แล้วแต่เหตุ

 มีคำถาม ถามมาว่า การที่เราแผ่เมตตาว่า ที่มีความสุขขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไป ที่มีความทุกข์ ขอให้ความทุกข์จงหมดสิ้นไป ขอแบบนี้ไม่ได้หรือ

ตอบไปว่า ขอได้นะ แต่ตามความเป็นจริงมันไม่ใช่ เราจะไปขอแบบนั้นไม่ว่าจะให้กับใครหรือขอให้กับตัวเอง ขอแบบนั้นจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่แต่ละคนกระทำ ไม่ใช่ขอแล้วจะได้ตามนั้น สุขหรือทุกข์ล้วนเกิดจากอุปทานที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มากระทบ แล้วเราไปให้ค่ากันเอง

แต่การที่แผ่เมตตาว่า ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแด่ใครๆก็ตาม ขอให้เขาเหล่านั้นจงมีความสุข เพราะว่าตามความเป็นจริง ความสุขใครๆก็อยากได้ ส่วนจะสุขแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป สุขของเขา อาจจะไม่ใช่สุขในแบบของเรา หรือทุกข์ของเขา อาจจะไม่ใช่ทุกข์ในแบบของเรา

โฆษณา

ฮ่วย!!!!!!!

กลับไปย้อนอ่านหลายๆสภาวะที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องสภาวะเอาไว้ อ่านแล้วบางครั้งต้องร้องเฮ้ออออ!!!!!!!!

สภาวะเก่าๆที่ผ่านๆมา รายละเอียดที่ลงบันทึกเอาไว้ มันแค่สภาวะหยาบๆ แล้วตอนที่ลงเอาไว้ มันเป็นสิ่งที่เราได้พบเจอจริงๆ ถึงแม้ว่าเขียนตามความเป็นจริง แต่ยังไงๆมันก็ยังเป็นการให้ค่ากับสภาวะอยู่ดี

จริงๆแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งปวงคือ กิเลสในใจนี่แหละ ทุกข์,สุข มากแค่ไหน เกาะเกี่ยวกับสภาวะมากแค่ไหน สติทันไหมต่ออุปทานที่เกิดขึ้น ทันไหมการให้ค่าต่อการกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะพอใจหรือไม่พอหรือเฉยๆ รู้ทันไหม มันดูตรงนี้หลักสำคัญ

ทีนี้เหตุน่ะสิ คนที่เข้ามาอ่านสภาวะ แล้วอาจจะๆๆๆๆๆๆอะไรก็ได้ แม้แต่คำพูดที่เราพูดเรื่องสภาวะ การดับของสภาวะ เช่น คำว่า ” เหมือนปิดไฟ ” มันเป็นเรื่องของสมาธิในระดับหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วสติไม่ทันหรือไม่มีกำลังมากพอเท่านั้นเอง มันไม่ใช่เป็นอะไรหรือใช่อะไร จึงไม่ต้องไปหาคำตอบ หรือ ถึงแม้ว่าจะเป็นอะไร มันก็เป็นแค่สภาวะ สิ่งที่สำคัญคือ ทำแล้วเห็นกิเลสในใจที่เกิดขึ้นในจิตนั้นทันไหม อุปทานการให้ค่า ดูทันไหม

เหตุนี่นะ เหตุมี ผลย่อมมี เรื่องสภาวะเป็นเรื่องที่ละเอียด เราเพียงแค่เขียนบันทึกตามสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ในชีวิตของเรา ทุกอย่างมันคือสภาวะ เรายังมีกิเลส เป็นเรื่องธรรมดาที่ยังมีการให้ค่าอยู่ ให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้น

เราเองก็เคยติดบัญญัติ ให้ค่าตามบัญญัติ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า การบันทึกถึงแม้จะเป็นเรื่องสภาวะของเราก็ตาม คิดไม่ถึงว่า จะไปสร้างเหตุให้กับคนอื่นๆได้ อันนั้นมันเป็นสภาวะในอดีต

ในการเขียนเรื่องราวต่างๆ เราจะเน้นเสมอว่า ใครก็ตามที่เข้ามาอ่านบล็อก กรุณาอ่านที่ปัจจุบัน อย่าไปอ่านสภาวะในอดีต คนเราย่อมมีการผิดพลาดเนืองๆ การให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องปกติของคนอ่านมาก รู้จะมากหรือน้อย ขึ้นชื่อว่ารู้บัญญัติ ย่อมมีอุปทานให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น ว่ามันคืออะไร เรียกว่าอะไร นี่แหละความผิดพลาด ถึงยังหลงกิเลส แต่ยังไม่รู้ว่ากำลังหลง ไม่ว่าจะหลงมากหรือน้อยนั่นก็คือยังหลง ถ้าไม่หลง ย่อมมีสติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เราปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง คือ ดับที่ตัวเรา ไม่ไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป นั่นคือ ดับกิเลสในใจ ดับยังไง ไม่ใช่ไปขับไสไล่ส่ง หรือไปกดข่มเอาไว้ มันมีไม่ใช่ไม่มี เพียงแต่เรารู้เท่าทันมัน อุปทานย่อมไม่เกิด

มันมีนะกิเลส มีอยู่อย่างนั้น แต่รู้เท่าทันมัน มันมีแค่นี้เอง ถึงได้มีคำกล่าวว่า ดับกิเลสให้หมดสิ้นไป เพราะจากเหตุนี้แหละ มันได้ดับหายไปไหน เพียงแต่ มีสติรู้เท่าทันได้ตลอดเวลา

สภาวะของนิวรณ์

ฟุ้งซ่าน อาการของมันคือ ความคิดที่เกิดขึ้นกระซ่านกระเซ็น มันจะคิดๆๆๆๆๆๆ คิดแบบไม่หยุดจนทำให้รู้สึกรำคาญมากๆ ทำให้เกิดความรำคาญสุดๆ เป็นเหตุให้ จิตรู้อยู่ในกายได้ยากมากๆ ความฟุ้งซ่านตัวนี้แหละ สภาวะนี้ที่เรียกว่า นิวรณ์

ถ้าแค่ขั้นฟุ้ง คือ มีความคิดแต่ไม่รำคาญ สภาวะแบบนั้น จิตมีโอกาสที่ยังรู้อยู่ในกายได้บ้าง แต่ถ้าถึงขั้นไม่ใช่แค่ความฟุ้งหรือแค่เกิดความคิดแต่ไม่ได้รำคาญอย่างใด สภาวะความคิดแบบนี้ ไม่จัดเป็นนิวรณ์

นี่นะ ผลของการเจริญสติ นอกจากได้ทั้ง สติ สัมปชัญญะและสมาธิได้ ยังทำให้เกิดปัญญาแยกแยะรายละเอียดสภาวะของความคิดที่เกิดขึ้นได้ว่า ตัวไหนเป็นสภาวะนิวรณ์ ตัวไหนเป็นตัวปัญญา

การที่มีความคิดแล้วสามารถรู้อยู่ในกายได้ นี่เป็นสภาวะสัมมาสมาธิเกิด คือ มีตัวสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน ถ้าทั้งสามตัวนี้ไม่ได้ทำงานร่วมกัน สภาวะนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ส่วนจะรู้อยู่ในกายได้แค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ บางครั้งอาจจะรู้สั้นๆหรือรู้ได้ยาวๆ ไม่แน่นอน เรียกว่า รู้ทั้งความคิดที่เกิดขึ้น และรู้การเคลื่อนไหวของกายไปด้วย คือรู้ทั้งรูป,นาม

เหตุที่สามารถแยกแยะสภาวะแบบนี้ได้ เกิดเนื่องจากช่วงที่เกิดสภาวะสูญเสียสมาธิ จนไม่มีกำลังของสมาธิเหลือแม้แต่สักนิดเดียว ช่วงนั้นเดินจงกรมเยอะมากๆ เดินครั้งละ ๔ ชั่วโมง จึงจะต่อด้วยการนั่ง

เนื่องจากไม่มีสมาธิเลยแม้แต่สักนิด เวลาเดินหรือนั่ง จิตจะเกิดอาการฟุ้งจนถึงขั้นฟุ้งซ่าน ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ยากมากๆ แค่ตั้งมั่นสั้นๆหรือรู้แค่กายในระยะสั้นๆยังทำไม่ได้เลย

การบรรลุทำ

นำบทสนทนาเรื่องเหตุแห่งทุกข์มาให้อ่านเป็นบทนำก่อนจะเข้าหัวข้อหลักของเรื่อง
คือ สภาวะ ทำไมถึงเรียก สภาวะ แล้วสภาวะที่แท้จริงนั้นคืออะไร

walai says: ตอนนี้กำลังโดนทดสอบทั้งคู่ คนทำเล็บโดนไม่มีงาน งานน้อยลง เริ่มใจเสีย ก็อธิบายให้เขาฟังนะ กำลังโดนทดสอบ ถ้าไม่ทำก็อด ทำก็อด แต่มีทางอื่นๆมาเกื้อหนุน

ooสาธุoo says: เหมือนผมวันนี้ ร้าน 4 โมงครื่งแล้วมี 2 โต๊ะเอง วันนี้ลงคาถาไม่ดี

walai says: ไม่เที่ยงค่ะ บทเรียนค่ะ สภาวะมาสอนไม่ให้ยึดติด รู้สึกว่าจะโดนกันเป็นแถบๆ ก็ต้องอธิบาย ไม่งั้นเดี๋ยวเลิกกันหมด เพราะไม่เข้าใจ

คนเลิกทำเพราะเหตุนี้แหละ ถูกทดสอบแล้วไม่ผ่าน ใจไม่ถึง มีความอยากได้เยอะ โดนกันหมด

ตัวเองก็โดนนะ เอางานมาเสนอ ให้ไปทำไกลกว่าเดิม แต่ได้เงินมากถึง 3 เท่า บ้านไม่ต้องเช่า ความอยากได้ อยากมี คือจุดอ่อนของผู้คน ทุกคนกลัวความไม่มี

ooสาธุoo says: ของธรรมดาครับ ทุกคนต้องการทั้งนั้น ทีแรกผมยังคิดว่าปฎิบัติแล้วจะทำให้เรารวยขื้น
แต่ตอนนี้สิ่งที่ได้มาถืงยังไม่ถืงแค่ไหน ก็คิดว่ามีค่ามหาศาล

walai says: ส่วนมากจะคิดแบบนั้นค่ะ เรื่องปกติ

ooสาธุoo says: เอาแค่กินไปวันๆๆๆพอครับ

walai says: ค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเงินทอง แต่เป็นเรื่องของใจหรือจิตนี่เอง

ooสาธุoo says: ครับ วันนี้ไม่ได้ปฎิบัติเต็มรูปแบบ ไปทำรถนะครับ กลับมาก็จะ11โมง เลยไม่ได้ส่งการบ้าน

walai says: ทุกคนอยากมีความสุข ไม่มีใครหรอกที่อยากเจอความทุกข์
แต่เพราะเหตุที่ทำลงไปด้วยความไม่รู้ต่างหาก ชีวิตจึงเป็นไปเช่นนั้น

ooสาธุoo says: ครับ ไม่มีใครอยากเจอทุกข์ แต่เราไปหาเข้ามาเองทั้งนั้น ถ้าไม่รู้นะ

walai says: คำว่าเต็มรูปแบบ อาจจะเดิน 5 นาที นั่ง 5 นาทีก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย ให้เราทำตามความสะดวก

ooสาธุoo says: ผมนึกว่า1กับ1 คือ เดิน 1ชม.และต่อด้วยนั่ง 1 ชม.

walai says: เปล่าค่ะ เราไปให้ค่าเอง แต่หลักๆ ถ้าสามารถทำได้จริงๆคือ 1กับ 1 ถ้าทำได้น่ะค่ะ ทำไม่ได้ไม่เป็นไร สะสมหน่อวยกิตไป เหตุของแต่ละคนสร้างมาไม่เหมือนกัน

เวลาที่ได้ปฏิบัติจึงได้ไม่เท่ากัน สุดแต่ว่าใครจะรู้จักพลิกแพลงสัปปายะเอาเอง ทุกอย่างอยู่ที่จิตค่ะ นั่ง 5 นาทีหรือแค่เศษเสี้ยวของวินาที จิตสงบจากกิเลสไปได้ นี่ก็กุศลแล้วค่ะ

ooสาธุoo says: ใช่ครับ

walai says: ดีกว่านั่งเป็นชม.แล้วไม่รู้อะไรเลย ทำไปค่ะ แล้วจะเข้าใจอะไรมากขึ้น ทำต่อเนื่อง

ooสาธุoo says: เมื่อกี้แฟนคุยเรื่องคนทำเล็บให้ผมฟัง ว่า 2 วันนี้ เขาไม่ค่อยได้ลูกค้า
แต่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้ลูกดีขื้น เมื่อก่อนลูกต้องเอาวันละ100 เดี๋ยวนี้ให้เท่าไรก็เอา

walai says: ค่ะ ได้อย่างเสียอย่าง ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจ 100% เหตุทำมายังไง ผลต้องเป็นไปตามนั้น

ooสาธุoo says: ครับ ปกติการทำการค้าก็เหมือนกับไม่เที่ยงอยู่แล้วครับ ได้มากได้น้อยตามแต่เหตุ

walai says: จะหาแบบนี้ได้ที่ไหนคะ ทั้งได้ ทั้งชดใช้ หนี้เก่า ย่อมหมดลงไปเรื่อยๆ หนี้ใหม่ไม่สร้างเพิ่ม
สักวันย่อมเป็นอิสระ ไม่เหมือนสร้างหนี้ไม่รู้จบ สร้างไปด้วยความไม่รู้ แล้วจะไปโทษใครล่ะ ตัวเองทั้งนั้น มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ตะเกียกตะกายที่จะมีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

สุดท้ายเลยเป็นหนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น วัฏสงสารถึงยืนยาวเพราะเหตุนี้ เหตุที่ทำกันเองนี่แหละ
ไม่ได้มีใครเขาบังคับให้ทำเลย

ooสาธุoo says: ครับ ใช่เลย ตัวเราทำเอง ไปโทษใคร เราเป็นผู้สร้างเหตุ เราก็ต้องรับผล

walai says: ความไม่รู้ไงคะ ถ้าเราไม่มาเรียน เราไม่มีทางรู้เลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุอีก การจะเจอครูที่สอนให้รู้โดยตรง หาได้ยากยิ่งนัก มีแต่ครูชวนเที่ยว พาเที่ยวไปเรื่อย เลยไม่พบต้นเหตุสักที

เมื่อยังไม่พบต้นเหตุ ย่อมหยุดไม่ได้ เพราะไม่รู้จักตัวต้นที่แท้จริงของต้นเหตุ ว่าต้นเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร

บางทีเจอครูแล้ว เจอแล้วก็ยังไม่เชื่อ เพราะไม่ได้สร้างเหตุมากับครูคนนั้น ไม่งั้นคนสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมกันหมดแล้ว พระเทวทัติเองก็คงบรรลุ ขนาดพระพุทธเจ้ามาโปรดเองแท้ๆ ยังมองไม่เห็นเลย นี่ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมากันเองทั้งนั้น

ooสาธุoo says: ครับ ผมยอมรับครับว่าการเป็นอาจารย์เป็นศิษย์นะ ต้องสร้างเหตุมาด้วยกัน ไม่งั้นไม่มาเจอกันได้หรอกครับ ดูจากคุณและผม

walai says: ไม่เที่ยงค่ะ แต่ละชาติล้วนไม่เที่ยง ศิษย์ก็เป็นอาจารย์ได้ อาจารย์ก็เป็นศิษย์ได้
เพราะเคยสร้างเหตุร่วมกันมา จึงมาเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กันต่อ จึงไม่เคยยึดในเรื่องของอาจารย์หรือศิษย์

ooสาธุoo says: แต่ที่สำคัญจริงๆๆๆนะครับ มาจากเหตุที่เราทำนะละครับสิ่งสำคัญ

walai says: เมื่อรู้จักเหตุที่แท้จริงแล้ว เหตุนั้นๆย่อมจบได้ง่ายมากขึ้น ทีนี้อยู่ที่เราละ การสร้างเหตุใหม่ที่กำลังทำให้เกิดขึ้น อดทนได้ไหม เพราะใหม่ๆสติยังไม่ทัน ต้องใช้ความอดทน อดกลั้นเข้าช่วย

ooสาธุoo says: ตอนนี้นะครับใช้เหตุเก่าแต่เหตุใหม่พยายามไม่สร้าง

walai says:ถึงบอกไงคะ รู้หนอนี่มีค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งปวง ถึงเรียกว่า คาถามหาเศษฐี มือใหม่นะคะ ถ้าขาดพี่เลี้ยง เจอความยากจนข้นแค้น เลิกไปกันหมดแทบทั้งนั้น

เลิกทำ เพราะความไม่รู้ วิบากกรรม ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยากนะ แต่อยู่ที่คนๆนั้นว่า เมื่อรู้แล้ว มีความอดทน มีความอดกลั้นพอไหม

ooสาธุoo says: เออถ้าผมคิดนะครับ การหากินยากนะครับ ตามความคิดผมนะ มันมาจากเหตุที่เขาสร้าง
ถืงเขาจะมาปฎิบัติหรือไม่มาก็ตาม ต้องเจอเหตุที่ทำมา แต่ถ้ามาปฎิบัติจะทำให้เขาไม่ทุกข์กับสิ่งที่เจอ

walai says: ไม่ว่าจะยากหรือง่าย เหตุที่เกิดในปัจจุบัน คือผลที่เกิดจากเหตุที่เขาทำไว้ในอดีต

ooสาธุoo says: ใช่ครับ

walai says: แต่ถ้ามาปฎิบัติเขาจะทำให้เขาไม่ทุกขกับสิ่งที่เจอ …………….
อันนี้อยู่ที่กำลังของสติ และความเข้าใจในเรื่องของเหตุที่ทำมาด้วยค่ะ ถ้ายังไม่เข้าใจ ปฏิบัติยังไงก็ทุกข์อยู่ดี

ooสาธุoo says: ครับอันนั้นจริงครับ

walai says: สภาวะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนค่ะ ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ สภาวะนั้นๆยิ่งละเอียดมากขึ้น รู้ที่เคยรู้ยิ่งละเอียดมากขึ้น

วันนี้คือคุณเข้าใจและพูดในแบบของคุณตามที่คุณรู้ วันข้างหน้ารู้นั้นๆจะเปลี่ยนไป จะละเอียดมากยิ่งๆขึ้น

ooสาธุoo says: ครับ ผมถืงบอกตัวเองเสมอว่าผมเห็นว่าทุกข์เกิดตรงไหนแล้วจะดับตรงไหน

walai says: ค่ะ เห็นว่ายังไงคะ

ooสาธุoo says: ทุกข์เกิดที่จิต เราไปให้ค่าหรือตีค่า แต่ถ้าสติและสัมปชัญญะเรามีพอ เราก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งที่เราคิด มีแต่คำว่าแค่รู้

walai says: เห็นไหมคะ คุณยังไม่สามารถเก็บรายละเอียดของสภาวะทั้งหมดได้ ตอนนี้คุณอธิบายได้แบบหยาบๆ แบบละเอียดยังอธิบายไม่ได้ แต่พอพูดไปปั๊บ คุณจะเข้าใจได้ทันที่

เหตุแห่งทุกข์เกิดจากอะไร เกิดจากการไปหลงให้ค่าให้ความหมายต่อทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่าผัสสะหรือการกระทบ

สิ่งใดที่มากระทบแล้วทำให้จิตเรากระเพื่อมไม่ว่าจะมากหรือน้อย นั่นคือตัวต้นเหตุที่เราเคยกระทำเอาไว้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ตามการให้ค่าของเรา

บางสิ่งกระทบ แต่จิตเราไม่กระเพื่อม เพียงสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่าเห็น ทุกอย่างล้วนสักแต่ว่า แต่ไม่มีผลส่งมาที่จิต นั่นคือ เราไม่เคยสร้างเหตุมากับสิ่งๆนั้น สิ่งที่มากระทบ

ooสาธุoo says: สุดยอดเลยครับ ผมได้ความรู้อีกแล้ว อาจารย์สอนผมเพิ่มมาอีกแล้ว จริงๆๆๆๆครับ ความละเอียดผมยังไม่ถืง แต่พออาจารย์สอนเท่านั้นละ บางอ้อเลย

walai says: อันนี้เป็นเพียงแค่การจำค่ะ วันใดสภาวะของคุณละเอียดมากขึ้น คุณจะรู้และพูดสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองและในแบบของตัวเอง แต่ความหมายเดียวกัน คือ เหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงเกิดจากอะไร อุปทานหรือการให้ค่า นี้ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งของจิตทั้งสิ้น

เราจึงต้องมาเจริญสติเพราะเหตุนี้เพื่อจะได้เห็นตามความเป็นจริง

การที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ต้องมีสติ สัมปชัญญะที่สามารถรู้เท่าทันจิตได้

ผลของการเจริญสติ จึงได้ทั้ง ศิล สมาธิ ปัญญา เพียงแต่ว่าแต่ละคนสร้างเหตุมาไม่เหมือนกัน

ooสาธุoo says: ขอบคุณมากครับ

walai says: บางคนสร้างด้านสมาธิมามาก การเจริญสติจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มาเป็นตัวช่วย
ส่วนคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย เรียกว่าต้นทุนต่ำจริงๆ นี่คือความคิดนะคะ

เราจะไปพูดว่า คนนั้นคนนี้ต้นทุนต่ำไม่ได้อย่างเด็ดขาด บางทีต้นทุนเขาอาจจะมีมาสูงมากกว่าเราอีก แต่เนื่องจากเหตุที่เขาทำมา สภาวะเขาเลยแสดงให้เห็นแบบนั้น

การบรรลุทำ ไม่ได้อยู่ที่ทำก่อนหรือทำหลัง ไม่ได้อยู่ที่ความขยันหรือขี้เกียจ แต่อยู่ที่เหตุทำมาต่างหาก เวลาและสิ่งต่างๆ ไม่ใช่ตัวมาวัดผล ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ

เช่น ขยันแต่โง่ก็มี ขี้เกียจแต่ปัญญาแยบคายก็มี แต่พอมาเจริญสติ ทุกคนมีค่าเท่ากันหมด ไม่มีใครโง่ ไม่มีใครฉลาด ไม่มีใครขยัน ไม่มีใครขี้เกียจ ไม่มีการให้ค่าใดๆ

บรรลุทำ คือหมายถึง บรรลุจากเหตุที่กระทำ อาจจะเขียนไม่เหมือนคนอื่นๆนะคะ

ooสาธุoo says: ผมนึกว่าเขียนผิด ถ้าธรรมอย่างนี้นะครับ

walai says: จริงๆแล้วเขียนผิดค่ะ แต่พออ่านแล้ว เออเขียนแบบนี้ดีกว่า มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนดี

ooสาธุoo says: ขอบคุณมากครับที่วันนี้ให้ความรู้กับผมมากเลยครับ

สรุป

ทุกข์ เปรียบเสมือนโรค คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือที่เรียกว่า สภาวะ

เหตุแห่งทุกข์ เปรียบเสมือนต้นเหตุแห่งโรคที่เป็น คือ อุปทาน
การไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นิโรธ เปรียบเสมือนความหายจากโรค คือ ดับกิเลส ที่เป็นต้นเหตุทั้งปวง

มรรค เปรียบเสมือนยารักษาโรค คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔
เรียกภาษาชาวบ้านแบบง่ายๆคือ การเจริญสตินี่เอง

ผลของกสรเจริญสติในระดับหนึ่ง

มั่นคง

รู้สึกมั่นคงกับสภาวะ คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยอมรับไปตามนั้น ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจะดีหรือไม่ดีในความคิดหรือความรู้สึกก็ตาม พอยอมรับตามความเป็นจริงได้ จิตจะไม่ไปทุกข์กับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น มีบ้างที่อาจจะสะดุดนิดๆ แต่ไม่ไปเกาะเกี่ยวอยู่นาน จนกระทั่งก่อให้เกิดความทุกข์ใจเกิดขึ้น

การปฏิบัติก็เช่นกัน วันไหนอยากพักผ่อนจิต ทำได้ง่ายมากๆ เราสามารถกำหนดได้ แต่ก็ไม่ได้ทำบ่อย เพราะจิตจะเคยชิน เดี๋ยวไม่มีงานให้จิตทำ

เวลาที่ต้องการพักจิต เราจะนั่งที่โซฟา ตัวที่ห้องทำงาน นั่งแล้วกำหนดจิตเข้าสมาธิได้ทันที เมื่อเราเข้าสมาธิจนชำนาญแล้ว เราสามารถบังคับจิตให้เข้าสมาธิได้ง่ายมากๆ แล้วแต่เราจะต้องการ

เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ทีนี้แหละ มันจะรู้อยู่ในกายและจิตหรือที่เรียกว่า รูป,นามได้อย่างต่อเนื่อง จะพักจิตหรือจะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆกี่ชั่วโมงก็ได้ ตามแต่ว่าเราต้องการมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

เป็นคนละเอียดมากขึ้น

การเจริญสติทำให้เป็นคนช่างสังเกตุ เป็นคนที่มีความละเอียดมากขึ้น รู้จักการใช้ชีวิต รู้จักการจับจ่าย จะจับจ่ายเรียกว่าคุ้มค่าและประหยัดทรัพย์ที่มีอยู่ เรียกว่ารู้จักใช้สอยแบบคุ้มค่า

เราทำงาน กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท ต้องเรียนมาตั้งกี่ปีกว่าจะจบ กว่าจะรู้เนื้องานที่กำลังทำอยู่ กว่าจะอยู่ร่วมกับสังคมและคนอื่นๆได้ มันต้องใช้เวลามากมาย

เมื่อก่อนตัวเราเองเป็นคนไม่ละเอียดมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเรื่องกินหรือใช้สิ่งของ กินและใช้แบบทิ้งๆกว้าง ไม่เคยมองเห็นคุณค่าความเหนื่อยยากของตัวเองที่ทำงานงกๆกว่าจะได้เงินมา

การจับจ่ายก็ตามความอยากมากกว่าจะมองถึงความจำเป็น ซื้อมาแล้วทิ้งๆขว้างๆ นำไปแจกจ่ายให้คนอื่นๆต่อ บางทีก็เก็บจนลืม พอเห็นอีกที ของสิ่งนั้นหมดสภาพการใช้งาน ไม่ก็ชำรุดทรุดโทรม

นับตั้งแต่ที่เริ่มเจริญสติ จนกระทั่งมาถึงสภาวะในปัจจุบัน การใช้ชีวิตตลอดจนการใช้เงินเปลี่ยนไปอย่างโดยสิ้นเชิง ใช้ชีวิตและเงินแบบรู้คุณค่าของชีวิต กว่าจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วได้มารู้จักการเจริญสติด้วย นับว่าต้องเคยสร้างเหตุด้านนี้มาก่อน กว่าจะเข้าใจล่ะ กว่าจะรู้ล่ะ แต่ละสเตปๆๆๆ แต่ละสภาวะ โห ไม่อยากจะเซด

แต่สำหรับคนอื่นๆนั้น อาจจะง่ายหรือยากแตกต่างกันไปตามเหตุที่ทำมาของแต่ละคน สำหรับตัวเราเองนั้น ทุกคนอาจจะแตกต่าง แต่โดยสภาวะไม่แตกต่างเลย เหมือนกันหมด เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของสภาวะตามเหตุของแต่ละคนเท่านั้นเอง เหมือนคนส่งกรรม สร้างเหตุกับคนไหน เหตุอย่างไร ผลย่อมเป็นไปตามเหตุของคนๆนั้น มันเลยดูแตกต่างเพราะเหตุนี้แหละ

ความสุข

ความสุขของคนเรานั้นเกิดจากการได้รับผลสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ เมื่อมีความรู้สึกสมหวังในสิ่งนั้นๆ จึงเกิดความรู้สึกชนิดหนึ่งเกิดขึ้น ที่เราเรียกกันว่า ความสุข

ความสุขจัดเป็นตัวสภาวะของโลภะ ความโลภ ความอยากได้ เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ จึงก่อให้เกิดความสุขเกิดขึ้นในจิตใจ มันช่างแตกต่างสิ้นดีกับความสุขที่เกิดจากการรู้อยู่กับรูป,นาม หรือเรียกว่ารู้อยู่ในกายและจิต

เมื่อรู้อยู่ในรูป,นามได้ แม้จะเกิดแค่ขณะสั้นๆก็ตาม ความสุขที่เกิดขึ้นจะปราศจากกิเลส เป็นความสุขที่สะอาดใสบริสุทธิ์ แล้วคุณล่ะ เลือกที่จะสุขกันแบบไหน?

แบ่งปันกัน

เมื่อเราได้รู้จักความสุขที่แท้จริงในระดับหนึ่ง เราย่อมสามารถแบ่งปันความสุขให้กับทุกๆคนได้ โดยการแผ่เมตตาให้กับเขาเหล่านั้น ขอให้เขาทั้งหลายจงมีความสุข

เราจะไปแผ่ว่า ขอให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย ภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เขาร่ำรวย สวย ดี มีปัญญา ไปแผ่แบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะสิ่งเหล่านั้น ชีวิตใครจะเป็นอย่างไร ล้วนเกิดจากเหตุที่เขาทำมาทั้งสิ้น เหตุปัจจัยหรือผลที่ได้รับ ซึ่งแสดงเป็นรูปธรรมให้เห็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั่นเอง

เราแผ่เมตตาให้ทุกๆคนมีความสุข เราให้แบบนั้นได้ ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สุขแบบกษัตริย์ สุขแบบคนเดินดิน สุขแบบโจร สุขแบบฆาตกร ฯลฯ
ไม่ว่าจะสุขแบบไหนๆ ล้วนแต่เป็นความสุขในจิตของแต่ละดวง ไปคิดแทนกันไม่ได้หรอก ใครจะทำอย่างร สุขอย่างไร นั่นคือเหตุของแต่ละคน กิเลสของแต่ละคน แล้วแต่จะให้ค่า

ไม่ว่าจะสุขแบบใดๆ ล้วนเกิดจากความคิดของแต่ละคนที่จะให้ค่าแก่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจหรือสิ่งที่มากกระทบ สุขแบบนี้ต้องอาศัยเหตุปัจจัยจากภายนอก ถ้าไม่มีเหตุจากภายนอก ความคิดย่อมไม่มี

มีสุขอีกชนิดหนึ่ง เป็นสุขที่ไม่ต้องไปอาศัยเหตุปัจจัยจากภายนอก สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ทำให้เกิดเองได้ สุขชนิดนี้มีอยู่แค่ในกายและจิตนี่แหละ ทั้งสองสิ่งนี้ต่างเอื้อซึ่งกันและกัน ไม่ต้องวิ่งไปหานอกกายแต่อย่างใด

เหตุของการเกิด

เหตุของการเกิด คือ เกิดจากยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำลงไป จึงเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วัฏฏะนั้น จึงวนเวียนไปเพราะมีกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าว

เมื่อได้มาเจริญสติ เป็นเหตุของการทำสติที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิด เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้น สภาวะที่เกิดขึ้นคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

สิ่งแรกที่ทุกๆคนจะได้เจอเหมือนกันหมดเมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดแล้วคือ กิเลส เจอเหมือนกันหมดทุกๆคน ทั้งๆที่ปกติแล้วกิเลสทำงานตลอดเวลา แต่ไม่สามารถรู้ชัดได้แบบนี้ มันเป็นการตอกย้ำสภาวะของกิเลสที่มีอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น

กิเลสมีสองชนิด เกิดขึ้นได้โดยมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดหยาบ

กับเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดละเอียด

กิเลสชนิดหยาบ อาศัยผัสสะเป็นเหตุ

กิเลสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่พระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง

เพราะกิเลสดังกล่าว ใครๆก็ละรากเหง้าของภพไม่ได้ แต่กิเลสควรรู้ทางสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายไม่ได้กำหนดรู้ด้วยการเจริญสติ เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ

จำเดิมแต่การเกิดขึ้น ( ของขันธ์ทั้งหลาย ) ในภพนั้นๆหรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส ( ที่แทรกซึมอยู่ ) นั้น คือ ภูมิลัทธะ ( ได้ภูมิพื้น ) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้

กิเลสชนิดละเอียด ไม่ต้องอาศัยผัสสะ สภาวะตรงนี้ ต้องเจริญสติจนตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง จึงจะรู้ชัดได้

นี่แหละชีวิต

มองชีวิตของตัวเอง เออ … คนเราส่วนมากชอบสนใจเรื่องชาวบ้านนะ ใครจะเป็นอะไรยังไง
ต้องคอยตามเฝ้าดู ” ละครชีวิต ”

แต่ผู้คนกลับลืมที่จะดูละครชีวิตของตัวเอง ทุกวันนี้ ในครอบครัวของตัวเองนั้น สุขสบายดีกันไหม อยู่ดีมีสุขไหม มีใครเจ็บป่วยกันบ้างไหม เงินทองที่หามาได้ล่ะ พอเลี้ยงคนในครอบครัวกันบ้างไหม วันนี้จะดูแลคนในครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุขยังไงบ้าง ฯลฯ …..

เท่าที่เราฟังๆเขาคุยกันมา มีแต่คุยอวดความร่ำรวย อวดความยากจน อวดความพอมีพอกิน
ที่คิดว่าพอ

แต่แปลกนะ พอถามถึงคนในครอบครัวว่า รู้บ้างไหมว่าคนในครอบครัวนั้น เขาต้องการอะไรกันบ้าง เกือบจะเหมือนกันหมดนะ ตอบว่า ไม่เห็นมีอะไรนี่ ถ้ามีอะไร เขาก็จะพูดกันเอง เรานั่งนิ่งๆแล้วมองเขาเหล่านั้น

ก่อนที่เราจะเมตตาต่อคนอื่นๆได้ คนในบ้านน่ะ เมตตาทั่วถึงหรือยัง ไม่ใช่เมตตาแค่ตัวเองไปวันๆ หรือวิ่งไปทำบุญ ไปสร้างกุศลนอกบ้าน คนในบ้านน่ะเคยนึกเขากันบ้างไหม จะตักข้าวใส่ปาก เคยหันมองบ้างไหมว่า คนไหนตักกับข้าวถึงไหม …..

นี่แหละชีวิตคน คนจริงๆคนๆวนๆแต่เรื่องชาวบ้าน ส่งจิตออกนอก แต่ไม่เคยดูคนในบ้านให้ทั่วถึง เวลาไปทำบุญ โอ้โห!!!! …. ปราณีตสวยงาม อาหารต้องเลิศรส

คนในบ้านก็คนนะ เขาก็ต้องกินเหมือนๆกัน คุณค่าของความเป็นคนเท่าๆกัน ไม่แตกต่างกันเลย หมั่นทำบุญ เมตตาให้กับในบ้านให้ทั่วถึงก่อนนะ จึงค่อยไปเผื่อแผ่คนนอกบ้าน กิเลสชาวบ้านน่ะ อย่าไปใส่ใจกันนักเลย มันก็แค่ละครที่เขาเล่นไปตามวิบากกรรมของเขาแต่ละคน

เมื่อก่อนเวลาเกิดการกระทบ อารมณ์หยาบๆจะเกิดขึ้นก่อน คือ โกรธ จากความโกรธ มันจะกลายเป็นเกลียดคนๆนั้น

พอโดนกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา จากความเกลียดหายไป เหลือแค่ความโกรธ จากความโกรธหายไป เหลือแค่ความไม่ชอบใจ

จากกความไม่ชอบใจ เหลือรู้ว่า มันเกิดการกระทบอีกแล้ว ความไม่ชอบใจผุดขึ้นมาแว๊บหนึ่ง แล้วสงบลงไป เหลือ แค่รู้ รู้ว่าอารมณ์ประมาณนี้มีอยู่ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน มันดับได้ไวขึ้น ปฏิกิริยาที่เกิดขณะที่กระทบ มันเลยไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนก่อนๆ ….

เราทุกรูปทุกนาม ย่อมก่อเหตุทุกๆการกระทำ เพราะ ความไม่รู้ เพราะเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐานกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นจริงนั้นคืออะไร คือกิเลสในใจของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกิเลสในใจของเรา เราย่อมมองเห็นกิเลสของชาวบ้านชัดเจนมากขึ้น แล้วเราอยากจะลงไปเล่นกับกิเลสชาวบ้านเขาไหม ไม่มีเลยนะ มันไม่ลงไปเล่น จากที่เคยลงไปเล่น มันจะลงไปเล่นน้อยลง จนกระทั่งมันเลิกลงไปเล่นในที่สุด ….

กิเลสชาวบ้านเขา สิ่งที่เขาแสดงออกมา นั่นคือกิเลสของเขาเหล่านั้น แต่เพราะความไม่รู้ของตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย ที่มันครอบงำเราไว้ เราเลยไปเก็บเกี่ยวกิเลสชาวบ้านเขามาเป็นกิเลสเรา เอามันมาปรุงแต่งตามจริตนิสัยหรือสันดานของตัวเราเอง สันดานดิบที่ยังมีอยู่ในใจของตัวเราเอง สันดานใครสันดานมัน กิเลสมันจะแสดงตามสันดานของเจ้าของ ความหยาบคายมากน้อยของจิตใจของแต่ละคน ….

เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐาน จิตเราจะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือทุกๆที่ก่อให้เกิดการกระทบมากขึ้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แรกๆยากนะ ยากมาก ยอมรับว่าทำใจได้ยากมากที่จะปล่อยให้คนอื่นๆมารังแกหรือทำร้ายเรา แม้จะเป็นทางด้านของจิตใจก็ตาม

จิตมันจะดิ้นรนขัดขืน ทุกข์ใจ ทรมาณใจ ขมขื่นใจมากๆนะกับสิ่งที่เราต้องเป็นฝ่ายปล่อยให้เขากระทำกับเราเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เราต้องนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น สภาพเหมือนถูกมัดมือชก

ช่วงนั้นสภาพของจิตใจจะแย่มากๆ ทรมาณสุดๆเลย ทำไมต้องมาทำร้ายกันขนาดนี้ด้วย เราไปทำอะไรให้หรือ ทุกๆสภาวะที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆจะให้คำตอบแก่เรา ว่าทำไมเราต้องยอมเขา ทำไมเราต้องอดทน ถ้าไม่มาเจริญสติ ไม่มีทางรู้ได้หรอกนะ หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้ได้เพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถรู้ลึกลงไปถึงเหตุที่แท้จริง …..

ทุกๆสภาวะเปลี่ยนไป เราจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆการกระทบนั่นคือการเรียนรู้ เหมือนเราเรียนหนังสือ การกระทบก็คือ ครู

แต่เรียนครั้งนี้ เราเรียนชีวิตของเรา เรียนโดยจิต ความรู้ที่ได้รับมันจะมีแต่เรื่องของเหตุที่กระทำ และเรื่องของผลที่มารองรับเหตุที่กระทำนั้นๆ มันจะเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับเรา

เลือกเอานะ เลือกเอา ชีวิตนี้เป็นของทุกๆคน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก เลือกเอานะ ก่อภพก่อชาติให้เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ หรือ กระทำเพื่อให้ภพชาติสั้นลง จงตัดสินใจเอาเอง …

คนเราน่ะ ก่อนจะเอาดีได้ มันก็เลวมาก่อนกันทั้งนั้นแหละ สุดแต่ว่าจะเลวมากหรือน้อย ตามเหตุที่กระทำกันมา

อุปมาอุปมัย ดูเอาง่ายๆนะ ใครที่โดนคนอื่นๆกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุด หรือ โดนผู้อื่นด่าว่ามากที่สุด จงรู้ไว้ นั่นแหละคือ ตัวคุณเองในอดีต หรือจะเถียงว่าไม่จริงล่ะ ทำไมสามีมีเมียน้อย ทำไมภรรยามีชู้ ฯลฯ ทำไม?????? …….

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆนั้น นั่นคือ เหตุที่เขาเคยกระทำกับคนอื่นๆมาก่อนทั้งนั้น ทำไว้ในอดีต ซึ่งเราอาจจะระลึกได้และระลึกไม่ได้ ผลที่ได้รับในปัจจุบันเลยเป็นเช่นนี้ ทำกับเขาไว้ เขาย่อมมาทวงถาม ทวงคืนเอามั่ง

เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อให้มีสติรู้อยู่กับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ไปกล่าวโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราน่ะมันเคยโง่มาก่อน ทำกับเขาไปเพราะความโง่

เรามาเจริญสติ ทำให้เราฉลาดขึ้น ทำให้เรามีสติ ทำให้เรารู้ว่า ชดใช้เขาไปนะ อดทนไว้ อย่าไปตอบโต้เขา การตอบโต้คือการก่อภพก่อชาติใหม่ให้เกิดขึ้นอีก 1 คน ต่อ 1 ชาติ เอาไหม

คนมีสติดี เขาไม่เอาหรอกนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะตอบว่าเอา เพราะการเกิดน่ะ มันมีแต่อะไร มีแต่การสร้างเหตุใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น …..

ฤามีให้หนีกรรม กรรมก็คือการกระทำ ใครทำคนนั้นย่อมรับผล ตัวเองทำแล้วไปโยนให้คนอื่นรับงั้นหรือ ต้องโทษตัวเองนะ โทษความไม่รู้ของตัวเองที่ก่อเหตุใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ให้หมั่นเจริญสติ จิตจะได้ฉลาดในการสร้างเหตุ จะสร้างแต่กุศลนะ อกุศลมันจะไม่แตะ มันเหมือนของร้อน แค่คิดก็ร้อนแล้ว ร้อนอกร้อนใจด้วยไฟพยาบาท เมื่อไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ นี่เห็นไหม อกุศล ยังไม่ทันลงมือกระทำ ผลแสดงทันที ….

ทำเองก็ได้ ง่ายจัง

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป วิธีการที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ ของแต่ละคน จึงเริ่มต้นแตกต่างกันไป เรื่องการปฏิบัติหรือการเจริญสติ บางคนอาจจะคิดว่ายุ่งยาก บางคนก็อาจจะว่าง่าย เพราะเหตุที่ทำมาของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงมีทั้งง่ายและยากแตกต่างกันไปตามความคิดของแต่ละคน

ที่ว่าทำเองก็ได้ ง่ายจัง คือให้ทำตามสภาวะของตัวเอง ถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น จะใช้รูปแบบไหนๆก็ได้ ใช้เวลาตอนไหนก็ได้ จะมากหรือน้อยตามความคิดของแต่ละคน คือ ทำแค่ไหนก็ได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป จะสวดมนต์ก่อนปฏิบัติหรือหลังปฏิบัติหรือจะไม่สวดเลยก็ได้ เรียกว่าทำตามสภาวะของคนๆนั้นจริงๆ

รูปแบบหลักๆที่ต้องทำทุกวันไม่ควรทิ้งคือ เดินก่อนที่จะนั่ง เพื่อเป็นการปรับอินทรีย์ ส่วนการเดิน เดินเท่าที่เดินได้ ถนัดแบบไหนทำแบบนั้น เคยฝึกมาแบบไหน ให้ทำไปตามนั้น ทำเสร็จแล้วค่อยสวดก็ได้หรือไม่สวดเลยก็ได้ เหตุเพราะบางคนอาจจะไม่ชอบสวดมนต์ บางคนสวดแล้วก็หลับไปก่อนก็มี

เดินแล้วปวดขา ก็ให้นั่ง จะเดินแค่รอบเดียว หรือเดินแค่หนึ่งนาทีก็ได้ แล้วนั่งต่อหนึ่งนาทีก็ได้ ถ้าปวดขาก่อน ก็ให้แผ่เมตตากรวดน้ำได้เลย ไม่ต้องไปทนปวด

เราต้องดูว่า จุดประสงค์ที่แท้จริง เราทำไปเพื่ออะไร ถ้าทำเพื่ออยากที่จะเป็นอะไรตามบัญญัติ นั่นคือ กิเลส ต้องดูให้ทัน เรามาปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวง คือ ดับที่ตัวเราของเรานี่แหละ ไม่ใช่ทำเพื่อไปเป็นอะไร บางทีการรู้มากไปก็เหมือนดาบสองคม รู้แล้วรู้จักนำสภาวะมาใช้ก็มีประโยชน์ แต่ถ้ารู้แล้วไปยึด นั่นก็เท่ากับไปเพิ่มกิเลสในใจ ทำให้กิเลสบดบังสภาวะ

การแผ่เมตตา กรวดน้ำถ้ายังจำไม่ได้ ก็ลืมตาอ่านไปก่อน จนกว่าจะจำได้ จำได้เมื่อไหร่ค่อยหลับตาแผ่เมตตา กรวดน้ำ เพราะจำได้หมดแล้ว

ถ้าถามว่า ลืมตาให้แบบนี้ แล้วจะได้บุญไหม ทุกอย่างอยู่ที่จิต แค่คิดให้จากใจ การทำแบบนั้น ยังไงๆก็ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นการสร้างเหตุดี ผลที่ได้รับย่อมดีอย่างแน่นอน ส่วนจะได้ผลช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่เคยทำไว้กับเหตุที่กำลังทำให้เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย อาจจะได้ทันทีทันใดหรืออาจจะช้าล้วนขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำ

จิตโสโครก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จิตนี่สุดๆไปเลย หลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว มันตอกย้ำให้ชัดๆไปเลยว่า ทุกอย่างที่เราคิดว่าไม่มีนั้น มันก็แค่การคาดเดา

กิเลส การแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กิเลสบางตัวอาจจะมาในรูปแบบหยาบๆสำหรับคนบางคน แต่สำหรับคนบางคนกลับกลายเป็นรูปที่ละเอียด เพราะอยู่ในส่วนลึกของจิต

เรากำลังถูกทดสอบเจ้าตัวโทสะ ตัวหงุดหงิด ความไม่พอใจ ยอมรับว่า บางครั้งสภาวะนี้ทำให้เราเกิดความรำคาญ มันพูดมาก มันเอาแต่ว่าคนอื่นๆ จนบางครั้งเราทนไม่ได้ ต้องตะหวาดออกไปว่า จะอะไรนักหนา ใครเขามาทำอะไรให้ หรือเขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา ทำไมต้องไปว่าเขาด้วย ทำไมต้องไปด่าคนอื่นๆ

คิดดูสิ ถ้าทุกคนสามารถรู้ความคิดของกันและกัน เรียกว่าทุกๆคนเลย ถ้าเราได้ยินเสียงของความคิดว่าเขากำลังด่าเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เสียงที่จิตกำลังว่าคนอื่น ก็สงบไป

สภาวะจิตด่าคนอื่นๆ ที่เราเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าแค่นี้เรารับมือกับสภาวะนี้ได้ เพราะโดยนิสัยส่วนตัวของเรานั้น นิสัยแบบนั้นเราไม่มี เราไม่เคยคิดจะไปด่าใครอะไรแบบนั้น

ทุกอย่างที่มองว่ามันไม่น่าจะมี พอได้มาเจริญสติแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย จิตจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหมด อะไรที่เคยคิดเอาไว้ ล้วนเป็นเพียงแค่การคาดเดาของตัวเราเองทั้งนั้น ทั้งๆที่เราคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

แต่โดยสภาวะตามความเป็นจริง มันตรงข้าม มันกลับกลายเป็นว่า จิตชักจะหยาบคายมากขึ้น มากจนเราแค่ดูเฉยๆไม่ได้ในบางครั้ง เพราะเริ่มจะทนดูไม่ได้ มันรู้สึกว่า มันมากไปแล้วนะ นับวันกิเลสตัวนี้ผยองพองขนมากขึ้น

เผลอไม่ได้นะ พอเผลอเอาอีกแล้ว มันผุดขึ้นมาระนาวเลย เราต้องอาศัยรู้อยู่ในกายให้บ่อยๆ อาศัยสมาธิช่วย แค่สติที่เรามีอยู่ ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะรู้อยู่กับกิเลสตัวนี้ได้ มันหงุดหงิดอยู่ข้างใน

แต่ภายนอกที่คนอื่นๆมองเห็นคือ เราพูดคุยปกติ หัวเราะ ยิ้มแย้มปกติ แต่จิตข้างในโสโครกสิ้นดี เหมือนคนสอดส่ายสายตาจ้องจับผิดคอยว่าคนอื่นๆ นิดนึงก็ยังเอาเลย นี่แหละเราถึงว่ามันโสโครก

ถูกทำข้อสอบอีกครั้ง

ในการโดนทำข้อสอบครั้งนี้ แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถือว่าสอบผ่าน เพราะจิตไม่มีกระเพื่อมต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด บทสภาวะเขาจะจบ เขาก็จบโดยตัวสภาวะของเขาเอง โดยที่เรามีหน้าที่เจริญสติต่อเนื่อง อยู่กับปัจจุบัน ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำแค่นี้แหละ แล้วทุกๆอย่างจะจบลงไปเอง นี่แหละผลของการเจริยสติ มีแต่เป็นเหตุให้ภพชาติสั้นลงไปเรื่อยๆ

เย้ายวนใจยิ่งนัก

ความแตกต่างของสมาธิ

เวลาสมาธิไหลเอื่อยๆ ไม่มีกำลังมาก จิตจะมีการนึกคิดพิจรณาเนืองๆ
แต่วเวลาที่สมาธิมีกำลังหนักแน่น แนบแน่นมากๆ จิตจะไปรู้จดจ่ออยู่ในกายมากกว่าจะเกิดการนึกคิดพิจรณาใดๆ

ช่วงนี้สมาธิเราส่วนมากจะเกิดแบบเอื่อยๆ มีบางครั้งที่มีกำลังมาก แต่ไม่เกิดบ่อยเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเกิดแค่วันละครั้งสองครั้งไม่แน่นอน ผิดกับเมื่อก่อน จะเกิดบ่อยมากๆ จนทำให้เราชอบเล่นกับสมาธิ เพราะเวลาที่รู้ในกายได้ชัด จิตจะเหมือนเล่นกับสภาวะที่เกิดขึ้น ไล่จับดูตัวโน้นตัวนี้ตลอดเวลา

แต่โดยสภาวพทั้งสองสภาวะที่มีความเหมือนๆกันคือ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าสมาธินั้นจะมีกำลังมากหรือไหลเอื่อยๆก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ ขาดการรับรู้นอกกายไปชั่วขณะ จะไปรู้ในกายได้ต่อเนื่อง แม้กระทั่งเสียงเครื่องจักรที่กำลังทำงานซึ่งปกติเสียงจะดังมากๆก็ไม่ได้ยิน

ยิ่งโกหก ยิ่งห่างไกล

กิเลสนี่ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ตัวตัณหาความทะยานอยากต่างๆในบัญญัติที่มุ่งหวังอยากจะเป็น ทำให้ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ ทั้งๆที่เห็นแล้ว ( กิเลส ) แต่ยังไม่รู้ว่าเห็น เพราะกิเลสความอยากต่างๆบดบังสภาวะหรือดวงตาให้มืดบอด

เงาของจิตที่นิยมมาใช้เรียกกันในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น จริงๆแล้ว มันก็คือสภาวะกิเลสที่มีอยู่ในใจของแต่ละคน ใครอยากจะเป็นอะไร ก็เล่นแสดงเป็นตัวละครที่อยากจะเป็น

เมื่อยังหลงเล่นกับเงาของจิตหรือกิเลสนี่ ยิ่งทำให้ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริง เพราะไปหลงเล่นตามกิเลสที่อยากจะเป็นในบัญญัตินั้นๆเอง

ตัวละครที่นำมาแสดงนั้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความทะยานอยากในใจที่อยากจะเป็นในตัวละครนั้นๆ เหมือนผู้กำกับหนัง คือ จิตของตัวเองนี่แหละ กำกับกิเลสที่ตัวเองนั้นอยากจะเป็น เล่นได้ทุกบทบาท แสดงในแนบเนียน เกิดจากการ อ่านมาก ฟังมาก แต่ปฏิบัติยังไม่ไปถึงไหน เพราะหลงเพลิดเพลินกับเงาของจิต

ยิ่งเล่นมากเท่าไหร่ แสดงมากเท่าไหร่ ภพชาติย่อมยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะเหตุของความไม่รู้ตัวนี้นี่แหละ ถึงได้บอกว่า กิเลสนี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากตัวเองทำมันขึ้นมาเองทั้งนั้น เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ทำไปเพื่อหวังที่จะเป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ

แต่ทำเพื่อรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อรู้เท่าทันได้มากเท่าไหร่ ยิ่งอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเท่านั้น ภพชาติที่เกิดขึ้นใหม่ ย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ไหลไปตามอุปทานการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เงาของจิต ยังเป็นเพียงสภาวะหยาบๆ ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ เพียงแต่จะรู้หรือยังเท่านั้นเอง ถ้ารู้แล้ว ย่อมไม่หลงเล่นอีกต่อไป เพราะเมื่อคิดดับที่เหตุ ย่อมไม่คิดจะสร้างเหตุอีกต่อไป

แต่เมื่อยังไม่รู้ก็ยังคงหลงเล่นกันต่อไป การเล่นกับเงาของจิตคือการโกหกตัวเอง ในเมื่อยังยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่ตัวเองนั้นเป็นอยู่ยังไม่ได้ เรื่องการเห็นตามความเป็นจริงในด่านแรก ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง เพราะความอยากบดบังสภาวะจนมืดมิด

Previous Older Entries

มกราคม 2011
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: