปล่อยวางลงไปทีละน้อย
ก็มันไม่เที่ยงน่ะ เห็นไหม อะไรๆก็ไม่เที่ยง จะไปเอาอะไรกับมัน พอเห็นแบบนี้ ปล่อยเลย
 
เมื่อไม่ไปสนใจเรื่องคอมฯ ทำให้กลับมามีเวลาว่างมากขึ้น
เพราะไม่ได้คุยอะไรกับใคร  ก็เลยหันไปทำกรรมฐานเพิ่มแทนในเวลากลางคืน
ปกติจะทำแต่กลางวันๆละ 8 ชม. พอแล้วนะสำหรับเรา บางทีเบื่อนะ แต่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
 
พอมาทำกลางคืนเพิ่ม ผลที่ได้คือ สติที่มีกำลังมากขึ้น
เหตุต่างๆที่จะเกิด เราไม่คิดจะไปสร้างขึ้นมาใหม่ แค่รู้ไป
ไม่ว่าใครจะว่าอะไร จะพูดอะไร เงียบ ไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น
เพราะนั่นคือผลของเราที่ต้องได้รับ แต่มันคือเหตุใหม่ของคนอื่นๆเขา
เราไม่คิดจะสร้างเหตุใหม่กับใครๆอีกแล้ว พอกันทีกับชีวิตโหลยโท่ย ไม่ปรารถนา
ถ้าเราตอบโต้ หรือไปอธิบายชี้แจงใดๆ นั่นคือ เหตุใหม่ที่เรากำลังจะทำลงไปอีก ในเมื่อรู้แล้ว
รู้แล้ว รู้ชัด และไม่คิดจะสร้างขึ้นมาอีกอย่างเด็ดขาด ใครพูดอะไรอย่างไร นั่นเหตุของเขา เขารับผล
 
นิยายชีวิตของเรา สำหรับตอนที่เหลืออยู่ในขณะนี้
เราเขียนเอง กำกับบทเองทั้งหมด ไม่ต้องไปตกอยู่ใต้อำนาจของใครๆ
เรียกว่าเป็นอิสระ ไม่ต้องมาทุกข์ระทมขมขื่น ไม่ต้องไปสุขจนเลิศเลอเพอเฟค
 
ใช้ชีวิตตามความเป็นจริง อะไรเกิด รู้ทันมากขึ้น
เฝ้าดูแต่กิเลสในจิตของตัวเอง ที่มันแสดงออกมาเรื่อยๆ
ตัวที่ชอบมากกก ตอนนี้กำลังแสดงอยู่ " กิเลสนักช๊อป " นี่แหละตัวชอบ
 
เหตุที่ทำนี่เรื่องจริง หมั่นเพียรรู้อยู่ในกายใจบ่อยๆ
เดี๋ยวสภาวะเขาจัดสัปปายะให้เอง ไม่ต้องไปดิ้นรนใดๆเลย
 
เรื่องที่ทำงานก็ได้ไปละหนึ่งสัปปายะ ทำให้เราปฏิบัติได้สะดวก
สภาวะไปได้ด้วยดี เนื่องจากได้สัปปายะส่งผลตรงนี้ด้วย นี่แหละผลของเหตุที่ทำไว้
 
ตอนนี้สภาวะกิเลสนักช๊อป สภาวะก็จัดสัปปายะให้อีก
เราอยู่ใกล้บิ๊กซี ช๊อปทุกวัน ช๊อปมากเท่าไหร่ สติเริ่มทันมากขึ้น
เริ่มรู้จักคิดพิจรณามากกว่าเมื่อก่อนมากๆ หยิบของ จิตมันพิจรณาทันที
ถึงแม้จะเป็นของที่ลดราคามากมายแค่ไหนก็ตาม มันจะคิดก่อนที่จะจับจ่ายออกไป
ทำให้มีสติในการจับจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จับจ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ มันเห็นแต่เหตุๆๆๆแล้วก็ผลที่ตามมา
โฆษณา

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: