กัลยาณมิตร

คำว่า ” กัลยาณมิตร ” ฟังแรกๆเราไม่ค่อยรู้สึกซาบซึ้งอะไรเลย
เพราะเมื่ออ่านตามความหมายตามคำที่มีเขียนไว้เกี่ยวกับคำว่า กัลยาณมิตร
มันดูอลังการงานสร้างจริงๆ แล้วจะไปหากัลยาณมิตรแบบนั้นได้ที่ไหนล่ะ ชิมิ ชิมิ ( ใช่ไหม )

มาในวันนี้จากหลายๆสภาวะที่ได้ผ่านๆมา จนมาเป็นเราในวันนี้
เรารู้สึกซาบซึ้งใจใจคำว่า กัลยาณมิตร ยิ่งนัก

กัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูลในหลายๆด้านในสภาวะของเรามาตลอด
ไม่ว่าจะเรื่องการปฏิบัติ ( ให้กำลังใจกัน แบ่งปันกัน )
ในเรื่อง ไอที ซึ่งเราสุดแทนจะห่วยแตกในเรื่องนี้
ในเรื่องข้อคิดเห็นที่นำเสนอในมุมมองของแต่ละคน ฯลฯ

แบบรู้สึกประทับใจมากๆ ซึ่งมันหาความรู้สึกแบบนี้ได้ยากมากๆ
ในท่ามกลางผู้คนมากมาย เรารู้สึกว่าหาได้ยากจริงๆ

ช่วงนี้สภาวะของเรา มันสวิงสุดๆ ควบคุมไม่ได้
ทุกทียังพอจะควบคุมได้บ้าง นี่ควบคุมไม่ได้เลย
เรารู้แต่ว่า มันยังมีเรื่องราวของสภาวะอีกมากมายที่เรานั้นต้องเรียนรู้

นี่เป็นอีกหนึ่งข้อคิดเห็นของคนที่เดินเส้นทางเดียวกัน ได้มาฝากข้อความไว้

ผมอยู่กับไฟมาตลอด ช่วงแรกก้อให้เขานำ ต่อมาก้ต่อต้านเขา
แต่วันนี้ก้อเพียรทำความเข้าใจกับเขา เพื่อไม่ให้เขาเหนือกว่าผม…แต่ก้อต้องเรียนรู้กันต่อไป

ทุกคนไม่มีความแตกต่างกัน ยังมีกิเลสเหมือนๆกัน
แต่อยู่ที่ว่า สติ สัมปชัญญะของใครจะรู้เท่าทันมากกว่ากันเท่านั้นเอง

ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่าว ว่าวที่กำลังจะติดลมบน

ว่าวก็คือ จิต

สติคือ เชือก ที่คอยเหนี่ยวรั้งจิตเอาไว้

ลมคือ กิเลส

ถ้าเรามีเชือกที่เหนียวแน่น รู้จักหย่อนเชือก รู้จักจังหวะในการปล่อยเชือก
รู้จักดึงว่าวให้อยู่ในที่พอเหมาะพอควร เราก็จะคอลโทรลว่าวตัวนั้นได้

จิตก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้น
เราก็จะอยู่กับกิเลสนั้นๆได้โดยไม่ไปหลงไหลจมปลักอยู่กับมัน ดั่งว่าวที่ติดลมบน

ถ้าลมมีแรงมากกว่า ว่าวก็อาจจะหลุดลอยหรือขาดหายไปได้
เพราะเชือกที่มีอยู่ยังเหนียวแน่นไม่มากพอ

จิตก็เหมือนกัน ถ้าสติเหนี่ยวรั้งดึงเอาไว้ไม่อยู่
กิเลสก็ลากเอาไปกินหมด พาเข้ารกเข้าพงไป เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้
เพื่อให้รู้เท่าทันกิเลสและอยู่กับกิเลสได้ โดยไม่ไปสุขหรือทุกข์กับกิเลสแต่อย่างใด

เช้าวันนี้ จิตเราไม่ค่อยสดใส มันบอกไม่ถูก
รู้แต่ว่าข้อสอบที่ถูกให้ทำนั้น เราสอบตกแบบหมดท่า
จากสภาวะนี้ทำให้เรารู้ว่า แค่เผลอ เราเสร็จมันทันที กิเลสมันไวมาก
ถ้าไม่มีบททดสอบ เราเองก็คงไม่รู้ว่า กำลังสติที่มีอยู่นั้น มีมากน้อยแค่ไหน

วันนี้ก็คิดนะ บางทีเราต้องการใครสักคนที่พอจะพูดคุยด้วยได้
ใครหนอที่เราพอจะคุยด้วยได้ แบบอยากคุยกับใครสักคน แต่ไม่รู้จะคุยกับใครดี

ทั้งๆที่รู้นะ เหตุล้วนเกิดจากตัวเองทั้งหมด ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก
เราเองก็รู้คำตอบดี ก็พยายามหาอะไรก็ได้ให้จิตมีที่เกาะ เพื่อไม่ให้มันเที่ยวไปนอกตัว
ซึ่งสติอาจจะทันบ้าง ไม่ทันบ้าง นี่แหละสภาวะในตอนนี้อีรุงตุงนังไปหมด
เหมือนกิเลสมาเสนอหน้ารวมมิตร มารวมหัวกันทดสอบ

แต่เชื่อมั่นว่า สร้างเหตุดี ผลย่อมดีอย่างแน่นอน
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มันคือเหตุที่เราทำไว้ในอดีต ผลเลยเป็นเช่นนี้

โอ้ …. กิเลสที่รัก เรามีกันและกันมากี่ภพกี่ชาติมาแล้วนะ
ถ้าไม่มีกิเลส ไม่รู้จักกิเลส เราก็คงไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเอง
ที่เรายังคงมีและยังคงเป็นอยู่ เพียงแต่กิเลสบางตัวมันฝังแน่นสนิท มันเนียนจนมองไม่เห็น

อุบายในการรักษาจิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
เช่นตัวเราในตอนนี้ อะไรก็ได้ที่สามารถเอาจิตเกาะไว้ได้

เราชอบฟังเพลง ก็เอาเพลงใส่มันลงไป กิเลสที่จิตชอบ
พอฟังแล้วก็มองเห็นเป็นธรรมะที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางเสียงเพลง
อย่างน้อยทำให้จิตที่วุ่นวายสงบลงไปได้ชั่วครู่ก็ยังดี ดีกว่ามันไปรู้นอกตัว

นี่แหละหนอสภาวะ แปรเปลี่ยนตลอดเวลา
อุบายในการรักษาจิตของเราจึงแปรเปลี่ยนตลอดเวลา

เอากิเลสเป็นเหยื่อล่อ รู้จักใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์
ฟังเพลงแล้วก็คิดพิจรณาออกมาเป็นธรรมะ แล้วเราก็จะผ่านไปได้เหมือนสภาวะที่ผ่านๆมา

เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่มองเห็นได้ชัดคือ ยิ่งผ่านสภาวะต่างๆมากขึ้นเท่าไหร่
บททดสอบยิ่งมีมากขึ้นและละเอียด เนียนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในการเดินทางในเส้นทางนี้ จริงๆแล้ว รอบๆตัวเรามีเพื่อนร่วมทาง
เพียงแต่ต่างคนต่างเดินไปตามเหตุปัจจัยของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเอง
แล้วแต่สภาวะของแต่ละคน แล้วแต่เหตุที่ได้ทำกันมาทั้งเหตุเก่า
กระทั่งในปัจจุบันที่ยังหลงทำอยู่บ้าง

มันก็มีในบางครั้งที่อยากคุยกับใครสักคน เวลาที่เราโดนกิเลสรุมยำแบบนี้
ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมาก แค่ได้ยินเสียง แล้วได้พูดตามความรู้สึกที่เจออยู่
แต่มันก็อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร เพียงแค่ให้เราได้รู้ว่า
มีนะเพื่อนร่วมทางที่เขาเองก็ยังคงเดินอยู่กับเรา

ก็ได้โทรฯไปหา คุยกันแค่แป๊บเดียว มันไม่รู้จะคุยอะไร อธิบายไม่ได้
เขาบอกว่า เขาเองก็เป็นแบบนั้น เข้าใจในความรู้สึกนี้ดี มันอธายออกมาไม่ได้
แค่ได้ยินเสียงใครสักคนก็พอ ซึ่งพอได้คุยเหมือนไม่ได้คุย ใจมันจะผ่อนคลายลงไปเอง
นี่แหละอยากคุยด้วย แต่ปราศจากคำพูด เข้าใจกัน แต่อธิบายออกมาไม่ได้

แล้วพอมาตอนที่จะใช้เครื่อง ตอนนี้ใช้โน๊ตบุ๊ค เจอปัญหาอีก
แป้นมันใช้งานตามตัวอักษรที่มีอยู่ไม่ได้ ก็โทรฯหากัลยาณมิตรที่ละคน
คงจะทำงานกัน ติดต่อใครไม่ได้ สุดท้าย นึกถึงหมูซึ่งใช้โน๊ตบุ๊คเหมือนกัน
หมูได้ช่วยไปหาข้อมูลในกูเกิ้ล ก็เลยได้ความรู้ใหม่มาอีกหนึ่งเรื่อง

คือ ถ้าแป้นไม่เป็นไปตามตัวอักษรที่กำหนดไว้ ให้กดคำว่า Fn คู่กับ Num Lk พร้อมๆกัน
แป้นก็ใช้งานได้ตามปกติ นี่แหละหนากัลยาณมิตร
แต่ละคนก็ได้ช่วยอะไรๆแก่เราอย่างมากมาย

ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกๆคนมาณที่นี้ด้วย
เพราะทำให้รู้ว่า เราไม่ได้เดินอยู่คนเดียว แต่เรายังมีเพื่อนร่วมทางอีกหลายๆคน

ความพอใจ

วันนี้ขณะที่เดินอยู่ที่บิ๊กซี เจอคนในหมู่บ้านที่มาขอคำแนะนำกับเรา
เขาได้เข้ามาทักเรา เราก็เลยสอบถามสภาวะที่เป็นอยู่ของเขาในตอนนี้
เขาบอกว่า สุขนะคะ ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีความสุขได้มากมายขนาดนี้ มันเกิดของมันเอง
เกิดได้ยังไงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามีความสุขมากๆ มันตอบไม่ได้

เขาจะเดินก่อน แล้วแต่เวลาที่มีด้วย ไม่แน่นอน ไม่ได้จับเวลา
หลังจากเดินเสร็จจะไปนั่งที่โซฟา ดูลมหายใจเข้าออก
เขาจะปรับลมหายใจก่อน แบบที่เราแนะนำไว้

เขาบอกว่า ไม่น่าเชื่อนะ ทำแค่นี้เอง ทำง่ายๆไม่ยุ่งยากอะไร
ทำแค่นี้ยังสุขได้ขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ เขามีอารมณ์ที่เย็นลง
ตอนนี้น้องสาวเขาได้มาสนใจและลองทำตามพี่สาว คอยซักถามกับพี่เขา
พอฟังเรื่องนี้ เราเข้าใจเลยว่า มิน่า เขาถึงยกมือไหว้เรา ปกติแล้วเขาแทบจะไม่ทักเราเลย

แล้วอีกอย่าง เขาทั้งสองคนก็อายุมากกว่าเรา เป็นอาจารย์ทั้งคู่
นี่แหละหนาธรรมะ ทำให้กลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนไปทันตา

เราบอกว่า ทำไปเถอะค่ะ ทำมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เวลามีจำกัดแค่ไหน ทำไปแค่เท่าที่พอจะทำได้ สะดวกตอนไหน ทำได้เลย
แค่นี้ก็สุขใจแล้วเห็นไหมคะ เขาบอกว่าจริง เพราะเขาเจอด้วยตัวของเขาเอง

อนุโมทนา

โฆษณา

พฤศจิกายน 2010
พฤ อา
« ต.ค.   ธ.ค. »
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: