นักเขียน

เชื่อไหมถ้าจะบอกว่าในชีวิตไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน
แม้แต่การเขียนบันทึกก็ไม่ชอบเลย เมื่อยมือ เขียนหนังสือยังกะไก่เขี่ย
แต่เพราะการเจริญสติแท้ๆ ทำให้กลายเป็นนักเขียนไปโดยไม่คิดว่าจะเป็น
เรื่องราวในการปฏิบัตินี่ มีเรื่องแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต เรียกว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
จึงชอบพูดเสมอๆว่า จิตนี้อะเมซิ่งมากๆเลย  มีอะไรที่เราไม่รู้มากมายหลั่งไหลออกมาจากจิตของเรานี่แหละ
มาแบบชนิดที่ตัวเองต้องมาว่ามันแปลกประหลาด มีแบบนี้ด้วยหรือ เราไปรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร มาได้ยังไง
เดี๋ยวนี้ เริ่มชินกับสภาวะต่างๆที่รู้ในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ความสงสัยมีนะ แต่สักแต่ว่าสงสัย สักวันจะอ้อเอง ไม่ต้องไปค้นหา
 
สมุดบันทึก เมื่อก่อนมองว่ามันแค่การบันทึก
จริงๆแล้ว มันไม่ใช่แค่สมุดบันทึก เหมือนบล็อกนี้ที่กำลังบันทึกเรื่องราวต่างๆลงไป
มันคือเรา ตัวเราในปัจจุบัน สภาวะที่เกิดในชีวิตจริงๆทั้งการใช้ชีวิตและสภาวะที่เกิดขึ้น
ในขณะที่กำลังปฏิบัติ ทุกเรื่องราว พอเข้าใจมากขึ้น ที่สงสัยสิ้นสงสัยไปหลายๆเรื่อง ที่แท้….
มันก็คือกิเลสที่อยู่ในจิตเรานี่เอง มันมีแต่กิเลส ตัวไหนแรงสุด ตัวนั้นจะชัดสุด มาแบบหยาบๆ
จนกระทั่งละเอียดมากๆ ซึ่งบางครั้งเรารู้ไม่ทันจริงๆ ต้องเจ็บตัวก่อน ถึงจะถึงบางอ้อ เสียทีกิเลสอีกแล้ว
 
การกลับมาอ่านบันทึก ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตดวงนี้
ที่มีการพัฒนาในเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดต่างๆมีมากขึ้น
เห็นความแตกต่างจากแรกเริ่มการปฏิบัติกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน มีชีวิตที่เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จิตสามารถรู้อยู่ในกายมากขึ้น สภาวะต่างๆชัดมากขึ้น
ตัวปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ  เริ่มรู้จักสภาวะของ จิตคิดพิจรณา โดยที่ไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นยังไง
แต่ยังไม่สามารถนำมาอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สักวันจะอธิบายได้ ไม่แตกต่างกับเรื่องของสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ  รายละเอียดของตัวสภาวะต่างๆสามารถอธิบายให้เห็นตัวสภาวะได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
โฆษณา

เรือมนุษย์

ไปอ่านในบล็อกของตัวเองมาในบอร์ดธรรมจักร
อ่านแล้ว ทำให้หวนคิดถึงทุกๆสภาวะที่ผ่านๆมา ทุกข์นะ กว่าจะเข้าใจ
 
ชีวิตมนุษย์นั้นสุดจะคิด แต่ละชีวิตไม่ผิดนาวา
จะลอยถอยหลังหรือเหินเดินหน้าด้วยวาสนาสร้างมาแต่หลัง

เรือมนุษย์ สุดลำบากมากล้นต่างคนดิ้นรนให้รอดพ้นถึงฝั่ง
บางเวลาพายุโหมโถมประดัง แทบสิ้นกำลังหมดหวังเกือบอาสัญ

ถึงคราวลมว่าว พัดผ่าวพราวใจ เรือโลดลิ่วไปคล้ายอยู่ในสวรรค์ขึ้นเหนือลงใต้
ไปได้ดังฝันพอลมหยุดพลันสวรรค์คืออเวจี

ชาติหนึ่งพึงรู้ใครจะอยู่ค้ำฟ้า มุ่งใจใฝ่หาศรัทธาแหละไมตรี
ทุกคนต้องตายร่างกลายเป็นผี สถิตย์แต่ชั่วดีไม่มีวันดับสูญ

http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=5314

 
 
11 มีค. 53
 
ผู้คนส่วนมากมักจะไม่ค่อยย้อนกลับมามองที่ตัวเอง ชอบนำจิตส่งออกนอก
เมื่อเอาจิตส่งออกนอก จิตย่อมฟุ้ง ปรุงแต่งไปตามสิ่งที่มากระทบ เกิดความชอบใจ
ไม่ชอบใจ เลยปรุงแต่งไปตามกิเลสของตัวเอง

เมื่อยังมองไม่เห็นกิเลส ย่อมมองเห็นใจตัวเองได้ยากยิ่งนัก เพราะมันเป็นโรคชอบปรุง
ปรุงไปเรื่อย สุดท้ายเลยกลายเป็นโรคหวาดระแวง ระแวงว่าใครๆจะมานินทาว่าร้ายตัวเอง
สายตาคอยสอดส่าย หูก็คอยเงี่ยฟัง วันนี้มีใครว่าตัวเองบ้าง ทั้งๆที่เขาคุยเรื่องอื่นๆ
ก็เอาไปฟุ้งปรุงว่าเขาว่าตัวเอง

นี่แหละความความไม่รู้ ไม่รู้เพราะอะไร เพราะอวิชชาครอบงำไว้
อวิชชาคืออะไร คือ กิเลสนั่นเอง ใครทุกข์ คนคิดนั่นแหละทุกข์ ทุกข์ยังไม่พอ
ไปคิดละเมิดคนอื่นๆเขาอีก สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นแล้ว ชีวิตถึงได้เวียนวนอยู่แบบนี้ตลอดเวลา
คลุกคลีอยู่แต่ในกิเลสตัวเอง จิตมีแต่ความหม่นหมอง
ไม่มีใครทำให้เลยนะ มีแต่ตัวเองทำร้ายตัวเองตลอดเวลา

การเจริญสติปัฏฐาน ทำให้รู้จักแยกแยะ อะไรควรไม่ควร ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้
รู้ว่าควรจัดการกับชีวิตที่เหลือยังไง รู้ว่าควรสร้างเหตุอย่างไรจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร
คนที่เจริญสติ ยิ่งทำความเพียรต่อเนื่อง จะเป็นผู้ที่มีความอดทน อดทนต่อทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น
( สิ่งที่มากระทบ ) เพราะแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมมีความชอบและความชังเกิดอยู่เสมอ

เมื่อเราเข้าใจถึงเหตุและผลที่แท้จริงแล้ว เราจะเป็นผู้เฝ้าดูต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี
เราจึงไม่คิดก่อเหตุที่ทำให้เกิดภพชาติใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น 1 ความคิดที่คิดว่าผู้อื่น
นั่นคืออกุศลแล้ว แม้จะไม่ใช่การเบียดเบียนทางวาจาก็ดี แต่เป็นทางความคิด

ใหม่ๆเราอาจจะต้องพยายามควบคุมตัวเองโดยอาจจะใช้การกำหนดเข้าช่วย
เพื่อให้จิตบันทึกเอาไว้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จิตจะบันทึกไว้หมด
เก็บข้อมูลไว้หมดทุกถ้อยคำ

การกำหนด เมื่อเรากำหนดบ่อยๆมากขึ้น สติย่อมเกิดมากขึ้น ย่อมรู้เท่าทันจิตมากขึ้น
แม้ว่าจะเป็นเพียงความคิดก็ตาม เมื่อถึงจุดๆหนึ่งจิตจะหันกลับมาทบทวน นี่กำลังทำอะไรอยู่
กำลังสร้างเหตุใหม่ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นนะ ถ้าเราไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป
จงอย่าไปแตะต้องสิ่งใดๆ ที่เป็นอกุศล

จงหมั่นสำรวมอายตนะให้ดี หมั่นพิจรณาทบทวนจิตตัวเองบ่อยๆสม่ำเสมอ
วันนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วให้คะแนนกับตัวเอง ไม่ได้ให้คะแนนเรื่องว่าวันนี้เป็นคนดีหรือไม่ดี
ไปให้คะแนนตัวเองแบบนั้น นั่นคือการสนองกิเลส เป็นการไปเพิ่มกิเลส
ให้พอกพูนหนาเตอะมากขึ้น

การให้คะแนนหมายถึง วันนี้คุณมีสติ คุณสามารถชนะกิเลสในใจของตัวเองได้ นี่หมายถึงตรงนี้
ให้ไปตามระดับมากน้อย ถ้าแพ้กิเลส ให้ ศูนย์เลยนะ อย่าโกหกตัวเอง
จงยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ที่มีอยู่ในจิตของตัวเอง อย่าไปปรุงแต่งให้สวยงาม
การที่ไปปรุงแต่งออกมาให้ดูดี แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง นั่นคือ ไปเพิ่มพูนกิเลส
ให้กับจิตตัวเองมากขึ้น ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆ

ใหม่ๆอาจจะรู้สึกอาย อายเพราะเห็นว่า ทำไมเราเป็นคนแบบนั้น แต่ถามตัวเองกลับไปว่า
ถ้าวันนี้ เราไม่เริ่มต้นจับผิดตัวเอง เราจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราไหม

ที่อายเพราะอะไร เพราะ เมื่อมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุดังนี้
ผลคือ หิริ โอตัปปะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงทำให้รู้สึกอาย
จงอย่าอาย เพราะเรากำลังสร้างเหตุดี การตำหนิตัวเอง ย่อมดีกว่าไปตำหนิผู้อื่น

การตำหนิ การกล่าวโทษตัวเองนั้น ทำให้เห็นจุดบกพร่องของตัวเอง ทำให้เห็นกิเลส
ทำให้เกิดสติ สัมปชัญญะ เมื่อมีสติ สัมปชัญญะ จิตย่อมละอายและเกรงกลัวต่อบาปทั้งต่อหน้า
และลับหลัง สิ่งที่ไม่ดีย่อมก่อเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ

การตำหนิ กล่าวโทษผู้อื่น มีแต่โทษ เพราะจิตจะคอยเฝ้าเพ่งโทษแต่ผู้อื่น เมื่อทำบ่อยๆ
จะกลายเป็นอาจิณกรรม กลายเป็นอนุสัยนองเนืองต่อไป เจอใครๆ ก็มีแต่ตำหนิติติงเขา
นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ดี แต่จริงๆแล้วคนที่ไม่ดีน่ะคือใครล่ะ คือ ตัวเองทั้งนั้น
เคยหันกลับไปมองมั่งไหม

การฝึกจิตให้เป็นกลาง ใหม่ๆยากนะ ยากมากๆ แต่พอทำบ่อยๆเข้า จิตวางได้ไวมากขึ้น
มันจะแค่ดู แค่รู้มากขึ้น ทุกสรรพสิ่ง มันเป็นของมันแบบนี้มานานแล้ว ถึงไม่มีเรา
ยังไงๆสิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นนอน เพราะอะไรล่ะ

เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของคนที่กระทำ เราไปยุ่งกับเขา
ถ้าเขาชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดทั้งสิ้น กลายเป็น
มามีวิบากกรรมต่อกันไม่รู้จักจบจักสิ้น เวียนวนกันอยู่แบบนี้แหละ

เมื่อเรามาฝึกเจริญสติ ทำให้เรามีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น
ย่อมแยกแยะถูกผิดตามความเป็นจริงได้มากขึ้น เราย่อมสามารถเลือกที่จะทำได้
อกุศลเราย่อมไม่ไปแตะต้องอย่างแน่นอน เพราะขึ้นชื่อว่าอกุศล แค่คิดเข้าเฉียดใกล้
ก็ขนหัวลุกเสียแล้ว เพราะอะไร เพราะเรารู้ว่า เหตุที่กำลังจะทำนั้น ผลที่ได้รับคืออะไร
แล้วใครจะไปคิดเกี่ยวข้องด้วย มีแต่ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ

นับวันภพชาติย่อมสั้นลงๆไปเรื่อยๆ เพราะจิตเสพอกุศลน้อยลง เมื่อจืตเสพอกุศลน้อยลง
นั่นบ่งบอกถึง สภาวะของจิตที่มีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น เมื่อมีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น
สมาธินี่ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าจะเป็นยังไง สมาธิย่อมเกิดได้ง่ายมากขึ้น ปัญญาในการพิจรณา
ย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญญาที่พิจรณาจะมุ่งแต่ข้ออรรถ ข้อธรรม
มุ่งถ่ายถอนกิเลสของตัวเอง มองแต่ในตัว มองนอกตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ สภาวะเปลี่ยนแปลง
ไปเรื่อยๆ จิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จะมองทุกสิ่งด้วยความเข้าใจมากขึ้น

ชีวิตมีแค่นี้เองหนอ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ้นสุดอายุขัยของร่างนี้ ก็ไปยังร่างอื่นต่อไปเรื่อยๆ
มีชีวิตเป็นไปตามเหตุที่เคยกระทำไว้ น่าเบื่อหน่ายมากๆเลยนะ

พอนึกๆไล่สภาวะต่างๆออกมา ยังไงๆก็ไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดมาแล้วก็ต้องมาทำมาหากิน
เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตลอดเวลา เราไม่อยากมีการเริ่มต้นใหม่แบบนั้นไปเรื่อยๆ
อย่างไม่มีจุดจบ …..

เมื่อเรามาพบเส้นทางนี้ แรกๆเราก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร ไม่เคยมีการวางแผนในชีวิต
ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เราแค่รู้สึกพอใจในสิ่งที่เรามี ไม่คิดจะไปอยากได้ใคร่ดีอะไร
พอมีพอกิน อยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ ชีวิตเรา เรามีความพอใจอยู่แค่นี้
พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

พอได้มาเจริญสติปัฏฐาน ตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ มาถึงจุดๆนี้ เราจึงรู้ว่า
เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร เราเจอความใฝ่ฝันของเราแล้วนะ เราพบมันแล้ว
ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต เราต้องการที่จะไม่มาเกิดอีกต่อไป

ร่างแต่ละร่าง ก็เปรียบเสมือนเป็นเพียงแค่เปลือกที่ได้ให้จิตอาศัยอยู่ชั่วคราว
ต่อให้มีสิ่งประกอบภายนอก เช่น รวย สวย หล่อ ดีเลิศแค่ไหน สักวันย่อมเสื่อมสลาย
ไปตามวาระ ตามอายุขัย ตามเหตุที่เคยกระทำมา ออกจากร่างนี้ ไปร่างอื่นๆต่อ
ร่างใหม่จะมีองค์ประกอบจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เหตุที่เคยกระทำมา ทั้งที่ทำในวันนี้ด้วย

พอมาพิจรณาแล้ว มันน่าเบื่อนะ เหมือนคนต้องย้ายบ้านใหม่ตลอดเวลา พอบ้านถูกปลวกกิน
ก็ต้องรักษา ผุพังก็ต้องหาวิธีรักษา ต้องซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายให้ซ่อมแซมยังไง
พอหมดอายุการใช้งาน หมดอายุตามวาระของสังขาร ต้องเสื่อมสลายไป ทีนี้ก็ต้องหา
บ้านหลังใหม่อีกแล้ว ต้องมาเริ่มต้นดูแลบำรุงรักษากันใหม่อีก ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

มีทางเดียวเท่านั้น ที่เราจะไม่ต้องเกิดมามีชีวิตซ้ำๆซากๆอยู่แบบนี้ เราต้องหมั่นทำความเพียร
ให้ต่อเนื่อง ไปเรื่อยๆแบบนี้ ไม่ต้องไปคาดหวังอะไร ทำเหมือนอย่างที่เราเคยทำ
คือ ทำไปเรื่อยๆตามกำลังของเรา เพราะรู้แล้วว่าสุดเส้นทางนี้คืออะไร เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว
ไม่ได้อยากรวย อยากมี หรืออยากเป็นอะไรเลย แม้แต่สักอย่างเดียวก็ไม่มี ….

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: