ผรณาปีติ

๕. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน เป็นปีติที่หมายในอัปปนาสมาธิ

มีลักษณะดังนี้คือ

๑. แผ่ซ่านเยือกเย็นไปทั่วร่างทั้งหมด

๒. กายเย็นดุจอาบน้ำ หรือ ดุจถูกน้ำแข็ง

ผรณาปีติ เกิดจากการกำหนดลมหายใจเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติทำฌาน โดยไม่ใช้ลมหายใจประกอบด้วยลมปราณ จะไม่เกิดผรณาปีตินี้เป็นอันขาด

และการเกิดผรณาปีตินี้ก็กำหนดได้ทั้งหลับตา ลืมตา ทำได้ทั้งอริยาบทนั่งและนอน

และเป็น ” ธรรมเอก ” คือ ธรรมสำคัญที่จะไปใช้สัมปยุตในธรรมชั้นสูง อันเป็นองค์ประกอบให้เกิด ” ความปราโมทย์ยิ่ง ” ในอานาปนสติ

สำหรับผู้ที่เจริญสติ จะจับได้ตั้งแต่การเกิด ความเย็นเกิดตั้งแต่กลางอก แล้วจะแผ่ความเย็นไปทั้งตัว เหมือนความเย็นในตู้เย็นประมาณนั้น
ตามด้วยสุขยิ่งนัก ทำให้ไม่อยากขยับกายหรืออกจากสมาธิจนกว่าสมาธิจะคลายตัว

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิด้วยว่ามีความแนบแน่นมากแค่ไหน

ถ้ามีความแนบแน่นมาก สภาวะนี้จะตั้งมั่นอยู่ได้นานเป็นชม. จะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี

จากมหาอัสสปุระสูตร ว่าด้วยฌาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ หน้า ๔๑๓ ข้อ ๔๒๗

” ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจารสงบไป ไม่มีวิตก วิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดแสมาธิ
ไม่มีเอกเทศไหนๆแห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง

เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกมีน้ำขังอยู่ ไม่มีทางน้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออก ตะวันตก
ด้านเหนือ ด้านใต้ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว
จะพึงทำให้ห้วงน้ำนั้นแลชุ่มชื่นเอิบอาบ ซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆแห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด
ที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉะนั้นฯ ”

รายละเอียดทั้งหมดของสภาวะ จะนำไปอธิบายในเรื่องของสภาวะฌานอีกครั้ง

อุพเพงคาปีติ

๔. อุพเพงคาปีติปีติอย่างโลดโผนมีลักษณะดังนี้ คือ

๑. กายสูงขึ้น ตัวเบา ตัวลอย

๒. คันยุบยิบดุจไรไต่ตามตัว ตามหน้า

๓. ลงท้อง ท้องเดิน เป็นบิด

๔. สัปหงกไปข้างหน้าบ้าง ไปข้างหลังบ้าง

๕. คล้ายคนผลัก หน้าคะมำลงไป

๖. คล้ายคนจับศรีษะหมุนไปหมุนมา

๗. ปากงับๆบ้าง อ้าปากบ้าง หุบปากบ้าง

๘. ไหว โยกโคลง โอนไปมาดุจลมพัดต้นไม้

๙. กายหกคะเมนถลำไป

๑๐. กายกระโดขึ้น ปลิวไป

๑๑. กายกระดุกกระดิก ยกแขน ยกเท้า

๑๒. กายเงื้อมไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง

๑๓. มีสีไข่มุก สีนุ่น

๑๔. มืออยู่ในท่าหงาย คล้ายมีคนจับคว่ำลง มือที่อยู่ในท่าคว่ำ คล้ายคนจับให้หงายขึ้น

๑๕. เวลานั่งอยู่ตรงๆนั้น จะรู้สึกว่ามีอาการโอนไป เอนมา เหมือนต้นอ้อลู่ไปตามลม ฉะนั้น

โอกกันติกาปีติ

 ๓. โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นพักๆ

มีลักษณะดังนี้ คือ

๑. ตัวไหวเอน โยก โคลง

๒. สะบัดหน้า สะบัดมือ สะบัดเท้า

๓. มีอาการสั่นๆ และบางทีมีอาการสูงๆต่ำๆ

๔. คลื่นไส้ดุจอาเจียน และบางทีอาเจียนออกมาจริงก็มี

๕. บางทีเป็นดุจระลอกซัด

๖. สั่นระรัวดุจไม้ปักในน้ำไหล

๗. มีสีเหลืองอ่อน สีดอกผักตบชวา

๘. กายโยกไป โยกมา

๙. มีอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาว

๑๐. บางครั้งมีอาการวูบวาบมาจากข้างล่าง บางครั้งวูบวาบจากข้างบน

๑๑. บางทีคล้ายๆแล่นโต่คลื่นอยู่ในน้ำ

๑๒. บางทีจะรู้สึกร่างกายผิดปกติ หรือ กล้ามเนื้อบางส่วนกระตุกดิ๊กๆ

ขณิกาปีติ

๒. ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ

มีลักษณะดังนี้

๑. มีสีแดงๆด่างๆ

๒. เกิดในจักขุทวารดุจสายฟ้าแลบ เหมือนขีดไฟแช็คไม่ติด

๓. มีประกายดังตีเหล็กไฟ

๔. แสบทั่วกาย กายแข็ง

๕. เป็นดังแมลงเม่าจับ-ไต่ตามตัว

๖. ร้อนตามตัว

๗. หัวใจสั่นไหว

๘. ขนลุกขนชันบ่อยๆแต่ไม่มาก

๙. คันยุบยิบคล้ายมดไต่ ไรคลานตามตัวตามหน้า

๑๐. เป็นดังปลาตอด เป็นดังเส้นเอ็นชักเป็นต้น

๑๑. มีอาการคล้ายๆกับน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่าน

๑๒. เหมือนปลาผุดขึ้น เวลาโยนเศษอาหารลงไป

ขุททกาปีติ

๑. ขุททกาปีติ ปีติเล็กๆน้อยๆ

ลักษณะที่เกิด

๑. มีสีขาวต่างๆ

๒. เยือกเย็น ขนลุก มึนตึง หนักๆ

๓. น้ำตาไหล หนังหัวพองสยองเกล้า

๔. ตัวชา-พองขึ้น

๕. ตัวใหญ่ออกๆ

๖. บางทีรู้สึกว่าแขนยาว ขายาว ฟันยาวออกไปก็มี

ปีติและสุข

ปีติและสุข

ก่อนจะพูดเรื่องสภาวะของสมาธิต่างๆ เราควรรู้จักกับสภาวะของปีติและสุขก่อน
เพื่อความสะดวกในการนำสภาวะไปเทียบเคียง หากต้องการจะรู้ว่า สมาธินั้นๆ เรียกว่าอะไร
ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง และเป็นผลจากสภาวะที่ได้เรียบเรียงมา
อนึ่งมีวิธีตรวจสอบว่าผู้นั้นปฏิบัติจนจิตทรงฌานนั้น จะรู้ได้อย่างไร มีวิธีตรวจสอบสภาวะด้วยตัวเองได้
สามารถนำหลักฐานอ้างอิงให้เห็นเป็นรูปธรรมกันได้ ดูด้วยตาเปล่าได้ ส่วนวิธีการนั้นว่าจะรู้ได้อย่างไร
จะนำมาเสนอในตอนท้ายของเรื่อง ฌาน ข้อมูลทั้งหมดเพียงนำมาแบ่งปันกัน
………………………………………………………………………………………

ปีติและสุข มีอรรถธิบายว่า ธรรมชาติใดที่ทำให้เอิบอิ่ม ธรรมชาตินั้นชื่อ ปีติ
ปีตินั้นมีความเอิบอิ่มเป็นลักษณะ มีอันทำกายและใจให้เอิบอิ่มเป็นกิจ หรือมีอันแผ่ซ่าน
ไปในกายและใจให้เป็นกิจก็ได้ มีอันทำกายและใจให้ฟูขึ้นเป็นอาการปรากฏ

อธิบายปีติ ๕ อย่าง

ปีติที่ประสงค์เอามา ณ ที่นี้ ก็แหละปีติ ๕ ประการนั้น เมื่อถือเอาห้อง (คำว่า ปีติถือเอาห้อง
หมายความว่า ปีติเจริญเต็มที่ ควรเป็นเหตุให้เกิดปัสสัทธิต่อไป โดยอาสภมหาเถระ)

ทำความแก่เต็มที่แล้ว ย่อมทำปัสสัทธิ ๒ ประการให้บริบูรณ์คือ กายปัสสัทธิ ความสงบกาย ๑
จิตตปัสสัทธิ ความสงบจิต ๑

เมื่อปัสสัทธิถือเอาห้องความแก่เต็มที่แล้ว ย่อมนำสุขทั้ง ๒ ประการให้บริบูรณ์คือ
กายิสุข สุขกาย ๑ เจตสิกสุข สุขใจ ๑

เมื่อสุขถือเอาห้องความแก่ได้เต็มที่แล้ว ย่อมทำสมาธิ ๓ ประการให้บริบูรณ์คือ
ขณิกสมาธิ ๑ อุปจารสมาธิ ๑ อัปปนาสมาธิ ๑

ในบรรดาปีติทั้ง ๕ ประการนั้น ผรณาปีติอันใดที่เจริญแก่กล้าขึ้น พอจะเป็นมูลฐานแก่อัปปนาสมาธิ
ถึงซึ่งอันประกอบเข้ากับอัปปนาสมาธิได้ ปีตินี้ถือเอาในอรรถธิบายนี้

อธิบายสุข

ก็แหละความสบายขึ้นจากปีติ ชื่อว่า สุข
อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมกินเสียซึ่งความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า สุข
อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมขุดออกซึ่งความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า สุข

สุขนั้นมีความดีใจเป็นลักษณะ มีอันเพิ่มพูนสัมปยุตธรรมให้เจริญเป็นกิจ
มีอันอนุเคราะห์เป็นอาการปรากฏ

ความแตกต่างระหว่าง ปีติ กับ สุข

ถ้าแม้ในจิตบางดวง เช่น ปฐมฌานจิตเป็นต้น จะไม่มีการแยกกันระหว่างปีติกับสุขก็ตาม
แต่ความยินดีที่เกิดขึ้น เพราะได้อิฏฐารมณ์ จัดเป็น ปีติ
การเสวยรสแห่งอารมณ์นั้น จัดเป็น สุข

มีปติในจิตใด ในจิตนั้นก็มีสุขด้วย
แต่สุขมีในจิตใด ในจิตนั้นไม่มีปีติเสมอไป

ปีติ สงเคราะห์เข้าใน สังขารขันธ์
สุข สงสเคราะห์เข้าใน เวทนาขั้นธ์

จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระพุทธโฆสเถระ รจนา
สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสภมหาเถระ ) แปลและเรียบเรียง

พ้นทุกข์แบบบ้านๆ

พ้นทุกข์แบบบ้านๆ

ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร?

ปฏิบัติเพื่อให้ใจพ้นทุกข์

ใจพ้นทุกข์นั้นเป็นอย่างไร?

ใจพ้นทุกข์คือ การทำใจให้ได้ต่อการได้ลาภยศ คำสรรเสริญเยินยอ จิตไม่ไปหลงยินดีในสิ่งที่ได้ ในขณะเดียวกัน หากมีการสิ้นลาภ สิ้นยศ สิ้นเกียรติ สิ้นสรรเสริญ อีกทั้งมีคำตำหนินินทา อันเรียกว่า โลกธรรม ๘ ใจก็ปกติไม่ตื่นเต้นหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียวต่อการสูญสิ้น เมื่อยังทำใจไม่ได้ก็ต้องทุกข์ใจร่ำไป หากทำใจได้แล้วก็ย่อมไม่ยินดียินร้ายใดๆทั้งได้และเสีย เหตุทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่การปล่อยวางของใจหรือจิตเรานี่เอง

หากไม่ได้มาเรียนรู้ จะไม่รู้เลยว่า กายนี่มันคือ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันเป็นร่างกายขณะหนึ่ง เมื่อไม่มีใจมาอาศัย ก็ไม่ต่างกับศพต่างๆ ทำอะไรก็ไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ใครจะนำไปทำอะไรก็ได้ ไร้ความรู้สึก ไม่มาร้องว่าเจ็บว่าปวดได้แต่อย่างใด

แต่เมื่อมีใจเข้ามาอาศัย มันก็เคลื่อนไหวได้ ทำอะไรๆก็ได้ มีความรู้สึกเจ็บปวด สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ธาตุรู้ และธาตุตัวนี้แหละที่เรียกว่าจิต ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ก็จากการปรุงแต่งของจิตตัวนี้แหละ

( ข้อความข้างบน มีการนำมาจากหนังสือในบางส่วน ซึ่งหาชื่อผู้เขียนแล้ว แต่ไม่มีชื่อบอกว่าใครเขียน )

สิ่งต่างๆภายนอกมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เราจะไปห้ามไม่ให้มันเกิดไม่ได้ แต่เราต้องห้ามใจตัวเราเอง ด้วยการเจริญสติหรือจะเรียกอะไรก็ได้ แล้วแต่จะบัญญัติคำ ฝึกเพื่อให้มีสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต

มีสติ และ สัมปชัญญะอยู่ที่ไหน ย่อมมีสมาธิเกิดที่นั่น
มีสัมมาสติอยู่ที่ไหน ย่อมมีสัมมาสมาธิอยู่ที่นั่น

อีกแล้วสมาธิไหล

ตอนนี้กำลังของสมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมๆกับสภาวะสมาธิไหลเริ่มกลับมาเป็นอีกแล้ว
แต่การเป็นครั้งนี้ไม่ตกใจอะไร เริ่มเข้าใจเร่องของสมาธิมากขึ้น
กำลังของสมาธิมีทั้งคนที่เป็นผู้ให้ ผู้รับ ทั้งผู้ให้และผู้รับ สุดยอดเลยนะสภาวะ
อะไรที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ อะไรที่ไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังมาก่อน นับวันมีบทเรียนมาให้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
ทุกอย่างล้วนมีเหตุ แม้แต่ผู้ที่เข้ามาในเส้นทางนี้ก็เช่นกัน
น้องที่ทำงาน ปกติแล้วไม่ค่อยได้สนใจเรื่องกรรมฐาน แต่อาศัยว่าเขาได้คุยกับเรามาตลอด
เรียกว่ารู้เกือบทุกๆสภาวะที่เกี่ยวข้องกับเรา เขาเองก็พวกสมถะแรง แต่ไม่รู้จักวิธีที่จะนำสิ่งที่มีอยู่ออกมาใช้
เขามาคุยกับเราเรียกว่าทุกวัน เขาได้รับการถ่ายเทสมาธิจากเราไปเรื่อยๆ  ซึ่งเขาเองยอมรับว่านับวันมีเรื่องแปลกๆเกิดกับเขามากขึ้น
ไม่ว่าจะเรื่องที่คิดอะไรในใจ มันแสดงให้เห็นผลในสิ่งที่เขาสงสัย แม้แต่เรื่องที่เราเป็นหวัด อันนี้เขาเล่าให้ฟังเอง
เนื่องจากว่า เราเองไม่ค่อยจะเจ็บป่วย เขาก็เลยสงสัยว่าคนทำกรรมฐานเขาไม่ป่วยกันเลยหรือ
เขาคิดวันเสาร์ วันเสาร์เย็นเราเริ่มมีอาการไอ วันอาทิตย์ป่วยเป็นไข้หนัก นอนทั้งวันเลย วันจันทร์เจอกัน
ตอนนั้นเขายังไม่ได้เล่าให้ฟังในสิ่งที่เขาสงสัย ส่วนตัวเราก็คิด เออเป็นไข้ไปได้ไง ไม่มีวี่แวว แต่เรารักษาตัวเองได้
ต่อมา เขาได้เล่าให้ฟังว่า เขาสงสัยน่ะ เห็นเราไม่เคยป่วยกับใครเขา ก็เลยคิดในใจ
แต่ตอนนี้เขาได้คำตอบจากการป่วยของเรา เขารู้แล้วว่ากรรมฐานกับการป่วยไม่เกี่ยวกัน
เราเลยบอกว่า แหมคิดไปได้ ขนาดพระพุทธเจ้ายังทรงอาพาธเลย แล้วคนธรรมดาแบบเราจะเหลือเหรอ
อีกอย่าง คือ ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะคิดอะไร มันเป็นจริงไปหมด
เขาบอกว่าสังเกตุมานานแล้ว ยิ่งมาพูดคุยกับเราบ่อยๆ เขาจะรู้อะไรแปลกๆมากขึ้น ชัดขึ้น
นี่เขาจะลองไปรับกรรมฐาน ไปกับพี่สาวที่เป็นครู มาชวนเราไปด้วย แต่เราปฏิเสธ บอกว่าไปเองเถอะ
จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะได้เข้าใจอะไรมากขึ้นเรื่อยๆ  นี่เห็นไหม เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อถึงเวลาเขาไปเอง
ถ้ายังไม่ถึงเวลา ชวนยังไงก็ไม่ไปหรอก  ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเหตุ และสัญญาเก่าที่มีติดตัวมาด้วย
ต่อมาช่างทำเล็บ เริ่มมีความสนใจรายละเอียดของสภาวะมากขึ้น
เขาถามว่าเคยได้ยินพระท่านพูดเรื่องการสอบอารมณ์ มันเป้นยังไงหรือ?
เราตอบว่า การสอบอารมณ์ เช่น การเดิน เดินแล้วรู้เท้าไหม รู้ชัดไหม
ขณะที่นั่ง รู้ลมหายใจ รู้ท้องพองยุบ รู้กายเคลื่อนไหวไหม รู้ได้ต่อเนื่องไหม
มีงูบ มีง่วง มีเคลิ้มไหม เวลาจิตเป็นสมาธิรู้ตัวไหม แล้วขณะที่เป้นสมาธิรู้ในกายได้ไหม มีแค่นี้แหละ
ส่วนเรื่องการจะรู้อยู่ในกายได้นานหรือไม่นานนั้นขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิ
แล้วก็ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนทำมาด้วย รู้มาก รู้น้อย ขึ้นอยู่กับเหตุ
อย่างเขา เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที รู้สึกตัวได้ตลอด แม้ขณะที่เป็นสมาธิก็รู้ได้ต่อเนื่อง
ให้ทำสะสมไปเรื่อยๆ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครๆ เพราะแต่ละคนสร้างเหตุมาไม่เหมือนกัน
ให้ทำสะสมไปเรื่อยๆ  ปัญญาเขาจะเกิด เขาเกิดเอง ไม่ต้องไปกังวลเรื่องทำน้อยทำมาก แต่ให้ทำตามสภาวะตามกำลังของตัวเอง
เขาถามว่า มีแค่นี้เองหรือการสอบอารมณ์
เราตอบว่า มีแค่นี้แหละ ดูเรื่องสติ สัมปชัญญะเป็นหลัก สมาธิน่ะมีอยู่แล้ว
นอกนั้นไม่มีอะไร มีแต่กิเลสแบบที่พูดๆให้ฟัง ยุ่งเรื่องชาวบ้านได้น้อยลง จะสบายมากขึ้น
ให้ตั้งใจทำมาหากิน เช้ามาหลังปฏิบัติให้อธิษฐานขอให้ได้ลูกค้า กลางคืนหลังปฏิบัติ ให้อธิษฐานขอให้เกิดปัญญาญาณ มีแค่นี้แหละ
หากมีปัจจัยพอที่จะทำบุญ ทำทานได้บ้าง ให้ทำ อย่ามุ่งปฏิบัติจนไม่สนใจเรื่องการทำบุญ ทำทาน เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียวในตัวเอง
พระสูตรก็พระสูตรเดียวกันนี่แหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่างๆกัน
เพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกันฉะนั้น
เพราะกัมมัฏฐานเกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏต่างๆกัน เพราะสัญญาต่างกัน
http://www.tripitaka91.com/91book/book02/351_400.htm

มีแต่โทษนอกตัว

เพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากต่างๆที่ยังมีอยู่
จึงเป็นเหตุให้คนกล้าที่จะทำผิดศิล โดยทำเรื่องผิดปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ
แล้วไม่เคยคิดว่าตัวเองนั้นผิด แต่ไปโทษนอกตัวว่าคนอื่นๆน่ะแหละผิด  นี่แหละคน

ทำไมหนอคนจึงเข้าใจเรื่องศิลไปแบบผิดๆกัน
เข้าใจเรื่องการปฏิบัติไปแบบผิดๆกัน ทำไมต้องคิดว่าตัวเองนั้นดีกว่าคนอื่นๆ
หรือนี่คือความเคยชิน ทำแล้วไม่รู้สึกผิด ทำแล้วกลับมองว่าศิลนั้นต้องรักษาตัวเอง
การที่ตัวเองปฏิบัติ นั้นหมายถึง ตัวเองดีกว่าคนอื่นๆ ตัวเองไม่ได้ผิด แต่คนอื่นๆต่างหากที่ผิด

มีเรื่องของคนๆหนึ่ง เป็นคนชอบนั่งสมาธินี่แหละ นั่งแล้วนิมิตเต็มไปหมด
นั่งแล้วเห็นสวรรค์ชั้นฟ้า ได้เที่ยวนอกออกในสวรรค์เหมือนบ้านของตนเอง
ขณะที่กำลังเขียนเรื่องราวตรงนี้ จิตเรารู้สึกหดหู่ กับความไม่รู้ของคนอีกหลายๆคน
รวมทั้งเรื่องราวของคนๆนี้ ที่ทุกวันนี้เขายังไม่เคยสำนึกถึงความผิดที่เขาเป็นคนก่อขึ้นมาเอง

ในอดีตเขาเคยทำแท้งมาหนึ่งครั้ง เพราะฐานะยังไม่พร้อม
มาในปัจจุบัน เขาได้สร้างเหตุใหม่อีกครั้ง

เขาเคยมีป๊อปปี้เลิฟสมัยวัยรุ่น แล้วรักนั้นเขายังคงคิดถึงมันอยู่
จนกระทั่งมาเจอผู้ชายที่เป็นป๊อปปี้เลิฟของเขา ชายคนนี้มีเมียอยู่แล้ว มีลูกแล้ว

เขาบอกว่าตอนแรกไม่ได้คิดอะไร ผู้ชายนัดเจอและไปทานข้าวกัน
เขาก็ตกลงไปทานข้าวด้วย สุดท้ายเขาโดนข่มขืน

ผู้หญิงคนนี้เคยมีสามีและมีลูกแล้วหนึ่งคน
ที่ใช้คำว่าข่มขืน เพราะเขาไม่ได้สมยอม อันนี้เขาเล่านะ

แต่เหตุมันไม่ได้จบลงแค่นั้น ปรากฏว่าเขาและสามีชาวบ้านได้เสียกันเนืองๆ
เนื่องจากผู้ชายบอกว่า จะให้รถ ให้บ้าน ให้การเลี้ยงดูเขา เขาเลยคาดหวังกับสิ่งตรงนี้

ความลับไม่มีในโลก สุดท้ายเมียผู้ชายรู้รู้ ตามมาอาละวาดตบตี
ประจาน ด่าถึงบุพพการีให้เขาได้รับความอับอาย มีเรื่องถึงขึ้นขึ้นศาลกัน

เขาได้มาเจอกับเราตอนมีเรื่องแล้ว
เขาบอกว่าเขาไม่เคยตอบโต้ไม่ว่าจะโดนตบตียังไงก็ตาม
เพราะเขาถือว่าเขาไม่ได้ผิด ผู้ชายมายุ่งกับเขาเอง มาหาเขาเอง

เขาคิดว่ากุศลที่เขานั่งสมาธิต้องคุ้มครองเขา
ศิลต้องรักาเขา เพราะเขารักษาศิลมาตลอด เขาเชื่อแบบนั้นจึงไม่ตอบโต้
ทั้งๆที่ในใจของเขารู้สึกเจ็บแค้นต่อทุกๆการกระทำที่ทั้งผู้ชายและเมียเขาทำกับเขาเช่นนั้น
คือ เขาเองก็โดนฝ่ายชายตบตี เนื่องจากเขาไปกรีดรถของฝ่ายชาย เขาทำไปเพราะความโกรธ

เราบอกว่า เขาเข้าใจเรื่องศิลแบบผิดๆ
และยึดมั่นถือมั่นในเรื่องการปฏิบัติแบบผิดๆ
เราได้แนะนำให้เขาไปรับกรรมฐาน เจริญสติ อย่างน้อยเขาจะได้รักษาใจไว้ชั่วขณะหนึ่ง
เขาไปฝึกเจริญสติมา 7 วัน สุดท้ายก็เหมือนเดิม เพราะกลับมาบ้าน ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง

เหตุมี ผลย่อมมี เขาต้องรับผลของเหตุที่เขาทำลงไป
เราเองก็จนใจ อธิบายให้ฟังก็แล้ว เขาจะย้อนถามกลับมาทุกคำ
เขายังคงกล่าวโทษอีกฝ่ายเหมือนเดิม ไม่ยอมรับความผิดในสิ่งที่ตัวเองทำไว้

เขารำพันถึงเพื่อนของเขาที่อายุเท่ากัน
ว่าเพื่อนประสบความสำเร็จในชีวิต มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง
ต่างกับเขาที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่เรื่อง แถมขึ้นโรงขึ้นศาลอีก 

เราฟังแล้วเราก็อึ้ง ยากยิ่งนักที่จะช่วยเขาได้
เพราะเขาไม่คิดจะช่วยตัวเอง มีแต่การกล่าวโทษ มีแต่เปรียบเทียบ
นี่แหละ การใช้ชีวิตด้วยความเคยชิน ไม่เคยมองในตัวเลย มีแต่มองนอกตัวกัน

เขาถามว่าเราไม่เคยโดนคนอื่นๆมาด่าบุพการีเลยไม่รู้สึกเหมือนเขา
เราบอกว่า เคยสิ เคยโดนด่าแบบสดๆหน้าบ้านเลย ยืนด่าเรา เพราะเขาเข้าใจผิด
เขาหึงสามีของเขา ทั้งๆที่กับสามีเขาทักกันแค่ไม่กี่คำ

แม้แต่ในเน็ตก็ไม่ต่างกับเอสเอ็มเอสหรอก ในเน็ตก็โดนด่า
เอาพ่อแม่เรามาต้มยำทำแกง เพราะความเข้าใจผิด ว่าคนที่เขาด่าด้วยนั้นเป็นตัวเรา
ทั้งๆที่เป็นน้องอีกคนที่ไม่ชอบเขา เข้าไปว่าเขา แต่เขาดันผ่ามาคิดว่าเป็นเรา
ด่าเราแบบเสียๆหายๆ ทั้งลามปามไปถึงพ่อแม่ด้วย

แต่เราให้อภัยกับเขา ทุกอย่างมันมีเหตุ
ใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เราไม่ตอบโต้ เพราะเราเข้าใจ
คนที่ยังไม่เข้าใจ จึงก่อเหตุให้เกิดขึ้นใหม่เนืองๆ ทำไปด้วยความมไม่รู้ ภพชาติจึงเกิดขึ้นใหม่

วันนี้เก็บห้องพระ ทำความสะอาดทั้งหมด
เห็นโต๊ะหมู่ เห็นสิ่งที่สะสมมา ก็คิดนะ เมื่อก่อนทำไมมองไม่เห็นตรงนี้
เราหมดเงินไปตั้งมากมายเพื่อสนองกิเลสของตัวเอง สนองความถูกใจ แต่ไม่ถูกต้อง

ก็เหมือนกับคนอีกหลายๆคนที่ยังมองไม่เห็น
ที่ยังขวนขวายหาเงินทองเพื่อสนองกิเลสความทะยานอยากที่มีอยู่ในใจของแต่ละคน
ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น สารพัดความอยากที่ร่ำๆวนเวียนอยู่ในจิตใจ

มีความสุขกับการให้

เดี๋ยวนี้สภาวะเราแปลกๆบอกไม่ถูก
เหมือนมันมีตัวรู้นอกตัวเกิดขึ้น รู้จิตของคนอื่นๆ

ชีวิตคนเหมือนดั่งละคร ต่างคนต่างเล่นไปตามเหตุของแต่ละคน
วันนี้มีคนมานั่งน้ำตาไหลตรงหน้าเรา เราเข้าใจความรู้สึกของเขาดี

คนทุกคนอยากมีความสุข อยากมีเงิน อยากให้ลูกเป็นคนดี
ความทุกข์ ไม่มีใครอยากที่จะได้มัน แต่ผู้คนมักไปเกาะเกี่ยวมันเข้ามา

พระโพธสัตว์กวนอิม
คนที่เข้ามาหาเราในช่วงนี้ มีแต่เกี่ยวข้องกับพระโพธิสัตว์

เรามีความรู้สึกว่า เวลาของวันนี้ช่างยาวนานเสียเหลือเกิน
เรามีความสุขกับการให้ วันนี้ก็ให้อีก ถ้าตีมูลค่าเป็นเงินก็พันกว่าบาท
ให้หม้อหุงข้าวของชาร์ปไป 1 ใบ ให้ชั้นใส่ของราคา 500 กว่าบาท
ให้ของสำหรับในครัวไปอีก 200 กว่าบาท เช่นพวกซ๊อสต่างๆ น้ำจิ้มไก่
น้ำจิ้มสุกี้ ของพวกนี้เราช่วยเขาซื้อ วันนี้เลยได้นำมาทำทาน
 
เราเลือกที่จะให้คนนะ ไม่ใช่ให้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า
นี่ให้ช่างทำเล็บเขาไป เพราะหม้อหุงข้าวที่บ้านเขาเสีย
เมื่อกี้จะให้เครื่องเล่นซีดีเขา จริงๆแล้วยกให้เขาตั้งแต่วันก่อน
แต่พอดีที่บ้านเขามีแล้ว เลยไม่ได้ให้ไป เหตุมันมีนะ ที่ต้องให้เขาจนได้
เขาถึงกับน้ำตาร่วง  ……

ลูกชายเขาเครื่องเล่นซีดีเสีย เขาเลยต้องยกให้ลูกชายเขาไป
เราก็เลยยกของเราให้เขาอีกต่อ แต่เมื่อกี้เห็นเขาหิ้วของเยอะแล้ว เลยยังไม่ได้ให้ไป
เขาเอาไว้เปิดบทสวดเจ้าแม่กวนอิมฟัง ซึ่งเราได้ให้เขาไปหลายชุด ของเก่าเขาเองก็มีอยู่

การเจริญสติมีแต่ได้กับได้ แล้วก็ให้กับให้
คำว่าได้กับได้ ไม่ใช่หมายความว่าไปได้อะไรของใครเขา
คือ เมื่อมาถึงจุดๆหนึ่งแล้ว มันจะมีสติมากขึ้น รู้จักคิด รู้จักจับจ่าย
นับวันชีวิตมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจิตรู้อยู่ในกายมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ออกไปเกเรวิ่งหาเรื่องนอกตัว มันจะรู้อยู่ในตัว ดูแต่กิเลสของตัวเอง

เมื่อมีมากขึ้น ก็เริ่มมีให้คนอื่นๆมากขึ้น
จิตจะคิดมีแต่ให้กับให้ โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใด
มีความสุขกับการปฏิบัติ มีความสุขกับการให้  มองไปทางไหนเห็นแต่ความทุกข์ของผู้คน

คนที่มาหาเราล้วนมีแต่ความทุกข์
แต่ยังไม่รู้ว่าทุกข์นั้นๆล้วนเกิดจากการกระทำของตัวเอง
การที่จะพูดให้ใครๆเข้าใจตรงนี้ได้ ยากนะ เพราะคนเราส่วนมากเคยชิน
ใช้ชีวิตตามกิเลสด้วยความเคยชิน และเคยชินกับการกล่าวโทษนอกตัว ไม่ยอมโทษตัวเองกัน

Previous Older Entries Next Newer Entries

กันยายน 2010
พฤ อา
« ส.ค.   ต.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: