ทำเองก็ได้ ง่ายจัง

เหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป วิธีการที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ ของแต่ละคน จึงเริ่มต้นแตกต่างกันไป น้องที่คนที่ทานข้าวเมื่อเช้ากับเรา ส่วนมากเราจะคุยเรื่องปฏิบัติมากกว่าเรื่องอื่นๆ วันนี้เขาก้มีเรื่องของแม่เขามาเล่าให้ฟัง

เรื่องการปฏิบัติหรือการเจริญสติ บางคนอาจจะคิดว่ายุ่งยาก เนื่องจากฟังเขาเล่าว่า หรือกับสิ่งที่เขาได้เจอกันมา คนที่มาพูดคุยกับเราส่วนมากก็จะเป็นแบบนั้น เริ่่มที่ตัวของน้องเขาก่อน เมื่อก่อนเขาเองก็คิดว่า การปฏิบัติหรือการเจริญสตินี่ ยุ่งยาก ต้องสวดมนต์ก่อนที่จะทำ ต้องมีรูปแบบ อยู่ในรูปแบบ ทำตามรูปแบบ

พอเขาได้มาฟังเราพูดเรื่องการเจริญสติให้ฟัง เขาบอกว่า มันทำได้ง่ายๆแบบนั้นเลยเหรอ มาวันนี้ เขาเป็นคนถ่ายทอดถ้อยคำที่เราเคยพูดให้เขาฟัง เขาไปพูดให้แม่เขาฟัง

แม่เขาเคยปฏิบัติแบบพองหนอ ยุบหนอ ส่วนเขานั้นแบบพุทโธ แม่เขาถามเหมือนกับเขาว่า มันทำง่ายๆแค่นี้เองเหรอ เห็นไหม เหมือนกันเลย คำถาม เมื่อได้ฟังเรื่องการเจริญสติ

ที่ว่าทำเองก็ได้ ง่ายจัง เราจะแนะนำทุกๆคนที่มาขอคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติว่า ให้ทำตามสภาวะของตัวเอง ถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น จะใช้รูปแบบไหนๆก็ได้ ใช้เวลาตอนไหนก็ได้ จะมากหรือน้อยตามความคิดของแต่ละคน คือ ทำแค่ไหนก็ได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป จะสวดมนต์ก่อนปฏิบัติหรือหลังปฏิบัติหรือจะไม่สวดเลยก็ได้ เรียกว่าทำตามสภาวะของคนๆนั้นจริงๆ

ซึ่งน้องเขาไปเล่าให้แม่เขาฟัง เขาอยากให้แม่เขาทำกรรมฐาน แต่แม่สุขภาพไม่ค่อยดี ขาไม่ค่อยดี เขานำเรื่องการเจริญสติที่ฟังจากเราไปนั้น ไปแนะนำให้กับแม่อีกที คือ เขาบอกกับแม่ว่า เดินเท่าที่เดินได้ ถนัดแบบไหนทำแบบนั้น แม่เคยฝึกพองหนอ ยุบหนอมา ให้ทำไปตามนั้น เดินแล้วปวดขา ก้ให้นั่ง จะเดินแค่รอบเดียว หรือเดินแค่หนึ่งนาทีก็ได้ แล้วนั่งต่อหนึ่งนาทีก็ได้ ถ้าปวดขาก่อน ก็ให้แผ่เมตตากรวดน้ำได้เลย ไม่ต้องไปทนปวด

แม่เขาถามว่า ทำได้หรือแบบนี้ แล้วมันจะได้อะไร ได้บุญจริงๆหรือ เขาบอกว่า ได้สิแม่ แม่ทำตอนไหนๆก็ได้ ทำบ่อยๆ ถึงจะแค่เล็กๆน้อยๆ ทำบ่อยๆจะหายปวดขาเอง แล้วจะเพิ่มเวลาได้เอง

แม่เขาเลยถามเรื่องสวดมนต์ว่า ไม่สวดมนต์ก่อนทำได้จริงๆหรือ ก็ส่วนมากเขาให้สวดมนต์ก่อนทำ เขาบอกกับแม่ว่า ได้สิแม่ ทำเสร็จแล้วค่อยสวดก็ได้หรือไม่สวดเลยก็ได้ เขาเองเดี๋ยวนี้ยังไม่สวดเลย ทำทันที ขนาดพักกลางวันยยังทำเลย แค่ห้าทีก็ทำ

เรื่องแผ่เมตตา กรวดน้ำ เขาได้ก็อปที่บล็อกไปให้แม่เขา ก้มีคำถามมาเหมือนๆกันว่า แล้วถ้าหลับตาแผ่ จะอ่านหนังสือได้ยังไง ในเมื่อยังจำไม่ได้ เขาบอกกับเราว่า เห็นไหม แม่กับลูกเหมือนกันเลย ถามเหมือนกัน เขาบอกกับแม่ว่า ก็ลืมตาอ่านไปก่อน จนกว่าจะจำได้ จำได้เมื่อไหร่ค่อยหลับตาแผ่เมตตา กรวดน้ำ เพราะจำได้หมดแล้ว

เราบอกว่า ดีไม่ถามว่า ลืมตาให้แบบนี้ แล้วจะได้บุญไหม เขาบอกว่านั่นสิ แล้วจะได้ไหม เราบอกว่าได้สิ ทุกอย่างอยู่ที่จิต แค่คิดให้จากใจ การทำแบบนั้น ยังไงๆก็ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นการสร้างเหตุดี ก็ขอบคุณเขานะที่นำเรื่องมาเล่าให้ฟัง ทำให้เราต้องกลับไปเพิ่มข้อความในบล็อก เรื่องการลืมตาในขณะที่แผ่เมตตาและกรวดน้ำ

แล้วเขาเองก็มีส่วนในการแก้ไขข้อความในบล็อก วันนั้นเขามาก็อปข้อความไปให้แม่เขา เขาได้ช่วยตรวจทานข้อความทั้งหมดให้ มีตัวหนังสือเขียนผิดไว้หลายที่
นี่เมื่อตอนหลังเขาแวะเข้ามาหาแปบบนึง มาบอกว่าหมอดูทำนายเขาไว้ว่าเขาจะรวย เราบอกว่าจะไม่รววยได้ยังไง คนเจริญสติรวยทุกคน

โฆษณา

ได้ยินเสียงความคิดคนอื่น

วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ยินเสียงความคิดของคนอื่น เหตุเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ ขณะที่กำลังทานอาหารมื้อเช้ากับน้องที่ทำงาน ตอนแรกคิดว่าน้องเขาถามมา เราก็ตอบไป ที่ไหนได้ น้องกลับย้อนถามมาว่า พี่มาตอบคำถามทำไม ยังไม่ได้ถามออกไปเลย

เนื่องจากระหว่างที่ทานข้าวด้วยกัน คุยเรื่องการปฏิบัติและเรื่องอื่นๆ กับข้าวมื้อนั้นมีแกงส้ม ซึ่งแกงนั้นมีผักต่างๆผสมกัน เราเห็นน้องเขาตักผักขึ้นมาเขี่ยๆชิ้นหนึ่ง
แล้วเขาถามว่า นี่ใช่มะละกอหรือเปล่า

เราได้ยินแบบนั้นจริงๆ เราก็ตอบไปว่า ไม่ใช่หรอก มันเป็นมะกอก มะละกอจะไม่มีแบบนี้ คือ เนื้อมันเหมือนผลไม้ชิ้นเล็กๆแล้วนำมาผ่าครึ่ง ตอนนั้นเราเข้าใจว่าคือมะกอก ไม่ก็มะลิงปลิง แต่จริงๆคือมะม่วงกระล่อนหรือมะม่วงสามฤดู จะมีลูกเล็กๆ

พอเราตอบไป น้องเขาก็ย้อนกลับมาว่า พี่มาตอบคำถามทำไม ยังไม่ทันได้ถามออกไปเลย แค่คิดเอง เราก็บอกว่า เมื่อกี้เขาถามเราจริงๆ ตอนที่เขี่ยๆผักน่ะ เราได้ยินเสียงเขาถามว่ามันใช่มะละกอหรือเปล่า

เขาก็บอกว่า ไม่ได้พูดจริงๆ แต่เขากำลังคิดในใจ แล้วว่าจะถามเราตามที่กำลังคิดอยู่ พอดีเราตอบไปก่อนที่เขาจะถาม เราก็เลยเล่าเรื่องแปลกๆที่เราเจอกับตัวเองในช่วงนี้ให้เขาฟัง

อย่างเมื่อวันก่อน เรากำลังจะไปหาคนที่ปฏิบัติกับเรา ว่าจะแวะไปคุยด้วย กำลังเดินไป จู่ๆขามันเลี้ยวเข้าซอยบ้านเฉยเลย เราก็ไม่ได้ใส่ใจ เข้าบ้านก็เข้าบ้าน เลยไม่ได้ไปหาคนๆนั้นแต่อย่างใด

มันมีเหตุนะ ภรรยาของคนๆนั้น เขายังไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติเท่าไหร่นัก เราระแวงเรื่องระหว่างเรากับสามีของเขา เขากำลังยืนดูเราจากอีกที่ และกะว่า ถ้าเราไปที่ร้านของเขา เขาจะตามไปว่าเราที่ร้าน

ซึ่ง อย่างที่เล่าให้ฟัง จริงๆแล้วเราตั้งใจจะแวะไปจริงๆ เพราะไม่ได้ถามเรื่องการปฏิบัติของคนๆนั้นมาน่าจะอาทิตย์ได้แล้ว แค่จะแวะไปถาม แต่ขามันดันเดินเลี้ยวเข้าบ้าน เราก็เลยไม่ได้ไป ถึงบอกว่า นี่แหละเรื่องแปลกๆ

ก็มีหลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่ใครๆมาคุยกับเรา เขาคิดว่าเรารู้วาระจิตของเขากัน เพราะสิ่งที่เราพูดคุยกับเขานั้น คือเป็นเรื่องราวที่เขาตั้งใจจะมาปรึกษาหรือมาพูดคุยกับเรา

ส่วนมากเลยถามกันว่า เรารู้ล่วงหน้าได้ยังไง แล้วมีอีกหลายๆเรื่องที่เขาบอกกันว่า เราได้แนะวิธีแก้ไขปัญหาให้กับเขาไว้ล่วงหน้า ทั้งๆที่เรื่องยังไม่เกิด ซึ่งต่อมามันเกิดขึ้นจริงๆตามที่เราพูดไว้

เราบอกว่า เราไม่ได้รู้อะไรเลย นี่พูดจริงๆ เพียงแต่เราพูดไปตามสภาวะของแต่ละคนที่เขาจะต้องเจอเท่านั้นเอง ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าเขาจะต้องเจอ ก็มันเป็นเรื่องปกตินะ ในเมื่อเรากับเขาไม่แตกต่างกัน

ถึงแม้สภาวะที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น อาจจะดูแตกต่างกัน แต่กิเลสนั้นไม่แตกต่างกันเลย ในเมื่อเราเจอเรื่องราวเหล่านั้นมาหมดแล้ว ทำไมเราจะไม่รู้ล่ะว่าเขาจะต้องเจออะไรกัน

สภาวะมันมาทดสอบตลอดเวลา ทดสอบกิเลส เรื่องเดิมๆซ้ๆ แต่เปลี่ยนตัวละครมาแสดงมาให้ดูเท่านั้นเอง เพียงแต่จะรู้กันหรือเปล่า ถ้ารู้แล้วจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดทันที

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ นี่คือ ครั้งแรกจริงๆ ที่เราได้ยินความคิดหรือรู้ความคิดของคนอื่น ก่อนที่เขาจะพูดออกมา นี่คืออีกหนึ่งของเรื่องแปลกที่เราเจอ ยิ่งเจริญสติ ทำต่อเนื่อง จะมีแต่เรื่องอะเมซิ่ง มันน่าอะเมซิ่งจริงๆ แต่จิตเราไม่มีกระเพื่อม คือ ไม่มีความยินดี หรือ ยินร้าย ต่อสิ่งที่ได้พบเจอในวันนี้ เพียงนำมาเล่าสู่กันฟัง

สภาวะน่ะ มาทดสอบเราตลอดเวลา ทดสอบกิเลสที่ยังคงมีอยู่ในจิต ว่ามีมากหรือน้อย มีการให้ค่ามากแค่ไหน ถ้าสติไม่ทัน เจอสภาวะแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความศรัทธาแต่ขาดปัญญาได้

แทนที่จะปฏิบัติเพื่อดับที่เกิดเหตุทั้งปวง อาจจะกลายเป็นหลงสภาวะ หลงกิเลส หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นได้ทันที่ เราจึงต้องเจริญสติให้ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้แหละ เพื่อให้อยู่กับปัจจุบันได้ทัน รู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของกิเลส ที่มาหลายรูปแบบ สุดแต่ว่าเหตุของแต่ละคนสร้างกันมาแบบไหน นี่แหละเสน่ห์ของการเจริญสติ มักจะมีเรื่องให้เราได้ทำข้อสอบตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อเลย

ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ยิ่งเจอแต่ความสุขที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งใดที่คิดๆไว้ในใจ ไมว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม เป็นจริงหมด แม้แต่จะอยากได้อะไร ได้ตามนั้นหมด นี่แหละบททดสอบสุดๆเลย

เรียนรู้ ชีวิตในเมือง(ต่อ)

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นหรือทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น คือการเรียนรู้ เรียนรู้ด้วยตัวของตัวเราเอง เรียนรู้การที่จะอยู่กับสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นๆได้ ร่างกายเราปรับสภาพได้ไว อาจเกิดจากผลของการเจริญสติมาอย่างต่อเนื่อง

การเดินทาง แรกๆดูเหมือนจะรู้สึกเพลียๆ แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้น คำว่าดีขึ้นหมายถึงทางจิต ไม่ใช่ทางร่างกาย ร่างกายยังคงเพลียๆ แต่ทางจิตมันยอมรับได้ เลยไม่ไปรู้สึกอะไรกับสภาวะ

นั่งรถแล้วหลับๆตื่นๆตลอดทาง ก็ให้รู้ไปตามนั้น ไม่ไปให้ค่าว่า เพราะอย่างนั้น อย่างนี้จึงทำให้ง่วงนอน เมื่อการให้ค่าหายไปได้ ใจมันเลยสบาย เลยแค่รู้ ไม่ไปพูดว่าเพราะอย่างนั้น อย่างนี้ จริงๆแล้วทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราเอง ว่าเราไปให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆเอาเอง ทั้งๆที่เป็นเรื่องปกติ แต่เราไปทำให้เรื่องปกติกลายเป็นเรื่องผิดปกติไปเอง

นิยายที่ยังไม่มีตอนจบ

ในบางครั้ง ความรู้สึกนี่บอกไม่ถูก มันเหมือนรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวในดลกใบนี้ เวลามองผู้คนที่ผ่านไปมา เหมือนอะไรสักอย่างที่ผ่านไปมา

ทั้งๆที่บางคนรู้จัก แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่รู้จัก เหมือนมองทะลุข้ามตัวตนที่มองเห็นไป บางทีเราต้องหยุดรวบรวมสติเวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้
รวบรวมจิตให้อยู่กับปัจจุบัน แล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นจะหายไปเอง

ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งพบเจอแต่สภาวะแปลกๆ เรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก มันชวนให้ค้นหา ชวนให้ดำเนินตาม ไม่มีการปฏิเสธสภาวะแบบก่อนๆ คือ เมื่อก่อนบางครั้งยังมีบ้างที่เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจในสภาวะหรือในสิ่งที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น มันจะรู้สึกเป็นว่า สภาวะนี้น่าสนใจยิ่งนัก มีอะไรแปลกๆใหม่ๆให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้เราเหมือนนักเล่านิยายตัวยง นิยายที่เป็นเรื่องจริง ที่ไม่รู้ว่าจะจบเรื่องราวลงเมื่อไหร่ มีแต่เรื่องให้ขีดๆเขียนๆตลอดเวลา มีเรื่องเล่าสู่กันฟังได้เรื่อยๆ แต่จุดจบคือ หมดเหตุ หมดผล มันมีแค่นั้นเอง จบไปทีละตอน ทีละคน ทีละเรื่อง

มันยิ่งกว่าเรื่องมิติลี้ลับหรือมิติพิศวงอะไรพรรณนั้น เรื่องแเล่าแบบนั้นพิสูจน์ได้ยาก หาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมนำมาอ้างอิงในสมมุตินี้ได้ยาก

แต่ในเรื่องของจิต มันสามารถพิสูจน์ได้ โดยคนที่อยากจะรู้เกี่ยวกับเรื่องราวแปลกๆพิศดารเหล่านี้ ต้องลงมือพิสูจน์ด้วยตัวเอง โดยเดินทางผ่านมิติ มีสิติ สัมปชัญญะเป็นอาวุธคู่กาย

มกราคม 2011
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: