คนระลึกชาติ

ทุกๆเช้า เมื่อถึงห้องทำงาน สิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือ การวอร์มจิต
การวอร์มจิต เราเรียกของเราเองตามสภาวะของตัวเอง วอร์มจิตนั้นวอร์มอย่างไร

เพียงนั่งปล่อยตัวตามสบายที่โซฟา นั่งรู้กายไปเรื่อยๆ
สักพักจิตเขาเป็นสมาธิเอง ส่วนใช้เวลาก่อนเกิดนั้นไม่แน่นอน

สภาวะตรงนี้เราเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ควรทำอย่างไร
ก่อนที่จะทำเต็มรูปแบบคือ เดินกับนั่ง

เพราะเมื่อทำการวอร์มจิตแล้ว จิตจะตั้งมั่นได้ไวมากขึ้น
จิตเป็นสมาธิตั้งแต่เดินจงกรม สมาธิเกิดต่อเนื่องจนกระทั่งนั่งลง
จนถึงแผ่เมตตา และกรวดน้ำ เรียกว่าจิตตั้งมั่นได้นานมากขึ้นเรื่อยๆ
มีสติ สัมปชัญญะรู้ชัดในกาย การเคลื่อนไหวต่างๆของกายได้อย่างต่อเนื่อง

วันนี้ก็มีสภาวะจิตคิดพิจณาสภาวะตั้งแต่เช้า
ซึ่งเราเองก็ตั้งใจฟัง พร้อมๆกับรูอยู่ในกายไปด้วย

นี่เองสินะ มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม
กาย+เวทนา จิต+ธรรม

เราจำสิ่งที่จิตบรรยายให้ฟังทั้งหมดไม่ได้ ดูจิตตัวเองตลอด
ระหว่างที่เกิดสภาวะนี้เกิดความชอบใจหรือมีอาการกระเพื่อมใดๆเกิดขึ้นบ้าง
มันแค่รู้ แล้วก็ฟัง แต่ไม่ได้ไปให้ค่าตามสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น

คิดเสียว่า มีคนที่มีความรู้มากกว่าเรา
มาบรรยายเรื่องสภาวะต่างๆให้เราฟัง ซึ่งสภาวะตรงนั้นเรายังไม่ชัดเจน
ที่ไม่ให้ค่าเพราะรู้แล้วว่า เราจะรู้เองจากการปฏิบัตินี่แหละ ไม่ใช่จากการท่องจำแต่อย่างใด

ที่ตั้งหัวข้อว่า ” คนระลึกชาติ ” นั้น มีเหตุนะ
บางทีการพูดเรื่องเหล่านี้ ถ้าบางคนไม่เคยพบประสพเจอด้วยตัวเอง
อาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่มีจริงหรือไม่ เป็นอันว่าใครจะคิดอะไรยังไง นั่นคือเหตุของแต่ละคน

เรื่องที่นำมาให้อ่าน เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติคนหนึ่ง
ที่ได้พบเจอเรื่องเกี่ยวกับนิมิต ตลอดจนเรื่องการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ตัวเขาได้หาหนทางหรือแนวทางการปฏิบัติให้กับตัวเอง
แต่ก็ยังไม่ได้ไปทางใดทางหนึ่งแบบแน่นอน

เขาได้มาขอคำปรึกษากับเรา ซึ่งเราได้แนะนำเรื่องการฝึกเจริญสติ
ตลอดจนเกี่ยวกับการปรับอินทรีย์ให้กับเขา จะดูเรื่องของสติและสมาธิเป็นหลัก
ส่วนเรื่องความศรัทธากับปัญญานั้น เรามองเรื่องของเหตุุของแต่ละคนเป็นหลัก

ส่วนรูปแบบในการปกิบัตินั้น ให้เขาเลือกทำตามสภาวะของตัวเขาเอง
ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวหรือแน่นอนอะไร ให้ทำตามสภาวะ ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ
แต่หลักๆที่ต้องทำทุกวันคือ เดินกับนั่ง สองอย่างนี่ขาดไม่ได้ ต้องทำต่อเนื่อง
 มากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพียงแต่ต้องทำทุกวัน เพราะมันคือการปรับอินทรีย์

ซึ่งเขาได้นำไปปกิบัติด้วยตัวเอง ไม่มีรูปแบบตายตัว
เขาทำตามสภาวะของตัวเขาเอง ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ

คนนี้มีสัญญาเก่าหรือของเก่าด้านสมถะติดตัวมาเยอะ
เพียงแต่ยังไม่รู้จักวิธีที่จะดึงสิ่งที่มีอยู่นั้น จะนำออกมาใช้ได้อย่างไร

นี่เห็นไหม เหตุของแต่ละคนสร้างมาไม่เหมือนกัน บางคนต้องมีพี่เลี้ยงคอยกำกับตลอด
บางคนขอแค่คำปรึกษาแล้วนำไปปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาวะตามความถนัดของตัวเอง

แต่ยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะมีพี่เลี้ยงหรือไม่มีก็ตาม
ทุกอย่างเขาต้องลงมือทำเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนมาทำแทนให้ได้แต่อย่างใดเลย
เหตุเกิดที่ไหน ต้องดับที่ต้นเหตุุุ  ต้นเหตุคือ ตัวกู ของกูนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่อย่างใด

จากเรื่องที่ส่งมา
หนูได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แล้วเกิดบางสิ่งขึ้นกับหนูขอเล่าให้พี่น้ำ
ในฐานะที่พี่น้ำเป็นครูของหนู ดังนี้

หายสงสัยในทุกเรื่องที่เคยสงสัย

ความทรงจำบางอย่างในอดีตชาติโดนรื้อฟื้น ย้อนหลังไปประมาณ 3 ชาติ

หนูรู้เหตุการณ์บางอย่างล่วงหน้า

สื่อสารกับสิ่งมีชีวิตในอีกภพหนึ่งได้ในบางช่วงขณะจิตที่อยู่ในสมาธิลึกๆ
(ในหลวงรัชการที่ 5 และ เปรตมาขอส่วนบุญ)

 หนูค้นพบทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับศาสตร์ที่หนูเรียนและกำลังศึกษา
 สิ่งนี้หนูเคยพิสูจน์ค้างไว้ก่อนตาย เมื่อชาติที่แล้ว และหนูเพิ่งได้ข้อสรุป
หลังจากเกิดสภาวะนี้ขึ้นคะ

 หนูกำลังจะเผยแพร่สิ่งที่หนูค้นพบนี้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อแก้ไขสิ่งผิด
ที่หนูเคยทำค้างไว้

และเพื่อขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรที่หนูเคยไปล่วงเกินเขา
หนูให้อโหสิกรรมกับทุกคนที่เคยล่วงเกินหนู

สมาธิหนูมากเกินกว่าสติ หนูพยายามเดินจงกรมเพื่อปรับความสมดุลย์
หนูตื่นมาเดินจงกรมและนั่งสมาธิตอนตี 5 ทุกวัน

คนใกล้ตัวคิดว่าหนูบ้า ช่วงแรกๆ ที่ไม่ได้ฝึกสติ หนูเกือบโดนพาไปโรงพยาบาลบ้า
เพราะหนูพูดในเรื่องที่หนูเจอแต่คนอื่นเขาไม่เข้าใจที่หนูพูด

ตอนนี้สติหนูมากขึ้น พวกเขาไม่พาหนูไปโรงพยาบาลบ้าแล้วคะ
หนูสื่อสารกับเขารู้เรื่องและมีคนเข้าใจในสิ่งที่หนูพบแล้ว
ขอคำแนะนำจากพี่น้ำด้วยคะ

คนนี้มีพื้นฐานด้านสมถะแน่น เรียกว่ามีของเก่าติดตัวมาเยอะ
แต่ไม่รู้จักวิธีที่จะดึงของเก่าที่มีอยู่ออกมาใช้

คนนี้จะมีนิมิตเยอะมากๆ  นิมิตที่เขาเจอทั้งหมดเป็นนิมิตของเหตุการณ์
ที่จะเกิดในอนาคต แล้วก็เป็นจริงดังที่เขาได้นิมิตเห็น

 ได้แนะนำการปรับอินทรีย์ การเจริญสติให้กับเขา
ส่วนรูปแบบในการทำนั้น เขาทำตามสภาวะของตัวเขาเอง เรียกว่าตามสะดวก
ไม่มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัว เรียกว่าทำตามสภาวะของตัวเขาเอง ทำเท่าที่มีเวลาทำได้

กลางวันทำงานเป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
ตอนเย็นเปิดร้านขายยากับเพื่อนๆ

ใครที่บอกว่าตัวเองไม่มีเวลาปฏิบัตินั้น
เพียงจะบอกว่า ทุกคนน่ะมีเวลาเท่ากันทุกๆคน
เพียงแต่เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป สภาวะที่เกิดขึ้นของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

เมื่อถึงเวลา ถึงวาระ ทุกคนจะได้ปฏิบัติเอง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ล้วนเป็นไปตามเหตุของแต่ละคนทำมา

โฆษณา

ชีวิตมีแต่บททดสอบ

24 มิย.53

ข้อความนี้บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน แต่ความที่ว่า สภาวะจะดูวนๆเลยไม่ได้นำมาลงไว้

บทสภาวะจะนิ่งก็นิ่งไปชั่วครู่ แต่บทจะทดสอบขึ้นมาก็แบบไม่รู้ตัว
เรียกว่าชอบเล่นทีเผลอ ไม่มีการให้เตรียมตัวแต่อย่างก่อนใดๆทั้งสิ้น

สภาวะเขามาสอนเรื่องความไม่เที่ยงตลอดเวลา นับวันยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้น
เลยไม่รู้ว่าจะไปเอาอะไรกับสภาวะ

วันนี้ดูดีไม่ง่วงนอนแต่อย่างใด แปบบเดียวสภาวะเปลี่ยนไปแล้ว
คือเรียกว่า เขาเปลี่ยนตลอดเวลา

สติ สัมปชัญญะเท่านั้นที่จะเอาอยู่ สามารถทำให้จิตรู้อยู่กับกายได้
หากสติมีกำลังไม่มากพอ อย่าหวังเลยว่าจะเอาอยู่ เล่นเอาตุปัดตุเป๋เหมือนกัน

สภาวะการปฏิบัติ

เช้านี้จิตเป็นสมาธิตั้งแต่เดินจงกรม รู้กาย รู้เท้าเคลื่อนไหวได้ชัดดี
ความคิดสักแต่ว่าความคิด แต่รู้กายได้ตลอด

เมื่อมากำหนดนั่ง จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง แนบแน่นอยู่ประมาณ 50 นาที
สมาธิจึงคลายตัว ระหง่างแผ่เมตตา กรวดน้ำมีโอภาสตลอด

ภาพเจ้าของบล็อก

ภาพของเจ้าของบล็อก

 

รูปของผู้เขียนในปัจจุบัน

เหตุที่นำรูปมาลงนั้น เพื่อจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า
การปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องไปวัดอย่างเดียว หรือการยึดติดรูปแบบ การให้ค่าต่างๆ

การปฏิบัติ ไม่มีเงื่อนไขในทุกๆเรื่อง แม้กระทั่งกาลเวลาก็ไม่มีเงื่อนไขแต่อย่างใด
แต่เรื่องราวทั้งหมด ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ลคนกระทำไว้หรือสร้างกันเอง ไม่ใช่เพราะใคร
หรืออะไรที่มาทำให้ชีวิตของแต่ละคนเป็นไปต่างๆนาๆ ดีมั่ง ไม่ดีมั่ง
สุดแต่จะให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

 แม้กระทั่งสัปปายะของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ตามสภาวะแต่ละขณะๆ
เราต้องหมั่นตรวจสอบหรือทบทวนสภาวะของตนเองว่า ทำแบบไหนถนัด
ทำแบบสะดวก สบาย  เราเท่านั้นที่ให้คำตอบแก่ตัวเราได้ ไม่ใช่ต้องมาให้คนอื่นๆ
มากำหนดกฏเกณฑ์ให้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

เรามีตัวตนจริงๆ แล้วนี่คือรูปจริงในปัจจุบัน ไม่ได้นำรูปของใครมาลง
เล่นกับกิเลสน่ะ มีแต่สะสมกิเลส มีแต่พาหลงทาง พาจิตให้มืดบอด เพราะอวิชชา

เพียงต้องการเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่เดินทางกันอยู่
เราทั้งหมดล้วนเป็นนักเดินทางเหมือนกันหมด ไม่มีใครดีกว่าใคร เหนือใคร
ทุกคนเสมอกัน เหตุที่มีสภาวะแตกต่างกันไป เนื่องจากกิเลสเป็นเหตุที่ทำให้แตกต่างกันไป
ทีนี้อยู่ที่ว่า สติ สัมปชัญญะของใครที่จะมีกำลังในการรับมือกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตรงนี้ต่างหาก

มันไม่ใช่ว่า ต้องทำแบบนั้นถึงจะถูกต้อง ทำแบบนั้นผิด ทำแบบนี้ถึงจะดี แบบนั้นไม่ดี
เปล่าเลย เพราะมันไม่มีทั้งถูกหรือผิด ทั้งดีและไม่ดี สิ่งเหล่านี้เราไปหลงให้ค่ากันเอง
 
 

มันมีแต่เหตุ แล้วก็เหตุ เหตุที่แต่ล้วนได้หลงสร้างหรือกระทำลงไปด้วยความไม่รู้
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันของทุกๆคน นี่คือ ผลของในอดีตที่เคยกระทำไว้

มาแสดงให้เห็น  ให้ได้รับตามที่เราได้กระทำไว้ 
เพียงแต่ว่า จะรู้ตามความเป็นจริงในข้อนี้กันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

เมื่อรู้แล้ว เข้าใจด้วยหรือเปล่า เมื่อเข้าใจแล้ว ต้องยอมรับได้
เราทำเขา เขาจึงทำกับเรา เป็นแบบนี้มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติมาแล้ว ที่ผลัดกันทำร้ายกันมาแบบนี้

แล้วจะหยุดกันได้ไหม ให้การอโหสิกรรมแก่กันและกันได้ไหม นี่สิ สิ่งที่ควรทำ
เพื่อตัดห่วงโซ่หรือต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น จะได้ไม่มีเหตุใหม่ต่อไปอีก
นี่คือ เรื่องราวทั้งหมดในบล็อกนี้
ที่เราพยายามบอกกับทุกคนมาตลอด  วิธีการน่ะมี
วิธีการทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ใช่นอกตัว แต่อยู่ที่ว่า ตัดสินใจที่จะลงมือทำหรือยัง
 

อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ยืดเยื้อออกไป
ยิ่งยืดเยื้อออกไปมากเท่าไหร่  ความไม่รู้หรืออวิชชาหรือกิเลส ย่อมครอบงำเรามากขึ้นเรื่อยๆ
การเวียนว่ายในวัฏฏะยิ่งยาวไกลออกไปเรื่อยๆ นับวันห่างออกไปจากฝั่งไปเรื่อยๆ

การดับหรือการหยุดนั้น ดับให้ดับที่เหตุ
คือตัวเรา ตัวกู ของกูนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

การเกิดทุกๆครั้ง เราจะมีความโง่มาเป็นอันดับแรกก
เพราะอวิชชาหรือกิเลสครอบงำเราอยู่

เราจึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้
เพื่อดับที่เหตุทั้งปวง เหตุที่ก่อภพก่อชาติเนืองๆ

มีสติ เพื่อรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

มีสัมปชัญญะ เพื่ออยู่กับปัจจุบันได้ทัน

มีสมาธิเป็นยานพาหนะ เป็นพลังในการขับเคี่ยวกับกิเลส

เมื่อทั้งสามสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน
ความมหัศจรรย์แห่งจิตจะเกิดขึ้น จิตนี้ช่างอะเมซิ่งจริงๆเลย

วิปลาส

วิปลาส  คือ ความรู้คลาดเคลื่อน ความรู้ที่ผันแปรผิดพลาดจากความเป็นจริง
หมายถึง ความรู้คลาดเคลื่อนขั้นพื้นฐาน ที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด หลงผิด การลวงตัวเอง
วางใจ วางท่าที ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง ต่อโลก ต่อชีวิต ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
และเป็นเครื่องกีดกั้นขัดขวางบังตา ไม่ให้มองเห็นสัจภาวะ

วิปลาส มี ๓ อย่าง  คือ

๑. สัญญาวิปลาส สัญญาคลาดเคลื่อน หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง

๒. จิตวิปลาส จิตคลาดเคลื่อน ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง

๓. ทิฏฐิวิปลาส ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง

สัญญาวิปลาส  หมายรู้คลาดเคลื่อน เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู กาและกวางป่า
มองหุ่นฟางสวมเสื้อกางเกงมีหม้อครอบ เห็นเป็นคนเฝ้านา

คนหลงทางเห็นทิศเหนือเป็นทิศใต้ เห็นทิศใต้เป็นทิศเหนือ คนเห็นแสงไฟ
โฆษณากระพริบอยู่กับที่ เป็นไฟวิ่ง เป็นต้น

จิตวิปลาส ความคิดคลาดเคลื่อน เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหารของตน
คนจิตฟั่นเฟือนมองเห็นคนเข้ามาหา คิดว่าเขาจะทำร้าย คนเห็นเงาเคลื่อนไหวในที่มืดสลัว
คิดวาดภาพเป็นผีหลอก กระต่ายตื่นตูม ได้ยินเสียงลูกมะพร้าวหล่น
คิดวาดภาพเป็นว่าโลกกำลังแตก เป็นต้น

ทิฏฐิวิปลาส ความเห็นคลาดเคลื่อน ตามปกติ สืบเนื่องมาจาก
สัญญาวิปลาสและจิตวิปลาสนั่นเอง เมื่อหมายรู้ผิดอย่างไร ก็เห็นผิดไปตามนั้น
เมื่อคิดวาดภาพเคลื่อนคลาดไปอย่างไร ก็พลอยเห็นผิด เชื่อถือผิดพลาดไปตามอย่างนั้น

ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อหมายรู้ผิดว่าเชือกเป็นงู ก็อาจลงความเห็นยึดถือว่า
สถานที่บริเวณนั้นมีงูหรือมีงูชุม เมื่อหมายรู้ว่าผืนแผ่นดินเรียบราบขยายออกไปเป็นเส้นตรง
ก็จึงลงความเห็นยึดถือว่าโลกแบน เมื่อคิดไปว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น เป็นไป เคลื่อนไหวต่างๆ
ก็ต้องมีผู้จัดแจงผลักดัน ก็จึงลงความเห็นยึดถือว่า ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ฝนตก น้ำท่วม
มีเทพเจ้าประจำอยู่และคอยบันดาล ดังนี้เป็นต้น

ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ เป็นชั้นหยาบที่เห็นง่ายๆ อาจเรียกอย่างภาษา
พูดว่า เป็นความวิปลาสขั้นวิปริต

ส่วนในทางธรรม ท่านมองความหมายของวิปลาสอย่างละเอียดถึงขั้นพื้นฐาน
หมายถึงความรู้คลาดเคลื่อนชนิดที่มิใช่มีเฉพาะในบางคนบางกลุ่มเท่านั้น
แต่มีในคนทั่วไปแทบทั้งหมดอย่างไม่รู้ตัว คนทั้งหลายตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำของมัน
และวิปลาสทั้ง ๓ ชนิดนั้น จะสอดคล้องประสานกันเป็นชุดเดียว

วิปลาสขั้นละเอียดหรือขั้นพื้นฐาน นั้น พึงเห็นตามบาลีดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส มี ๔ อย่างดังนี้;
๔ อย่างอะไรบ้าง ? (กล่าวคือ)

๑. สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ในสิ่งไม่เที่ยง ว่าเที่ยง

๒. สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข

๓. สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ในสิ่งมิใช่ตัวตน ว่าตัวตน

๔. สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

วิปลาสเหล่านี้ เป็นอุปสรรคต่อการฝึกอบรมเจริญปัญญา และก็เป็นเป้าหมาย

ของการฝึกอบรมปัญญา ที่จะกำจัดมันเสีย การพัฒนาความรู้และเจริญปัญญา

ตามวิธีที่กล่าวไว้ในพุทธธรรม  ล้วนช่วยแก้ไขบรรเทาและกำจัดวิปลาสได้ทั้งนั้น

เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้โยนิโสมนสิการแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัยและแยกแยะองค์ประกอบ
ตรวจดูสภาวะ โดยมีสติพร้อมอยู่

พุทธพจน์เกี่ยวกับอายตนะ

ก) สรรพสิ่ง โลก และบัญญัติต่างๆ

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงแก่พวกเธอซึ่ง “สรรพสิ่ง” (สิ่งทั้งปวง. ครบหมด, ทุกสิ่งทุกอย่าง),
จงฟังเถิด; อะไรเล่าคือ สรรพสิ่ง:

ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับ ธรรมารมณ์ –
นี้เราเรียกว่า สรรพสิ่ง

พระองค์ผู้เจริญ เรียกกันว่า “โลก โลก” ดังนี้, ด้วยเหตุเพียงไร จึงมีโลก หรือบัญญัติว่าเป็นโลก ?

ดูกรสมิทธิ ที่ใดมีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณ มีธรรมอันพึงรู้ด้วยจักขุ-
วิญญาณ, ที่นั่นก็มีโลก หรือบัญญัติว่าเป็นโลก, ที่ใดมีหู…มีจมูก…มีลิ้น…มีกาย…มีใจ มีธรรมารมณ์ มีมโนวิญญาณ มีสิ่งอันพึงรู้ด้วยมโนวิญญาณ ที่นั้นก็มีโลก หรือบัญญัติว่าโลก

ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่า ที่สุดโลก เป็นสิ่งที่รู้ได้ เห็นได้ ถึงได้ด้วยการไป,
แต่เราก็ไม่กล่าวเช่นกันว่า บุคคลยังไม่ถึงที่สุดโลก จะทำความสิ้นทุกข์ได้

(พระอานนท์กล่าว : ) ข้อความที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อ ยังมิได้ทรงแจกแจงเนื้อความ
โดยพิสดารนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจความโดยพิสดารดังนี้ :-

บุคคลย่อมสำคัญหมายในโลกว่าเป็นโลก ถือโลกว่าเป็นโลกด้วยสิ่งใด สิ่งนั้นเรียกว่า “โลก”
ในอริยวินัยด้วยอะไรเล่า คนจึงสำคัญหมายในโลกว่าเป็นโลก ถือโลกว่าเป็นโลก ?

ด้วยตา…ด้วยหู…ด้วยจมูก…ด้วยลิ้น…ด้วยกาย…ด้วยใจ คนจึงสำคัญ
หมายในโลกว่าเป็นโลก ถือโลกว่าเป็นโลก

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการอุทัยพร้อม และการอัสดงแห่งโลก, จงฟังเถิด.

การอุทัยพร้อมแห่งโลกเป็นไฉน ? อาศัยตา และรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ,
ความประจวบแห่งสิ่งทั้งสามนั้น คือ ผัสสะ,

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี,

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี,

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี,

เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี,

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี,

เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสก็มีพร้อม;
นี้คือการอุทัยพร้อมแห่งโลก

อาศัยหู…อาศัยจมูก…อาศัยลิ้น…อาศัยกาย…อาศัยใจและธรรมารมณ์
จึงเกิดมโนวิญญาณ ฯลฯ นี้คือการอุทัยพร้อมแห่งโลก

การอัสดงแห่งโลกเป็นไฉน ? อาศัยตา และรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ,
ความประจวบแห่งสิ่งทั้งสามนั้นคือ ผัสสะ,

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี,

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี,

เพราะตัณหานั้นแหละสำรอกดับไปไม่เหลือ ความดับอุปาทานจึงมี,

เพราะดับอุปาทาน ความดับภพจึงมี,

เพราะดับภพ ความดับชาติจึงมี,

เพราะดับชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงดับ,
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งหมด ย่อมมีได้อย่างนี้; นี้เรียกว่าการอัสดงแห่งโลก

อาศัยหู…อาศัยจมูก…อาศัยลิ้น…อาศัยกาย…อาศัยใจและธรรมารมณ์
จึงเกิดมโนวิญญาณ ฯลฯ เพราะตัณหานั้นแหละสำรอกดับไปไม่เหลือ…

 นี้คือการอัสดงของโลก

พระองค์ผู้เจริญ เรียกกันว่า “มาร มาร” …เรียกกันว่า “สัตว์ สัตว์”
…เรียกกันว่า “ทุกข์ ทุกข์” ดังนี้, ด้วยเหตุเพียงไร จึงมีมารหรือบัญญัติ
ว่ามาร…จึงมีสัตว์หรือบัญญัติว่าสัตว์… จึงมีทุกข์หรือบัญญัติว่าทุกข์ ?

ดูกรสมิทธิ ที่ใดมีตา มีรูป มีจักขุวิญญาณ มีธรรมอันพึงรู้ด้วยจักขุ วิญญาณ ฯลฯ มีใจ มีธรรมารมณ์ มีมโนวิญญาณ มีธรรมอันพึงรู้ด้วยมโนวิญญาณ,

ที่นั้นก็มีมารหรือบัญญัติว่ามาร…สัตว์หรือบัญญัติว่า
สัตว์…ทุกข์หรือบัญญัติว่าทุกข์

เมื่อตามีอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลายจึงบัญญัติสุขทุกข์,
เมื่อตาไม่มี พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมไม่บัญญัติว่าสุขทุกข์,

เมื่อหู…เมื่อจมูก…เมื่อ ลิ้น…เมื่อกาย…เมื่อใจมีอยู่
พระอรหันต์ทั้งหลาย จึงบัญญัติสุขทุกข์

เมื่อหู ฯลฯ ใจไม่มี
พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมไม่บัญญัติสุขทุกข์

http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=7886

ท่องนิมิต

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เริ่มเหมือนชีวิตในวัยเด็ก
ความรู้สึกสัมผัสพิเศษต่างๆ เริ่มกลับมามีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ยังไม่สามารถเจาะจงลงไปดูในเรื่องที่ต้องการจะดูยังไม่ได้ บทจะเกิดเขาเกิดเอง

เมื่อวันก่อน เป็นนิมิตเรื่องราวของเรากับคนที่เคยคบกัน
เราเป็นเกย์ในชาตินั้นๆ คือทั้งเราและเขาเกิดเป็นผู้ชายทั้งคู่
แต่มีใจชอบผู้ชายด้วยกัน เรากับเขาได้อยู่กินมาด้วยกันแบบสามีภรรยา
นั่นคือคำเฉลยว่า มาชาตินี้ ทำไมเขาได้อดทนรอเราได้นานขนาดนั้น ทำไมเขาถึงรักเรา
แล้วทำไมเราถึงไม่รักเขา แต่เห็นใจเขาที่เขายังคงรอเรามาตลอด ทนคบกับเรามาหลายปี

คู่ของเราแต่ละชาตินี่ ไม่ได้มีแค่คนเดียว
แต่จะมีคู่แรกก่อน เรียกว่าปฐมคู่ เหตุจากคนนี้ แล้วไปสร้างเหตุใหม่กับคนอื่นๆ
เลยทำให้เกิดคู่วิบากกรรมกันหลายๆคู่เพราะเหตุนี้นี่เอง เพราะมันไม่รู้จบก่อไปเรื่อยๆ
รู้สึกเห็นใจและเข้าใจคนที่หลงรักคนอื่นๆแล้วเขาไม่รักตัวเอง มันมีเหตุแบบนี้นี่เอง

นี่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ระหว่างเรากับช่างทำเล็บ น้องเรากับพระพิฆเณศ
วิบากกรรมนี่จริงๆเลย เราต้องตื่นขึ้นเพราะร้องไห้อย่างหนักในฝัน แต่พอรู้ตัวตื่นขึ้นมา
เอามือลูบหน้า ไม่มีน้ำตาสักหยด อะเมซิ่งจริงๆเลยนะ

เราและช่างทำเล็บและน้องเรา ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปหล่อพระพิฆเณศรูปนี้
นี่เองเหตุของนิมิต หลังจากที่น้องเรามารับพระพิฆเณศไปจากเรา
ท่านมาบอกกับเราว่าเจอเจ้าของแล้ว

ส่วนช่างทำเล็บ วันนี้เราคงทำการขออโหสิกรรมต่อเขา
เพื่อจะได้ไม่มีวิบากกรรมต่อกันอีกต่อไป จะได้ไม่มาหมุนเวียนสร้างเหตุไม่รู้จบกันแบบนี้
ดีนะที่ช่างทำเล็บเชื่อในเรื่องของกรรม ไม่งั้นเราคงไม่กล้าที่จะเล่าอะไรให้เขาฟัง

ตื่นมาตอนใกล้ตีสี่ ตื่นแล้วนอนไม่หลับ เดินจงกรมสักพัก เลยคิดว่ามาลงบันทึกไว้ดีกว่า
ก่อนลงบันทึก ได้คุยกับผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง รู้สึกปีติในผลที่เขาได้รับจากการเจริญจิตภาวนา

ผู้ปฏิบัติท่านนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มาแสดงให้เห็นถึงเรื่องของเวลาที่จำกัด
นี่แหละเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา ผลจึงเป็นเช่นนี้

เขามีเวลาจำกัดและมีสภาวะติดนิมิต ติดมานานแล้ว แต่ตอนนี้ดีขึ้น
เดินอย่างมาก 40-45 นาที บางวันก็ไม่ถึงแล้วแต่เวลาที่มีจำกัด ต่อด้วย นั่ง 5 นาที
เพราะกำลังอยู่ในช่วงของการปรับอินทรีย์

สภาวะของเขาเหมือนเดิมๆซ้ำๆ เหมือนไม่ไปไหนมาไหน แต่จริงๆแล้วมันแค่สภาวะ
สิ่งที่เขาได้รับคือ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านสติ สัมปชัญญะ จึงทำให้เขารู้ชัดกิเลสที่มี
รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเขา และเริ่มยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมีและเป็นมากขึ้น

นี่แหละสภาวะที่เรียกว่า การเห็นตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง
การที่จะเห็นแบบนี้ได้ เราต้องเห็นในกายและจิตของเราก่อน ไม่ใช่ไปเห็นนอกตัว

ถ้ายังเห็นในตัวไม่ได้ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงยังไม่ได้
แล้วเรื่องการยอมรับตามความเป็นจริงของตัวเองนั้น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย

อ่านในสิ่งที่เขาเล่าๆมา เกิดปีติมากมาย จนน้ำตาร่วง รู้สึกตื้นตันมากๆ
อย่างน้อย รู้สึกยินดีกับผลตอบแทนที่เขากำลังได้รับจากการทำความเพียรของเขา
ถึงแม้ตอนนี้จะได้แค่นี้ แต่คุณค่ามันนำมาประเมินไม่ได้เลย เขามีส่วนทำให้พ่อและแม่
หันมาทางธรรมได้ ถึงแม้ตอนนี้จะได้แค่เริ่มต้นไม่มากก็ตาม แต่ค่านั้นมากมายมหาศาล

วันนี้เราตั้งใจจะเลี้ยงอาหารเจกับผู้ที่ร่วมกินกับเรามาตลอด
นี่หุงข้าวธัญพืชไว้แล้ว ใส่หลายอย่างเลย ข้าวหอมมะลิอย่างดี หลายสี ใส่ธัญพืชหลากหลาย

เป็นวันรุ่งอรุณยามเช้าที่มีความสุขมากๆเลย
อิ่มใจในกุศล ในความเพียรที่ทำมาต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ยิ่งให้กับผู้อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตาย

2 ตค. 53

ความตาย เมื่อยังไม่รู้ ย่อมมีความรู้สึกกลัวความตายเป็นเรื่องธรรมดา
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวอะไรเลย แต่เวลาจะตายนี่สิสำคัญมากๆ

การที่เราได้มาฝึกเจริญสติ ให้มี สติ สัมปชัญญะ ให้จิตสามารถรู้อยู่ภายในกายได้
นี่คือ วิธีเตรียมตัวตาย ฝึกตายก่อนที่จะตายลงไปจริงๆ

ช่วงเสี้ยววินาทีที่กำลังจะหมดลมหายใจ โดยสัญชาติญาณไม่ว่าจะคนหรือสัตว์
ซึ่งเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างกันเลย ล้วนตะเกียกตะกาย เพื่อเอาชีวิตรอด
พยายามหาหนทางให้หายใจได้

สภาวะนี้แหละคือสภาวะที่กำลังขาดสติมากที่สุด แล้วตัวสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวล่ะ
ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย เพราะความไม่รู้นี่แหละ หากรู้แล้ว จะเตรียมตัวพร้อมตลอดเวลา

เพราะความตายนั้นไม่ใช่ความตายที่แท้จริง ความตายเป็นเพียงบัญญัติที่นำมาใช้
ในการสื่อสาร แต่โดยสภาวะที่แท้จริงคือ การเปลี่ยนสภาวะ จากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง

สภาวะได้สอนให้เราเรียนรู้ทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเร่องการเกิด ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุอยู่
สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆไปด้วยความไม่รู้ นั่นคือ เหตุของการเกิด
หรือมีการเกิดให้เป็นผลที่ได้รับ

การเกิดแต่ละครั้ง ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย แก่วงไปก็แกว่งมา จะคอนโทรล
หรือไปบังคับอะไรไม่ได้เลย จนกว่าจะมี สติ สัมปชัญญะ มีสมาธิที่ตั้งมั่น
จึงจะคอนโทรลหรือบังคับ ให้ตัวเองเดินตัวตรงบนเส้นด้ายนั้นได้

การเกิดทุกๆครั้ง คือ การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกๆครั้งบนความไม่รู้ จะไม่รู้ก่อนที่จะได้รู้

ถ้าเราสามรถมีสติ มีสัมชัญญะ จิตจะสามารถรู้อยู่ในกายได้ ยิ่งมีกำลังของสติ สัมปชัญญะ
มากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น ทำให้จิตรู้อยู่ในกายได้ต่อเนื่อง

ถ้ารู้ได้แบบนี้ เราไม่ต้องหวาดกลัวความตายหรือหวาดกลัวต่อสิ่งใดๆในโลกใบนนี้เลย
แม้แต่สักนิดเดียว เมื่อความตายมาเยือน ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ขอเพียงให้มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่ในกายได้ ตัวสมาธิเขาจะทำงานของเขาเอง
ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอากาศหายใจที่กำลังจะหมดไปแต่อย่างใด ให้ดู ให้รู้ไปตามความเป็นจริง

สติเป็นตัวกั้นกิเลส สัมปชัญญะเป็นความรู้สึกตัว ทั้งสองอย่างทำงานร่วมกัน สมาธิย่อมเกิด
มีความรู้สึกตัวชัดมากขึ้นเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมีกำลังแนบแน่นมากขึ้นเท่านั้น
แนบแน่นแบบรู้สึกตัว แบบมีปัญญา ไม่ใช่แนบแน่นแบบขาดความรู้สึกตัว
หรือที่เรียกว่า มิจฉาสมาธิ

ความนิ่ง การไม่กลับมารู้กาย หรือไม่สามารถรู้สึกตัวขณะที่จิตเป็นสมาธิได้
สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุให้ตัวปัญญาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะสมาธิมากเกิน
จึงต้องมีการปรับอินทรีย์เนืองๆ ดูสติ ดูความรู้สึกตัว ดูสมาธิ ทั้ง ๓ อย่างทำงานร่วมกัน

หากฝึกแบบนี้ได้ รู้อยู่ในกายแบบนี้ได้เนืองๆ ไม่ต้องกลัวความตายหรือสิ่งใดๆเลย
แต่จะเป็นเหตุให้เราอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยปราศจากความกลัว

เดินจงกรมติดแอร์

ยิ่งทำยิ่งมีแต่ได้กับได้ อันนี้เห็นจากผลที่ได้รับในปัจจุบันนี้
ช่วงสภาวะกิเลสนักช๊อปว่าสุดยอดแล้วนะ ว่ามีแต่ได้กับได้แล้วนะ
จากกิเลสนักช็อปที่นอกจากทำให้ถูกเบาบางลงไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้ในสภาวะนี้
เป็นของแถมในสภาวะนี้คือ ที่เดินจงกรมที่ใหม่สำหรับเราเวลาหลังเลิกงานทุกวัน

เพิ่งเห็นเหตุในวันนี้นะ หลายวันที่ผ่านมานี่ ไม่เคยมองเห็นเลย
มัวแต่ไปสนใจในกิเลสนักช็อปและผลพลอยได้อื่นๆที่ได้จากสภาวะนี้

ในวันนี้ หลังจากที่เดินที่ห้างบิ๊กซีแล้ว ประมาณ 2 ชม. พอกลับมาถึงบ้าน ก็ขึ้นห้องพระเลย
แล้วเดินจงกรมต่อ 2 รอบ แล้วกำหนดนั่งต่อ ดูเวลาก่อนที่จะนั่ง ต้องการจะดูเรื่องของสภาวะ

เดี๋ยวนี้เป็นคนที่มีลมหายใจละเอียด คือ ลมหายใจเบา จึงไม่สามารถจับลมหายใจที่ปลายจมูก
แบบก่อนๆได้ แต่จะใช้วิธีนำความว่างมาเป้นอารมณ์ คือรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก

หลังจากนั้น จิตสามารถเข้าสู่สมาธิได้ทันที สมาธิยังคงแนบแน่นได้ดี
เหมือนเวลาที่เดินจงกรมแบบปกติที่เคยเดินตามเวลา

ขณะที่เป็นสมาธิ จิตรู้อยู่ในกายได้ดี รู้การเคลื่อนไหว รู้สภาวะที่เกิดขึ้นกับกายได้ต่อเนื่อง
ไม่มีดิ่ง ไม่มีวูบ รู้ตัวได้ตลอด จนกระทั่งสมาธิคลายตัว วันนี้สมาธิแนบแน่นประมาณ 55 นาที

คาดเดาไม่ได้เลยนะเรื่องสภาวะว่าจะออกมาเป็นยังไง หรือจะไปแบบไหน หรือจะรู้แบบไหน
บทปัญญาเขาจะเกิด เขาเกิดเอง ดูสิเดินมาน่าจะเป็นเดือนแล้ว เพิ่งมารู้ คิดดูละกัน

เมื่อก่อนน่ะ หลังกลับจากเดินที่ห้างบิ๊กซี เราไม่ได้มานั่งต่อที่บ้านทันที
ต้องแวะให้คำแนะนำกับช่างเสริมสวยและช่างทำเล็บทุกวัน แล้วทำกรรมฐานอีกทีคือก่อนนอน

เดี๋ยวนี้รู้สึกเบื่อกับปัญหาที่ช่างเสริมสวยสร้างขึ้นมาไม่รู้จบ โกหกก็เก่ง
แต่เราไม่โกรธเขาหรอกนะ เพราะเขายังไม่รู้ชัด เขาถึงเป็นแบบนั้น เพียงแต่ว่า
เราไม่อยากฟังเรื่องความผิดพลาดที่เขาทำผิดแล้วผิดอีกซ้ำซาก ฟังแต่เรื่องเดิมๆที่เขาทำ
เราบอกกับเขาว่า คนอย่างเขา ต้องน้ำตาเช็ดเข่า ต้องไม่มีที่ไปนั่นน่ะแหละถึงจะเข็ด

ความที่ไม่อยากแวะ หลังๆมานี่ ก็คิดเอานะ ไม่อยากแวะ อยากให้อีกคนที่เขาไม่ชอบเรา
ขอให้เขาอยู่ที่ร้าน เราจะได้ไม่ต้องแวะ แล้วก็เป็นจริงตามที่คิดทุกครั้ง

วันนี้ไม่ได้คิดอะไร หลังจากเดินที่บิ๊กซี กำลังจะเดินผ่านร้านเขา
พอดีเขาปรึกษาเรื่องพ่อที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราได้ให้หนังสือ ทางที่ฉันเลือกเดิน
เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีเขียนรวบรวมเป็นเล่มไว้ เราให้เขาไป

วันนี้แวะบอกกับเขาว่า ให้พาพ่อไปเข้ากรรมฐานที่วัดเวฬุวันขอนแก่น ตามในหนังสือ
อย่างน้อย พ่อจะได้มีเสบียงไว้เตรียมตัวก่อนที่จะหมดลมหายใจ คือ สติ สัมปชัญญะ
พูดกับเขาเสร็จ เราขอกลับบ้านเลย ไม่นั่งคุยต่อ ขอตัวกลับบ้าน จะมานั่งกรรมฐานต่อ
ก็กลับบ้านด้วยความสบายใจ ไม่ต้องไปคิดขอให้คนที่ไม่ชอบเรามาที่ร้านเขา

วันก่อน ตอนที่เราเดินที่บิ๊กซี เราก็ไปดูที่ปลาทูน่ากระป๋อง
แต่ละกระป๋องราคาค่อนข้างแพง ที่ดูน่ะคือ อยากชิมว่าแต่ละรสชาติจะเป็นยังไง
เนื่องจากคนที่ทำงานจะชอบฝากซื้อเป็นประจำ เขาบอกว่ามันอร่อยมากๆ เราเลยอยากรู้

ทีนี้เห็นราคาแล้ว ใจก็คิดว่า เอานะรอมันลดราคาลงมาก่อน ค่อยลองทะยอยซื้อชิมดู
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อะเมซิ่งจริงๆเลยขอบอก

คิดแค่ไม่กี่วันเอง เมื่อวานนี้ ทางห้างนำปลาทูน่าของนอติลุส,ซีเล็คและทีซีบีมาลดราคา
เนื่องจากแพ็กเกจภายนอกชำรุด เนื่องจากการเก็บคงไม่ได้ระวัง

เขานำมาลด50-70% เราน่ะกว้านซื้อไว้หมดเลย คือซื้อเผื่อคนอื่นๆด้วย
ถ้าไม่มีใครชอบ เราก็เก็บเอาไว้ทำบุญมั่ง ให้ทานมั่ง ของหมดอายุตั้งปี 2013

ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งทำต่อเนื่อง ผลมาแสดงให้เห็นตลอด
อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น ไม่ไปยู่ร้อนนอนทุกข์แบบก่อนๆ

ขอบคุณไดม่อน

นึกถึงแต่ภาพของไดม่อนก่อนที่จะหมดลมหายใจ เสียงลมหายใจครั้งสุดท้ายของไดม่อน
ก่อนสิ้นลม เราได้ยินชัดเจน เสียงเหมือนปอดที่ถูกเจาะเอาลมออก มันดังฟื้บยาวๆ
แล้วไดม่อนก็หมดลมหายใจ

ก่อนไดม่อนตาย เขาจะกระตุกและตะเกียกตะกายอยู่นาน เราได้นั่งกรรมฐาน
และแผ่เมตตาให้กับเขา หลังจากนั้นได้คอยลูบตัวปลอบประโลมให้กับเขาตลอด
ขณะที่ลูบตัวให้เขานั้น เขาจะสงบ ตอนที่ไม่ได้ลูบตัวเขา เขาจะกระตุกเหมือนคน
ที่เป็นลมชัก ปัสสาวะราดเต็มพื้น

ส่วนไวท์ ไวท์นี่เขาจะมีความแตกต่างจากไดม่อนตรงที่ว่า เขาอยู่บนห้องพระกับเราทุกวัน
ทุกๆครั้งที่เราสวดมนต์และทำกรรมฐาน ไม่ว่าจะเวลานานแค่ไหนก็ตาม เขาจะนอนสงบนิ่ง
ไม่ลุกไปไหนเลย จนกระทั่งเราลงจากห้องพระ เขาถึงจะลงมาพร้อมๆกับเรา

ตอนไวท์ตาย เราสวดบทอภิณหังให้เขาฟังพร้อมๆกับร้องไห้ไปด้วย คือสงสารเขา
แต่มาครั้งนี้ที่ไดม่อนตาย ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียใจ มันมีแค่รู้ รู้ว่าชีวิตนี้มีเท่านี้เอง

ไม่ว่าจะสัตว์หรือเรา ยังไงก็หนีไม่พ้นความตาย มันรู้อยู่ข้างใน นิ่งสงบ
พร้อมๆกับแผ่เมตตาให้กับเขาด้วย

จากสองเหตุการณ์นี้ ทำให้เราทำความเพียรมากขึ้น เราไม่ได้ทำเพราะกลัวความตาย
ไม่ได้ทำเพราะเหตุอื่นๆ แต่ทำเพราะรู้ว่า ที่ทำอยู่นี้ยังไม่พอ ยังมีเผลอ ยังมีโอกาสที่จะหลง
ไปสร้างเหตุ แม้เพียงแว่บเดียวก็ถือว่ายังใช้ไม่ได้ นี่ขนาดยังมีชีวิตอยู่นะเนี่ย
แล้วถ้าต้องตายล่ะ คงหมดโอกาสที่จะได้ทำความเพียรต่อ

ทุกขเวทนา โดยอาชีพ เราคลุกคลีกับสภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตายมาตลอด
เห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดเวลา

ขณะที่กำลังจะตาย บางคนหมดลมไปแบบง่ายๆ บางคนโวยวาย ร้องไห้เสียใจ
บางคนมีแต่ความหวาดกลัวฯลฯ เรามองเห็นภาพเหล่านี้มาตลอดเกอบชั่วชีวิตของเรา

ชีวิตของเราถูกปรับเปลี่ยนโดยสภาวะมาตลอด ให้เรียนรู้อยู่กับความตายมาตลอด
นั่นคือ การเรียนรู้ความตายในคน มาครั้งนี้ ถูกให้เรียนรู้ความตายในสัตว์
ถูกตอกย้ำด้วยสัจธรรมที่ทุกคนหลีหนีไปไม่ได้

ตุลาคม 2010
พฤ อา
« ก.ย.   พ.ย. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: