ทุกสิ่งมีประโยชน์

ทุกสิ่งมีประโยชน์ ถ้าเรารู้จักนำมาพลิกแพลงในการใช้ ไม่ว่าจะเรื่องการเจริญสติ เรื่องข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนกับคนรอบๆตัวเรา ขอเพียงเจริญสติให้อย่างต่อเนื่อง ปัญญาจะเกิด ทำให้รู้จักวิธีที่จะนำออกมาใช้ตามเหตุ ตามความถนัดของแต่ละคน

เสื้อผ้า กางเกงทุกชนิดที่ไม่ใช้แล้ว แม้แต่ผ้าปูที่นอน เรียกว่าสิ่งของทุกอย่างเราสามารถนำมาแปรสภาพให้ใช้งานได้ บางส่วนที่ให้กับคนอื่นๆได้ก็นำไปแจกจ่าย บางส่วนมองดูว่าไม่เหมาะที่จะให้แก่ใครๆก็นำมาแปลงรูป อย่างเช่น เสื้อ เราจะนำมาตัดตั้งแต่ใต้แขนลงมา เพราะเนื้อผ้าตรงนี้จะชิ้นใหญ่ เราจะนำมาเย็บต่อๆกัน ดัดแปลงเป็นผ้าห่มบ้าง ผ้าปูที่นอนบ้าง ผ้าเช็ดมือบ้าง ผ้าเช็ดเท้าบ้าง คือแล้วแต่สภาพของเนื้อผ้า

ส่วนกางเกง จะตัดขอบกางเกงออก เป็นกางเกงไร้เอว ถ้าขายาวจะตัดเป็นขาสั้น ใส่อยู่บ้านได้แบบสบายๆ ยิ่งกางเกงยีนส์ ขากางเกงที่ตัดออก นำมาทำเป็นกระเป๋าใบใหญ่บ้าง ซองใส่มือถือ กระเป๋าใส่สตางค์แบบพกพา คือ เสื้อผ้าทุกชิ้น สามารถนำมาดัดแปลงได้สารพัด ดีกว่าโยนทิ้งไปเพราะเห็นว่ามันเก่า ของเก่าก็มีประโยชน์นะ ถ้าเรามองเห็น

การที่เอาจิตจดจ่อรู่อยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเขียนหนังสือ เย็บผ้า ถักโเชท์ ทำงานบ้าน ซึ่งงานที่เรายกตัวอย่างมาตรงนี้ ปกติไม่เคยชอบเลยนะ โดยเฉพาะงานบ้านไม่ชอบเลย ทำแล้วไม่เคยเสร็จ หลับก่อนตลอด เรียกว่าแค่กวาดบ้านก็ยังไม่เสร็จเลย

ผลของการเจริญสติ ทำให้กลายเป็นคนละคนไป เป็นคนที่รู้จักพลิกแพลง รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ รู้จักนำมาสร้างให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อาจจะดูเดิมๆซ้ำๆ แต่ผลที่ได้นั้นมีค่ามากมาย เพราะการเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น สามารถทำให้ได้ทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ที่สำคัญสุดๆคือ ปัญญาที่เกิดขึ้น มันจะมีแต่การถ่ายถอนอปุทาน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน

บ้านก็สะอาด กายก็สะอาด จิตก็สะอาด กลายเป็นคนรู้จักกาลเวลามากขึ้น รู้จักใช้เวลาและทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์ นี่แหละผลของการเจริญสติ อย่างน้อยๆที่เห็นได้ชัดคือ ความสุขใจที่ไม่ต้องไปอิงอามิสบูชาหรือต้องไปอิงสิ่งนอกตัว แค่รู้อยู่ในรูป,นาม ในกายและจิตนี่แหละ แค่นี้ก็สุขแล้ว กิเลสยังมีนะ แต่อยู่กับกิเลสได้มากขึ้น ไม่ไปหลงระเริงหลงลงไปเล่นกับกิเลสแบบก่อนๆ ดูตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยไม่มีข้อแม้แต่ใดๆ ไม่ว่าเหตุนั้นๆจะดีหรือไม่ดีในความรู้สึกหรือความคิดก็ตาม ทำได้แค่นี้ก็พบกับความสุขใจเนืองๆ

โฆษณา

การอธิษฐานและความสุข

เวลาคนอธิษฐานขอนั่นขอนี่ ส่วนมากจะขอให้ตัวเองตลอดจนขอให้คนอื่นๆว่า ขอให้ตัวเอง ขอให้คนนั้นคนนี้มีสุขภาพแข็งแรง ขอให้ร่ำรวย ขอให้เป็นคนรวย สวย ดี มีปัญญาฯลฯ

การอธิษฐาน คือ การตั้งจิตที่จะทำ ไม่ใช่การขอ การขอนั่นคือคำอวยพรที่อีกฝ่ายให้ด้วยความปรารถนาดีที่เกิดขึ้นในจิต

คำขอต่างๆที่คิดให้กับคนอื่นๆนั้น ขออะไรจะสู้ขอให้ทุกคนจงมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาไหน เพศไหนฯลฯ
การที่เราขอว่า ขอให้เกิดมารวย สวย ดี เกิดมามีปัญญา หรือขอให้คนนั้นคนนี้ ขอสิ่งดีๆให้กับคนอื่นๆ สิ่งต่างๆเหล่านั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนทำมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เกิดจากการอธิษฐานจิตขอให้เป็นนั่นเป็นนี่แต่อย่างใดเลย สร้างเหตุมาอย่างไร ย่อมรับผลเช่นนั้น เพราะความไม่รู้จึงหลงขอไปเช่นนั้น ถ้ารู้แล้วจะไม่ไปขอแบบนั้นเลย

ต่อให้เป็นไปตามคำขอ ทั้งๆที่บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น ล้วนเป็นผลของเหตุที่ได้ทำกันไว้ต่างหาก ถึงแม้จะเป็นไปตามคำขอจะด้วยเหตุใดก็ตาม คำขอต่างๆเหล่านั้น ล้วนมีความทุกข์แฝงไว้ทั้งสิ้น สภาวะความทุกข์สอดแทรกอยู่ทุกๆสภาวะตลอดเวลา เพียงแต่ว่า จะรู้หรือเห็นกันบ้างหรือไม่เท่านั้นเอง

เวลาแผ่เมตตา ควรขอให้ทุกคนมีความสุข เพราะความสุขใครๆก็อยากได้ ตลอดจนเหตุปัจจัยในการที่จะทำให้เกิดความสุขของแต่ละคนนั้นแตกต่างไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา สุขมาก สุขน้อย ยอู่ที่อุปทานให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แต่มันก็คือ ความสุขสำหรับคนๆนั้น เราจึงไม่ควรไปว่ากันหรือนำไปเปรียบเทียบว่า ใครคนไหนมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่ากัน มันอยู่ที่เหตุที่ทำมา และอุปทานที่เกิดขึ้นต่างหาก สุขและทุกข์ของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตัวเราเองทุกวันนี้มีความสุขนะ ความสุขของเรานั้นเกิดจากการเจริญสติ เป็นเหตุให้รู้อยู่ รู้ชัดในรูป,นามได้ดี ถึงจะมีอุปทานการให้ค่าบ้างในบางครั้ง อย่างน้อยมันก็คือความสุขทางใจที่หาได้ยากยิ่งนัก เพราะความสุขนี้สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์

ที่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์นั้น สภาวะเป็นอย่างไร

ความสุขชนิดนี้ ไม่ได้มีเหตุเกิดจากอุปทานแต่อย่างใด สุขชนิดนี้เกิดจากการเจริญสติ ทำให้รู้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปอดีต ไปปรุงแต่งไปอนาคต จิตจะอิ่มเอิบตลอดเวลา สุขชนิดนี้เป็นเหตุให้เกิดความเพียร เกิดสติ เกิดสัมปชัญญะ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาและปัญญาญาณ คือ รู้แจ้ง รู้ชัดตามความเป็นจริง

แล้วจะไม่ใช่ความสุขที่สะอาด บริสุทธ์ บริบูรณ์ไปได้อย่างไร เพราะสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วย ศิล สมาธิ ปัญญา นี่แหละความสุขที่แท้จริง ที่หาได้ยากยิ่งนัก พราะปราศจากอุปทานและการปรุงแต่งใดๆ

วันนี้ได้ฟังข่าวที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง เราถือว่าข่าวเกี่ยวกับคนที่หลงในสงสารหรือในภพชาติน้อยลงนั่นคือ ข่าวที่เป็นมงคลยิ่งกว่าข่าวใดๆ น้องที่ทำงานที่เรามองว่า ต่อไปเขาจะเป็นหัวหน้าที่ดีของทุกๆคนที่ได้มาคลุกคลีกับเรา เปลี่ยนแปลงทางจิตในเหตุที่ก่อภพก่อชาติน้อยลง จะไม่ให้รู้สึกยินดีได้อย่างไร

ระหว่างที่ยืนรอรถบริษัท น้องคนที่ยืนรอรถด้วยประจำ คนนี้อีกคนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่มองเห็นได้ชัด จิตเขาใฝ่ในธรรมะมากขึ้น ยิ่งไปเจอน้องอีกคน คนที่เรากล่าวถึง มันเหมือนการถ่ายทอดสภาวะจากอีกคนไปสู่อีกคน ซึ่งตรงนี้เรื่องจริง ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน

น้องคนนี้ได้พูดคุยกับน้องคนนั้นถึงเรื่องชู้สาวของคนในที่ทำงาน ซึ่งเขาแค่เปรยๆ เขาบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไร แล้วน้องอีกคนบอกว่า อย่าแม้แต่จะคิด ทุกอย่างมันส่งผลหมด ให้ระวังให้ดี

ซึ่งน้องคนนี้ได้นำมาถามเราอีกทีว่า มันเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีเจตนาคิดไม่ดีหรือไปคิดว่าอะไร เราบอกว่า ทุกๆการกระทำแม้แต่ความคิด ล้วนส่งผลหมด ไม่มีข้อยกเว้น

น้องบอกว่า ตายเลย คิดไม่ถึงจริงๆ แค่อยากจะเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง คือ มันต้องดูนะว่าที่เล่าน่ะ เล่าแบบไหน เล่าอย่างไร จิตนี่สำคัญมากๆ แต่จะรู้ทัน ดูทันไหมเท่านั้นเอง

นี่แหละข่าวดีที่เป็นมงคลมากๆสำหรับตัวเราเองในเช้านี้ สำหรับในช่วงบ่าย มีอีกคนเข้ามาหา คนนี้สมถะแรง กำลังปรับเรื่องอินทรีย์อยู่ แต่เขายังทำได้แบบกระท่อนกระแท่น เพราะเขากลัวการเห็นวิญญาณ ตัวสามีเขาเองก็สมถะแรง เรียกว่าสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่คนทั่วๆไปมองไม่เห็น แต่เขาสองสามีภรรยาสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงมักจะเจอวิญญาณมาขอส่วนบุญบ่อยๆ มาในรูปแบบต่างๆ

เราได้อธิบายเรื่องจิตกับการสร้างภาพของจิตให้เขาฟัง จิตของแต่ละคนจะมองเห็นภาพอีกภพไม่เหมือนกัน แตกต่างไปตามจิตของแต่ละคน ตอนนี้เขาหันกลับมาเจริญสติใหม่ เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ชอบสวดมนต์ ชอบนั่งสมาธิ ไม่สามารถทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ต่างๆไปได้ ไม่เหมือนการเจริญสติ ถึงแม้ว่าเขาจะทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่มันเห็นผลที่ได้รับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้เขาจึงได้กลับมาหาเราใหม่อีกครั้ง

หลังจากที่ห่างเหินกันไปนานมากๆ เหตุมี ผลย่อมมี ใช่ว่าการเจริญสติทุกคนจะทำได้หมด แล้วแต่เหตุที่ทำมานะ รูปแบบ แนวทางการปฏิบัติจึงแตกต่างกันไป เพียงแต่การปฏิบัตินั้นๆจะเป็นเหตุให้รู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตได้หรือไม่เท่านั้น หากรู้เท่าทันได้จริง ย่อมดับเหตุได้ไว คือ ดับที่ตัวเอง ไม่ไปก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นเหตุใหม่อันเป็นการสร้างภพชาติอีกต่อไป จะมีแต่มุ่งสละออก มีแต่ให้กับให้จนหมดใจ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนกลับมาแต่อย่างใดเลย

ธันวาคม 2010
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: