การกำหนด

การกำหนดชื่อเป็นเพียงอุบายเพื่อให้จิตมีที่เกาะ
มีที่ยึดเหนี่ยวให้รู้อยู่ในกาย อยู่กับปัจจุบันได้ทัน ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของ สติ สัมปชัญญะและกำลังของสมาธิว่ามีความแนบแน่นมากน้อยแค่ไหน

เพราะการที่จิตส่งออกนอกกาย ไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไหลไปในอดีต อนาคต
จิตจะเกิดความคิด วิตกกังวลจนเป็นทุกข์เสมอ

หากจิตตั้งมั่น รู้อยู่ในกายได้ ถ้าปัญญาเขาจะเกิด เขาเกิดเอง
หรือไม่ก็มีความคิดพิจรณาในสิ่งที่ติดขัดอยู่ เมื่อเกิดปัญญา จะรู้เองว่า เหตุเกิดจากอะไร

ธรรมแท้เป็นเรื่องของตัวเอง ต้องพึ่งพาตัวเอง ต่อการดับทุกข์ทางใจ ด้วยปัญญาจากใจภายใน
ของตนเองจริงๆ อันเกิดจากการกระทำที่ถึงจุดของมันเองเท่านั้น
จึงจะดับทุกข์ของตนได้อย่างแท้จริง ดับสนิทจริงๆไม่มีส่วนเหลือ

มิใช่เกิดจากการอ่าน การฟังผู้อื่นเข้ามาจากภายนอกเข้ามาภายในตนนั้น
ยิ่งมิใช่ของจริงที่จะดับทุกข์ของตนได้ มันเป็นการคลายทุกข์เพียงชั่วคราว
พอสะดุดอีกก็ทุกข์อีกไม่รู้จักจบสิ้น

สรุป ธรรมที่ดับทุกข์จริงๆ จะต้องออกมาจากภายในจิตของใครของมัน
แล้วมาตรงกับพระไตรปิฏกเท่านั้น

สภาวะที่เกิดขึ้นของใครของมัน เหตุใครเหตุมัน ไม่เหมือนกันหมดทุกคน
แต่แกนกลางที่เหมือนกันคือ ไม่ทุกข์ใจแม้แต่นิดเดียว

ถ้าสมบูรณ์จริงๆ ดับทุกข์ใจได้เท่ากัน ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรในจิต
เพราะความมีที่ยังมีหลงเหลืออยู่ย่อมเป็นทุกข์

ไม่ต้องไปลังเลสงสัยอะไร ให้ทำไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อน อย่าหวังผล
อย่าท้อถอย ทำเท่านั้น อดทนทำต่อเนื่องไป ย่อมถึงผลในที่สุด

คนส่วนมากมักพูดว่า ปฏิบัติมานานแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย
การปฏิบัติ เราปฏิบัติเพื่อเอาทุกข์ออกจากใจ ไม่ใช่เพื่อไปได้อะไร หรือไปเป็นอะไร

เป็นเรื่องของตนเห็นจิตตน ซึ่งทางธรรมเรียกว่า ” ปัจจัตตัง ”
หมายถึงปฏิบัติไปๆจะเห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง อารมณ์ยินดี ยินร้าย
ที่เคยมีอยู่ในจิต มันค่อยๆลดลงไปๆ ในขณะเดียวกัน ความทุกข์ใจจะค่อยๆน้อยลงๆ

ความเป็นอยู่ จะอยู่ง่าย กินง่ายมากขึ้น ไม่ยึดมั่นเหมือนเมื่อก่อน
หากความโลภ ความโกรธ ความหลง ลดลงมากเท่าไหร่ ทุกข์ก็จะลดลงมากเท่านั้น
หมดเมื่อไหร่ หมดทุกข์เมื่อนั้น

ธรรมแท้มีไม่มาก มีทุกข์หรือไม่ทุกข์เท่านั้น
หมายถึงใจเป็นสำคัญ รู้ก็ไม่ทุกข์ ไม่รู้ก็ทุกข์

ในที่สุดของการปฏิบัติคือ

อยู่กับกิเลสได้ โดยใจไม่ไปเป็นทุกข์กับกิเลส
อยู่กับทุกข์ได้ โดยใจไม่ทุกข์

อยู่กับโลกได้ด้วยใจเป็นธรรม กายส่วนกาย ใจส่วนใจ
แต่อาศัยอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง

หากรู้สภาวะภายในที่เป็นเหตุที่แท้จริง ย่อมสามารถรู้สภาวะภายนอกที่เป็นผลได้ด้วย
เรียกว่า ฝึกภายใน สนามสอบอยู่ภายนอก ดูผัสสะหรือการกระทบที่เกิดขึ้น

เราฝึกจิตเพื่อให้รู้เท่าทันสภาพที่แท้จริงของอุปทาน
หรือความหลงยึดต่อร่างกายและสิ่งต่างๆในโลกนี้ อันเป็นธาตุ ๔ ว่า
เป็นตัวเรา ของเรา แล้วขจัดความหลงให้หมดสิ้น

เพราะการมีตัวเรา ของเราเกิดขึ้นในจิตเมื่อไหร่
ทุกข์จะเกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที

จิตมีความยึดถือในความมีตัวตนของเรา มากน้อยเพียงใด
ก็จะเกิดอุปทานไปตามนั้น

โฆษณา

พฤศจิกายน 2010
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: