ขับเคี่ยวกับกิเลส

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อยู่ดึก เพราะกลับมาจากที่ทำงานก็ปฏิบัติต่อ
หลังปฏิบัติจะกำหนดต่อ เลยไม่ค่อยได้ออนเอ็มนานเหมือนเมื่อก่อน
 
สภาวะตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการสอบ จึงต้องใช้สติ สัมปชัญญะเป็นอย่างมาก
ทำให้มาปฏิบัติพิ่มในตอนเย็นอีกรอบหรือสองรอบแล้วแต่เวลา
 
เราต้องดูที่ผัสสะเวลากระทบ สภาวะที่เกิดขึ้น
แล้วจะทำให้เรารู้ว่ากำลังของสตินั้นมีมากแค่ไหน
 
ชอบใจ ไม่ชอบใจ ทำให้เกิดการให้ค่าในสภาวะนั้นๆว่าดี ไม่ดี
ถูก ผิด เพราะถูกในความคิดกับไม่ใช่ในความคิดของตัวเอง
สภาวะต่างๆที่ว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากอุปทาน เป็นการให้ค่า
ให้ค่าตามความคิดที่เกิดขึ้น ตามการกระทบที่เกิดขึ้นใน ขณะนั้นๆ มีแต่กิเลส
มีแต่การสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ต้องดูให้ทัน เพื่อจะได้ไม่ไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น
 
ไม่ต้องไปถามใครว่าตัวเองปฏิบัติแล้วเป็นยังไง
ดีหรือไม่ดี ทุกๆคำตอบที่ได้รับมาจากคนอื่นๆ ล้วนเป็นการให้ค่าตามกิเลสของคนๆนั้น
หาใช่ตามสภาวะที่เป็นจริงไม่  เมื่อฟังคนอื่นๆให้คำตอบแล้ว นั่นกิเลสเขา แล้วเอากิเลสตัวเองปรุงแต่งต่อ
เพราะสติยังไม่ทัน ปรุงแต่ง ชอบใจ ไม่ชอบใจ ภพชาติจึงไม่จบสิ้นเพราะเหตุนี้ เหตุมี ผลย่อมมี ทำเองทั้งนั้น
 
ตัวเองเท่านั้นที่จะรู้สภาวะของตัวเองมากที่สุด
ทำแล้วยังมีการส่งจิตออกนอกไปว่าคนอื่นๆหรือไปเพ่งโทษคนอื่นๆไหม
ทำแล้วยังมีความยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ทำแล้ว ยังมีการไปกล่าวว่าการปฏิบัติอื่นๆที่ไม่ใช่แนวทางของตัวเองว่า มีถูกมีผิดหรือไม่
เรียกว่า การส่งจิตออกนอกทุกชนิด นั่นคือ การวัดผลของการปฏิบัติ ว่า สติทันการปรุงแต่ง การให้ค่ามากน้อยแค่ไหน
 
เดินรู้เท้า นั่งรู้กาย รู้จริงๆมีอยู่แค่นี้เอง
 
เดินให้รู้เท้า  จะมีคำบริกรรมภาวนาหรือไม่มีก็ได้
  
 นั่งรู้กาย รู้ยังไง แรกๆรู้ลมหายใจเข้าออก
การเอาจิตจดจ่อรู้ลมหายใจเข้าออก เขาเรียกว่า วิตก วิจาร
 
วิตก คืออะไร คือ ตัวสติ  รู้ว่ากำลังหายใจ
วิจาร คืออะไร คือ ตัวสัมปชัญญะ การเอาจิตจดจ่อรู้ลงที่ลมหายใจเข้าออก
รู้ธรรมดาๆนี่แหละ เหมือนเวลาหายใจปกติ เพียงแต่เอาใจใส่ลงไปว่ากำลังหายใจอยู่
ไม่ใช่ไหลไปตามสิ่งที่มากระทบ รู้แค่นี้แหละ รู้อันดับแรก ที่ใดทีสติ สัมปชัญญะทำงานร่วมกัน ที่นั่นย่อมเกิดสมาธิ
 
เมื่อเกิดสมาธิ ลมหายใจย่อมละเอียดมากขึ้น จนไม่สามารถจับลมหายใจได้
บางคนสมาธิมากเกิน สติไม่ทันก็อาจจะเห็นว่ากายหายไป จริงๆแล้วคือ สติไม่ทัน
เมื่อสติไม่ทัน จึงขาดตัวสัมปชัญญะ เมื่อตัวสัมปชัญญะไม่เกิด จึงไม่สามารถรู้ที่กายได้
จึงเห็นหรือรู้สึกว่า ลมหายใจหายไปหมด พร้อมๆกับกายนั้นหายไปหมด เหลือแต่จิตดวงเดียว
หรือเหลือความรู้สึกอยู่ตัวเดียว  สภาวะอื่นๆไม่สามารถที่จะไปรับรู้ได้
 
ถ้าเกิดสภาวะตรงนี้ ในการปฏิบัติครั้งต่อไป ให้ปรับอินทรีย์
โดยการเดินจงกรมเพิ่ม เดินให้มากกว่านั่ง ถ้าทำแล้ว ยังเกิดสภาวะนี้อยู่อีก
ให้เพิ่มเดินขึ้นไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะรู้ในกายได้
 
รู้ในกายหรือรู้อยู่กับกาย รู้อย่างไร?
 
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ลมหายใจจะละเอียดจนไม่สามารถจับลมหายใจได้
ถ้าสติ สัมปชัญญะดี จะเห็นอาการของกายที่กำลังเคลื่อนไหวเด่นชัดอีกที่คือ อาการท้องพองขึ้น ยุบลง
ตามลมหายใจเข้าออก จะรู้ตรงนี้ได้ชัดมากๆ ให้รู้ตรงนี้ไป คือดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้คำบริกรรมภาวนาใดๆ
 
แต่ถ้ามีกำลังของสมาธิมาก หรือจิตเสพสมาธิสูง
อาการท้องพองยุบจะจับไม่ได้เลย แต่ถ้าสติ สัมชัญญะดี
จะเห็นการเคลื่อนไหวของกายอีกที่คือ บริเวณทรวงอกที่เคลื่อนไหวตามลมหายใจเข้าออก
 
หรือ ถ้าจิตเสพสมาธิมีกำลังมากกว่านั้น
ถ้ามีสติ สัมปชัญญะดี จะรู้ชัดตรงบริเวณลิ้นปี่ที่ถูกกระทบด้วยลมหายใจเข้าออก
 
ส่วนคนไหนจะรู้อยู่ในกายได้มากหรือน้อย มีองค์ประกอบหลายๆอย่าง
และขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา ตลอดจนเหตุที่กำลังสร้างขึ้นในปัจจุบันด้วย
 
สภาวะภายนอก ( นอกตัว ) สิ่งต่างๆที่ทำลงไปด้วยความไม่รู้
ล้วนส่งผลมาสู่สภาวะภายใน ทั้งขณะที่ปฏิบัติ และการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นๆ
 
สภาวะภายใน คือ ผลที่ส่งไปยังสภาวะภายนอก
ถ้าสติ ยังไม่มีกำลังมากพอ  ยามเกิดการกระทบ ย่อมเกิดอุปทานให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ  เมื่อก่อเหตุเกิดขึ้นมา ผลย่อมส่งกลับมาหมดทั้งสภาวะภายนอกและภายใน
โฆษณา

นักเขียน

เชื่อไหมถ้าจะบอกว่าในชีวิตไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน
แม้แต่การเขียนบันทึกก็ไม่ชอบเลย เมื่อยมือ เขียนหนังสือยังกะไก่เขี่ย
แต่เพราะการเจริญสติแท้ๆ ทำให้กลายเป็นนักเขียนไปโดยไม่คิดว่าจะเป็น
เรื่องราวในการปฏิบัตินี่ มีเรื่องแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต เรียกว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
จึงชอบพูดเสมอๆว่า จิตนี้อะเมซิ่งมากๆเลย  มีอะไรที่เราไม่รู้มากมายหลั่งไหลออกมาจากจิตของเรานี่แหละ
มาแบบชนิดที่ตัวเองต้องมาว่ามันแปลกประหลาด มีแบบนี้ด้วยหรือ เราไปรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร มาได้ยังไง
เดี๋ยวนี้ เริ่มชินกับสภาวะต่างๆที่รู้ในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ความสงสัยมีนะ แต่สักแต่ว่าสงสัย สักวันจะอ้อเอง ไม่ต้องไปค้นหา
 
สมุดบันทึก เมื่อก่อนมองว่ามันแค่การบันทึก
จริงๆแล้ว มันไม่ใช่แค่สมุดบันทึก เหมือนบล็อกนี้ที่กำลังบันทึกเรื่องราวต่างๆลงไป
มันคือเรา ตัวเราในปัจจุบัน สภาวะที่เกิดในชีวิตจริงๆทั้งการใช้ชีวิตและสภาวะที่เกิดขึ้น
ในขณะที่กำลังปฏิบัติ ทุกเรื่องราว พอเข้าใจมากขึ้น ที่สงสัยสิ้นสงสัยไปหลายๆเรื่อง ที่แท้….
มันก็คือกิเลสที่อยู่ในจิตเรานี่เอง มันมีแต่กิเลส ตัวไหนแรงสุด ตัวนั้นจะชัดสุด มาแบบหยาบๆ
จนกระทั่งละเอียดมากๆ ซึ่งบางครั้งเรารู้ไม่ทันจริงๆ ต้องเจ็บตัวก่อน ถึงจะถึงบางอ้อ เสียทีกิเลสอีกแล้ว
 
การกลับมาอ่านบันทึก ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตดวงนี้
ที่มีการพัฒนาในเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดต่างๆมีมากขึ้น
เห็นความแตกต่างจากแรกเริ่มการปฏิบัติกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน มีชีวิตที่เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จิตสามารถรู้อยู่ในกายมากขึ้น สภาวะต่างๆชัดมากขึ้น
ตัวปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ  เริ่มรู้จักสภาวะของ จิตคิดพิจรณา โดยที่ไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นยังไง
แต่ยังไม่สามารถนำมาอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สักวันจะอธิบายได้ ไม่แตกต่างกับเรื่องของสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ  รายละเอียดของตัวสภาวะต่างๆสามารถอธิบายให้เห็นตัวสภาวะได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เรือมนุษย์

ไปอ่านในบล็อกของตัวเองมาในบอร์ดธรรมจักร
อ่านแล้ว ทำให้หวนคิดถึงทุกๆสภาวะที่ผ่านๆมา ทุกข์นะ กว่าจะเข้าใจ
 
ชีวิตมนุษย์นั้นสุดจะคิด แต่ละชีวิตไม่ผิดนาวา
จะลอยถอยหลังหรือเหินเดินหน้าด้วยวาสนาสร้างมาแต่หลัง

เรือมนุษย์ สุดลำบากมากล้นต่างคนดิ้นรนให้รอดพ้นถึงฝั่ง
บางเวลาพายุโหมโถมประดัง แทบสิ้นกำลังหมดหวังเกือบอาสัญ

ถึงคราวลมว่าว พัดผ่าวพราวใจ เรือโลดลิ่วไปคล้ายอยู่ในสวรรค์ขึ้นเหนือลงใต้
ไปได้ดังฝันพอลมหยุดพลันสวรรค์คืออเวจี

ชาติหนึ่งพึงรู้ใครจะอยู่ค้ำฟ้า มุ่งใจใฝ่หาศรัทธาแหละไมตรี
ทุกคนต้องตายร่างกลายเป็นผี สถิตย์แต่ชั่วดีไม่มีวันดับสูญ

http://www.charyen.com/jukebox/play.php?id=5314

 
 
11 มีค. 53
 
ผู้คนส่วนมากมักจะไม่ค่อยย้อนกลับมามองที่ตัวเอง ชอบนำจิตส่งออกนอก
เมื่อเอาจิตส่งออกนอก จิตย่อมฟุ้ง ปรุงแต่งไปตามสิ่งที่มากระทบ เกิดความชอบใจ
ไม่ชอบใจ เลยปรุงแต่งไปตามกิเลสของตัวเอง

เมื่อยังมองไม่เห็นกิเลส ย่อมมองเห็นใจตัวเองได้ยากยิ่งนัก เพราะมันเป็นโรคชอบปรุง
ปรุงไปเรื่อย สุดท้ายเลยกลายเป็นโรคหวาดระแวง ระแวงว่าใครๆจะมานินทาว่าร้ายตัวเอง
สายตาคอยสอดส่าย หูก็คอยเงี่ยฟัง วันนี้มีใครว่าตัวเองบ้าง ทั้งๆที่เขาคุยเรื่องอื่นๆ
ก็เอาไปฟุ้งปรุงว่าเขาว่าตัวเอง

นี่แหละความความไม่รู้ ไม่รู้เพราะอะไร เพราะอวิชชาครอบงำไว้
อวิชชาคืออะไร คือ กิเลสนั่นเอง ใครทุกข์ คนคิดนั่นแหละทุกข์ ทุกข์ยังไม่พอ
ไปคิดละเมิดคนอื่นๆเขาอีก สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นแล้ว ชีวิตถึงได้เวียนวนอยู่แบบนี้ตลอดเวลา
คลุกคลีอยู่แต่ในกิเลสตัวเอง จิตมีแต่ความหม่นหมอง
ไม่มีใครทำให้เลยนะ มีแต่ตัวเองทำร้ายตัวเองตลอดเวลา

การเจริญสติปัฏฐาน ทำให้รู้จักแยกแยะ อะไรควรไม่ควร ทำให้อ่านตัวออก บอกตัวได้
รู้ว่าควรจัดการกับชีวิตที่เหลือยังไง รู้ว่าควรสร้างเหตุอย่างไรจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร
คนที่เจริญสติ ยิ่งทำความเพียรต่อเนื่อง จะเป็นผู้ที่มีความอดทน อดทนต่อทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น
( สิ่งที่มากระทบ ) เพราะแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น ย่อมมีความชอบและความชังเกิดอยู่เสมอ

เมื่อเราเข้าใจถึงเหตุและผลที่แท้จริงแล้ว เราจะเป็นผู้เฝ้าดูต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี
เราจึงไม่คิดก่อเหตุที่ทำให้เกิดภพชาติใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น 1 ความคิดที่คิดว่าผู้อื่น
นั่นคืออกุศลแล้ว แม้จะไม่ใช่การเบียดเบียนทางวาจาก็ดี แต่เป็นทางความคิด

ใหม่ๆเราอาจจะต้องพยายามควบคุมตัวเองโดยอาจจะใช้การกำหนดเข้าช่วย
เพื่อให้จิตบันทึกเอาไว้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จิตจะบันทึกไว้หมด
เก็บข้อมูลไว้หมดทุกถ้อยคำ

การกำหนด เมื่อเรากำหนดบ่อยๆมากขึ้น สติย่อมเกิดมากขึ้น ย่อมรู้เท่าทันจิตมากขึ้น
แม้ว่าจะเป็นเพียงความคิดก็ตาม เมื่อถึงจุดๆหนึ่งจิตจะหันกลับมาทบทวน นี่กำลังทำอะไรอยู่
กำลังสร้างเหตุใหม่ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นนะ ถ้าเราไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป
จงอย่าไปแตะต้องสิ่งใดๆ ที่เป็นอกุศล

จงหมั่นสำรวมอายตนะให้ดี หมั่นพิจรณาทบทวนจิตตัวเองบ่อยๆสม่ำเสมอ
วันนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วให้คะแนนกับตัวเอง ไม่ได้ให้คะแนนเรื่องว่าวันนี้เป็นคนดีหรือไม่ดี
ไปให้คะแนนตัวเองแบบนั้น นั่นคือการสนองกิเลส เป็นการไปเพิ่มกิเลส
ให้พอกพูนหนาเตอะมากขึ้น

การให้คะแนนหมายถึง วันนี้คุณมีสติ คุณสามารถชนะกิเลสในใจของตัวเองได้ นี่หมายถึงตรงนี้
ให้ไปตามระดับมากน้อย ถ้าแพ้กิเลส ให้ ศูนย์เลยนะ อย่าโกหกตัวเอง
จงยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ที่มีอยู่ในจิตของตัวเอง อย่าไปปรุงแต่งให้สวยงาม
การที่ไปปรุงแต่งออกมาให้ดูดี แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง นั่นคือ ไปเพิ่มพูนกิเลส
ให้กับจิตตัวเองมากขึ้น ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆ

ใหม่ๆอาจจะรู้สึกอาย อายเพราะเห็นว่า ทำไมเราเป็นคนแบบนั้น แต่ถามตัวเองกลับไปว่า
ถ้าวันนี้ เราไม่เริ่มต้นจับผิดตัวเอง เราจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราไหม

ที่อายเพราะอะไร เพราะ เมื่อมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุดังนี้
ผลคือ หิริ โอตัปปะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงทำให้รู้สึกอาย
จงอย่าอาย เพราะเรากำลังสร้างเหตุดี การตำหนิตัวเอง ย่อมดีกว่าไปตำหนิผู้อื่น

การตำหนิ การกล่าวโทษตัวเองนั้น ทำให้เห็นจุดบกพร่องของตัวเอง ทำให้เห็นกิเลส
ทำให้เกิดสติ สัมปชัญญะ เมื่อมีสติ สัมปชัญญะ จิตย่อมละอายและเกรงกลัวต่อบาปทั้งต่อหน้า
และลับหลัง สิ่งที่ไม่ดีย่อมก่อเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ

การตำหนิ กล่าวโทษผู้อื่น มีแต่โทษ เพราะจิตจะคอยเฝ้าเพ่งโทษแต่ผู้อื่น เมื่อทำบ่อยๆ
จะกลายเป็นอาจิณกรรม กลายเป็นอนุสัยนองเนืองต่อไป เจอใครๆ ก็มีแต่ตำหนิติติงเขา
นี่ก็ไม่ดี นั่นก็ไม่ดี แต่จริงๆแล้วคนที่ไม่ดีน่ะคือใครล่ะ คือ ตัวเองทั้งนั้น
เคยหันกลับไปมองมั่งไหม

การฝึกจิตให้เป็นกลาง ใหม่ๆยากนะ ยากมากๆ แต่พอทำบ่อยๆเข้า จิตวางได้ไวมากขึ้น
มันจะแค่ดู แค่รู้มากขึ้น ทุกสรรพสิ่ง มันเป็นของมันแบบนี้มานานแล้ว ถึงไม่มีเรา
ยังไงๆสิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นนอน เพราะอะไรล่ะ

เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของคนที่กระทำ เราไปยุ่งกับเขา
ถ้าเขาชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็ล้วนแต่เป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดทั้งสิ้น กลายเป็น
มามีวิบากกรรมต่อกันไม่รู้จักจบจักสิ้น เวียนวนกันอยู่แบบนี้แหละ

เมื่อเรามาฝึกเจริญสติ ทำให้เรามีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น
ย่อมแยกแยะถูกผิดตามความเป็นจริงได้มากขึ้น เราย่อมสามารถเลือกที่จะทำได้
อกุศลเราย่อมไม่ไปแตะต้องอย่างแน่นอน เพราะขึ้นชื่อว่าอกุศล แค่คิดเข้าเฉียดใกล้
ก็ขนหัวลุกเสียแล้ว เพราะอะไร เพราะเรารู้ว่า เหตุที่กำลังจะทำนั้น ผลที่ได้รับคืออะไร
แล้วใครจะไปคิดเกี่ยวข้องด้วย มีแต่ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ

นับวันภพชาติย่อมสั้นลงๆไปเรื่อยๆ เพราะจิตเสพอกุศลน้อยลง เมื่อจืตเสพอกุศลน้อยลง
นั่นบ่งบอกถึง สภาวะของจิตที่มีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น เมื่อมีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น
สมาธินี่ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าจะเป็นยังไง สมาธิย่อมเกิดได้ง่ายมากขึ้น ปัญญาในการพิจรณา
ย่อมเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญญาที่พิจรณาจะมุ่งแต่ข้ออรรถ ข้อธรรม
มุ่งถ่ายถอนกิเลสของตัวเอง มองแต่ในตัว มองนอกตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ สภาวะเปลี่ยนแปลง
ไปเรื่อยๆ จิตละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จะมองทุกสิ่งด้วยความเข้าใจมากขึ้น

ชีวิตมีแค่นี้เองหนอ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สิ้นสุดอายุขัยของร่างนี้ ก็ไปยังร่างอื่นต่อไปเรื่อยๆ
มีชีวิตเป็นไปตามเหตุที่เคยกระทำไว้ น่าเบื่อหน่ายมากๆเลยนะ

พอนึกๆไล่สภาวะต่างๆออกมา ยังไงๆก็ไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดมาแล้วก็ต้องมาทำมาหากิน
เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตลอดเวลา เราไม่อยากมีการเริ่มต้นใหม่แบบนั้นไปเรื่อยๆ
อย่างไม่มีจุดจบ …..

เมื่อเรามาพบเส้นทางนี้ แรกๆเราก็ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร ไม่เคยมีการวางแผนในชีวิต
ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เราแค่รู้สึกพอใจในสิ่งที่เรามี ไม่คิดจะไปอยากได้ใคร่ดีอะไร
พอมีพอกิน อยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ ชีวิตเรา เรามีความพอใจอยู่แค่นี้
พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

พอได้มาเจริญสติปัฏฐาน ตั้งแต่แรกเริ่ม จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ มาถึงจุดๆนี้ เราจึงรู้ว่า
เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร เราเจอความใฝ่ฝันของเราแล้วนะ เราพบมันแล้ว
ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต เราต้องการที่จะไม่มาเกิดอีกต่อไป

ร่างแต่ละร่าง ก็เปรียบเสมือนเป็นเพียงแค่เปลือกที่ได้ให้จิตอาศัยอยู่ชั่วคราว
ต่อให้มีสิ่งประกอบภายนอก เช่น รวย สวย หล่อ ดีเลิศแค่ไหน สักวันย่อมเสื่อมสลาย
ไปตามวาระ ตามอายุขัย ตามเหตุที่เคยกระทำมา ออกจากร่างนี้ ไปร่างอื่นๆต่อ
ร่างใหม่จะมีองค์ประกอบจะดีหรือไม่ดี ก็อยู่ที่เหตุที่เคยกระทำมา ทั้งที่ทำในวันนี้ด้วย

พอมาพิจรณาแล้ว มันน่าเบื่อนะ เหมือนคนต้องย้ายบ้านใหม่ตลอดเวลา พอบ้านถูกปลวกกิน
ก็ต้องรักษา ผุพังก็ต้องหาวิธีรักษา ต้องซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายให้ซ่อมแซมยังไง
พอหมดอายุการใช้งาน หมดอายุตามวาระของสังขาร ต้องเสื่อมสลายไป ทีนี้ก็ต้องหา
บ้านหลังใหม่อีกแล้ว ต้องมาเริ่มต้นดูแลบำรุงรักษากันใหม่อีก ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

มีทางเดียวเท่านั้น ที่เราจะไม่ต้องเกิดมามีชีวิตซ้ำๆซากๆอยู่แบบนี้ เราต้องหมั่นทำความเพียร
ให้ต่อเนื่อง ไปเรื่อยๆแบบนี้ ไม่ต้องไปคาดหวังอะไร ทำเหมือนอย่างที่เราเคยทำ
คือ ทำไปเรื่อยๆตามกำลังของเรา เพราะรู้แล้วว่าสุดเส้นทางนี้คืออะไร เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว
ไม่ได้อยากรวย อยากมี หรืออยากเป็นอะไรเลย แม้แต่สักอย่างเดียวก็ไม่มี ….

กิเลสติดเกมส์

สภาวะนี่สุดยอดเลยนะ มีแต่ขุดๆกิเลสขึ้นมา
สภาวะติดเกมส์ ตรงนั้นหลุดมานานแล้ว เมื่อก่อนติดมากๆ
ก็พยายามทุกวิถีทางที่จะเลิกเล่นให้ได้ เป็นปีนะ ไปทำงานสายตลอด
ติดเกมส์นี่ติดจริงๆ ไม่เป้นอันหลับอันนอนเลย เล่นทั้งคืนถึงสว่างคาตา
 
แต่เรายังคงเจริญสติต่อเนื่อง ไม่เคยขาดนะ ทำทุกวัน
พอเข้าที่ทำงาน ตัดขาดทุกอย่างออกหมด เน็ตนี่ไม่แตะเลย
ก็ไม่รู้นะว่า ทำไมอยู่ที่ทำงานถึงตัดขาดได้ ไม่แตะเลยจริงๆ เน็ตนี่ไม่เข้าเลย
 
สุดท้าย เลิกหาหนทาง ติดก็ให้รู้ว่าติด
อยากเล่นก็เล่นเข้าไป ไม่หาทางเลิกแล้ว
สุดท้าย ผลของการสร้างเหตุดี จู่ๆคอมฯเจ๊ง
นำคอมฯไปซ่อม เกมส์ที่ลงไว้ หายหมดเลย ไม่เหลือสักเกมส์
ตั้งแต่นั้นมา ทำให้เราเลิกเล่นเกมส์ไปโดยอัตโนมัติ ทุกวันนี้มีแค่เกมส์ยิงบอล
ที่เราใช้เวลาเล่นคั่นเวลา แค่แป๊บๆ ไม่ได้ติดอะไร เพราะมันไม่ต้องไปเล่นอะไรมากมาย แค่ยิงๆไปเรื่อยๆ
เอาจิตจดจ่ออยู่แค่นั้นเอง ไม่มีเทคนิคพิเศษอะไร
 
สภาวะทุกๆสภาวะ เมื่อถึงเวลา เขาจบด้วยตัวของเขาเอง
ทุกอย่าง ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา ซึ่งบางทีก้ระลึกไม่ได้เลยว่าไปทำไว้ตอนไหน
ยิ่งหาทางแก้ หาทางเลิก ยิ่งยุ่ง เลิกไม่ได้สักที เพียงแค่เจริญสติต่อไป ดูตามความเป็นจริงไป
ทำเท่านี้เอง เมื่อถึงเวลา มีเหตุให้เลิกเอง ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรเลย  แค่ยอมรับตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง 

รอยบาปที่ลบไม่ออก

 
เรื่องที่พลาดวันวาน ผ่านมาแล้วเพียงใด
ยังจำขึ้นใจ ไม่อาจลืมได้เลย
เฝ้าทำเพื่อเธอไป แค่เพียงหวังชดเชย
แต่ใจไม่เคย.. รู้สึกดี ซักครั้ง..

รอยบาปที่ลบไม่ออก จะลบเท่าไหร่
ก็ลบ..ไม่ได้
ทำเธอ เสียใจ ช้ำไม่ต่างกันในนี้
ความเจ็บยังฝังตัวอยู่ ไม่รู้เมื่อไหร่ จะจาง..ซักที
ผิดนี้ยังเปื้อนหัวใจ แค่ไหน ฉันรู้ตัวดี
ว่าใช้คืนเธอไม่พอ

กี่ทีที่เธอมอง ใจทุกห้องแทบขาด
ภาพความหลังบาด เธอคงไม่เข้าใจ
หากเธอรู้ความจริง สิ่งที่ฉันพลั้งไป
คงไม่อภัย..กลัวมันกลัวไม่หาย

รอยบาปที่ลบไม่ออก จะลบเท่าไหร่
ก็ลบ..ไม่ได้
ทำเธอ เสียใจ ช้ำไม่ต่างกันในนี้
ความเจ็บยังฝังตัวอยู่ ไม่รู้เมื่อไหร่ จะจาง..ซักที
ผิดนี้ยังเปื้อนหัวใจ แค่ไหน ฉันรู้ตัวดี
ว่าใช้คืนเธอไม่พอ

รอยบาปที่ลบไม่ออก จะลบเท่าไหร่
ก็ลบ..ไม่ได้
ทำเธอ เสียใจ ช้ำไม่ต่างกันในนี้
ความเจ็บยังฝังตัวอยู่ ไม่รู้เมื่อไหร่ จะจาง..ซักที
ผิดนี้ยังเปื้อนหัวใจ แค่ไหน ฉันรู้ตัวดี
ลบล้างไม่พอ ถ้าเธอยกโทษ
แม้ต้องแลก ด้วยลมหายใจก็ยอม

 
 
ฟังเพลงนี้แล้ว ทำให้คิดทบทวนสภาวะที่ผ่านมา
ทุกข์นะเมื่อก่อนทุกข์มากๆ เพลงนี้ตรงกับสภาวะในตอนนั้นเลย
ทั้งๆที่เหตุนั้น เป็นเรื่องราวในอดีต อดีตชาติ เรียกว่า เราไม่สามารถระลึกถึงได้เลย
แต่เพราะตัวสภาวะ ถึงเวลา ถึงวาระต้องมีเหตุให้ระลึกถึงเรื่องราวต่างๆนั้นขึ้นมา เห็นแล้ว เสียใจนะ
เหมือนเนื้อเพลงทุกถ้อยคำเลย  ตอนนี้ดูจิตไปด้วย ระหว่างที่ฟังเพลงนี้ มีนะจิตกระเพื่อม ความเสียใจ
เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ได้ทำพลาดลงไปโดยไม่ได้เจตนา เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงต้องมาชดใช้กัน
 
ช่วงนั้นพยายามทำทุกอย่าง เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำให้เขาเสียใจไว้
แล้วเป็นเหตุให้ชีวิตของเขาในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ 
 
พอมาเข้าใจถึงเหตุและผล เรามองตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่เราเป็นฝ่ายผิดคนเดียว เขาเองก็ผิด ผิดที่ก่อเหตุกับคนอื่นๆไปด้วยความไม่รู้
ถ้าเขาไม่ก่อเหตุใหม่ ผลคือ ชีวิตของเขาคงไม่เป็นเช่นในปัจจุบัน นี่แหละความไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุไม่รู้จบ
 
ภาพที่เรามองเขาในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เขาคนนี้
แต่เป็นภาพของเขาในอดีต ที่เป็นภาพซ้อนขึ้นมา
มันเห็นแบบนั้น ไม่ได้เห็นเขาคนในปัจจุบัน  นี่คือเปลือกใหม่
แต่จิตวิญญาณคือ ดวงเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่เปลือก แต่จิตวิญญาณยังคงเป็นคนเดิม
คนที่เรารู้สึกผูกพันมาตลอดเวลา  ไม่น่าเชื่อนะ ความผูกพันจะข้ามภพข้ามชาติได้ขนาดนี้
 
ทำให้นึกถึงเรื่องราวของหลวงปู่มั่น คู่ของหลวงปู่
แตกต่างแค่ตัวบุคคล ไม่แตกต่างเรื่องสภาวะ เหมือนกันทุกอย่าง
แต่นั่นเขาเป็นเพียงวิญญาณ ที่เฝ้าติดตามหลวงปู่มาตลอด ไม่ยอมไปเกิด
สุดท้าย หลวงปู่ช่วยให้วิญญาณดวงนั้น เข้าใจในเรื่องเหตุและปล่อยวางลงไปในที่สุด
ความรู้สึกผิดนี่ มันเกาะกินใจนะ ถึงจะไม่ทุกข์เหมือนแต่ก่อน แต่ทว่า ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่
 
ยิ่งเจริญสติมากเท่าไหร่ ตัวละอายและเกรงกลัวต่อบาป
ความรู้สึกผิดจะแสดงออกมาชัดมากๆ อย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้
 
เครื่องซักผ้าของเราสายไฟมันเสีย สเตอร์เสีย
เราให้เขาซ่อม สเตอร์ให้ซ่อมเพียงวิทยุ ซีดี อย่างอื่นไม่ต้อง
ได้โทรฯไปหาเขา ถามว่าซ่อมเสร็จหรือยัง พอเขาบอกราคามาทั้งหมด 900 บาท
เราต่อว่าเขา บอกว่า ทำไมแพงจังเลย รู้อย่างนี้ไม่น่าซ่อม  ( นี่เห็นไหม หลุดไปแล้ว ตอนนั้นไม่ทัน )
 
พอช่างนำของมาส่งที่บ้าน ก็ต่อว่าช่างอีก ทำไมคิดแพงจังเลยล่ะคะ
ช่างก็ยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร เราช่วยเขายกของเข้าบ้าน
 
เหตุคือ ตัวสเตอร์ จริงๆแล้ว เราแทบจะไม่ได้เปิดเลย น่าจะเป็นปีแล้ว
ความเสียดายค่าซ่อมน่ะ เพราะวิทยุยังคงเปิดได้ แต่อาจจะขลุกขลักหน่อย
ส่วนเครื่องซักผ้า เสียตรงขั้วสายไฟ มันเปื่อย ทำให้มันไม่แน่นกับเครื่อง คือใช้ได้
แต่ต้องใช้เทคนิคในการปรับสายไฟ ทีนี้บางทีมันทำไม่ได้ เราขี้เกียจน่ะ ก็คิดว่าคงไม่กี่ตังค์แค่เปลี่ยนสาย
 
สองวันผ่านมา ความรู้สึกผิดเกาะกินใจ เราไม่น่าไปว่าเขา
คือหลังจากที่ว่าเขาไปแล้ว จิตมันมาคิดพิจรณา
 
เราเคยให้ช่างมาซ่อมทีวีที่บ้าน เขาคิดขั้นแรก 200 บาท ค่าช่าง
พอซ่อมแล้ว เสียค่าอุปกรณ์ ทั้งหมด 500 รวม 700 บาท แค่เปลี่ยนสายไฟ
แล้วนำเหตุการณ์ทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน
 
ครั้งนี้ ทางร้านเขาเอารถมารับของที่บ้าน นำไปซ่อมที่ร้านเขา
ค่าน้ำมันล่ะ ค่าช่างล่ะ  ถ้าเรานำไปทีร้านเขา เราก็ต้องจ้างรถขนไปอยู่ดี
ของเขาบริการเราถึงที่ สายไฟที่เปลี่ยนให้ใหม่ก็ดีกว่าของเก่า ได้มาตราฐานกว่า
 
พอสภาวะทบทวนเช่นนี้ เราเกิดความละอายใจ เกิดความรู้สึกผิดในใจ
มันกินใจมาสองวันแล้ว รู้สึกผิดมากๆที่ไปต่อว่าเขาแบบนั้น
 
วันนี้ตัดสินใจโทรไปที่ร้าน คนรับสายคนเดิม
เรากล่าวคำขอโทษกับเขา เพราะเรารู้สึกผิดจริงๆ
เขาเองก็ดีนะ บอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้โกรธอะไรค่ะ
คือ ไม่ว่าคำตอบของเขานั้นจะเป็นอย่างไร เราไม่ได้สนใจนะ
ขอแค่ให้เราได้พูดคำขอโทษออกไป ความรู้สึกผิดตรงนี้ หายไปทันที นี่มันเป็นแบบนี้

กิเลสติดเน็ต

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นนี่ล้วนแต่เเก่ยวข้องกับกิเลสที่ติดอยู่ทั้งสิ้น
ทุกอย่าง เมื่อถึงเวลา ย่อมจบโดยตัวสภาวะเอง ไม่ต้องไปคิดแก้ไขใดๆเลย
 
เมื่อก่อนเคยคิดนะ คิดหลายครั้งหลายหน คิดแล้วก็ยังทำไม่ได้ ลองทำหลายครั้งแล้ว
เราเป็นโรคติดเน็ต ชอบพูดคุย แต่ไม่เคยใช้หลายชื่อ เราซื่อสัตย์กับตัวเอง และสภาวะของตัวเอง
คือดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ใช้ชื่อเดียวมาตลอด ซึ่งเป็นชื่อจริง นามสกุลจริงมาตลอด
 
การปฏิบัติ ต้องกล้าที่จะยอมรับตามความเป็นจริง
จึงจะขุดกิเลสออกมาได้ตามความเป็นจริง
 
เพราะในการสร้างเหตุ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
แม้กระทั่งความคิดที่เกิดขึ้น เราเป็นผู้รับผลของการกระทำทั้งหมด
หากเรายังไม่กล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเอง คิด พูด ทำลงไป แล้วจะเห็นกิเลสที่แท้จริงได้อย่างไร
ขนาดสภาวะของตัวเองยังไม่กล้ารับ ยังต้องปลอมแปลงหลายๆชื่อ อย่างนี้ชื่อว่า ยังมีการโกหกอยู่ 
เมื่อยังมีการโกหก ยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง แล้วจะขุดกิเลสกันได้ยังไง  มีแต่ตกหลุมพรางกิเลสลึกลงไปเรื่อยๆ
ถลำลงไปเรื่อยๆ  แล้วเมื่อไหร่ จึงจะเห็นตามความเป็นจริงได้ นี่แหละ เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลไปตามเหตุที่ทำไว้
 
ที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะเราเองผ่านสภาวะเหล่านั้นมาแล้ว
เคยหลงเล่นกับเงาด้วยความสนุก ด้วยความไม่รู้ เพราะตัวกูรู้ กูดี กูเก่งมันเยอะ
ตั้งแต่ที่เข้าใจเหตุที่กระทำ และผลที่ต้องได้รับ เลิกหมดทุกอย่าง ใช้ชื่อเดียวมาตลอด
สภาวะต่างๆเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ยิ่งมาดูตามความเป็นจริง ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองมีและเป็นอยู่
นับวันมีแต่ตะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ มีสติ สมัปชัญญะรู้อยู่กับรูป,นามมากขึ้นเรื่อยๆ นับวันจิตมีคิดพิจรณามากขึ้น
สภาวะต่างๆมีแต่การทบทวนสภาวะกิเลส ทบทวนสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา ทำให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
 
ช่วงที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ น่าจะสองอาทิตย์ได้
ช่วงนั้นเราไม่สบาย และเน็ตก็ไม่ดีมาตลอด เข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง
แรกๆก็อย่างที่บอก จุ๊กจิ๊ก แต่พอผ่านไปแล้ว ต่อมเอ๊ะมันเกิด มันเกิดเอง
นี่มันสภาวะนะ เราแค่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น
ก็ใช้ไปตามมีตามเกิด ทางศูนย์เอง มาเปลี่ยนอะไหล่ให้ แต่ก็ยังกระท่อนกระแท่น สุดท้ายเราไม่สนใจ
ทำให้เรามีเวลารู้อยู่ในกายมากขึ้น มันก็แปลกนะ อาการที่เคยติดเน็ตแบบก่อนๆ มันหายไปเลย มันกลายเป็นสนใจคนอื่นๆน้อยลง
หันกลับมารู้ในกายมากขึ้น รู้ชัดในกายมากขึ้น ที่แท้ เมื่อถึงเวลา นี่ไงล่ะ ตัวสภาวะเขามาบอก ไม่ต้องไปคิดแก้ไขอะไร แล้วจะจบด้วยตัวสภาวะเอง

กิเลสนักช๊อป

ธรรมนี้เป็นอกาลิโกจริงๆ สุดๆของคำว่าอเมซิ่งเลย
ช่วงนี้สภาวะของเรา กิเลสตัวที่ถูกขุดขึ้นมา เหมือนนั่งดูหนัง
พร้อมๆกับดูจิตของตัวเองไปด้วย รู้สึกอย่างไรต่อทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น
 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนที่เคยคบกัน มองเห็นความดีที่เขามีให้กับเรามาตลอด
มีความอาลัยขึ้นมาแว่บหนึ่ง แล้วก็หายไป เพราะถ้าให้เลือก เรายังคงเลือกที่จะทำแบบเดิม
ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาร่วมกัน เหตุหมดแค่นั้น ย่อมไม่มีผลมาต่อยอด ส่วนตัวเขาเองย่อมเป็นไปตามวิบากของเขา
เขาเองตอนนี้ก็ได้แต่งงานไปแล้ว แต่งเพราะเรื่องธุรกิจที่เขาทำอยู่ แต่เราเชื่อว่า สักวันเขาจะพบสุขที่แท้จริงแบบเรา  สักวัน …
 
อีกคนคือคนในอดีตชาติ ความผูกพันที่เคยมีต่อกันมาตลอด มีแว่บขึ้นมา แล้วจางหายไป
แต่บางครั้งก็ยังมีอยู่ ผลุบๆโผล่ แค่รู้มากขึ้น รู้ว่ายังมี แต่ไม่เกาะเกี่ยว อดีตคืออดีตไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ทุกคนต่างมีทางเดินของตัวเอง สุดแต่ว่าเหตุที่ทำมานั้นมากน้อยแค่ไหน เหตุน้อยจบไว เหตุมาก ยืดยาว
 
สิ่งต่างๆที่ผ่านมานั่นคือความสุข ที่เคยหลงไปว่าสุข
มันแค่เปลือกของความสุขที่มีความทุกข์ถูกห่อหุ้มไว้ภายใน
มีรัก ย่อมมีหึงหวง แบบนั้นมันไม่ใช่ความสุข มันมีแต่กิเลส ความยึดติดในตัวตน
 
นับว่ากุศลของเรายังมี ที่สามารถมองเห็นเนื้อในของสภาวะนั้นๆ
ทำให้หลุดออกมาจากวงจรนั้นได้
 
แล้วเรื่องราวต่างๆในอดีตถูกขุดขึ้นมาอีก
เห็นแต่ความผิดพลาด ก็เห็นเหตุ เห็นผลที่ได้รับ แค่รู้มากขึ้น
ไม่ไปทุกข์ในเหมือนก่อนๆ  เมื่อก่อรพอถูกขุดกิเลสขึ้นมาแบบนี้ เสียใจมากๆ ทุกข์ใจมากๆ
 
ตอนนี้เจอสภาวะขุดกิเลสตัวโปรด " นักช๊อป "
เรานี่นักช๊อปตัวยงเลยนะ ชอบมากๆเลยกับการช๊อป
 
เรื่องบังเอิญใดๆไม่มีในโลกใบนี้
ทุกอย่างจะมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ไม่ใช่จู่ๆจะเกิดขึ้นเองได้
 
เรื่องของสัปปายะที่ทำงานของเราที่เราทำอยู่ทุกวันนี้
นี่ก็เกิดจากการอธิษฐานจิตมาตลอดหลังการปฏิบัติทุกครั้ง
ว่าขอให้ได้ที่ทำงานที่มีสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติ นับเป็นเวลาสิบกว่าปี
คุ้มค่ามากๆ ถ้านำไปเทียบกับความทุกข์ที่ได้พบได้เจอมา คุ่มค่าจริงๆ แบบคาดไม่ถึง
 
นับตั้งแต่ได้มาทำงานที่นี่ เราได้ปฏิบัติวันละ 8 ชม. เต็มๆ
เรียกว่าทุกลมหายใจเข้าออก จิตเริ่มรู้ในกายมากขึ้นเรื่อยๆ สติทันปัจจุบันมากขึ้น
เรียกว่าทุกๆสภาวะที่เขียนลงไปนั้น ล้วนเกิดจากการปฏิบัติในช่วงหลังๆ ก้าวหน้ามากๆ
 
แล้วนี่อีก กิเลสนักช๊อป อเมซิ่งนะ
เหตุมี ผลย่อมมี เหตุนี้ล้วนเกิดจากการให้ทาน
เราเป็นคนชอบให้ทานมากกว่าการทำบุญ การทำบุญเราทำมาเยอะมากๆ ตอนนี้มุ่งให้ทาน
เนื่องจากถือเอาความสะดวกเป็นหลัก ทำบุญก็ยังทำอยู่ ไม่ใช่ไม่ทำ แต่การให้ทานทำได้ง่ายกว่า
 
ผลของการทำทานมาตลอด ให้มากกว่าที่จะรับ
อานิสงส์ตรงนี้ ทำให้เราได้เจอของราคาถูกๆคุณภาพดีมาตลอด
และอานิสงส์ตรงนี้ส่งเสริมอีก ในการขุดกิเลสตัวเอ้บของเรา ที่ติดมานานมาก
แต่ไม่เคยคิดว่าติดกิเลสตัวนี้ เนื่องจากมองมันแค่ผ่านๆไป  ที่ไหนได้ นี่แหละตัวชอบเลย
 
นับว่าผลบุญกุศลหนุนนำในการขุดกิเลสตัวนี้
เจอสถานที่สัปปายะในการขุดกิเลสอีก บิ๊กซี อยู่ใกล้บ้านเลย
เรียกว่าพอเลิกงาน ลงจากรถบริษัทก็เดินเข้าบิ๊กซีได้ทันที ทำแบบนี้เกือบทุกวันเลยก็ว่าได้
 
ถ้าถามว่าเอาเงินมาจากไหนนักหนามาช๊อป
บอกแล้ว เหตุมี ผลย่อมมี การช๊อปครั้งนี้ไม่ต้องใช้เงินของตัวเอง
 
ที่ทำงาน คงจะมีเหตุร่วมกัน เขากว่าจะกลับถึงบ้านกันก็มืด
ส่วนเราน่ะชอบไปเล่าให้เขาฟังว่าที่บิ๊กซีมีอะไรที่น่าซื้อบ้าง และถูกด้วย
เรียกว่า สินค้าป้ายแดง สินค้านี้จะราคาพิเศษ ลดบางทีต่ำกว่า 50% บางอย่างลดถึง 70%
เขาก็เลยฝากซื้อของกัน เราน่ะขอบคุณเขาเหล่านั้นนะ ถ้าพูดไปเขาคงไม่เข้าใจกัน เขาฝากเราซื้อ
แทนที่เขาจะเป็นฝ่ายขอบคุณเรา กลับกลายเป็นว่าเรานี่สิอยากจะขอบคุณเขามากมาย ที่เขาฝากเราซื้อของ
ทำให้เราต้องเข้าบิ๊กซีทุกวัน  เพื่อดูว่าอะไรถูก แล้วซื้อไปฝากเขากัน เก็บเงินที่เขา นี่เห็นไหม จะไม่ให้ขอบคุณเขาได้ยังไง
ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ต้องควักเงินตัวเองสักบาทเดียว กิเลสความทะยานอยากในสิ่งต่างๆลดลงไปเรื่อยๆ มีแต่คิดถึงคนอื่นๆ
 
เพราะในการช๊อปทุกๆครั้ง ทำให้เรามีสติพิจรณามากขึ้น
กิเลสอยากซื้อของตัวเองลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซื้อแต่ของที่จำเป็นจริงๆ
ไม่ซื้อสุร่ยสุร่ายเหมือนแต่ก่อน มีพิจรณามากขึ้น หยิบขึ้นมาแต่ละชิ้นจะคิดก่อน ซื้อไปเพื่ออะไร
จำเป็นมากไหม ต้องรับซื้อไหม สมราคาไหม ถึงแม้จะลดราคาลงมาแล้วก็ตาม เรียกว่าคิดละเอียดยิบเลย
แตกต่างจากเมื่อก่อนมากๆ ยอมรับเลยนะตรงนี้ นี่แหละผลของการเจริญสติ ทำให้จิตคิดพืจรณาในทุกๆสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

นิยายชีวิต

เคยได้ยินคำพูดนี้บ่อยๆ ชีวิตไม่ใช่นิยาย จะได้เขียนบทให้ตัวเองเล่นได้
มีแต่ชีวิตคือละคร เราทุกคนต่างเล่นไปตามบทบาทของแต่ละคร
 
มาวันนี้ กล้าพูดได้เต็มปากว่า ชีวิตคือนิยาย
จะเรื่องสั้นหรือยาว ก็อยู่ที่เราเขียนบทบาทลงไป
 
ช่วงนี้เป็นสภาวะทบทวนกิเลส
ยิ่งรู้กายใจได้มากเท่าไหร่ เรื่องราวต่างๆย้อนกลับมาฉายให้ดู
 
เรากลับไปอ่านสมุดบันทึกที่ได้จดๆเอาไว้
อ่านแล้ว ไม่อยากวาง  เพราะมันเหมือนนิยายมากๆ
บางตอน เรื่องเดิมๆซ้ำๆ เหมือนคนเขียน หาบทเขียนต่อไปไม่ได้
 
นี่เองสินะ นิยายชีวิต เมื่อก่อนไม่รู้ว่า เราลิขิตชีวิตของเราเองได้
เพียงเพราะความไม่รู้ จึงปล่อยชีวิตให้ตกอยู่ภายใต้ชะตากรรม เล่นไปตามกิเลส
ก็ใครเป็นคนทำไว้ล่ะ ตัวเองทั้งนั้นเลย ก็ต้องเล่นตามบทไป เล่นด้วยความไม่รู้ แล้วก็มีแต่เหตุๆๆ
เหมือนหุ่นที่ถูกมือที่มองไม่เห็นคอยจับเชิดอยู่ด้านหลัง ไม่เล่นก็ไม่ได้ ฝืนไม่ได้ ต้องยอม มีทั้งหัวเราะและร้องไห้
เหมือนคนบ้า ที่หลงเล่นเงาของตัวเองมานานแสนนาน นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ที่หลงเล่นกับเงากิเลสของตัวเองมาแบบนี้
 
ตอนนี้เรากำลังลิขิตชีวิตตัวเราเอง ให้เป็นไปตามเหตุที่ควรจะเป็น
เราไม่สร้างเหตุใหม่กับใครๆ ผลย่อมไม่มีแน่นอน สำรวมระวังตลอด
แรกๆเครียดนะ ต้องระวังมากๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ไปแบบสบายๆ เรื่อยๆ
 
ทำตามสภาวะ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แล้วคำถามที่มีคาๆหรือสงสัยอยู่ในใจ จะมีคำตอบขึ้นมาเอง
ในเมื่อสร้างเหตุ จะไม่มีผลมาแสดงให้เห็นได้อย่างไร ได้คำตอบเพราะเหตุนี้
 
ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนได้ปลีกวิเวกแบบไม่ได้เจตนา
คอมฯมีปัญหามาตลอด ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถ้าใช้ได้ก็แค่แว๊บๆ
 
เหมือนสภาวะคนติดยา ที่กำลังถูกให้อดยา
แรกๆ จุ๊กจิ๊ก หงุดหงิดนะ มันจะเสียอะไรนักหนา
พอมีอาการนี้เกิดขึ้น สติเดี๋ยวนี้ไวนะ มันดูจิตทันที
ที่หงุดหงิดน่ะ เพราะอะไร เพราะไม่ได้ดั่งใจ ของเคยเล่น เคยทำ
พอได้คำตอบ จิตมันสงบลงไปแบบไม่น่าเชื่อ แล้วมันก็ปล่อยวางลงไปทีละน้อย
ก็มันไม่เที่ยงน่ะ เห็นไหม อะไรๆก็ไม่เที่ยง จะไปเอาอะไรกับมัน พอเห็นแบบนี้ ปล่อยเลย
 
เมื่อไม่ไปสนใจเรื่องคอมฯ ทำให้กลับมามีเวลาว่างมากขึ้น
เพราะไม่ได้คุยอะไรกับใคร  ก็เลยหันไปทำกรรมฐานเพิ่มแทนในเวลากลางคืน
ปกติจะทำแต่กลางวันๆละ 8 ชม. พอแล้วนะสำหรับเรา บางทีเบื่อนะ แต่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
 
พอมาทำกลางคืนเพิ่ม ผลที่ได้คือ สติที่มีกำลังมากขึ้น
เหตุต่างๆที่จะเกิด เราไม่คิดจะไปสร้างขึ้นมาใหม่ แค่รู้ไป
ไม่ว่าใครจะว่าอะไร จะพูดอะไร เงียบ ไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น
เพราะนั่นคือผลของเราที่ต้องได้รับ แต่มันคือเหตุใหม่ของคนอื่นๆเขา
เราไม่คิดจะสร้างเหตุใหม่กับใครๆอีกแล้ว พอกันทีกับชีวิตโหลยโท่ย ไม่ปรารถนา
ถ้าเราตอบโต้ หรือไปอธิบายชี้แจงใดๆ นั่นคือ เหตุใหม่ที่เรากำลังจะทำลงไปอีก ในเมื่อรู้แล้ว
รู้แล้ว รู้ชัด และไม่คิดจะสร้างขึ้นมาอีกอย่างเด็ดขาด ใครพูดอะไรอย่างไร นั่นเหตุของเขา เขารับผล
 
นิยายชีวิตของเรา สำหรับตอนที่เหลืออยู่ในขณะนี้
เราเขียนเอง กำกับบทเองทั้งหมด ไม่ต้องไปตกอยู่ใต้อำนาจของใครๆ
เรียกว่าเป็นอิสระ ไม่ต้องมาทุกข์ระทมขมขื่น ไม่ต้องไปสุขจนเลิศเลอเพอเฟค
 
ใช้ชีวิตตามความเป็นจริง อะไรเกิด รู้ทันมากขึ้น
เฝ้าดูแต่กิเลสในจิตของตัวเอง ที่มันแสดงออกมาเรื่อยๆ
ตัวที่ชอบมากกก ตอนนี้กำลังแสดงอยู่ " กิเลสนักช๊อป " นี่แหละตัวชอบ
 
เหตุที่ทำนี่เรื่องจริง หมั่นเพียรรู้อยู่ในกายใจบ่อยๆ
เดี๋ยวสภาวะเขาจัดสัปปายะให้เอง ไม่ต้องไปดิ้นรนใดๆเลย
 
เรื่องที่ทำงานก็ได้ไปละหนึ่งสัปปายะ ทำให้เราปฏิบัติได้สะดวก
สภาวะไปได้ด้วยดี เนื่องจากได้สัปปายะส่งผลตรงนี้ด้วย นี่แหละผลของเหตุที่ทำไว้
 
ตอนนี้สภาวะกิเลสนักช๊อป สภาวะก็จัดสัปปายะให้อีก
เราอยู่ใกล้บิ๊กซี ช๊อปทุกวัน ช๊อปมากเท่าไหร่ สติเริ่มทันมากขึ้น
เริ่มรู้จักคิดพิจรณามากกว่าเมื่อก่อนมากๆ หยิบของ จิตมันพิจรณาทันที
ถึงแม้จะเป็นของที่ลดราคามากมายแค่ไหนก็ตาม มันจะคิดก่อนที่จะจับจ่ายออกไป
ทำให้มีสติในการจับจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จับจ่ายน้อยลงไปเรื่อยๆ มันเห็นแต่เหตุๆๆๆแล้วก็ผลที่ตามมา

เหตุการเกิดของสมาธิและตัวปัญญา

 สติ มีความระลึกได้เป็นลักษณะ มีความไม่ลืมเป็นรส มีความอารักขาเป็นอาการปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ

สัมปชัญญะ มีความไม่หลงเป็นลักษณะ มีความไตร่ตรองเป็นรส มีความส่องเห็นอาการเป็นปรากฏ

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวในขณะที่กระทำกิจนั้นๆ

เมื่อมีการทำงานของสติและสัมปชัญญะร่วมกัน ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

เมื่อสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน เรียกว่า มีทั้ง 3 องค์ประกอบทำงานร่วมกัน

สภาวะที่เกิดขึ้น คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ย่อมรู้อยู่กับรูป,นามได้ดี ( กายและจิต )
นี่คือ ตัวปัญญาตัวแรกที่เราได้รู้จัก " รูป,นาม " คือ มีรูป,นามเป็นอารมณ์ นี่เรียกว่ารู้โดยสภาวะ

เมื่อรู้ได้แบบนี้บ่อยๆ ตัวรู้หรือตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่ใดมีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่นั่นย่อมมีปีญญาเกิด
ขาดตัวใดตัวหนึ่ง ปัญญาย่อมไม่เกิด

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะมีสภาวะอย่างไร ย่อมสามารถสร้างตัวปัญญาให้เกิดขึ้นได้
ทุกๆคนย่อมไปถึงจุดหมายปลายทางเหมือนกันหมด

เราปฏิบัติเพื่อดับ " เหตุ " ของเหตุที่เกิดขึ้นทั้งปวง

เราไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อที่จะไปเป็นอะไร

การที่ปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั่น ล้วนแต่เป็นการก่อเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

เพราะการปฏิบัติเพื่อที่จะเป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นบัญญัติ

ตราบใดที่ยังมีการให้ค่าตามบัญญญัติ นั่นคือ อุปทานที่เกิดขึ้น

เมื่อมีอุปทานเกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี

ขณิกสมาธิ

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ก่อนที่จะทำ

สัมปชัญญะ ความรู้ตัว หรือ ความรู้สึกตัว
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

สติ+สัมชัญญะ = สมาธิ การเอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดชั่วขณะ

สภาวะ

การที่เอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ จะเกิดสมาธิชั่วขณะหนึ่ง คือ ขณิกสมาธิ
แต่ตรงนี้ไม่ตายตัวแน่นอน เนื่องจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาแตกต่างกันไป
บางคน สมาธิอาจจะมีมากกว่าขณิกสมาธิก็ได้

Previous Older Entries Next Newer Entries

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: