ทุกสิ่งมีประโยชน์

ทุกสิ่งมีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักนำมาพลิกแพลงในการใช้ ไม่ว่าจะเรื่องการเจริญสติ เรื่องข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนกับคนรอบๆตัวเรา ขอเพียงเจริญสติให้อย่างต่อเนื่อง ปัญญาจะเกิด ทำให้รู้จักวิธีที่จะนำออกมาใช้ตามเหตุ ตามความถนัดของแต่ละคน

เสื้อผ้า กางเกงทุกชนิดที่ไม่ใช้แล้ว แม้แต่ผ้าปูที่นอน เรียกว่าสิ่งของทุกอย่างเราสามารถนำมาแปรสภาพให้ใช้งานได้ บางส่วนที่ให้กับคนอื่นๆได้ก็นำไปแจกจ่าย บางส่วนมองดูว่าไม่เหมาะที่จะให้แก่ใครๆก็นำมาแปลงรูป อย่างเช่น เสื้อ เราจะนำมาตัดตั้งแต่ใต้แขนลงมา เพราะเนื้อผ้าตรงนี้จะชิ้นใหญ่ เราจะนำมาเย็บต่อๆกัน ดัดแปลงเป็นผ้าห่มบ้าง ผ้าปูที่นอนบ้าง ผ้าเช็ดมือบ้าง ผ้าเช็ดเท้าบ้าง คือแล้วแต่สภาพของเนื้อผ้า

ส่วนกางเกง จะตัดขอบกางเกงออก เป็นกางเกงไร้เอว ถ้าขายาวจะตัดเป็นขาสั้น ใส่อยู่บ้านได้แบบสบายๆ ยิ่งกางเกงยีนส์ ขากางเกงที่ตัดออก นำมาทำเป็นกระเป๋าใบใหญ่บ้าง ซองใส่มือถือ กระเป๋าใส่สตางค์แบบพกพา คือ เสื้อผ้าทุกชิ้น สามารถนำมาดัดแปลงได้สารพัด ดีกว่าโยนทิ้งไปเพราะเห็นว่ามันเก่า ของเก่าก็มีประโยชน์นะ ถ้าเรามองเห็น

การที่เอาจิตจดจ่อรู่อยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเขียนหนังสือ เย็บผ้า ถักโเชท์ ทำงานบ้าน ซึ่งงานที่เรายกตัวอย่างมาตรงนี้ ปกติไม่เคยชอบเลยนะ โดยเฉพาะงานบ้านไม่ชอบเลย ทำแล้วไม่เคยเสร็จ หลับก่อนตลอด เรียกว่าแค่กวาดบ้านก็ยังไม่เสร็จเลย

ผลของการเจริญสติ ทำให้กลายเป็นคนละคนไป เป็นคนที่รู้จักพลิกแพลง รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ รู้จักนำมาสร้างให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อาจจะดูเดิมๆซ้ำๆ แต่ผลที่ได้นั้นมีค่ามากมาย เพราะการเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น สามารถทำให้ได้ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่สำคัญสุดๆคือ ปัญญาที่เกิดขึ้น มันจะมีแต่การถ่ายถอนอปุทาน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

บ้านก็สะอาด กายก็สะอาด จิตก็สะอาด กลายเป็นคนรู้จักกาลเวลามากขึ้น รู้จักใช้เวลาและทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์ นี่แหละผลของการเจริญสติ อย่างน้อยๆที่เห็นได้ชัดคือ ความสุขใจที่ไม่ต้องไปอิงอามิสบูชาหรือต้องไปอิงสิ่งนอกตัว แค่รู้อยู่ในรูป,นาม ในกายและจิตนี่แหละ แค่นี้ก็สุขแล้ว กิเลสยังมีนะ แต่อยู่กับกิเลสได้มากขึ้น ไม่ไปหลงระเริงหลงลงไปเล่นกับกิเลสแบบก่อนๆ ดูตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยไม่มีข้อแม้แต่ใดๆ ไม่ว่าเหตุนั้นๆจะดีหรือไม่ดีในความรู้สึกหรือความคิดก็ตาม ทำได้แค่นี้ก็พบกับความสุขใจเนืองๆ

การอธิษฐานและความสุข

เวลาคนอธิษฐานขอนั่นขอนี่ ส่วนมากจะขอให้ตัวเองตลอดจนขอให้คนอื่นๆว่า ขอให้ตัวเอง ขอให้คนนั้นคนนี้มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ร่ำรวย ขอให้เป็นคนรวย สวย ดี มีปัญญาฯลฯ

การอธิษฐาน คือ การตั้งจิตที่จะทำ ไม่ใช่การขอ การขอนั่นคือคำอวยพรที่อีกฝ่ายให้ด้วยความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นในจิต

คำขอต่างๆที่คิดให้กับคนอื่นๆนั้น ขออะไรจะสู้ขอให้ทุกคนจงมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาไหน เพศไหนฯลฯ
การที่เราขอว่า ขอให้เกิดมารวย สวย ดี เกิดมามีปัญญา หรือขอให้คนนั้นคนนี้ ขอสิ่งดีๆให้กับคนอื่นๆ สิ่งต่างๆเหล่านั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนทำมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดจากการอธิษฐานจิตขอให้เป็นนั่นเป็นนี่แต่อย่างใดเลย สร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เพราะความไม่รู้จึงหลงขอไปเช่นนั้น ถ้ารู้แล้วจะไม่ไปขอแบบนั้นเลย

ต่อให้เป็นไปตามคำขอ ทั้งๆที่บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น ล้วนเป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ต่างหาก ถึงแม้จะเป็นไปตามคำขอจะด้วยเหตุใดก็ตาม คำขอต่างๆเหล่านั้น ล้วนมีความทุกข์แฝงไว้ทั้งสิ้น สภาวะความทุกข์สอดแทรกอยู่ทุกๆสภาวะตลอดเวลา เพียงแต่ว่า จะรู้หรือเห็นกันบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง

เวลาแผ่เมตตา ควรขอให้ทุกคนมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ตลอดจนเหตุปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา สุขมาก สุขน้อย ยอู่ที่อุปทานให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แต่มันก็คือ ความสุขสำหรับคนๆนั้น เราจึงไม่ควรไปว่ากันหรือนำไปเปรียบเทียบว่า ใครคนไหนมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่ากัน มันอยู่ที่เหตุที่ทำมา และอุปทานที่เกิดขึ้นต่างหาก สุขและทุกข์ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตัวเราเองทุกวันนี้มีความสุขนะ ความสุขของเรานั้นเกิดจากการเจริญสติ เป็นเหตุให้รู้อยู่ รู้ชัดในรูป,นามได้ดี ถึงจะมีอุปทานการให้ค่าบ้างในบางครั้ง อย่างน้อยมันก็คือความสุขทางใจที่หาได้ยากยิ่งนัก เพราะความสุขนี้สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

ที่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์นั้น สภาวะเป็นอย่างไร

ความสุขชนิดนี้ ไม่ได้มีเหตุเกิดจากอุปทานแต่อย่างใด สุขชนิดนี้เกิดจากการเจริญสติ ทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปอดีต ไปปรุงแต่งไปอนาคต จิตจะอิ่มเอิบตลอดเวลา สุขชนิดนี้เป็นเหตุให้เกิดความเพียร เกิดสติ เกิดสัมปชัญญะ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาและปัญญาญาณ คือ รู้แจ้ง รู้ชัดตามความเป็นจริง

แล้วจะไม่ใช่ความสุขที่สะอาด บริสุทธ์ บริบูรณ์ไปได้อย่างไร เพราะสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วย ศิล สมาธิ ปัญญา นี่แหละความสุขที่แท้จริง ที่หาได้ยากยิ่งนัก พราะปราศจากอุปทานและการปรุงแต่งใดๆ

วันนี้ได้ฟังข่าวที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง เราถือว่าข่าวเกี่ยวกับคนที่หลงในสงสารหรือในภพชาติน้อยลงนั่นคือ ข่าวที่เป็นมงคลยิ่งกว่าข่าวใดๆ น้องที่ทำงานที่เรามองว่า ต่อไปเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีของทุกๆคนที่ได้มาคลุกคลีกับเรา เปลี่ยนแปลงทางจิตในเหตุที่ก่อภพก่อชาติน้อยลง จะไม่ให้รู้สึกยินดีได้อย่างไร

ระหว่างที่ยืนรอรถบริษัท น้องคนที่ยืนรอรถด้วยประจำ คนนี้อีกคนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่มองเห็นได้ชัด จิตเขาใฝ่ในธรรมะมากขึ้น ยิ่งไปเจอน้องอีกคน คนที่เรากล่าวถึง มันเหมือนการถ่ายทอดสภาวะจากอีกคนไปสู่อีกคน ซึ่งตรงนี้เรื่องจริง ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน

น้องคนนี้ได้พูดคุยกับน้องคนนั้นถึงเรื่องชู้สาวของคนในที่ทำงาน ซึ่งเขาแค่เปรยๆ เขาบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร แล้วน้องอีกคนบอกว่า อย่าแม้แต่จะคิด ทุกอย่างมันส่งผลหมด ให้ระวังให้ดี

ซึ่งน้องคนนี้ได้นำมาถามเราอีกทีว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีเจตนาคิดไม่ดีหรือไปคิดว่าอะไร เราบอกว่า ทุกๆการกระทำแม้แต่ความคิด ล้วนส่งผลหมด ไม่มีข้อยกเว้น

น้องบอกว่า ตายเลย คิดไม่ถึงจริงๆ แค่อยากจะเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง คือ มันต้องดูนะว่าที่เล่าน่ะ เล่าแบบไหน เล่าอย่างไร จิตนี่สำคัญมากๆ แต่จะรู้ทัน ดูทันไหมเท่านั้นเอง

นี่แหละข่าวดีที่เป็นมงคลมากๆสำหรับตัวเราเองในเช้านี้ สำหรับในช่วงบ่าย มีอีกคนเข้ามาหา คนนี้สมถะแรง กำลังปรับเรื่องอินทรีย์อยู่ แต่เขายังทำได้แบบกระท่อนกระแท่น เพราะเขากลัวการเห็นวิญญาณ ตัวสามีเขาเองก็สมถะแรง เรียกว่าสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่คนทั่วๆไปมองไม่เห็น แต่เขาสองสามีภรรยาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงมักจะเจอวิญญาณมาขอส่วนบุญบ่อยๆ มาในรูปแบบต่างๆ

เราได้อธิบายเรื่องจิตกับการสร้างภาพของจิตให้เขาฟัง จิตของแต่ละคนจะมองเห็นภาพอีกภพไม่เหมือนกัน แตกต่างไปตามจิตของแต่ละคน ตอนนี้เขาหันกลับมาเจริญสติใหม่ เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ชอบสวดมนต์ ชอบนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ต่างๆไปได้ ไม่เหมือนการเจริญสติ ถึงแม้ว่าเขาจะทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่มันเห็นผลที่ได้รับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้เขาจึงได้กลับมาหาเราใหม่อีกครั้ง

หลังจากที่ห่างเหินกันไปนานมากๆ เหตุมี ผลย่อมมี ใช่ว่าการเจริญสติทุกคนจะทำได้หมด แล้วแต่เหตุที่ทำมานะ รูปแบบ แนวทางการปฏิบัติจึงแตกต่างกันไป เพียงแต่การปฏิบัตินั้นๆจะเป็นเหตุให้รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตได้หรือไม่เท่านั้น หากรู้เท่าทันได้จริง ย่อมดับเหตุได้ไว คือ ดับที่ตัวเอง ไม่ไปก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นเหตุใหม่อันเป็นการสร้างภพชาติอีกต่อไป จะมีแต่มุ่งสละออก มีแต่ให้กับให้จนหมดใจ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใดเลย

ใครผิด?

หลายๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อก่อนเรามักจะชอบถามตัวเองด้วยคำถามเดิมๆบ่อยๆว่า ” เราผิดด้วยหรือ? ” เพราะส่วนมากเรามักจะถูกอีกฝ่ายต่อว่าทำนองว่าเราทำผิดต่อคนอื่นๆ จนมองดูเหมือนกับว่าชีวิตของเรานั้นมักจะพบแต่ความผิดพลาดมากกว่าที่จะประสพกับความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องของชีวิต

เดี๋ยวนี้เราเลิกถามตัวเองแล้วว่า ” เราผิดด้วยหรือ? ” เพราะได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า เพราะความไม่รู้ เพราะไม่ได้ดั่งใจที่คนอื่นต้องการให้เราเป็นแบบที่เขาต้องการ เราจึงต้องเป็นคนผิดในสายตาของคนอื่นๆตลอดเวลา แม้ทุกวันนี้ ก็ยังมีคนกล่าวหาเราว่าเรานั้นผิด ยังคงมีอยู่

ทุกวันนี้การเดินทางของเรา เหมือนเดินทางแบบโดดเดี่ยว มีเพื่อนก็เหมือนไม่มี เพราะมีบ่อยครั้งยามที่เราอยู่คนเดียว เราสัมผัสถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น เราเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ต่อให้มีเสียงอึกทึกครึกโครมมากแค่ไหน เราก็รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครเลย มีบ่อยครั้งที่เราชอบรู้อยู่ในกายนานๆ นั่งดูการทำงานของกาย พอรู้สึกเบื่อก็เปลี่ยนอิริยาบทหางานอื่นๆให้จิตมีงานทำ พยายามไม่ปล่อยให้จิตว่างงาน เพราะพอว่างงาน กิเลสมักจะเข้าแทรกแซงทุกที

งานที่เราชอบให้จิตรู้อยู่ในงานนั้นๆมากที่สุดคือ การยืนเย็บผ้า สลับกับการเดินจงกรม ชอบมากเลยนะ เพราะทำให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในงานนั้นๆในดี ความคิดไม่ค่อยเกิด บางครั้งเกิดก็มีแต่ความคิดพิจรณาทบทวนสภาวะต่างๆที่ผ่านมา บางทีเดินสลับกับยืนทำงานแบบนี้เป็นเวลาถึงสี่ชั่วโมงก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเมื่อยแต่อย่างใด มีแต่เป็นเหตุให้สมาธิเกิดอย่างต่อเนื่อง เมื่อกำหนดนั่งต่อ สมาธิที่เกิดขึ้นแนบแน่นดี รู้ชัดในกายได้ดี รู้ถึงการเคลื่อนไหวต่างๆในกาย จิตจะรู้อยู่แบบนั้นได้อย่างต่อเนื่อง สภาวะที่เกิดขึ้น มักจะเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เที่ยงเนืองๆ ทำให้เกิดการให้ค่าต่อสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เรียกว่าอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

นับวันจิตตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในกายเนืองๆ เมื่อกี้ขณะที่นั่งอ่านคนมาส่งสภาวะให้อ่าน ขณะที่อ่านสิ่งที่เขาโพสๆมา จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่องรู้ชัดในกายได้ดี เห็นการเคลื่อนไหวของกายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจะรู้ชัดตรงลิ้นปี่ได้ชัดมากๆ

เดี๋ยวนี้สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะทิสากาเกิดขึ้นบ่อยกว่าเมื่อก่อน ไม่มีความยินดีอะไรๆต่อสภาวะที่เกิดขึ้น เริ่มเคยชินต่อสภาวะเลยไม่ไปรู้สึกยินดีอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติของสมาธิที่มีกำลังแรงมากๆ สภาวะนี้เขาจะเกิดของเขาเอง ยังหรอก สมาธิแค่นี้ยังไม่พอ ต้องมีมากกว่านี้ ถึงจะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนไปได้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ไปรู้สึกคาดหวังใดๆกับสภาวะ

ตอนนี้ใครพูดอะไรมา นั่นคือเหตุของคนๆนั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ชัดในรูป,นามกัน ตราบนั้น ย่อมมีการให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ เรื่องปกตินะ เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มีผลก็ย่อมไม่มี ก็ยังมีอยู่นะที่จิตมีการกระเพื่อมต่อสิ่งที่มากระทบ แต่ก็แค่รู้ได้ไวมากขึ้น บางครั้งแค่การให้ค่าของคนอื่นๆก็มีผลกระทบต่อจิตของเรานะ ก็เราเองยังมีกิเลสอยู่นี่ เรื่องธรรมดาๆมากๆที่เราเองก็ยังรู้สึกอยู่บ้าง แต่สติมันทันมากขึ้น เลยไม่ไปรู้สึกทุกข์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเหตุให้ทุกข์ใจแต่อย่างใด

บางสภาวะก็ทำให้เรารู้สึกตื้อๆขมๆอยู่ในลำคอแบบบอกไม่ถูก สภาวะของใจหรือจิตนี่ช่างยากจะที่จะบรรยายออกมาได้หมดจริงๆ เราเองยังอ่านตัวเองไม่ออกอีกหลายๆสภาวะ บางครั้งบางสภาวะเกิดขึ้นที่มีผลทำให้จิตกระเพื่อม เรานั่งดู บางครั้งถามตัวเองว่า ทำไมยังคงรู้สึกแบบนี้ สุดท้ายคำตอบก็คือมันก็แค่สภาวะ เหตุมี ผลย่อมมี สภาวะมาทดสอบเราตลอดเวลา ก็ยังคงมีผลอยู่นะสภาวะนี้ถึงแม้ว่าตอนนี้ไม่เกิดถี่เหมือนเมื่อก่อนก็ตาม แต่ก็เกิดไม่นาน อาการที่จิตกระเพื่อมก็น้อยลงไปเอง มีแต่เหตุทั้งนั้นเลยนะ เหตุที่ทำไปด้วยความไม่รู้

http://music.siamza.com/music.php?k=64K&id=203

สภาวะแต่ละสภาวะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ก่อให้เกิดความทุกข์แต่อย่างใด แต่บางสภาวะเวลาที่เกิดขึ้นก็ทำให้รู้สึกตื้อๆขมๆในคอทุกๆครั้ง ไม่ใช่แค่สภาวะนี้สภาวะเดียว ยังมีอีกหลายๆสภาวะที่ทำให้เรารู้สึกเช่นนี้ บางทีเราเองก็งงนะ ทำไมความรู้สึกเดียวกัน ทั้งๆที่สภาวะเกิดขึ้นนั้นเป็นคนละคนกัน แต่ถึงแม้จะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในคนละคนก็ตาม ที่เหมือนๆในสภาวะนี้คือ การจากลา ไม่ว่าจะจากลาแบบไหนๆก็ตาม ไม่ว่ากับใครก็ตาม เวลาสภาวะนี้เกิดขึ้น จะทำให้เรารู้สึกตื้อๆขมๆในคอทุกๆครั้ง เมื่อกี้ก็เกิดตอนที่น้องเขามาส่งสภาวะ มันไปนึกถึงวันที่ต้องจากกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม …..

สังเกตุหลายครั้งแล้ว เวลาที่จิตเราว่างจากงาน เราจะชอบแว่บระลึกถึงเรื่องการจากลาทุกครั้ง มันเป็นเอง เหมือนสภาวะมันคอยตอกย้ำให้เราเคยชินเรื่องการจากกัน ให้เราฝึกที่จะปล่อยวางในการเกาะเกี่ยวสิ่งต่างๆ เพราะยังไงสักวันต้องจากกันอยู่ดี ไม่ว่าจะจากกันด้วยเหตุอันใดก็ตาม

เราจึงควรที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้อย่างคุ้มค่า ควรบอกลากัน ให้อภัยซึ่งกันและกันไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะความไม่รู้ตัวเดียว ภพชาติจึงยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังมีเหตุ ตราบนั้นผลที่ได้รับย่อมมีแน่นอน เราจึงมาปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุ คือ ตัวตนที่มีอยู่ของเรานี่แหละ

ยารักษาจิต

สภาวะในช่วงนี้ขณะที่เดินหรือการรู้ในอิริยาบทย่อยแม้กระทั่งขณะที่กำลังนั่งอยู่ สามารถรู้อยู่ในรูป,นามได้ดี รู้สึกตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในการใช้ชีวิตในการทำงานหรือชีวิตโดยทั่วๆไป รู้อยู่ในกายได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งมีบางสภาวะเกิดขึ้นในจิต สมาธิจะเกิดขึ้นตามประกบทันที สภาวะนั้นจะดับหายไป มันช่างน่าอัศจรรย์เสียจริงๆ

แล้วในช่วงระหว่างเดินทางกลับบ้าน ขณะที่นั่งอยู่ในรถรับส่ง จิตรู้อยู่ในกายมากขึ้นเรื่อยๆ สมาธิเกิดตลอด มีหลายๆสภาวะ หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น เราเริ่มดูทันและรู้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ เหมือนเป็นนักวิจัยไปเลย

วันนี้ทั้งวันปฏิบัติได้ดีทั้งวัน รู้ชัดในกายได้ต่อเนื่อง สมาธิแนบแน่นดีตลอด ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างไม่เที่ยงหรอก กฏข้อนี้เรารู้ดี จึงไม่ได้ยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะนั้นๆ มันแค่รู้ จะไปเอาอะไรกับสภาวะ โดนทดสอบตลอดเวลา

เรื่องการให้ค่ายังคงมีอยู่ แต่หายไปไวมากขึ้น เพราะพอเริ่มรู้ทันความคิดว่ากำลังให้ค่าแล้วนะ ความคิดที่ให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบหรือความรู้สึกนั้นๆจะค่อยๆหายไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปกำหนดอะไรเลย เพียงรู้เท่าทันในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

การรู้อยู่ในกาย หรือที่เรียกว่า รู้อยู่ในรูป,นาม เปรียบเสมือนยารักษาจิตชั้นดี เพราะจิตไม่ไปซัดส่ายนอกกาย ไม่ไหลไปหาทั้งอดีตและอนาคต เหตุใหม่ที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่มี ตอนนี้จึงมีแต่เหตุดีๆเกิดขึ้นในชีวิตมากมาย เราจึงมีแต่จะให้และก็ให้ผู้อื่นตลอดเวลา

วันก่อนให้หมูหยองไป วันนี้กลับได้หมูหยองกลับคืนมา แปลกดีไหมล่ะ? ให้อะไรไป ได้สิ่งนั้นกลับคืนมา ทั้งๆที่ในการให้แต่ละครั้งของเรานั้นไม่ได้ให้แบบหวังผลใดๆเลย

เครื่องมือที่จะตั้งรับมือกับกิเลสได้ดีที่สุดคือ การรู้อยู่กับรูป,นาม เพราะนับวันสภาวะของกิเลสจะเจอแต่ตัวความพอใจ หรือที่เรีกว่าตัวกามราคะ น้อยนักที่จะเจอตัวปฏิฆะ เพราะตัวปฏิฆะย่อมละได้ง่าย เมื่อเข้าใจถึงเหตุที่ทำและผลที่ได้รับแบบชัดเจน

ส่วนตัวกามราคะหรือความยินดี ความพอใจนั้น จะเจอแบบหยาบๆก่อน พอมาเจอสภาวะที่ละเอียด เป็นรูปที่ละเอียด คือเกี่ยวกับความรู้สึก ไม่ใช่รูปแบบหยาบๆที่มองเห็นได้ จะเเป็นสภาวะที่เจอบททดสอบที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ การรู้อยู่กับรูป,นามได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

เจริญสติ

เราทุกคนทุกรูปทุกนาม ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรหรือใครก็แล้วแต่ ทุกสิ่งที่เป็นเหตุให้แต่ละคนมีความแตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เหตุของใครเป็นคนทำเอาไว้ ย่อมรับผลไปตามที่ตัวเองได้กระทำเอาไว้ เหตุในอดีตที่ทำไว้ ส่งกลับมาเป็นผลในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในชีวิตของแต่ละคนนั่นเอง

แม้กระทั่งอุบายในการเจริญสติของแต่ละคนล้วนแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนกระทำมา ส่วนจะเป็นอะไรยังไงนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเหตุเก่าด้วย

ขอเพียงให้อดทน เพราะตอนนี้เมื่อได้มาเจริญสติ นับว่ากำลังสร้างเหตุดี ซึ่งเป็นเหตุใหม่ของชีวิต เรากำลังกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพาอะไรแต่อย่างใด ตัวเราของเรานี่แหละ

ส่วนภายนอกนั้น ล้วนเป็นข้อสอบที่เราจะถูกให้ทำข้อสอบแบบไม่ทันตั้งตัว นี่แหละคือตัววัดผล ของการเรียนหรือการฝึกเจริญสติของแต่ละคนนั่นเอง ผ่านหรือไม่ผ่าน เราเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด

เฉกเช่นเดียวกับอาชีพ อาชีพของแต่ละคน เขาฉีกมุมมองอีกมุมมองให้เห็น อาชีพที่ใครหลายๆคนอาจจะบอกว่ามันเป็นมิจฉาชีพ เช่น การเป็นโจรหรือขโมย ในส่วนดีของอาชีพนี้ส่วนดีนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี ทุกๆอาชีพ ไม่มีอาชีพไหนๆที่สะอาดบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็น ล้วนมีส่วนดีและไม่ดีในอาชีพ

เพราะอะไรนั่นหรือ เพราะเหตุไงล่ะ เหตุของแต่ละคนที่ทำมา จึงทำให้อาชีพที่เรียกกันว่าอาชีพ ให้กลับกลายเป็นไปเช่นนั้น ทั้งๆที่จริงแล้ว โดยตัวสภาวะของอาชีพนั้นไม่ได้มีอะไรเลย แต่เพราะความไม่รู้ต่างหากจึงทำให้เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม จะดีหรือไม่ดีตามความคิดและเหตุของแต่ละคน ที่มีต่อสิ่งที่มากระทบขณะนั้นๆ เราควรมีเมตตาต่อกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน

ยิ่งเข้าใจในเรื่องของเหตุและผลได้อย่างชัดเจน จิตนี้จะมีแต่ความเมตตา มีแต่ให้กับให้ และยิ่งรู้อยู่กับรูป,นามได้มากเท่าไหร่ จะเห็นสภาวะของรูป,นามแบบละเอียดได้ชัดมากขึ้น ย่อมเป็นเหตุให้การยึดติดในเปลือกนั้นๆลดน้อยลงไป

เพียงเราทำตามความเป็นจริง ยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่ยังเป็นและยังคงมีอยู่ในจิต
ยอมรับไปตามนั้น แล้วตัวสภาวะเขาจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

มาถึงจุดๆนี้ เรียกว่าธรรมจัดสรรหรือกรรมจัดสรรนั่นเอง เจริญสตินี่แหละ ทำให้ต่อเนื่อง
ไม่ต้องไปทำด้วยความอยากได้หรืออยากมีตลอดจนอยากเป็นอะไรในบัญญัติต่างๆเลย

ขนาดงานประจำ สำรับเลี้ยงชีพตัวเอง ยังทำได้เลย ถึงแม้จะไม่ชอบยังทำได้ แล้วนี่ชีวิตของเราแท้ๆ ไม่คิดจะทำเพื่อชีวิตของตัวเองเลยหรือ?

ทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอะไรเลย แค่เอาใจใส่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่เท่านั้นเอง เริ่มต้นไปทีละเล็กละน้อย สะสมไป เพราะมันมีแต่เหตุและก็เหตุ นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลยมีแต่การปรุงแต่งของจิตที่เกิดจากอุปทานที่เรายังมีอยู่นั่นเอง

อุปทานมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่เรามีต่อสิ่งๆนั้น ที่เคยทำมาร่วมกันนั่นเอง
เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อจะอยู่กับปัจจุบันได้ทัน เมื่ออยู่กับปัจจุบันได้
เหตุที่เกิดใหม่ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วผลยิ่งไม่ต้องไปคาดเดาใดๆเลย
สุดท้ายไม่มีทั้งเหตุและผล มันมีแค่นี้เองแหละชีวิต

สภาวะที่แสนชอบ

ชอบมากๆเลยนะสภาวะนี้
” การรู้อยู่กับรูป,นาม ” หรือเรียกง่ายๆว่า ” สภาวะของจิตรู้อยู่ในกาย ”

ช่วงนี้เกิดสภาวะนี้บ่อยมากๆ เราดูจิตตัวเองมาตลอด บอกตามตรงว่าชอบสภาวะนี้มากๆ เวลาที่จิตรู้อยู่ในกายได้อย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิจะแนบแน่นมากๆ บางครั้งเกิดสภาวะสุข สุขมากๆบรรยายไม่ถูก รู้แต่ว่ามันสุข แต่เหนือคำบรรยายใดๆ

บางครั้งสภาวะสุขไม่มี แต่สภาวะที่รู้อยู่ในกายได้ต่อเนื่อง ยังไงๆก็ยากที่จะบรรยายได้ มันแค่รู้ถึงกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนบแน่น ขณะที่อยู่ในสภาวะนี้ แล้วมีเหตุให้คนเข้ามาหาเราในระหว่างนั้น ถ้าเป็นเมื่อโกรธจิตจะมีกระเพื่อม มีแว่บนะ ส่งออกนอก แต่ตอนนี้ไม่ จิตมันจะแค่รู้ แต่ไม่ไปกระเพื่อมไปทางชอบหรือชังแต่อย่างใดเลย

นับวันสัมผัสความเป็นอิสระทางจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำตามความเป็นจริง ยอมรับตามความเป็นจริง ยิ่งพบความอิสระมากขึ้นเท่านั้น จิตมีแต่คิดจะให้และมุ่งแต่สลัดออกเพียงอย่างเดียว จะไปเอาอะไรอีกล่ะกับโลกใบนี้ เพราะมันไม่มีอะไรเลย มันมีแต่เหตุแล้วก็เหตุ สุดท้ายก็ผลและก็ผล แล้วจะไปเอาอะไรกับทั้งเหตุและผลกันล่ะ เราแค่ดู แค่รู้ แค่ยอมรับตามความเป็นจริง แล้วจะเอาทั้งเหตุและผลมาจากไหนอีก ไม่มีอีกแล้ว

การให้ค่า,การคาดเดา

เรารู้เลยว่า ตอนนี้สภาวะกำลังสอนอะไรให้กับเรา สอนเรื่องการให้ค่ากับการคาดเดา เขาจะให้เราอยู่กับปัจจุบันให้ทันมากขึ้น ให้ดูตามความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ให้เราเอาเราที่ยังมีอยู่ ถึงแม้จะน้อยลงแล้วก็ตาม ก็พยายามให้มีเราที่มีอยู่ ไม่เอาไปข้องเกี่ยวกับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น

สภาวะกำลังให้บทเรียนแก่เรา ยังไม่ทันนะ ยังมีการให้ค่าในบางครั้งอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าทำให้จิตหมองหรือจิตกระเพื่อม แต่เกิดไม่นานก็หายไปเอง เพราะมันก็แค่การคาดเดา พอได้ฟังความจริงจากตัวสภาวะจริงๆ ร้องอ้าวเลยเรา มันคาดเดาจริงๆเลยนะเนี่ย ธรรมะหรือกรรมจัดสรรให้เราได้เรียนรู้ โดยพยายามไม่ให้ไปคาดเดา เพื่อจะได้อยู่กับปัจจุบันทันมากขึ้น แค่ดู แค่รู้ลงไปตามความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต

การคาดเดา เราสามารถคาดเดาได้ ให้ค่าได้ แต่ผลที่ได้รับคือตัวเราเองนะ เพียงแต่อย่าปล่อยให้การให้ค่าที่ยังมีอยู่ แม้กระทั่งการคาดเดาที่ยังคงมีอยู่ อย่าปล่อยให้มันไปเพ่นพร่านนอกตัว ให้มันแค่รู้ไว้ในจิตก็พอแล้ว เพราะเหตุมี ผลย่อมมี

สิ่งที่มาแสดงหรือสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นณปัจจุบันนั้นๆล้วนเกิดจากเหตุที่เราเคยทำไว้ทั้งสิ้น ผลจึงมาแสดงให้เห็นหรือเกิดขึ้นในปัจจุบัน เพียงยอมรับตามความเป็นจริง แต่ก็ยังมีอยู่เรื่องการให้ค่า เพียงแต่ไม่ทำให้ทุกข์ใจมากมายแบบก่อนๆ มีแว่บไปบ้าง แต่กลับมารู้อยู่กับกายหรือรู้อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น

การปฏิบัติในวันนี้

ช่วงเช้ารู้ชัดในรูป,นามได้ดี นี่เองสิคะสิ่งที่ปรารถนาอยากจะได้ ความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง รู้ชัดในกายได้ตลอด รู้สึกถึงความมั่นคงทางจิตที่เกิดขึ้น นับวันสภาวะละเอียดมากขึ้น ยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีกำลังสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ แนบแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้ชัดในรูป,นามได้ดี แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำอะไรที่มีการใช้จิตจดจ่อ สมาธิจะกเดขึ้นได้ง่ายมากๆ

ช่วงบ่ายยังคงรู้ชัดในรูป,นามได้ดี ส่วนตอนเย็น ขณะนั่งในรถกลับบ้าน จิตก็เป็นสมาธิอีก เขาเป็นของเขาเอง

เป็นแมงงุงิ งืมๆงัมๆ

เรื่องของจิตนี่รายละเอียดเยอะมากๆ บางทีเราก็ยังดูไม่ค่อยทันนะ บางทีก็งงๆกับความคิดของตัวเองที่เกิดขึ้นในบางขณะว่า ตกลงแล้ว ความรู้สึกจริงๆที่แท้จริงของเรานั้นคืออะไร ตอบไม่ได้จริงๆเลยนะ มันแค่รู้ แบบรู้สึก แต่มันไม่ไปเกาะเกี่ยวเนิ่นนาน เลยตอบไม่ได้ว่า มันคืออะไร เหมือนคนที่ยังมีความลังเลในการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ลังเลอะไรก็บอกไม่ได้ เหมือนเจอคนแปลกหน้า ทั้งๆที่คนๆนั้นก็คือตัวเราเองนี่แหละไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

ยิ่งตอนนี้กำลังของสมาธิมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะของจิตเลยดูเหมือนคลุมเครืออ่านตัวเองไม่ค่อยออก บางครั้งมันนิ่งๆ บางครั้งมีกระเพื่อมแต่ก็ไม่นานในความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ มันวางได้ไวมากขึ้น เหมือนมันบอกว่า ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง รู้สึกยังไงก็ให้รู้ไปตามนั้น ไม่ต้องไปบังคับหรือกดดันตัวเองเอาไว้ แค่รู้ลงไปว่าเกิดความรู้สึกนี้นะ แค่รู้มันไป แล้วมันก็จะดีขึ้นเอง เราผ่านมาหลายๆสภาวะแล้วก็ผ่านมาได้ด้วยการดูนี่แหละ ดูตามความเป็นจริง

ไม่มีคำว่ายากหรือง่าย มันไม่มีอะไรเลย มีแต่ใจหรือจิตของเรานี่แหละที่คอยจะแผลงฤทธิ์ใส่ตัวเองอยู่เรื่อย ถ้าสติไม่ทัน เราน่ะเสร็จมันทุกที แต่ก็กลับมารู้ที่กายได้ทันมากขึ้น แรงกระทบทีทำให้จิตกระเพื่อมไปในทางที่มองเห็น สิ่งที่กระทบทำให้จิตหม่นหมองในบางครั้ง เรารู้สึกว่า ความรู้สึกเช่นนั้น นับวันทำให้สภาวะเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ มันเลยดูเหมือนว่า จิตเราพยายามทำให้ตัวเองรู้สึกหม่นหมองเอง มันทำตัวของมันเอง ทั้งๆที่ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย

แม่จ๋า …. หนูเครียด

เช้านี้ ช่วงไปทานอาหารที่ร้านค้า ได้พบเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ย้อนระลึกไปถึงความหลัง แม่ค้าน้ำมีลูกชายวัยรุ่น กำลังนั่งด่าว่าลูกชายด้วยถ้อยคำหยาบคาย น้องคนนี้เขาทำงานที่บริษัทนี้ พร้อมๆกับมาช่วยแม่ขายของด้วย

น้องที่นั่งทานข้าวด้วยกันพูดขึ้นที่โต๊ะระหว่างกำลังทานข้าวด้วยกันว่า ” แม่เขาจะรู้มั่งมั๊ยนะว่าทำแบบนี้ลูกเครียด เขาว่าลูกแบบนี้ทุกวันเลย ลูกก็เฉยไม่ตอบโต้อะไร ”

เราบอกว่า ” เพราะแม่เขาไม่รู้ไง ถ้ารู้เขาคงไม่ทำแบบนี้หรอก มันไม่มีผลดีอะไรกับครอบครัวเลย มีแต่ทำให้ลูกห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ล้วนเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ”

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เรานึกย้อนไปในอดีต เราเคยเกือบฆ่าตัวตายเนื่องจากน้อยใจที่ถูกแม่ว่ามากกว่าลูกคนอื่นๆ น้อยใจว่าตัวเองคงไม่ใช่ลูกของครอบครัวนี้จริงๆ เหมือนที่น้องๆชอบพูดว่า พยาบาลจับเด็กมาผิดตัว เพราะหน้าตา ตลอดจนผิวพรรณของเราไม่เหมือนน้องๆเลย น้องหน้าตาเหมือนแขก ผิวคล้ำ เราหน้าตาออกจีน ผิวขาว คนละเรื่องเลย แล้วจะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง อีกอย่าง โดนดุ โดนว่ามากกว่าทุกๆคน ใครบ้างจะไม่คิดน้อยใจ

จำได้ตอนนั้นฝนตกหนักมาก นั่งแอบอยู่ใต้ถุนบ้าน กินแอสไพรินเป็นกำมือ กินเสร็จ อาเจียนออกมาหมด เนื่องจากเป็นคนกินยายากมาตั้งแต่เด็กๆ อาเจียนจนน้ำดีออกมา หลังจากนั้นนั่งร้องไห้ต่อ เสียใจที่ตัวเองดันไม่ตายเหมือนในหนังที่เขากินยาฆ่าตัวตายกัน

นี่คืออีกหนึ่งประสพการณ์ที่เราชอบเล่าให้คนที่จะคิดฆ่าตัวตาย ต้องยกเรื่องของตัวเองให้เขาฟัง มันแค่อารมณ์ชั่ววูบที่ขาดสติ เพราะความไม่รู้นี่แหละ จริงๆแล้ว แม่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เรื่องนี้เคยเล่าให้แม่ฟัง แม่ร้องไห้ พร้อมกับบอกว่า ที่ดุที่ว่าเพราะเราเป็นพี่คนโต แต่ดื้อสุดๆ ดุเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่เพราะไม่ใช่ลูก
เราเป็นลูกของแม่จริงๆ บรรพบุรุษทางแม่เป็นคนขาว ทางปู่ก็มี แล้วอีกอย่าง เราน่ะพ่อรักมากกว่าลูกทุกๆคน น้องๆพ่อไม่ค่อยรัก แม่จึงต้องคอยดุว่าเพราะเหตุนี้ เราขออโหสิกรรมกับแม่ที่ได้คิดล่วงเกินแม่มาตลอดเวลา แม่เองก็ขออโหสิกรรมต่อเรากับสิ่งที่แม่เคยทำไว้้้จนเป็นเหตุให้เราเกือบฆ่าตัวตายเพราะความเข้าใจผิดในเรื่องของคนในครอบครัว

ทุกๆสภาวะ ทุกๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทั้งในปัจจุบันและในอดีตที่ผ่านๆมา ที่มีทั้งดีและไม่ดี ล้วนสามารถนำมาแบ่งปันให้กับคนอื่นๆได้ ชีวิตของทุกๆคนล้วนมีทั้งด้านบวกและลบ ในเมื่อเรารู้จักทั้งสองด้าน เห็นและเจอด้วยตัวเองมาทั้งสองด้าน เรื่องราวต่างๆในชีวิตของเรา เรามักจะหยิบยกมาเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆฟังเนืองๆ

คุณเคยผิดพลาดใช่ไหม เราเองก็เคยผิดพลาด

คุณเคยคิดฆ่าตัวตายใช่ไหม เราเองก็เคยคิดฆ่าตัวตาย

คุณเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆในชีวิตใช่ไหม เราเองก็เคยเจอเหตุการณ์แปลกๆมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเจอ

คุณเคยเป็นคนไม่ดีในสายตาของคนอื่นๆใช่ไหม เราเองก็เคยเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ แม้ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นคนไม่ดีในสายตาของคนหลายๆคนอยู่เหมือนเดิมฯลฯ

มีอีกมากมายนะที่ไม่ขอกล่าวถึง ยกเว้นที่คนที่เข้ามาหาแล้วเขากำลังเจอกับเหตุการณ์นั้นๆ เราก็จะนำเรื่องราวของเราเล่าให้เขาฟัง ไม่มีความแตกต่างกันเลยจริงๆ ชีวิตคนเรามีแค่นี้เอง มีแต่การให้ค่า มีแต่การคาดเดาในสิ่งที่มองเห็น แล้วก็คิดกันเองว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เพราะไม่มีการเปิดใจพูดคุยกันตามความเป็นจริง

แต่อย่างว่าแหละนะ ใครจะกล้าล่ะ ขืนพูดตามความรู้สึก ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ พูดถูกใจคนฟังมันก็จบ พูดไม่ถูกใจคนฟัง มันก็จะมีแต่เรื่อง เพราะยังยอมรับตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่กันยังไม่ได้ ทั้งๆที่มันเป็นความจริง นี่แหละเหตุของความไม่รู้

น้ำซึมบ่อทราย

อย่าดูแค่เปลือก

คนเรามองแค่เปลือกหรือสิ่งที่มองเห็นแค่ภายนอก แล้วคาดเดาเอาว่า สิ่งที่มองเห็นต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้กันไม่ได้หรอก เพราะโดยสภาวะที่แท้จริงของแต่ละคนนั้น บางคนภายนอกอีกอย่าง ภายในนั้นอีกอย่าง คนละเรื่องกันเลย

เรื่องนี้คนที่ทำงานได้มาเล่าให้ฟัง เขาได้พบเจอแม่บ้านสองคนที่เรียนอภิธรรมทางไปรษณีย์ แล้วไปเจอกันที่วัดยานนาวา เขาบอกว่าแต่งตัวแม่บ้านมากๆ อายุประมาณ๕๐ถึง๖๐ปี คุยกันจุ๊กๆจิ๊ก มองภายนอกเหมือนแม่บ้านทั่วๆไป แต่พอคุยด้วยที่ไหนได้

เราบอกกับเขาว่า เพราะคุณยังติดมองคนที่เปลือกไง เรื่องปกติโดยทั่วๆไปน่ะแหละ คนเรามักมองภายนอกแล้วให้ค่าตามความคิดของแต่ละคนตามสิ่งที่มากระทบ เขาบอกว่านั่นน่ะสิ

เขามาส่งการบ้านด้วยว่า ตอนนี้เขาเริ่มนั่งได้ถึงสามสิบนาทีแต่ก้รู้ตัวได้บ้าง แต่ดีกว่าเมื่อก่อน เราถามเขาว่า ได้เดินก่อนนั่งหรือเปล่า เขาบอกว่าเวลามันน้อย เลยเดินแค่เจ็ดแปดรอบแล้วนั่งต่อ เขายังชอบนั่งอยู่ ตรงนี้เราบอกเขาว่า แล้วแต่เหตุนะ เขาก็ยิ้มแล้วเล่าเรื่องแม่บ้านต่อ

( ที่เราพูดว่าแล้วแต่เหตุ แต่ไม่อธิบายอะไรต่อ เนื่องจากเห็นว่า สาภวะของแต่ลคนย่อมเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนทำมา เราจะไปกำหนดกฏเกณฑ์อะไรกับเขาไม่ได้ ให้เขาทำตามสภาวะของเขาดีที่สุด เรียนรู้ที่จะผิดพลาดด้วยตัวเอง เพื่อที่จะรู้แนวทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเอง อันนี้ต้องทำเอง แล้วจะรู้เอง ไม่ใช่รู้โดยผู้อื่นมาทำให้ )

แม่บ้านเล่าให้เขาฟังว่า ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจบมา เขาทุกข์น้อยลง คือเชื่อในเหตุ ว่าทำอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เขาเลยไม่ไปทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาแบบก่อนๆ เมื่อก่อนเวลามีเรื่องอะไรก้ตาม จะทุกข์ใจมากๆ ตั้งแต่เรียนอภิธรรมจนจบมา ทำให้เขาเข้าใจเรื่องเหตุ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขามองแค่เหตุ มันเลยทำให้เขาทุกข์น้อยลง แล้วตัวเขาเองอยู่แถวตรอกจันทร์ เลยมาเรียนสมาธิที่วัดยานนาวา อาศัยความสะดวก ไม่ได้ไปตามวัดที่ใครๆแนะนำมา

เราบอกกับเขาว่า นี่เห็นไหม เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป บางคนทำแทบตาย ทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ ยังไม่สามารถรู้ลึกซึ้งถึงเรื่องของเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ยังคงทุกข์เหมือนเดิมๆ เรื่องเหตุนี่สำคัญมากๆนะ ถึงบอกไงว่า จุดเริ่มต้นหลายๆคนอาจจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายรู้เหมือนๆกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย

เห็นความก้าวหน้าทางจิตของคนที่ปฏิบัติรอบๆตัว แล้วทำให้เกิดปีติมากๆ สุขไหนเล่าจะสุขเท่ากับการให้ธรรมะเป็นธรรมทาน เมื่อเราสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีที่พึ่งพาสำหรับตัวเองได้อย่างมั่นคงแล้ว เราย่อมช่วยแนะนำชี้แนวทางให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ วันนี้อาจจะพึ่งพาตนเองได้แค่นี้ เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคนที่ทำมาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่กำลังทำอยู่

ในเมื่อปัจจุบันกำลังสร้างแต่เหตุดี เหตุดีคือการดับที่เกิดเหตุทั้งปวงคือการยึดมั่นอุทานในตัวกูของกูในรู้ที่มีอยู่ที่คิดว่ารู้ เมื่อเข้าใจถึงและเข้าใจตรงนี้ได้ เหตุใหม่จะสร้างเพราะอุปทานที่เกิดจากการให้ค่าย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และเหตุทั้งหลายทั้งปวงที่จะเป็นการก่อภพชาติใหม่จะงอกเงยจากที่ไหนได้ ในเมื่อมีแต่ดับสิ้นไป ผลที่จะเกิดเพราะเหตุนั้นๆย่อมดับสิ้นตามไปด้วย ไม่มีเหตุจะมีผลไปได้อย่างไร

อีกหน่อยทีมงานที่เราทำอยู่ด้วยนี้จะเป็นทีมที่มีคุณภาพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีแต่ให้กับให้คือให้ทั้งเนื้องานทางอาชีพที่ถูกต้องและให้ทั้งแนวทางการดำเนินชีวิตที่พอเพียงในเหตุที่รู้จักกับคำว่า ” เพียงพอ ”

เพียงพออะไรล่ะ เพียงพอใจในทุกสรรพสิ่งที่ตนนั้นมีอยู่ เมื่อรู้จักคำว่า ” พอใจ ” แล้ว ย่อมไม่ไปใฝ่คว้าตะเกียกตะกายหาเหตุแห่งกิเลสมาปกปิดดวงจิตให้มืดมิดอีกต่อไป

เรื่องการเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกาย สิ่งที่เราพูดๆอธิบายให้คนรอบๆตัวตลอดจนคนที่เข้ามาคุยด้วยได้ผลนะ เพราะคนเริ่มเข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติ การฝึกจิตให้รู้อยู่ในกายไม่ใช่แค่การเดินจงกรมกับนั่งสมาธิเท่านั้น อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้อยู่ในกาย ทุกๆสภาวะของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปตามเหตุที่กระทำมา แม้กระทั่งในเรื่องการเจริญสติ

น้องที่ทำงานไปถือศิลปฏิบัติที่วัดมา ดีนะเขารู้จักการใช้วิธีเจริญสติให้เกิดประโยชน์กับตัวของเขาตลอดจนญาติพี่น้องของเขาเอง วันนี้เขาเข้ามาหาพร้อมๆกับนำงานถักกล่องกระดาษทิชชูที่ยังถักไม่เสร็จมาด้วย เขาบอกว่านี่แหละงานเจริญสติของเขาตอนที่อยู่ที่วัด

เขาเล่าให้ฟังว่า พี่สาวเขาถามว่าทำไมถึงมาถักของพวกนี้ที่วัดทั้งๆที่มาปฏิบัติ
เขาตอบว่า นี่แหละการเจริญสติ ทำอะไรก็ได้ให้จิตรู้อยู่ในกายหรือที่กายนี้ ไม่ก็ไปสวดมนต์นั่งภาวนาก็ได้ อะไรก็ได้ที่ทำให้จิตมันอยู่กับกาย ไม่ใช่ไปนั่งพูดคุย นั่งนินทาชาวบ้านกัน ทำแบบนั้นจะเอาสติ เอาบุญมาจากที่ไหน ศิลขาดหมด มาทั้งทีต้องเอาดีกลับไป ไม่ใช่ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

เรายิ้มเลยนะ น้องเขาเปลี่ยนไปเยอะมากๆ เข้าใจเรื่องการเจริญสติมากขึ้น สามารถอธิบายให้คนอื่นๆฟังและนำไปปฏิบัติตามกันได้ ส่วนใครจะทำแบบไหน นั่นก็แล้วแต่เหตุของคนๆนั้น ไม่ได้ไปยัดเยียดรูปแบบให้ทำ ให้ทำตามเหตุ ตามสภาวะของแต่ละคน

เหมือนตัวเราเอง วันๆ เดินสลับกับยืนเย็บผ้ามั่ง ถักโครเชท์มั่ง ใช้เวลา ๑ชม.มั่ง ๒ ชม.มั่ง ๓ ชม.มั่ง ไม่แน่นอน แล้วจึงค่อยกำหนดนั่งต่อ สมาธิที่เกิดขึ้นก็แนบแน่นดี นับวันมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ รู้อยู่ในกายได้ชัดดี ปัญญาในการคิดพิจรณาเกิดขึ้นเนืองๆ สมาธิก็ได้ สติ สัมปชัญญะก็ได้

แม้กระทั่งเวลาที่อยู่ที่บ้านเราก็ทำแบบนี้แหละ ดูเวลาเลยเวลาทำอะไรก็ตาม ให้รู้อยู่ในกาย รู้อยู่กับสิ่งที่ทำ พอใจแค่ไหน ทำแค่นั้น ตามสะดวก แม้กระทั่งรีดผ้าเราก็จับเวลา เริ่มรีดกี่โมง เสร็จกี่โมง หลังจากนั้นกำหนดนั่งต่อเลย จิตเป็นสมาธิดี แนบแน่นดี รู้กายได้ตลอด ตรงนี้เป้นการใช้เจริญสติในอิริยาบทย่อย

ส่วนอิริยาบทหลักที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือ เดินกับนั่ง เวลาทำเต็มรูปแบบ ให้เดินก่อนที่จะนั่ง ใช้ในการปรับอินทรีย์ เพื่อความสมดุลย์ระหว่างสติ สัมปชัญญะกับสมาธิ เพราะว่าถ้าสมาธิมากไปไม่ดี จะทำให้ขาดการรู้กาย ไปติดนิ่งในสมาธิ เรียกว่าสมาธิล้ำหน้าสติ ส่วนสติ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะเป็นเหตุให้ตัวสัมชัญญะเกิดขึ้นได้ง่ายหรือไวมากขึ้น

สติดี สมัชัญญะดี ย่อมเป็นเหตุให้สมาธิที่เกิดขึ้นแนบแน่นดี รู้ชัดอยู่ในกายได้ดี ตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ โดยไม่ต้องไปทำแบบหวังผลอันใดเลย เพราะสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

นี่เห็นไหม งานก็ได้ ชิ้นงานก็ได้ งานประจำก็ไม่เสีย บ้านช่องก็เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่เคยขี้เกียจสุดๆ มาเป็นคนเริ่มรู้จักทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนที่มีความละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ รู้จักจับจ่ายใช้สอยตามพอเหมาะพอควรในสิ่งที่มองว่าจำเป็น

ระหว่างวัน

เช้านี้เดินสลับยืน ๒ชม. แล้วนั่ง สมาธิแนบแน่นดี รู้กายได้ชัดดี ๑ ชม. ช่วงบ่ายทำไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากมีคนมาหาตลอด มาได้ช่วงก่อนกลับบ้านหนึ่งชม.เต็มๆ
วันนี้ขากลับขณะที่นั่งในรถรับส่งของบริษัท จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง รู้ชัดในกายได้ตลอด เสียงทีวี เสียงเด็กร้อง เสียงเครื่องยนต์รถทำงาน ทุกอย่างแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ ไม่ปะปนกัน จับรายละเอียดได้หมด

ทดลองลืมตาดู เพื่อจะดุว่า จิตสามารถเป้นสมาธิได้ต่อเนื่องหรือไม่ ปรากกว่า ถึงแม้จะลืมตาขึ้นมา มองไปข้างหน้า มองไปรอบๆตัว จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับสภาวะนี้ คือสามารถลืมตาทำสมาธิ เสียงที่ดังรอบๆตัว ไม่ส่งผลต่อสภาวะที่จิตกำลังเป็นสมาธิแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะลืมตาทำสมาธิก็ตาม

หัวค่ำ ขึ้นไปรีดผ้า พับผ้า เสร็จแล้วต่อด้วยการนั่ง ข้างล่างเปิดเพลงเสียงดัง ยังไม่ได้ปิด เสียงได้ยินถึงในห้อง ขณะที่นั่ง จิตเข้าสู่สมาธิได้ทันที แนบแน่นดี รู้ตัวได้ตลอดจนครบหนึ่งชม. โดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาแต่อย่างใด

ตอนนี้สภาวะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รู้ชัดในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ นานมากขึ้น สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ จิตเริ่มเป็นสมาธิได้ทุกอิริยาบท แม้กระทั่งขณะที่ลืมตาปกติ อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกก็สามารถกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิได้ เรียกว่า รู้ทั้งนอกและใน แต่ทุกๆสภาวะจะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆไม่มาปะปนกันแต่อย่างใด มีบางครั้ง จิตมันติดใจกับการรู้อยู่ในกาย มันไม่อยากถอนออกจากสมาธิ อยากรู้อยู่ในกายอยู่อย่างนั้น เวลาที่กำหนดออกมาแล้ว สมาธิยังมีค้างอยู่ เวลาเคลื่อไหวกายหรือกำลังเดินนี่ รู้ชัดที่การเคลื่อนไหวของกาย ตลอดจนเท้าที่กระทบพื้น รู้สึกได้ชัดมากๆ จิตเกิดความอิ่มเอมตลอดขณะที่กำลังเดิน

Previous Older Entries

ธันวาคม 2010
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: