ไม่มีคำว่า ” เจ้าของ “

แปลกไหม เรื่องทางโลกกับทางธรรม ที่มาเดินร่วมทางกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ยังมีอะไรอีกมากมายที่คาดเดาไม่ได้เลย ถ้าไม่ลงมือทำจะไม่มีวันมารู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ และจะทำได้ก็ต่อเมื่อ มีการปล่อยวางในเรื่องของรูปได้ในระดับหนึ่ง ต้องมีกำลังสมาธิในระดับหนึ่ง จิตต้องตั้งมั่นได้มั่นคงในระดับหนึ่ง ที่สำคัญ สติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ในระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน

สภาวะเรื่องรู้อยู่ในกาย ที่เคยคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเรื่องของสภาวะกิเลสบางตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะส่งผลต่อการตั้งมั่นของจิต สุดท้ายเมื่อเจอกับสภาวะกิเลสตัวนั้นจริงๆ กลับไม่ได้ส่งผลใดๆต่อการตั้งมั่นของจิตหรือสภาวะในการปฏิบัติเลย สภาวะแต่ละสภาวะเหมือนตัดขาดออกจากกัน

จิตแยกคิดพิจรณาออกจากกันคนละส่วน รู้ไปตามสภาวะของเรื่องราวต่างๆคนละส่วน สมาธิคงทำงานปกติตามสภาวะที่ควรจะเป็น อะเมซิ่งไหมล่ะ นี่แหละผลของจิตที่ตั้งมั่น

แปลกดีไหมกับจิตดวงนี้ แม้กระทั่งเรา ยังไม่อาจจะเป็นเจ้าของจิตดวงนี้ที่อยู่ในตัวของเราในขณะนี้ได้เลย เขาเป็นอิสระจากเรา จากตัวของเรา ถ้าเป็นของเรา เราต้องอ่านเขาออก นี่อ่านไม่ออกเลยว่าจิตแต่ละช่วงของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น ทำไมอ่านเขาไม่ออก เราก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม ได้แต่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ธรรมะหรือกรรมจัดสรรจริงๆ ไม่ต้องไปวิ่งหา ไม่ต้องไปมองนอกตัว แค่รู้อยู่ในตัว ในกายและจิตเรานี่แหละ มีหน้าที่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เจริญสตินี่แหละ ไม่ต้องไปหวังผลรับแต่อย่างใด ไม่ต้องไปคาดเดาสภาวะแต่อย่างใด

เพียง แค่รู้ แค่ดู ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตยามที่เกิดการกระทบ ดูตรงนั้นแหละ ไม่ใช่ไปดูนอกตัว ไปดูคนอื่นๆ ดูตัวเองนี่แหละ ดูจิตยามเกิดการกระทบ กระเพื่อมแบบไหน ให้ค่าแบบไหน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำหรือสร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น

แค่เรายอม ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของทุกๆการกระทบไม่ว่า สภาวะนั้นๆจะดีหรือร้ายก็ตาม ยอมรับไป ไม่ตอบโต้ ไม่คิดแก้ไข แค่รู้ไปตามความเป็นจริง ไม่โกหกตัวเอง รู้สึกอย่างไร ยอมรับไปตามนั้น เพราะเมื่อไม่หวังผลแล้ว ย่อมยอมรับได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เหตุทั้งนั้น เหตุที่ทำเอาไว้ด้วยความไม่รู้หรือรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้ง เหตุย่อมไม่จบสิ้น

ขอบคุณทุกๆสภาวะ ทุกๆบททดสอบที่เกิดขึ้นในจิต นั่นคือ ตัวตนที่แท้จริงของเราที่เรายังคงมีและยังคงเป็นอยู่ เรายอมรับได้จนหมดใจ ไม่มีข้อโต้แย้ง สภาวะนั้นๆจะจบลงด้วยตัวของสภาวะเอง เพียงแต่ สติทันไหม มีเท่านั้นแหละ สติไม่ทัน กิเลสก็ลากไปกินหมด ตกเป็นขี้ข้ากิเลสต่อไป ภพชาติยืดยาวออกไป ถ้ายังมีการเกิด นั่นคือ ยังมีความประมาทอยู่

จิตกับกิเลส

ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่เรื่องของจิตและกิเลสเห็นชัดมากขึ้นเท่านั้น จะรู้จักกิเลสแต่ละตัวได้ สภาวะยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายถึง ความตั้งมั่นของจิต กำลังของสมาธิ สติและสัมปชัญญะที่มีอยู่ในขณะนั้นๆ

กิเลสแต่ละตัว จะเป็นตัวสำคัญของแต่ละสภาวะ เราจะได้รู้จักตั้งแต่สภาวะหยาบๆของกิเลสแต่ละตัว จนกระทั่งสภาวะละเอียดของกิเลสแต่ละตัว มันจะเห็นชัด รู้ชัดของรายละเอียดสภาวะแต่ละสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ

เช้านี้ หลังจากเจริญสติในอริยาบทยืนกับเดิน ๑ ๑/๒ ชม. ต่อด้วยการนั่ง วันนี้สภาวะสมาธิแนบแน่นต่อเนื่อง ๑ ชม.๒๐ นาที ระหว่างที่นั่ง มีสภาวะต่างๆเกิดขึ้น ไม่ว่าจะความคิด ความรู้สึก เวทนาที่เกิดขึ้นกับกาย จิตรู้ได้ทันทุกสภาวะ แต่ละสภาวะแยกออกเป็นส่วนๆ

เวทนานี่ตัดไปได้เลย เวทนาทางกายที่เกิดขึ้น โดยปกติของสภาวะ จะไม่มีผลใดๆต่อสภาวะขณะนั้นๆเลย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้ทันได้ตลอด มันจะรู้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ได้ไปมีส่วนร่วมหรือไปรู้สึกกับเวทนาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความคิดที่เกิดขึ้น จะเป็นสภาวะทบทวนเรื่องราวของสภาวะต่างๆที่ผ่านๆมา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกิเลสบางตัวที่สภาวะเด่นชัดในตัวนี้ ยิ่งกิเลสตัวนี้เกิดชัดมากเท่าไหร่ กำลังของสมาธิเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเม็ดเลือดขาวไล่ดักจับตัวเชื้อโรคที่กำลังจะรุกล้ำดินแดน

สมาธิที่เกิดขึ้นจะมีกำลังมากๆ รู้สึกแนบแน่นมากๆ แล้วความรู้สึกหรือกิเลสตัวนั้นๆที่กำลังเกิดขึ้นก็ดับหายไป โดยไม่ต้องไปกำหนดแต่อย่างใด สภาวะต่อมาคือ จะกลับมารู้ชัดที่กายได้อย่างต่อเนื่อง แล้วสภาวะทิสากาจะเกิดขึ้นตาม แปลกดีนะสภาวะนี้ พักนี้เหมือนมันจะเกิดคู่กัน โดยมีกิเลสเป็นเหยื่อล่อให้สมาธิมีกำลังมากขึ้น แล้วตัวสภาวะของทิสากาจะเกิดตาม

จิตนี่เขาฉลาดมากๆเลยนะ เหมือนเขารู้ว่าควรทำอย่างไรกับสภาวะโดยตัวสภาวะของเขาเอง ส่วนตัวเราเองน่ะได้แค่ดู แต่ไม่ได้ไปข้องเกี่ยวกับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ถึงบอกไงว่า จิตนี่มหัศจรรย์มากๆ

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป สภาวะการเข้าถึงและรู้จักกิเลสของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป สุดท้ายๆทุกๆคนจะรู้อยู่ในสภาวะกิเลสนั้นๆเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย ขอเพียง ยอมรับตามความเป็นจริง ในสิ่งที่ตัวเองยังมีและยังคงเป็นอยู่กันเท่านั้นเอง ทำตามความเป็นจริง คือ เจริญสติ ขาดไม่ได้นะ ต้องทำต่อเนื่อง ถึงแม้จิตจะตั้งมั่นรู้อยู่ในกายและจิตได้ชัดแล้วก็ตาม ยังคงต้องทำต่อไป เหมือนทุกลมหายใจเข้าออก ที่เราต้องหายใจเข้า หายใจออกอยู่ทุกๆเวลา

การเจริญสติ มีหลากหลายวิธีการ สุดแต่อุบายของแต่ละคนที่จะรู้จักนำมาปรับเปลี่ยนในชีวิต ในกิจประจำวันของตัวเอง มันไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวแน่นอนว่า ต้องทำแบบไหน เพราะทุกๆรูปแบบของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา แล้วผลของการเจริญสติ จะทำให้เกิดปัญญา เป็นเหตุให้เกิดตัวรู้เกิดขึ้นเนืองๆ เราจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกสภาวะที่เราดำเนินในชีวิตของเรานี่แหละ

ใส่ตีนหมาโกย

เพิ่งรู้จักสภาวะ ” ใส่ตีนหมาโกย ” เป็นครั้งแรกในชีวิต
เมื่อเย็นลงจากรถบริษัทที่หน้าบิ๊กซี ก็ลงมาพร้อมกันสามคน คุ้นเคยกันดีเลยเดินคุยกัน อีกคนกำลังจะไปเรียนลีลาศ เลยถามเขาว่า เต้นได้เหรอกับผู้ชายน่ะ ไม่เป็นไรเลยเหรอ เขาบอกว่า จับคู่กับผู้หญิงด้วยกัน ถ้าเป็นผู้ชาย เขาเองก็คงไม่ไป ทีนี้คุยติดพัน ก็เดินไปคุยไป

แป๊บนึง ได้ยินเสียงคนตะโกนเหมือนทะเลาะกัน แต่เรากับน้องอีกคนที่กำลังคุยกันไม่ได้สนใจ มาสนใจตอนที่น้องคนที่กำลังคุยหยุดเดิน ส่วนน้องอีกคน เราชอบเรียกเขายัยหมวย โน่นโกยอ้าวไปก่อนแล้วพร้อมๆกับตะโกนเรียกเราทั้งสองคนว่า พี่วิ่งเร็วๆวิ่ง เราก็ยังงๆว่าวิ่งทำไม ส่วนน้องอีกคน วิ่งแน่บ พร้อมๆกับตะโกนเรียกให้เราวิ่งตาม เราก็วิ่งนะ นึกถึงตอนนี้ก็ขำตัวเอง วิ่งตามแบบยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร แป๊บเดียวได้ยินเสียงพูดว่า พวกมึงเข้ามาเลยถ้าไม่กลัวกู พร้อมๆกับโชว์ของที่เหน็บอยู่ตรงเอว ปืนนนค่าาาาา เราเห็นเท่านั้นแหละ วิ่งอ้าวเลยทีนี้

โอยยยยยย เพิ่งรู้นะว่า ใส่ตีนหมาโกย ภาษาชาวบ้านคือแบบนี้นี่เอง แล้วมีเสียงดังปัง คนวิ่งกัน เราไม่ได้หันกลับไปมอง วิ่งตามน้องๆไปทันที

พอไปถึงประตูหลัง ยัยหมวยไวมากๆ โน่นไปแอบร้านไก่ย่างห้าดาว ส่วนอีกคนหลังร้านไอติม เราน่ะยืนเหวอ เพราะมองเห็นอีกคนโผล่ออกมา พร้อมๆกับมีดสะปาต้ายาวเฟื้อย น้องหลังร้านไอติมตะโกนว่า พี่วิ่งมาทางนี้ เราก็วิ่งไปก่อนนะ แต่ใจก็คิดไปด้วย จะไปแอบยังไงพ้น ถ้ามันฟันกันจริงๆ แต่เจ้าของมีดก็วิ่งผ่านหน้าเราไปเส้นยาแดงผ่าแฝด

พอผ่านเหตุการณ์นั้นๆมาได้ น้องชวนไปกินไก่เคเอฟซีแก้ความตื่นเต้น ยอมรับยัยหมวยเลยนะ ขนาดใส่รองเท้าซ่นสูง แบบเปิดซ่น เธอช่างวิ่งได้ไวยิ่งนัก ขนาดเราส้นเตี้ย ยังยืนเหวอ เธอวิ่งนำไปไกลแล้ว สุดยอดจริงๆ ยัยหมวยบอกว่า เขาตกใจตั้งแต่ได้ยินเสียงทะเลาะกัน เขาเป็นคนไม่ชอบเสียงดังและเสียงคนทะเลาะกัน ตาเขาไวเห็นว่าวัยรุ่นกำลังจะตีกัน แต่เราน่ะมัวคุยกัน ไม่ได้สนใจอะไร เลยไม่รู้เรื่อง แถมเราเองน่ะ กำลังเดินเข้าไปหากลุ่มพวกนั้น

เฮ้ออออ … หวาดเสียววพึลึกเลย พอมานั่งนึก แต่ตอนแรกกลับไม่รู้สึกหวาดเสียว เขาบอกให้วิ่ง ก็วิ่งตาม นี่ตอนเขาชวนกินไก่เคเอฟซี ยังบอกเลยว่า ชวนผิดคนแล้วนะ เราน่ะตัวกินไก่เลย แล้วก็มีเคล็ดลับนะ หากชวนหนุ่มหรือมีนัดกับหนุ่ม ห้ามนัดกินไก่อย่างเด็ดขาด เพราะกินไม่สะดวก นี่แหละเรื่องฮาในกลุ่ม หลังจากที่ผ่านเรื่องหวาดเสียวมา พอกลับถึงบ้านเจอช่างทำเล็บ เล่าให้ฟังว่า เขาเองก็วิ่งเหมือนกัน เพราะคนกลุ่มนั้นเข้ามาไล่ฟันกันในซอย

ตั้งมั่น รู้ชัด

ปีตินะ เกิดปีติมากมาย เพราะนับวันรู้ชัดในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ จิตปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย อะไรๆที่คิดเอาไว้ มันไม่ใช่เลย การกระทบบางตัวที่เคยคิดเอาไว้ว่าจะมีผลต่อสภาวะของการตั้งมั่นของจิต มาวันนี้สภาวะตอกย้ำให้ชัดลงไปอีกว่า มันไม่ได้ส่งผลอะไรเลย แต่เราคาดเดาเอาเอง มันไม่ได้เป็นไปตามคาดเดาแต่อย่างใด

วันนี้หลังจากที่ยืนรีดผ้าเสร็จ ต่อด้วยพับผ้า จิตมันนิ่งสงบรู้อยู่ในการเคลื่อนไหวของกาย ความคิดเกิดแค่รู้ แต่ไม่ได้ไปสนใจอะไร เป็นเรื่องของคนมาส่งสภาวะให้ฟัง ตัวรู้ของเขาเริ่มเกิดมากขึ้น เขาบอกว่า ยังมีนะความสงสัยในบางเรื่อง แต่เขาจะไม่ถาม เพราะรู้ว่าทุกๆอย่างต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แล้วมันจะรู้เอง เพียงแต่ที่เขายังคงต้องขอส่งสภาวะกับเรา เพราะเขากลัวหลงสภาวะ กลัวเรื่องการให้ค่าที่เขายังคงมีอยู่

หลังจากนั้นต่อด้วยการนั่ง ไม่ได้เดินก่อน แต่นั่งเลย พอนั่งลง จิตก็คิดในเรื่องราวต่างๆที่ผ่านๆมาของตัวเราเอง สักพักจิตก็เป็นสมาธิ รู้ชัดในกายได้ดี เกิดสุขมากมาย ก็รู้ไปตามนั้น ยังคงมีความคิดเกิด แต่สมาธิยังคงแนบแน่นดี สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ต่างแยกออกจากกัน

ยิ่งให้ยิ่งได้นะ มีแค่ไหนให้ไปตามที่เราพอจะช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นๆได้
ให้โดยไม่ต้องไปหวังผลใดๆทั้งสิ้น ให้ไปเถอะ เพราะสร้างเหตุอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น

เหมือนสภาวะของเรา ธรรมะหรือกรรม หรือเหตุจัดสรรให้จริงๆ ทำให้เราได้เทั้งเรียนรู้เรื่องจิตของตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดมากขึ้น พร้อมทั้งได้แบ่งปันให้สิ่งดีๆกับคนอื่นๆไปด้วย ให้ได้แบบหมดใจ ไม่มีข้อข้องใจหรือสงสัยอะไรเลย

นี่แหละ เหตุมี ผลย่อมมี ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุอยู่ ผลย่อมส่งให้ได้รับไปตามนั้นอย่างแน่นนอน

เป็นที่รักของสรรพสัตว์

ผลของการเจริญสติ ผู้ที่เจริญสติจะเป็นที่รักของเทวดาและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เหตุเนื่องจาก การเจริญสติ เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผู้นั้นจะมีแต่เมตตาและมีแต่คำว่าให้ มีแต่ให้และให้โดยไม่มีข้อแม้ ไม่หวังผลตอบแทนกลับมาใดๆทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเป็นที่รัก ที่เคารพนับถือของสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็จะไม่ติดขัด ได้รับความสะดวกสบาย เนื่องจากผู้ที่เจริญสติจะเป็นคนกินง่าย นอนง่าย ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เพราะเมื่อรู้จักกับคำว่า ” พอใจ ” โดยสภาวะแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนๆย่อมอยู่ได้แบบความพอใจ

ทุกวันนี้ เรื่องราวในชีวิต หรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ต้องบอกว่ารู้สึกเซอร์ไพส์มากๆ อะเมซิ่งมากๆเลย ตอนที่ใช้คอมฯแบบตั้งโต๊ะ เคยนะ เคยคิดว่าอยากได้เน็ตบุ๊ค เพราะการเขียนบันทึกลงในสมุด บางทีเราขี้เกียจมานั่งพิมพ์ซ้ำ เลยนำมาลงบ้าง ไม่ลงบ้าง ยิ่งช่วงหลังๆแทบจะไม่ได้นำมาลงเลย แล้วก็มีเหตุให้คอมฯที่เคยใช้อยู่ประจำเสีย มีเหตุให้ได้โน๊ตบุ๊คมาใช้แบบไม่คาดฝัน

เรื่องของสภาวะ มันเกิดต่อเนื่อง จากหยาบๆแล้วเริ่มละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆไปทีละขั้นๆ
กิเลสที่มีอยู่ในใจจะถูกขัดเกลาไปเรื่อยๆ จิตเริ่มใสสะอาด

คู่บารมีหลวงปู่มั่น – วิญญาณรักและผูกพัน ตอนที่ ๒

ท่านเล่าว่า ต่อมาไม่นานนัก ดวงวิญญาณก็มาเยี่ยมฟังเทศน์ท่านอีก คราวนี้มาในร่างแห่งเทวดาผู้มีรูปสวยงามมาก แต่มิได้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับต่างๆ ตามปกติของพวกเทวดาที่ทำกัน เพราะมาหาพระองค์สำคัญ ซึ่งเทวดาถือเป็นความเคารพมาก

โดยทั่วไป พอเทวดามาถึงก็เล่าถวายท่านว่า พอได้รับคำชี้แจงจากท่านให้หายสงสัย ไร้ทุกข์ ที่เคยทรมาณใจมาแล้ว ก็ไปอุบัตเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพ ซึ่งมีความสุขสนุกสนานด้วยเครื่องบำรุง บำเรอต่างๆที่ล้วนแต่สำเร็จไปด้วยจากการบำเพ็ญเมื่ออยู่กับท่านในเมืองมนุษย์ทั้งนั้น

แม้จะมีความสุขสบายตามวิบากกรมอำนวยก็ตาม แต่อดระลึกมิได้ว่า วิบากสมบัติที่ปรากฏให้ได้รับเสวยนั้น ล้วนเป็นสาเหตุไปจากพระคุณท่านเป็นผู้พาริเริ่มบำเพ็ญแต่ต้นมา เพียงลำพังผู้เดียว ไม่มีปญญาสามารถคิดอ่านบำเพ็ญให้สำเร็จเป็นสมบัติที่พึงพอใจอย่างมหาศาลเช่นนั้นได้ เวลามีวาสนาได้ไปเกิดในกองมหาสมบัติอันเป็นทิพย์และมีความสุขสบาย หายโกรธแค้นน้อยใจแล้ว จึงได้ระลึกถึงพระคุณของท่านที่มีแก่ตนอย่างมากมายเหลือที่ประมาณได้

ฉะนั้น การเลือกเฟ้นในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะการงาน อาหารและสิ่งของนานาชนิด ตลอดจนมิตรสหายเพื่อนหญิงเพื่อนชายที่ควรก่อน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการครองตัวด้วยความราบรื่นจะพึงถือเป็นกิจจำเป็น เฉพาะอย่างยิ่งที่ผู้ต้องการเลือกคู่ครอง เพื่อหวังพึ่งเป็นที่พึ่งตายจริงๆ ควรถือเป็นกรณีพิเศษยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

เพราะคู่ครองนั้นเป็นเหมือนกับใช้ลมหายใจและความเป็นอยู่ทุกด้านร่วมอันเดียวกัน ความสุข ทุกข์ น้อย มาก ย่อมเป็นสิ่งกระเทือนถึงกันทุกระยะ ผู้ที่ได้คู่ครองที่ดี แม้ตัวจะต่ำบ้างทางฐานะความรู้ ความฉลาด การประพฤติ จริตนิสัย แต่ก็ยังดีกว่า

ผู้ที่คอยฉุด คอยลาก คอยให้คติเตือนใจเสมอ และพาประพฤติดำเนินในกิจการต่างๆ ทั้งทางโลก อันเป็นเครื่องส่งเสริมครอบครัวให้มั่นคงและสงบสุขและทางธรรม ซึ่งเป็นความดีงามแก่จิตใจ ตลอดการงานอย่างอื่นที่พลอยมีส่วนดีงาม ไปด้วย ไม่มืดมิดปิดตากำดำกำขาวไปโดยถ่ายเดียว โดยหาความแน่นอนและรับรองผลไม่ได้

ถ้าต่างฝ่ายต่างดีด้วยกันก็เท่ากับช่วยกันสร้างวิมานหลังใหญ่ในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันไปตลอดอวสาน ไม่มีการทะเลาะวิวาทถกเถียง ครัวเรือนย่อมเป็นสุข ไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจมารบกวน เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างสรรค์ ต่างฝ่ายต่างสำรวมระวัง ต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่ในเหตุผลหลักธรรม ไม่ทำตามใจชอบที่ผิดจากหลักศิลธรรม อันเป็นหลักรับรองความร่มเย็นผาสุกต่อกัน

คู่ครองของแต่ละฝ่าย จึงเป็นผู้ช่วยกันสร้างกรรมดี ชั่ว สุข ทุกข์ บุญ บาป นรก สวรรค์ เกี่ยวเนื่องกันแต่เริ่มต้นชีวิตร่วมกันเป็นต้นไปเหมือนลูกโซ่ ทั้งปัจจุบันชาตินี้ตลอดจนอนาคตของภพชาติต่อไป

ดังข้าบาทได้เห็นประจักษ์กับตัวเอง ( คำว่า ข้าบาท เป็นคำแทนชื่อที่ถนัดของเทวดา เรียกตัวเองกับท่านพระอาจารย์มั่น ) ที่ได้มีบุญติดสอยห้อยตามบาทไปในภพชาติต่างๆ ด้วยการนำของพระคุณท่านพาสร้างแต่ความดีมาประจำนิสัย ไม่พาสร้างบาปกรรมทำชั่วมัวหมองเลย จึงพลอยได้เป็นคนดีติดตามบาทมาแทบทุกชาติทุกภพ และพาให้แคล้วคลาดจากภัยเวรทั้งหลายตลอดมา นึกถึงพระคุณแล้วทำให้ในจิตใจสุดที่จะเรียนได้ถูก

คราวนี้ข้าบาทได้เห็นโทษของตัวที่เคยผิดพลาดล่วงเกินพระคุณท่านมาในอดีต ทั้งชาติแห่งวิญญาณและอดีตกาลที่ผ่านมานาน ขอท่านได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมแก่เทวดาตามความปรารถนาและได้แสดงธรรมอบรมส่งเสริมบารมีให้เป็นที่รื่นเริงจนสมควรแก่กาลแล้ว เทวดานมัสการลา กระทำทักษิณสามรอบ หลีกออกห่างจากท่านพอประมาณ และว้เหาะลอยขึ้นสู่อากาศด้วยความโสมนัสศรัทธาเป็นล้นพ้น

ระหว่างวิญญาณมาปรับทุกข์ด้วยความน้อยใจกับท่าน รู้สึกว่าพิศดารเหลือจะพรรณนา ผู้เขียนไม่สามารถนำมาลงได้ทุกประโยค จึงขออภัยท่านไว้ด้วย เท่าที่จำได้และนำมาลงนี้ก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ถ้าจะผ่านไปก็รู้สึกจะขาดเนื้อเรื่องที่น่าคิดไป ดังที่เรียนไว้แล้วตอนก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้

อุบายในการเดินจงกรม

อุบายในการเดินจงกรมของแต่ละคนนั้น แตกต่างไปตามเหตุของแต่ละคน
ตัวเราเองแรกเริ่ม เริ่มจากการเดินโดยมีรูปแบบ มีการกำหนดลงไปทุกย่างก้าวที่กำลังเดิน
หรือที่เรียกว่า การเดิน ๖ ระยะ

การเดินแต่ละระยะที่แตกต่างกัน เป็นตัววัดสติ สัมปชัญญะ
ในขณะที่กำลังเจริญสติในอริยาบทเดิน ทุกๆระยะหมายถึงความตั้งมั่นของจิต
ที่สามารถรู้อยู่ในกาย รู้อยู่กับเท้าที่เคลื่อนไหว ที่กระทบพื้น

หากสติยังไม่มีกำลังมากพอ จิตยังไม่ตั้งมั่นมากพอ
เมื่อไปเพิ่มระยะการเดินในระยะสูงๆจะมีอาการเดินเซ บางทีหัวทิ่มหัวตำ
จึงควรเริ่มเดินตั้งแต่ระยะที่ ๑ เดินไปจนกว่าจิตจะรู้อยู่แนบแน่นกับเท้าได้ดี เรียกว่า
รู้ชัดทุกๆการกระทบ หรือทุกๆย่างก้าวที่กำลังเดิน จึงค่อยเพิ่มรายละเอียดของระยะต่อๆไป

หากเดินได้ตามระยะ จะรู้สึกถึงความแนบแน่นรู้ชัดอยู่กับเท้าที่เคลื่อนไหวที่กระทบพื้นได้ทุกระยะ สิ่งที่ทุกๆคนจะเจอเหมือนกันหมดคือ สภาวะ สันตติขาด ฆานะบัญญัติแตก
เหตุเนื่องจาก สติ สัมปชัญญะดี สมาธิดี จึงทำให้รู้ชัดลงไปทุกๆย่างก้าว จึงเห็นการทำงานของจิตได้อย่างชัดเจน

เมื่อมาถึงสภาวะตรงนี้แล้ว คำบัญญัติหรือคำกำหนดต่างๆที่ใช้ในการเดินจงกรมหรือในขณะที่กำลังเดินจะหายไปเอง จะมีแค่รู้ว่าเดิน รู้ลงไปทุกๆย่างก้าวที่กำลังเดิน โดยมิต้องใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดบัญญัติแต่อย่างใด นี่คือ จุดเริ่มต้นของการละบัญญัติหรือสภาวะสมมุติไปสู่สภาวะปรมัตถ์

หลังจากที่รู้ชัดในการเดินได้แล้ว ต่อมาการเดินจงกรมของเรานั้นเปลี่ยนไป มันจะเป็นรู้ทุกย่างก้าวที่เดิน จะรู้ขึ้นมาเองทุกๆครั้งที่เท้ากระทบพื้น โดยมิได้กำหนดรู้ลงไปแต่อย่างใด

จากการเดินที่ต้องมีรูปแบบ กลับมาเป็นเดินรู้เท้า ไม่ว่าจะเดินทำอะไรมันก็รู้ที่เท้าได้ตลอด
และจากที่เคยเดินอย่างเดียว กลายเป็นว่า เดินไปด้วย ทำงานต่างๆไปด้วย สลับกับการเดิน
เช่น ถักโครเชท์ ยืนเย็บผ้า รีดผ้า ทำงานบ้านแบบเบาๆที่ไม่เสียเหงื่อ เรียกว่าทำงานไปด้วยสลับกับการเดินจงกรม

เลยมีผลพลอยได้จากการเดินจงกรมหลายๆอย่าง เช่นของรีไซเคิ้ล ทำจากเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว
อย่างกางเกงยีนส์ขายาว นำมาแปลงรูปเป็นขาสั้น ใส่แบบสบายๆ

ชิ้นส่วนของขากางเกงที่ตัดสั้น นำส่วนขามาแยกชิ้นทำเป็นกระเป๋าผ้ายีนส์
เก๋ซะไม่มี ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อกระเป๋าผ้า

ถักที่ใส่ทิชชูแจกเพื่อนๆที่ทำงาน แจกคนรู้จัก นำชิ้นส่วนของผ้าต่างๆทำเป็นถุงผ้าใบเล็กๆ
สำหรับใส่เครื่องสำอางค์ ใส่ทิชชู ฯลฯ เรียกว่าสารพัดประโยชน์ แจกเขาไปหมด

บางครั้งเดินหลายชม. บางครั้งเดินแค่ชม.เดียว บางครั้งแค่ยืนรีดผ้าอย่างเดียว หลังจากรีดผ้าเสร็จ กำหนดลงนั่งต่อทันทีก็มี จิตเป็นสมาธิได้ง่ายเหมือนทุกๆครั้ง สมาธิที่เกิดขึ้นก็แนบแน่นดี กำลังสมาธิจะเกิดต่อเนื่องและแนบแน่นคงที่ ประมาณ ๑ -๒ ชม.

จากที่เคยเป็นคนไม่ค่อยขยันทำงานบ้านเท่าไหร่นัก เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมีระเบียบ ละเอียดมากขึ้น เป็นคนช่างสังเกตุมากขึ้น งานที่ทำก็ละเอียดมากขึ้น ไม่สักแต่ว่าทำเหมือนก่อนๆ

สุขยิ่งนัก

รู้ชัดในรูป,นามมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งสุขใจ อิ่มเอิบใจยิ่งนัก จิตไม่ซัดส่ายออกไปรู้นอกกาย มันจะรู้อยู่ในรูป,นามได้ดี สมาธิแนบแน่นดี จิตนี้สำคัญยิ่งนัก ขอเพียงมีจิตที่ตั้งมั่น แน่วแน่มั่นคง สภาวะจะเป็นไปได้ดีด้วยตัวของสภาวะเอง สภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้สภาวะของเราเป็นแบบนี้ สุขทางโลก มีแค่ประเดี๋ยวประด๋าว
สุดท้ายจิตกลับมารู้ชัดในกายเหมือนเดิม สุขยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งปวง รู้สึกอิ่มเอิบใจยิ่งนัก

ยิ่งให้ ยิ่งได้จริงๆ ได้แบบไม่ต้องไปมีการคาดหวังผล หรือต้องไปมีความหวังใดๆเลย
สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับคืนมาคือ จิตที่สะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ ธุลีที่มีอยู่ในใจเบาบางมากขึ้น

จิตชำนาญเส้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาดำเนินไปตามสภาวะเอง โดยที่เราไม่ต้องไปมีส่วนร่วมกับการทำงานของจิตแต่อย่างใด แค่รู้ แค่ดู แค่ยอมรับตามความเป็นจริง ที่เป็นอยู่และยังมีอยู่

ทำหน้าที่ที่ควรทำและต้องทำต่อเนื่องคือ เจริญสติ เดินกับนั่ง ขาดไม่ได้เลย มันมีเท่านี้จริงๆ นอกนั้น แล้วแต่จะมีเวลาเก็บเกี่ยวเอาเอง สะสมหน่วยกิตไปเรื่อยๆ ให้หมดใจได้มากเท่าไหร่ จิตสะอาดมากขึ้นเท่านั้น

กิเลสมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรารู้จักนำมาใช้ กิเลสจะเป็นโทษก็ต่อเมื่อ เราปล่อยให้จิตไหลไปตามกิเลส เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ เพื่อรู้จักกิเลสที่แท้จริงในใจของเรา และรู้จักนำกิเลสมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เหตุเกิดจากที่ไหน ก็ต้องดับที่เหตุ

เหตุเกิดจากกิเลส ก่อนที่จะดับกิเลสได้ ต้องเรียนรู้กิเลสก่อน ต้องรู้จักสภาวะของกิเลสที่แท้จริงที่มีอยู่ในใจของตัวเราเอง รู้ให้เท่าทันและเป็นหนึ่งกับกิเลสที่มีอยู่ แต่ไม่ไหลหรือคล้อยตามกิเลสที่เป็นอยู่หรือมีอยู่จริง

รู้ชัดในรูป,นามมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดกิเลส รู้จักกิเลสที่แท้จริงที่มีอยู่ในใจ ย่อมเป็นเหตุให้ เป็นหนึ่งกับกิเลสและอยู่กับกิเลสนั้นๆได้ โดยที่ไม่ไหลตามหรือคล้อยตาม แค่รู้ แค่ดู เฝ้าดู ยอมรับ ไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ แล้วท้ายสุดกิเลสนั้นๆยังคงมี

แต่ทว่า กิเลสนั้นๆ ไม่มีผลกระทบใดๆหรือส่งผลใดๆต่อการทำงานของจิต ทุกอย่างแยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง มันจะเป็นไปตามสภาวะ รู้โดยสภาวะ แต่ไม่ไหลตามสภาวะแต่อย่างใด มีแต่ แค่รู้ แค่ดู มีเท่านี้เอง แล้วจะเอาเหตุมาจากไหน เมื่อไม่มีเหตุ ผลย่อมไม่มี

ขอบคุณความผิดพลาด

กลับไปย้อนอ่านบันทึกสภาวะที่ผ่านๆมา อ่านแล้วเข้าใจถึงความรู้สึก
ทุกๆความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ มันคือนิยายชีวิตจริงๆเล่มโต
ที่ถูกเขียนขึ้นมาตามความเป็นจริง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของตัวเราเอง

ขอบคุณความทันสมัยของเทคโนโลยี่ my space แล้วมาปรับปรุงเป็น wordpress.com
ตลอดจนการสื่อสารทุกๆด้านการสื่อสาร

ถ้าไม่มีเทคโนโลยี่พวกนี้ เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือสภาวะต่างๆของเรา
คงสูญหายไปหมด หายไปพร้อมๆกับการที่ไม่มีตัวตนหรือเปลือกที่ห่อหุ้มดวงจิตดวงนี้

ใน wordpress.com ตัวใหม่นี้ เราสามารถกลับไปนำข้อมูลเก่าๆ
หรือสภาวะเก่าๆที่ยังไม่ได้ลง สามารถนำมาลงได้ตามวันที่หรือเดือนนั้นๆได้ตามปฏิทินที่มี
มีหลายเรื่องนะที่เกิดขึ้นตามสภาวะแล้วยังไม่ได้นำมาลง แต่มีเขียนไว้ในสมุดบันทึก

แม้แต่เวลาที่เน็ตไม่ค่อยดี ถ้าเป็น space ตัวเก่า ถ้าเน็ตไม่ทำงานล่ะก็
ข้อมูลที่เขียนไว้ทั้งหมดสูญไปทันที แต่ใน wordpress.com มีจุดเด่นคือ
ไม่ว่าจะโพสอะไรลงไป ข้อมูลจะถูกเซฟไว้ทันที เรียกว่าทุกตัวอักษรอยู่ครบหมด

ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคน
ได้สร้างขึ้นมาเอง มีทั้งดีและไม่ดีในความคิดของแต่ละคน เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ

ขอบคุณทุกรูปทุกนามที่ได้มาเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรก็ตาม
อยากบอกว่า ” ขอบคุณ ” และ ” ขออโหสิกรรม ” มา ณ ที่นี้ด้วย

การให้ ต้องให้ได้หมดใจจริงๆ ให้แบบไม่มีข้อแม้หรือแม้แต่ข้ออ้างใดๆ
ให้ได้หมดใจแบบไม่มีข้อแม้ได้เมื่อไหร่ ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทางมากขึ้นเรื่อยๆ
จะมีแต่เรื่องราวของเหตุที่ทำและผลที่ได้รับมาแสดงหลักฐานยืนยันตลอด
โดยไม่ต้องไปหวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใด

เจอบทดทดสอบมากมาย ใช้ทั้งความอดทน อดกลั้น กว่าจะผ่านมาได้
เกิดปีติ สุข อิ่มเอิบใจมากมาย เมื่อมานั่งทบทวนสภาวะที่ผ่านๆมา

ถ้าไม่มีความผิดพลาดมาก่อน ชีวิตเราจะมาถึงจุดๆนี้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
ยังคงจมปลักอยู่กับกองกิเลสอีกนานเท่าไหร่ก็คงไม่รู้

วันนี้มีความสุขใจมากๆ รู้สึกสุขใจมากมายจนบรรยายออกมาไม่ถูก
ว่าที่สุขนั้น สุขอย่างไร มันไม่ใช่สุขเพราะอุปทานให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

มันเป็นสุขที่เกิดจากการรู้อยู่กับรูปนามได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ
อยู่ในสภาวะนั้นๆได้เป็นปกติมากขึ้น ที่อยู่ปกติยังไม่ได้ เพราะยังมีอุปทานอยู่นั่นเอง

สัมผัสได้ถึงความอิสระ อิสระแบบบอกไม่ถูก
ไม่มีเขา ไม่มีเรา นี่สุขในระดับหนึ่ง พอมารู้อยู่กับรูปนาม สุขอีกระดับหนึ่ง
แต่เป็นสุขที่รู้สึกถึงความเป็นอิสระแห่งดวงจิตมากขึ้นๆๆๆๆๆๆ

ขอบคุณเสียงเพลง เสียงดนตรี นักแต่งเพลง นักร้อง
ขอบคุณละครต่างๆ ภาพยนตร์ต่างๆ ผู้ที่มีส่วนร่วมกับทุกๆบทภาพยนตร์
ขอบคุณสีสันสวยงามบนโลกใบนี้ ทุกๆศิลปะ ขอบคุณที่เรามีกิเลส และได้รู้จักกับกิเลส
ขอบคุณทุกรูปทุกนามที่ได้มาเกี่ยวข้องทั้งเหตุดีและเหตุไม่ดีและที่ไม่มีเหตุร่วมกันฯลฯ
เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราจะไปหาที่ผ่อนคลายทางจิตจากตรงไหน
ฉะนั้นจึงต้องขอบคุณให้มากๆ ขอบคุณอีกครั้งกับทุกๆสรรพสิ่ง

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสภาวะของแต่ละคน ตามเหตุที่แต่ละคนทำมา
โดยสภาวะจริงๆล้วนเป็นเพียงรูปนาม แต่เพราะยังมีความไม่รู้อยู่ จงหลงสร้างเหตุ
เมื่อผลมาแสดงให้เห็นในรูปของการกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อยังมีความไม่รู้ จึงหลงให้ค่า
ให้ความหมายต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ตามกิเลสที่ยังเนืองนองอยู่ในจิต ให้ค่ามากหรือน้อย
ก็ตามแต่เหตุ ตามกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ ดับเหตได้ไว ผลย่อมน้อยลง
สุดท้ายเป็นอิสระจากทุกๆสรรพสิ่ง

สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
รู้ตัวหรือรู้สึกตัวอะไร รู้ตัวหรือรู้สึกตัว ในขณะที่กำลังกระทำการอยู่

เช่น เราหยิบแก้วน้ำ เรามีสติระลึกว่า กำลังจะหยิบแก้วน้ำ
แล้วถ้ามีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วย เราย่อมมีความรู้สึกตัวหรือรู้ตัวขณะที่หยิบแก้ว

แต่ถ้าในกรณีที่ไม่มีสัมปชัญญะเกิดร่วมด้วยนั้น บางทีเราระลึกว่า
จะหยิบแก้วน้ำนะ แต่บังเอิญว่า มีสิ่งอื่นมากระทบที่หักเหความสนใจ
ในการหยิบแก้วน้ำ คุณอาจจะหยิบแกวได้ แต่อาจจะหล่น หรืออาจจะลืมหยิบ
เพราะมัวไปสนใจสิ่งที่มากระทบ บางทีต้องมายืนคิดว่า เอ … เมื่อกี้เราคิดจะทำอะไร?

สัมปชัญญะ กล่าวในแง่ของสภาวะ

สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้นของสัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัว
รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่หรือรู้ลงไปในขณะที่กำลงกระทำกิจนั้นๆอยู่

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2010
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: