ถูกทำข้อสอบอีกครั้ง

ในการโดนทำข้อสอบครั้งนี้ แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถือว่าสอบผ่าน เพราะจิตไม่มีกระเพื่อมต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด บทสภาวะเขาจะจบ เขาก็จบโดยตัวสภาวะของเขาเอง โดยที่เรามีหน้าที่เจริญสติต่อเนื่อง อยู่กับปัจจุบัน ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำแค่นี้แหละ แล้วทุกๆอย่างจะจบลงไปเอง นี่แหละผลของการเจริยสติ มีแต่เป็นเหตุให้ภพชาติสั้นลงไปเรื่อยๆ

โฆษณา

เย้ายวนใจยิ่งนัก

ความแตกต่างของสมาธิ

เวลาสมาธิไหลเอื่อยๆ ไม่มีกำลังมาก จิตจะมีการนึกคิดพิจรณาเนืองๆ
แต่วเวลาที่สมาธิมีกำลังหนักแน่น แนบแน่นมากๆ จิตจะไปรู้จดจ่ออยู่ในกายมากกว่าจะเกิดการนึกคิดพิจรณาใดๆ

ช่วงนี้สมาธิเราส่วนมากจะเกิดแบบเอื่อยๆ มีบางครั้งที่มีกำลังมาก แต่ไม่เกิดบ่อยเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเกิดแค่วันละครั้งสองครั้งไม่แน่นอน ผิดกับเมื่อก่อน จะเกิดบ่อยมากๆ จนทำให้เราชอบเล่นกับสมาธิ เพราะเวลาที่รู้ในกายได้ชัด จิตจะเหมือนเล่นกับสภาวะที่เกิดขึ้น ไล่จับดูตัวโน้นตัวนี้ตลอดเวลา

แต่โดยสภาวพทั้งสองสภาวะที่มีความเหมือนๆกันคือ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าสมาธินั้นจะมีกำลังมากหรือไหลเอื่อยๆก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ ขาดการรับรู้นอกกายไปชั่วขณะ จะไปรู้ในกายได้ต่อเนื่อง แม้กระทั่งเสียงเครื่องจักรที่กำลังทำงานซึ่งปกติเสียงจะดังมากๆก็ไม่ได้ยิน

ยิ่งโกหก ยิ่งห่างไกล

กิเลสนี่ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ตัวตัณหาความทะยานอยากต่างๆในบัญญัติที่มุ่งหวังอยากจะเป็น ทำให้ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ ทั้งๆที่เห็นแล้ว ( กิเลส ) แต่ยังไม่รู้ว่าเห็น เพราะกิเลสความอยากต่างๆบดบังสภาวะหรือดวงตาให้มืดบอด

เงาของจิตที่นิยมมาใช้เรียกกันในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น จริงๆแล้ว มันก็คือสภาวะกิเลสที่มีอยู่ในใจของแต่ละคน ใครอยากจะเป็นอะไร ก็เล่นแสดงเป็นตัวละครที่อยากจะเป็น

เมื่อยังหลงเล่นกับเงาของจิตหรือกิเลสนี่ ยิ่งทำให้ยากที่จะเห็นตามความเป็นจริง เพราะไปหลงเล่นตามกิเลสที่อยากจะเป็นในบัญญัตินั้นๆเอง

ตัวละครที่นำมาแสดงนั้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความทะยานอยากในใจที่อยากจะเป็นในตัวละครนั้นๆ เหมือนผู้กำกับหนัง คือ จิตของตัวเองนี่แหละ กำกับกิเลสที่ตัวเองนั้นอยากจะเป็น เล่นได้ทุกบทบาท แสดงในแนบเนียน เกิดจากการ อ่านมาก ฟังมาก แต่ปฏิบัติยังไม่ไปถึงไหน เพราะหลงเพลิดเพลินกับเงาของจิต

ยิ่งเล่นมากเท่าไหร่ แสดงมากเท่าไหร่ ภพชาติย่อมยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะเหตุของความไม่รู้ตัวนี้นี่แหละ ถึงได้บอกว่า กิเลสนี้ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก เหตุมี ผลย่อมมี

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตของแต่ละคน ล้วนเกิดจากตัวเองทำมันขึ้นมาเองทั้งนั้น เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ทำไปเพื่อหวังที่จะเป็นอะไรในบัญญัติต่างๆ

แต่ทำเพื่อรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เมื่อรู้เท่าทันได้มากเท่าไหร่ ยิ่งอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเท่านั้น ภพชาติที่เกิดขึ้นใหม่ ย่อมสั้นลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ไหลไปตามอุปทานการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เงาของจิต ยังเป็นเพียงสภาวะหยาบๆ ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ เพียงแต่จะรู้หรือยังเท่านั้นเอง ถ้ารู้แล้ว ย่อมไม่หลงเล่นอีกต่อไป เพราะเมื่อคิดดับที่เหตุ ย่อมไม่คิดจะสร้างเหตุอีกต่อไป

แต่เมื่อยังไม่รู้ก็ยังคงหลงเล่นกันต่อไป การเล่นกับเงาของจิตคือการโกหกตัวเอง ในเมื่อยังยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่ตัวเองนั้นเป็นอยู่ยังไม่ได้ เรื่องการเห็นตามความเป็นจริงในด่านแรก ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง เพราะความอยากบดบังสภาวะจนมืดมิด

มกราคม 2011
พฤ อา
« ธ.ค.   ก.พ. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: